ปัญหาคู่สมรสที่มาอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้น

ขณะที่คุณอ่านคอลัมน์นี้ ดิฉันคงอยู่เมืองไทยเรียบร้อย ไปเที่ยวอีกแล้วค่ะ 3 สัปดาห์ กลับอเมริกาวันที่ 4 ตุลา คุณสามารถติดต่อดิฉันทางอีเมล์ มีแฟนคอลัมน์ขอร้องให้ดิฉันจัดสัมนาตามที่เคยจัดที่มติชนเมื่อก่อนนี้ ดิฉันกำลังหาวิธีค่ะว่าจะจัดได้ไหมและเมื่อไร เพราะอยากตอบแทนที่แฟนๆศรัทธา ดูจากอีเมล์ที่ได้รับและลูกความที่มาจากทั่วไทยและอเมริกา ทำให้ผู้ให้เต็มใจให้ เมื่อผู้รับๆไว้หมด ถ้าเป็นไปได้จัดคราวนี้คงเป็นการเปิดตัว ไม่มีหัวข้อ เพียงคุยกัน เป็นการตอบคำถาม คำตอบ หรือว่าไงดีคะ ถ้าแฟนๆเมืองไทยมีไอเดียอย่างไร รีบอีเมล์บอกนะคะ

วันนี้วันที่ 11 กันยา ครบ 6 ปีที่ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินเข้าถล่มตึก World Trade ในนิวยอร์ค วันนี้อเมริกาประกาศเป็นวัน Patriot Day วันรักชาติ ไม่เป็นวันหยุดราชการค่ะ เป็นเพียงวันรำลึกถึงผู้เสียชีวิตวันนั้น

สัปดาห์ที่แล้วดิฉันได้อีเมล์จากหญิงไทยที่มาอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้น ดิฉันจะได้จดหมายแนวนี้มาก ซึ่งส่วนมากจะมาจากผู้มาอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้น ขอย่อจดหมาย ถามและตอบ ดังนี้

ถาม ดิฉันมาอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้นกับลูกเมื่อปีที่แล้ว ดิฉันรู้จักกับสามีทางเน็ต เขาไปหาดิฉันที่เมืองไทย 2-3 ครั้งก่อนทำเรื่องมา ตอนนี้ดิฉันและลูกได้ใบเขียวสองปี มีปัญหาคือ สามีมีลูกติดวัยทีน ดิฉันเข้ากับลูกเขาไม่ได้เลย เด็กก็ไม่ชอบเราและชอบแสดงกริยาก้าวร้าวพ่อเขาและไม่มีความเกรงใจ เขาไม่สอนลูก ภาระก็มาอยู่ที่ดิฉัน ดิฉันรับไม่ได้เลย ดิฉันคิดจะเลิกกับเขาแต่คิดว่าจะอดทนรอให้ได้ใบเขียว 10 ปีก่อน ถ้าดิฉันเลิกตอนนี้จะสามารถทำเรื่องยื่นขอใบเขียว 10 ปีเองได้ไหมโดยให้สาเหตุว่าเราบริสุทธิ์ใจตอนแต่งงานแต่เราเข้ากับลูกเขาไม่ได้


ตอบ คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีได้กลางปีหน้า ถ้าคุณอดทนรออยู่ได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ต้องพยายามยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเองซึ่งไม่การันตีว่าจะได้หรือไม่ ดิฉันพบหลายคู่มี่มาอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้น เพราะมาถึงต้องแต่งงานเลยภายใน 90 วันจึงมักพบปัญหา“คัลเช่อร์ ช๊อค” คุณพูดถึงปัญหาลูกเขา เด็กฝรั่งกับเด็กไทยถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน เด็กฝรั่งมีความคิดของตนเอง กล้าพูดกล้าเถียง ซึ่งต่างกับเด็กไทยที่เงียบแต่อาจเก็บกด ดีไปคนละแบบ กรณีคุณขอให้เอาใจเขาใส่ใจเรา เพราะสถานการณ์ระหว่างคุณและสามีเหมือนกันแต่ในทางกลับกัน คือคุณมีลูกติด เขาก็มีลูกติด และอยู่ดีๆก็นำมาอยู่ด้วยกัน คนที่จะลำบากใจที่สุดคือสามี ลูกทุกคนหวงพ่อหวงแม่ เมื่อพ่อแม่อยู่ดีๆเอาคู่สมรสใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน แถมยังเป็นคนต่างชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างกันฟ้ากับดิน ลูกคุณจะคิดอย่างไร ขอให้คุณหนักแน่น ถ้าคุณทั้งสองรักกันก็พยายาม work out ด้วยกัน มันต้องใช้เวลาค่ะ

วีซ่าคู่หมั้นและใบเขียวแต่งงาน

วีซ่าคู่หมั้นต่างกับใบเขียวแต่งงานคือ วีซ่าคู่หมั้น หรือ K-1 วีซ่า เป็นวีซ่าสำหรับคนที่ถืออเมริกันซิติเซ่นเท่านั้น (คนที่ถือใบเขียวทำวีซ่าคู่หมั้นให้แฟนไม่ได้) ที่จะยื่นเเรื่องขอวีซ่าคู่หมั้นให้คู่หมั้นต่างชาติที่อยู่นอกอเมริกา คุณทั้งสองต้องยังไม่แต่งงานกันนะคะ ถ้าคุณทั้งสองจดทะเบียนแล้ว หรือจดหลังเริ่มทำวีซ่าคู่หมั้น เท่ากับเคสวีซ่าคู่หมั้นยกเลิก คุณต้องเปลี่ยนไปทำเรื่องใบเขียวแต่งงานเลย วีซ่าคู่หมั้นมีเงื่อนไขว่า คุนทั้งสองต้องเคยพบกันตัวต่อตัวภายในสองปีก่อนขอวีซ่าคู่หมั้น เมื่อคู่หมั้นเข้ามาในอเมริกาแล้ว คู่หมั้นต้องจดทะเบียนสมรสกันภายใน 90 วันหลังจากเข้าอเมริกา และยื่นเรื่องขอใบเขียวหลังจากนั้น ถ้าทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนกันภายใน 90 วัน คู่หมั้นต้องเดินทางกลับออกไป หรือถ้ามีความจำเป็นจดหลัง 90 วันคุณยังสามารถยื่นเรื่องได้โดยให้เหตุผลและหลักฐานแสดงถึงความจำเป็นว่าทำไมไม่จด ในกรณีที่คู่หมั้นไปแต่งงานกับคนอื่นนอกเหนือจากอเมริกันซิติเซ่นคู่หมั้นที่ยื่นเรื่องให้ ตัวคู่หมั้นต่างชาติจะไม่สามารถขอใบเขียวแต่งงานในอเมริกาได้กับคนอื่น หรือเปลี่ยนวีซ่า คู่หมั้นต้องเดินทางออกนอกประเทศและให้อเมริกันซิติเซ่นคู่สมรสคนใหม่เดินเรื่องขอใบเขียวแต่งงานเข้าไปทางสถานทูต

หลังจากคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงาน (เปลี่ยนสถานภาพ) คุณจะได้ใบเขียวประมาณ 4-5 เดือน คุณจะได้เป็นใบเขียวชั่วคราวมีอายุ 2 ปี ภายใน 90 วันก่อนใบเขียวครบอายุ 2 ปี คุณและคู่สมรสต้องยื่นเรื่องและเซ็นชื่อร่วมกัน ขอใบเขียวถาวรมีอายุ 10 ปี โดยคุณต้องแสดงหลักฐานว่าคุณและคู่สมรสยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน ถ้าคุณหย่ากันก่อนสองปี หรือคู่สมรสไม่ร่วมมือยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีให้ คุณก็จะสูญใบเขียว กลายเป็นคนเถื่อนและอาจต้องถูกกลับเมืองไทย บางกรณีคุณจะสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีได้ด้วยตัวเอง โดยต้องแสดงว่าคุณแต่งงานด้วยความบริสุทธิ์ใจแต่เพราะปัญหาครอบครัวที่รุนแรงที่ทำให้คุณทั้งสองอยู่ด้วยกันไม่ได้ กรณีที่พิสูจน์และผ่านง่ายคือ ถ้าคุณถูกทารุณกรรมทางร่างกาย หรือทางจิตใจ แต่ถ้ากรณีอื่นก็จะขึ้นอยู่กับวิจารณญานของทางอิมมิเกรชั่น (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ “วีซ่าคู่หมั้น” และ “ใบเขียวเงื่อนไข”ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทที่ 4 ใบเขียวหน้า 4-16 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)

ความเป็นมาของวีซ่าคู่หมั้น

ตอนปลายช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี 1945 คองเกรสผ่านกฎหมายเรียก “เดอะ วอร์ ไบรด์แอ็กท์” (The War Bride Act) เนื่องจากทหารที่ไปสงครามไปได้ภรรยาตามเมืองที่มีสถานทัพ เมื่อเลิกสงครามพวกทหารต้องการพาลูกเมียกลับมาด้วย คองเกรสจึงผ่านกฎหมาย “เดอะ วอร์ ไบรด์แอ็กท์” ดิฉันแปลตรงตัวว่า“เจ้าสาวสงคราม” โดยออกวีซ่าให้ลูกเมียทหารเข้ามาอเมริกา ช่วงนั้นผู้หญิงจากฟิลิปปินส์เข้ามามาก เพราะอเมริกามีทหารทัพใหญ่ตั้งอยู่ในฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นเริ่มมีนายหน้าหัวใสจัดบริการหาคู่กลายเป็นธุรกิจใหญ่ ฝรั่งอยู่ทางนี้นั่งดูอัลบั้มรูป และเลือกเจ้าสาวทางไปรษณีย์ เรียก “เมล ออร์เด้อร์ ไบรด์ (mail order bride)” ทางนายหน้าทางโน้นก็จัดส่งตัวผู้หญิงมาภายใต้วีซ่าเจ้าสาวสงคราม โดยทั้งสองไม่เคยเจอหน้าตากันมาก่อน พอผู้หญิงเข้ามาถึงก็มักประสบปัญหาชีวิตคู่มากมาย ต่อมาคองเกรสได้ผ่านวีซ่าคู่หมั้น โดยมีเงื่อนไขว่าฝ่ายชายและหญิงต้องได้พบตัวกันก่อนภายใน 2 ปีก่อนที่หน้าทำวีซ่าคู่หมั้น เมื่อคู่หมั้นเข้ามาอเมริกาแล้ว ต้องแต่งงานกันภายใน 90 วัน และถึงจะยื่นเรื่องขอใบเขียวได้ ถ้าไม่ได้แต่งงานกัน คู่หมั้นต้องเดินทางกลับประเทศ หรือถ้าแต่งงานกับคนอื่นนอกเหนือจากคู่หมั้นตัวเอง ต้องเดินทางกลับเช่นกัน และทำเรื่องขอใบเขียวแต่งงานผ่านสถานทูตเข้ามาใหม่ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2006 คองเกรสผ่านกฎหมายปกป้องเด็กเรียก The Adam Walsh Child Protection and Safety Act ดังนี้คือ ผู้ใดที่มีคดีทางเพศกับเด็ก รวมทั้งแจกจ่าย ขาย ถ่ายรูปเด็กโป๊ หรือใช้อินเตอร์เน็ทเป็นเครื่องมือพยายามติดต่อที่จะมีเพศกับเด็ก เป็นต้น ไม่สามารถขอวีซ่าคู่หมั้นหรือทำใบเขียวให้คู่สมรสได้ ปัจจุบันการขอวีซ่าคู่หมั้นใช้เวลานานขึ้น เพราะต้องตรวจประวัติผู้ยื่นเรื่องขอวีซ่าคู่หมั้นก่อน

“คัลเช่อร์ ช๊อค”

คัลเช่อร์ ช๊อค (culture shock – คือการประสบกับขนบธรรมเนียมประเพณีที่ต่างกัน เลยทำให้ช๊อค)“คัลเช่อร์ ช๊อค” ส่วนมากเกิดกับผู้มาอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้นมากที่สุด ลองนึกภาพนะคะ คุณอยู่เมืองไทย พบชายฝรั่งทางอินเตอร์เน็ท (ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงเขียนจดหมายคุยกันทางไปรษณีย์ ใช้เวลานานกว่าปัจจุบัน) จดหมายก็จะ “สวีท” (sweet) กัน หลังจากนั้น ผู้ชายบินมาเมืองไทยเพื่อจะมาเจอผู้หญิง เมื่อมาถึงเมืองไทย เท่ากับเขามาพักร้อนหรือ “เวเคชั่น” (vacation) เพราะพักอยู่โรงแรม ทานข้าวร้านอาหาร ผู้หญิงพาเที่ยวเมืองไทย คุณทั้งสองเจอหน้ากัน24/7 อะไรๆก็จะสวยงามไปหมด พอปิ๊งกันผู้ชายก็กลับมาดำเนินเรื่องทำวีซ่าคู่หมั้นให้ผู้หญิงตามมา พอผู้หญิงมาถึงอเมริกา ก็เข้าไปอยู่บ้านผู้ชายที่ตนเคยเจอครั้งสองครั้งเท่ากับเขายังเป็นคนแปลกหน้า เสร็จแล้วก็ต้องรีบไปจดทะเบียนแต่งงานภายใน 90 วันนับจากวันเข้ามา ไม่อย่างงั้นต้องเดินทางกลับเมืองไทย เมื่อทุกอย่างเข้าที่ อยู่ไปก็เจอความเหงา ต้องพบกับความจริง คืออยู่บ้าน เป็นแม่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ทำกับข้าว รับภาระตามเก็บกวาดโดยเฉพาะถ้าสามีเป็นคนไม่สะอาด ไม่ได้เวเคชั่นอีกต่อไป จำเจกับชีวิตจริงประจำวัน สามีออกไปทำงาน เจอหน้ากันวันละไม่กี่ชั่วโมง ตัวเองอยู่บ้านไม่รู้จักใคร ยิ่งโดยเฉพาะคุณที่ต้องไปอยู่เมืองเล็กๆไม่ค่อยมีผู้คน มองไปทางไหนเห็นแต่ฝรั่งหาคนไทยไม่เห็นสักคน จะทำอาหารไทยกินทีก็แสนลำบาก หาซื้อเครื่องปรุงก็ยากแถมทำอาหารทีไรสามีก็บ่นว่าเหม็น แต่ตอนไปเที่ยวเมืองไทยเห็นกินแต่อาหารไทย สำหรับผู้ชายก็เจอปัญหา“คัลเช่อร์ ช๊อค” เช่นกัน เพราะอยู่ลำพังมานาน วันหนึ่งก็มีเมียนั่งคอยอยู่บ้าน เลิกงานเสร็จต้องรีบกลับบ้านแทนที่จะไปสังสรรกับเพื่อน และถ้าฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายมีลูกติดก็อาจเป็นปัญหาเพิ่มขึ้น เพราะเริ่มมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยว ตามจดหมายข้างบนที่บอกว่า ลูกชายสามีไม่เกรงใจพ่อ ดิฉันนึกถึงหลานชายเด็กลูกครึ่งวัยทีนเอจซึ่งเจอปัญหา “คัลเช่อร์ช๊อค” เมื่อมาอเมริกาใหม่ๆ เขาถามดิฉันว่า คำว่า “เกรงใจ” ภาษาอังกฤษว่าอะไร ดิฉันนึกอยู่ตั้งนาน เลยตอบว่า “ไม่มีคำนี้ตรงตัวแต่คำที่ใกล้เคียงที่สุดคือ “impose” วิธีใช้คือ “I don’t want to impose.” ก็ยังไม่ตรงตัวนัก แปลคล้ายๆ “ฉันไม่อยากรบกวน”ฉะนั้นถ้าลูกสามีไม่เกรงใจเด็กอาจคิดว่าต้องเกรงใจทำไมในเมื่อนี่บ้านเขาเนี่ย นี่คือ“คัลเช่อร์ ช๊อค”

คำแนะนำ

ถ้าจะให้ดิฉันแนะนำ ดิฉันไม่ค่อยแนะนำให้ทำวีซ่าคู่หมั้นมาอเมริกา ดิฉันเห็นปัญหาแบบนี้หลายคู่ บางคู่เมื่อผู้หญิงมาถึงอเมริกาแล้ว ผู้ชายไม่ยอมจดทะเบียน ผู้หญิงก็อยู่ต่อไปปล่อยให้วีซ่าขาด ไม่กล้ากลับบ้านอายเขา บางคู่จดทะเบียนแต่สามีอู้เวลาไม่ยอมทำใบเขียวให้ ที่ดิฉันแนะนำคือ ถ้าคุณตัดสินใจจะไปอเมริกาจริงๆแทนที่จะทำวีซ่าคู่หมั้นทำเป็นใบเขียวแต่งงานไปเลย คุณควรบอกให้แฟนจดทะเบียนสมรสที่เมืองไทยและให้เขายื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงานให้คุณ เพราะระยะเวลาคอยตอนนี้ระหว่างวีซ่าคู่หมั้นกับทำใบเขียวแต่งงานไม่ต่างกันนัก ทำวีซ่าคู่หมั้นเร็วกว่าเพียง 1-2 เดือน เพราะตอนนี้ต้องเช็คประวัติฝ่ายชายภายใต้กฎหมาย The Adam Walsh Child Protection and Safety Act

จากประสบการณ์ที่ได้พบ ดิฉันคิดว่าการมาด้วยวีซ่าคู่หมั้นมีข้อเสียมากกว่าได้ คือ นอกจากจะเสียตัว(ฟรี)แล้ว ยังเสียเงิน ถ้าคุณต้องเดินทางกลับคุณต้องเสียตังซื้อตั๋วเครื่องบิน เสียเวลา เสียใจ และเสียสิทธิขอใบเขียว ถ้าคุณแต่งงานและทำใบเขียวมาเลยอย่างน้อยคุณก็จะแน่ใจว่าทางผู้ชายซีเรียสที่จะแต่งงานกับคุณจริง เพราะถ้าผู้ชายอ้างว่ารักและคิดถึงอยากเจอเร็วๆ แต่ต้องทำงานไม่สามารถลาหยุดงานบินกลับมาเมืองไทยเพื่อจดทะเบียนได้ ดิฉันว่าฟังไม่ขึ้น คุณเองควรใจเย็นรอ เพราะถ้าผู้ชายเขาซีเรียสจริงเขาต้องหาทางบินกลับมาเมืองไทยมาจดทะเบียนกับคุณจนได้ มาคราวนี้คุณอาจแนะนำให้เขารู้จักพ่อแม่พี่น้องเพราะเขาจะได้มีความเกรงใจ และเมื่อจดทะเบียนแล้ว ผู้ชายเดินทางกลับไปอเมริกา ดำเนินเรื่องขอใบเขียวให้ ใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ระหว่างนี้คุณรอเรื่องอยู่ที่เมืองไทย เมื่อเรื่องสำเร็จ คุณถึงเดินทางไปอเมริกา อย่างน้อยคุณก็เดินทางเข้าอเมริกาในฐานะภรรยาของซิติเซ่น คุณจะมีอภิสิทธิ์ดีกว่าเข้ามาในฐานะวีซ่าคู่หมั้นหรือเพียงเป็นแฟน แม้กระมั่งความรู้สึกก็ต่างกัน เพราะทั้งคุณและสามีจะพยายามอยู่ด้วยกันและ work out ความแตกต่างซึ่งกันและกัน ถ้าภายหลังคุณเข้ากันไม่ได้จริงๆ คุณยังจะมีโอกาสดีกว่าที่จะขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง กฎหมายอิมมิเกรชั่นที่กำหนดให้คุณอยู่ด้วย (ขอแนะนำเพิ่มว่าระหว่างนี้ ดิฉันมีหนังสือเรื่อง อยู่อเมริกา อยากให้คุณหาซื้ออ่านก่อนไปอเมริกา เพื่อจะได้รู้จักความเป็นอยู่ในอเมริกาก่อนไป หนังสือเล่มนี้จะช่วยคุณได้มากค่ะ)

Powered by ScribeFire.