กฏระเบียบอิมมิเกรชั่นใหม่ เริ่มใช้ 1 ต.ค. 2006

ตั้งแต่เกิดการปฏิรูปการเมืองบ้านเราเมื่อวันที่ 19 กันยาที่ผ่านมา เลยเซ็งๆ ไม่ได้เขียนคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้ว จนได้ข่าวว่าแต่งตั้งนายกชั่วคราวได้แล้ว จึงต้องรีบทำใจกลับมาเขียนคอลัมน์ต่อ
ตอนนี้กฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ค่อยๆเปลี่ยนไปในทางเข้มงวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เกสท์เวิ้ร์คเค่อร์โปรแกรมที่โรบินฮู้ดหลายคนตั้งตารอคอยหวังจะได้ใบเขียวในอนาคต ก็ยังไม่มีทีท่าจะผ่านออกมาเร็วๆนี้

ทำใบเขียวติดขัดอาจถูกส่งกลับ
เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2006 ตามเม็มโมจากไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่น นาย Michael Aytes ถึงหน่วยงานอิมมิเกรชั่นว่า ในกรณีที่เคสขอใบเขียวในอเมริกาไม่ผ่าน (เคสเปลี่ยนสถานภาพ หรือ Adjustment of Status รวมขอใบเขียวแต่งงาน ใบเขียวครอบครัวและใบเขียวแรงงาน เป็นต้น) เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องส่งโนติสแจ้งผู้ยื่นเรื่องว่าไม่ผ่านและแนบจดหมายแจ้งให้ไปปรากฏตัวที่ศาลอิมมิเกรชั่นทันที (Notice to Appear) และผู้นั้นจะถูกดำเนินเรื่องส่งกลับและไม่สามารถรับอาสากลับเอง หรือเปลี่ยนทำเคสอื่น หรือขอคงไว้ซึ่งวีซ่าเดิม
ก่อนหน้านี้ถ้าคุณทำเรื่องใบเขียวไม่ผ่าน จะใช้เวลากว่าจะดำเนินเรื่องขับไล่ คุณมีเวลาที่จะรับอาสาเดินทางออกนอกประเทศได้เอง หรืออาจมีเวลาแต่งงานกับซิติเซ่นและทำใบเขียว หรือหย่าและแต่งใหม่ทัน หรืออาจขอเปลี่ยนเป็นวีซ่าอื่นในกรณีที่วีซ่ายังไม่ขาด หรือยังคงไว้ซึ่งวีซ่าเดิม เช่น คนถือวีซ่าท่องเที่ยว ทำใบเขียวแต่งงานไม่ผ่านอาจรับอาสาเดินทางออกไปเองและขอให้คงวีซ่าท่องเที่ยวของตนไว้ ซึ่งหลัง 1 ตุลาคม ตามเม็มโมนี้ คุณจะทำไม่ได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ถ้าคุณถูกดำเนินเรื่องขับไล่ถือเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด เพราะจะเป็นปัญหาทำเรื่องกลับเข้าอเมริกาไม่ได้ตลอดชีวิต เพราะถ้าเป็นกรณีรับอาสาเดินทางออกเอง จะไม่เป็นประวัติเสียและสามารถพยายามทำเรื่องเข้าอเมริกาได้
ผลต่อคุณ
สิ่งที่กลุ่มทนายอิมมิเกรชั่นเป็นห่วงคือ เคสขอใบเขียวที่มีปัญหาบางครั้งเพียงเล็กน้อย เช่น อาจเป็นการขาดเอกสาร หรือส่งหลักฐานเพิ่มไม่ทัน หรือผู้ยื่นไม่ได้รับจดหมายนัดจากอิมมิเกรชั่น เป็นต้น ตามระเบียบใหม่นี้เคสอาจถูกปฏิเสธได้ง่ายๆ และเมื่อลูกความได้รับโนติสให้ไปศาล ถึงแม้จะเป็นการผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจแก้ไขได้ แต่หลังจากได้รับโนติสแล้วจะเป็นการยากที่จะไปเบรกเรื่องและแก้ไขจากปลายเหตุ เพราะระบบงานอิมมิเกรชั่นปัจจุบันแยกออกเป็นหลายแผนก เมื่อคุณถูกโนติสดำเนินเรื่องขับไล่ ทุกแผนกจะมีบันทึกประวัติของคุณ ถึงแม้เรื่องจะแก้ไขได้ภายหลัง แต่หลายครั้งที่ประวัตินั้นไม่ถูกลบจากระบบ ทุกครั้งที่คุณเดินทางเข้าออกประเทศ ก็อาจเป็นปัญหาได้
ปัญหา
กลุ่มทนายอิมมิเกรชั่นเชื่อกันว่า ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นออกเม็มโมครั้งนี้เนื่องจากต้นปีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินคดีชนะให้ผู้ที่ถูกดำเนินเรื่องเนรเทศ สามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวได้ในขณะถูกดำเนินเรื่อง ไดเร็คเต้อร์รีบออกเม็มโมประกาศระเบียบใหม่ นี่คือปัญหาระบบกฎหมายที่นี่ เพราะถึงแม้จะมีตัวบทกฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันไดเร็คเต้อร์อาจตีความหมายออกมาอย่างหนึ่งและผ่านเม็มโมระบุระเบียบการวางไก๊ดไลน์ ให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นก็จะปฎิบัติตามทันที จนกว่าจะมีคดีขึ้นถึงศาล และถึงแม้ศาลจะตัดสินให้เคสชนะ แต่จะเป็นเพียงเคสต่อเคส ตัวบทกฎหมายไม่ได้เปลี่ยน ทนายก็จะพยายามนำเคสนั้นมาเป็นบรรทัดฐานใช้กับเคสต่อไป ถ้าเราได้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นที่ใจกว้างหน่อยยอมรับเคสบันทัดฐานเป็นตัวอย่าง เคสเราก็จะผ่านไปได้สวย แต่ถ้าแจ๊คพ็อทพบเจ้าหน้าที่ๆไม่สน และตีความหมายเคสแตกต่างไป เคสก็จะถูกปฎิเสธ ผู้ยื่นส่วนมากก็มักจะยอมรับและเลิกราไปเพราะไม่มีเงินสู้ค่าทนายไปต่อสู้ถึงขั้นศาล (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ระบบกฎหมาย” และ “การขัดกันระหว่างกฎหมายอิมมิเกรชั่นและกฎหมายรัฐ” ได้ในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 19 และ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง หน้า 1-2 และ 1-8)
ข้อแนะนำ
การทำอิมมิเกรชั่นเคสแต่ละเคสต้องละเอียดมากๆ การเตรียมเอกสาร การกรอกข้อมูลในเอกสาร ถึงการสัมภาษณ์แต่ละตอนต้องอาศัยความรู้และความละเอียด ดิฉันเคยเชื่อว่าถ้าเคสคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณอาจทำเองก็ได้หรือไปหาแทนะช่วยกรอกฟอร์ม (แทนะสามารถกรอกฟอร์มได้อย่างเดียว ให้คำปรึกษาไม่ได้) แต่หลายปีที่ดิฉันทำเคสมาและอ่านคดี หรือได้ยินปัญหามา ตั้งแต่เล็กกลายเป็นใหญ่ เดี๋ยวนี้ดิฉันจะไม่แนะนำให้ทำเคสเองเลย กฎหมายอิมมิเกรชั่นมีแต่จะซับซ้อนและมีช่องโหว่มากขึ้น แต่ละเจ้าหน้าที่ แต่ละออฟฟิส มองรูปเคสออกมาต่างๆกัน และผลจะออกมาต่างกันได้ โดยเฉพาะเม็มโมระเบียบที่ผ่านออกมาใช้นี้ เริ่มกับเคสที่ยื่นหลังวันที่ 1 ตุลาหรือเคสที่ตัดสินหลังวันที่ 1 ตุลา รวมเคสที่สัมภาษณ์หลังวันที่ 1 ตุลา