ยื่นใบเขียวสัมภาษณ์ที่ไหน และ เคสแอ็พพรูฟหมายความว่าอย่างไร

สวัสดีค่ะ วันจันทร์ที่ 3 กันยา เป็นวันแรงงาน หรือ เลเบ้อร์ เดย์ (Labor Day) เป็นวันหยุดราชการทำให้สุดสัปดาห์นี้หยุดยาว 3 วัน เรียก “ลองวี้คเอ็นด์”(Long Weekend) อเมริกานี้แปลกกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลกวันแรงงานตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม มีประเทศนี้เท่านั้นที่ตรงกับวันจันทร์แรกของเดืนกันยายน วี้คเอ็นด์นี้จะเป็นวันช้อปปิ้งใหญ่ก่อนโรงเรียนเปิดเทอม เสื้อผ้าจะลดราคามากๆ และเสื้อผ้าหน้าร้อนก็ล้างสต๊อค เริ่มขายเสื้อผ้าหน้าหนาว ขอให้ช้อปกันสนุกๆนะคะ (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับวันหยุดราชการ ได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 27แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308) ดิฉันเลยถือโอกาสไปเที่ยว Sequoia National Park กับครอบครัวและครอบครัวพี่สาว รวม 11 คน เดินป่าปีนเขาลงน้ำตก (หกล้มจากจักรยานที่อิตาลี่ยังไม่หายดี ยังหาเรื่องอีก) ที่นี่มีต้นไม้ redwood ใหญ่มาก 100+ ปี สวยงามมาก

เข้าเรื่องเลยนะคะ คอลัมน์นี้จะพูดถึงสองหัวข้อนี้ที่เข้าใจผิดกันมากคือ (1) เมื่อยื่นใบเขียวต้องไปสัมภาษณ์ที่ไหน และ (2) เมื่อคุณได้รับใบแอ็พพรูฟเคส หมายความว่าคุณจะได้ใบเขียวเลยหรือไม่

ยื่นใบเขียว สัมภาษณ์ที่ไหน

เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวครอบครัวทุกกรุ๊บ คุณต้องถูกสัมภาษณ์ เมื่อลูกความโทรมาให้ดิฉันทำเคสใบเขียว มักจะกังวลเรื่องสัมภาษณ์ว่า ถ้าทำใบเขียวกับดิฉันซึ่งสำนักงานทนายอยู่ในรัฐคาลิฟอร์เนียแล้ว ตนจะต้องไปสัมภาษณ์ในรัฐคาลิฟอร์เนียหรือไม่ ไม่นะคะ ทางอิมมิเกรชั่นจะดูจากที่อยู่และรหัสไปรษณ์ย์ของผู้ยื่นเรื่อง และให้คุณไปสัมภาษณ์ที่ออฟฟิสที่ครอบคลุมเขตนั้นๆ เขาไม่ดูจากที่อยู่ของทนายค่ะ คุณจะสัมภาษณ์ที่ไหนขึ้นอยู่กับตัวผู้ได้ใบเขียวอยู่ที่ไหน ถ้าคุณอยู่เมืองไทย และเรื่องยื่นเข้าสถานทูต คุณต้องไปสัมภาษณ์ที่สถานทูตอเมริกันในกรุงเทพ (ผู้ที่อยู่เชียงใหม่ต้องสัมภาษณ์ที่กรุงเทพเช่นกัน เพราะกงสุลอเมริกันในเชียงใหม่ทำเรื่องสัมภาษณ์วีซ่าเท่านั้น ไม่สัมภาษณ์เร่องใบเขียว) แต่ถ้าคุณอยู่ในอเมริกา คุณจะไปสัมภาษณ์ที่ออฟฟิสอิมมิเกรชั่นที่ใกล้บ้านผู้รับใบเขียวมากที่สุด ในกรณีที่ผู้ยื่นเรื่องให้ และผู้รับใบเขียวอยู่คนละที่อยู่ คุณจะไปอิมมิเกรชั่นตามที่อยู่ผู้รับ

ทำใบเขียวแต่งงานอยู่คนละบ้าน

ในกรณีที่เป็นใบเขียวแต่งงาน ถ้าคุณและคู่สมรสอยู่คนละเมือง อันนี้อาจเป็นปัญหาเพราะอิมมิเกรชั่นจะตั้งข้อสงสัยว่าคุณแต่งงานจริงและอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาหรือไม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเคสจะไม่ผ่าน ดิฉันทำเคสที่คู่สามีภรรยามีที่อยู่สองแห่ง และเรื่องผ่าน การที่สามีภรรยามีที่อยู่สองแห่งปัจจุบันไม่ใช่ของแปลก อาจเป็นเพราะตำแหน่งหน้าที่การงานหรืออาจมีหรือความจำเป็นบางอย่าง (สามีและดิฉันมีที่อยู่สองแห่งประมาณเกือบ 10 ปีเนื่องจากงานของเขาและงานดิฉัน) แต่เวลาดิฉันยื่นเรื่อง ดิฉันจะใช้บ้านเป็นที่อยู่เดียวกัน ถึงแม้ว่างานจะแยกกันคนละรัฐ ตราบใดที่คุณเตรียมเรื่องและสามารถให้เหตุผลถึงความจำเป็นที่ต้องแยกที่อยู่ได้ ในแง่ศัพท์กฎหมายคำว่า “ที่อยู่” หรือ “บ้าน” มีความหมายต่างกัน เช่น คำว่า เรสสิเด๊นท์ (resident) คือถิ่นฐานที่อยู่ ดอมิไซล์(domicile) คือภูมิลำเนา โฮม (home) คือบ้านของคุณ หรือ เฮาส์(house) คือบ้านทั่วไปความหมายไม่ลึกซึ้งเท่าโฮม เป็นต้น สำหรับทนายความ ดิฉันตีความหมายไม่เหมือนกัน คนเราอาจมีถิ่นฐานที่อยู่สองแห่ง ตัวอย่าง คนที่อยู่อเมริกา 6 เดือน อยู่เมืองไทย 6 เดือน เท่ากับมีสองเรสสิเด๊นท์ และคนที่ตั้งรกรากอยู่ในอเมริกาเท่ากับมีภูมิลำเนาหรือ “ดอมิไซล์” อยู่ในอเมริกา สามี ภรรยาอยู่คนละบ้านหรือคนละอพาร์ทเม๊นท์ เนื่องจากที่ทำงานอยู่ไกล ถือว่ามีที่อยู่หรือมีเฮาส์สองหลัง แต่โฮมของคุณทั้งสองจะมีหลังเดียว คือจะเป็นบ้านที่อยู่ถาวรของคุณทั้งสอง ฝรั่งมีคำพังเพยว่า A home is your castle คือ บ้านคือปราสาทของคุณ หรือ A home is where you hang your hat. คือ บ้านคือที่ๆคุณแขวนหมวก (ไม่ใช่ถอดกางเกงและแขวนแต่ละบ้านนะคะ เดาเอาเองแล้วกัน!!) สรุปได้ว่า ถ้าสามีภรรยาถึงแม้จะอยู่กันคนละที่ แต่จะมีที่หนึ่งที่คุณถือว่าเป็นบ้านของคุณทั้งสอง เป็นที่ๆคุณจะมาเจอกันในวันเสาร์อาทิตย์ หรือเป็นที่อยู่ที่คุณมีจดหมายส่งมาถึง เป็นต้น ที่นั้นคือที่อยู่ถาวร เมื่อเรากำหนดได้ว่าที่ไหนคือบ้าน ดิฉันจะแนะนำให้คุณใช้ที่อยู่นั้นเป็นที่ๆอิมมิเกรชั่นส่งเอกสารมาให้ และคุณจะได้ไปสัมภาษณ์ออฟฟิสอิมมิเกรชั่นที่ใกล้บ้านนั้น

เคสแอ็พพรูฟหมายความว่าอย่างไร

เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวครอบครัว คุณจะตกอยู่ 2กรุ๊บ คือกรุ๊บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” (Immediate Relative) คือ ใบเขียวแต่งงานกับซิติเซ่น ใบเขียวพ่อหรือแม่ของซิติเซ่น และใบเขียวเด็กลูกของซิติเซ่น ทั้งสามอย่างนี้ ไม่จัดอยู่ในโควต้าเมื่อคุณได้รับใบแอ้พพรูฟ หมายความว่าอีกไม่กี่เดือนก็จะได้เรียกสัมภาษณ์และได้ใบเขียว

ส่วนอีกกรุ๊บหนึ่งเรียกกรุ๊บ “เพร็ฟเฟอเร็นซ์” (Preference) แบ่งเป็นใบเขียว 4 ชนิด คือ
(1)ใบเขียวลูกของซิติเซ่นที่เป็นผู้ใหญ่แล้วคืออายุเกิน 21 ปีที่ยังไม่แต่งงาน
(2) ใบเขียวของคู่สมรสของผู้ถือใบเขียว และลูกของผู้ถือใบเขียวที่ยังไม่แต่งงาน
(3) ใบเขียวลูกของซิติเซ่นที่แต่งงานแล้ว และ
(4) ใบเขียวพี่หรือน้องของซิติเซ่น ใบเขียวทั้งสี่ชนิดนี้มีโควต้าต้องคอยหลายปี

ฉะนั้นเมื่อคุณได้รับจดหมายจากอิมมิเกรชั่นว่าเคสแอ็พพรูฟหรือผ่านแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้ใบเขียวเร็วต่อจากนั้น คุณยังต้องคอยไปอีกจนกว่าโควต้าจะมาถึง วิธีเช็คโควต้าเคส ก่อนอื่นให้ดูวันที่บนใบแอ็พพรูฟของคุณก่อน จะมีวันที่ใต้ Notice date อยู่ซ้ายมือบนสุด วันนั้นเรียกวัน “พรายออริตี้เดท” (Priority date) ของคุณ คุณสามารถเช็ค “พรายออริตี้ เดท” ว่าคุณต้องคอยนานอีกเท่าไรถึงจะได้ใบเขียวจากเว๊บไซท์อิมมิเกรชั่น www.travel.state.gov และคลิกเข้าดู visa bulletin และดูกรุ๊บของคุณ visa bulletin นี้เปลี่ยนเขยับเร็วขึ้นแต่ละเดือน ตัวอย่าง ถ้าคุณเป็นลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ปีที่ยังไม่แต่งงาน เท่ากับคุณเป็นกรุ๊บหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ visa bulletin ของเดือนกันยายน 2007 โชว์วันที่ 01 Oct 01 หมายความทางอิมมิเกรชั่นกำลังพรอเซสเคสที่ยื่นเข้าไปเมื่อเดือนตุลาคม 2001 ถ้าสมมติ Notice date ของคุณเขียน 01 Jan 03 หมายความว่าคุณต้องรอไปอีกปีกว่า โควต้าขงคุณจะมาถึง (คุณสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ .“กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ และ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” ได้ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” บทที่ 4หน้า 4-8 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)

ขอต่อท้ายนิดหนึ่ง ดิฉันพึ่งได้อีเมล์จากแฟนคอลัมน์วันนี้ เขียนดังนี้

ดิฉันเคยส่งอีเมลมาปรึกษากับคุณทนายแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ยังสับสน ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะทำอย่างไร วนเวียนเข้ามาหาอ่านตามเว็ป แล้ววันนี้ก็โชคดีมีคนให้ลิง้ค์ของคุณมา ซึ่งครั้งแรกที่ติดต่อคุณไม่ทราบว่าคุณมีเว็ปส่วนตัวอยู่

วันนี้เข้ามานั่งอ่านทุกบทความที่คุณเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนไทยด้วยกัน อย่างละเอียด ดิฉันรู้สึกซึ้งในน้ำใจของคุณทนายเป็นอย่างมาก ที่บอกว่า ให้คำปรึกษาโดยไม่คิดเงิน วันนี้ดิฉันแค่อยากจะมาขอบพระคุณในน้ำใจอันประเสริฐของคุณทนายซึ่งมีแก่คนไทย ขอให้รักษาความดีนี้เอาไว้ ขอให้คุณเจริญยื่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ …

ดิฉันดีใจค่ะและแอ็ปปี้ที่ได้ช่วยให้ความรู้คนทั่วไป ดิฉันถือว่าความรู้เป็นของฟรี (พอๆกับ “ยิ้ม”) มีเท่าไรให้หมด ถ้าคุณๆรับได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันต้องขอขอบคุณ คุณ “จิระเดช” ที่เป็นคนทำเว๊บไซด์ให้ดิฉัน และจัดลงคอลัมน์ให้ทุกสัปดาห์ โดยไม่ได้คิดสตังดิฉันเลย ต้องขอขอบคุณสุดๆมาในที่นี้ด้วย