คุยเรื่องหัวข้อสัมนา 16 กันยา 2007

Matichon Pictureเร็วไหมคะ เผลอแป๊บเดียวตุลาแล้ว เป็นเดือนที่ดิฉันชอบมากเพราะจะมีเทสกาลสนุกทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เริ่มด้วย “อ็อคโทเบ้อร์ เฟสท์” (October Fest) วันเทสกาลชาวเยอรมันแต่นิยมไปทั่วโลก เทสกาสดื่มเบียร์ สนุกสนาน ในคาลิฟอร์เนียดิฉันก็จะไปเที่ยวที่ “อัลไพน์วิลเลจ” (Alpine Village) ในเมืองทอเร็นซ์ ดื่มเบียร์ ทานใส้กรอกเยอรมัน เพร็ทเซ็ลและดูกาลเล่น ก่อนดิฉันกลับเมกา ต้นตุลาได้ไปเดินที่เซ็นทรัลชิดชม ที่ซุปเป้อร์ชั้นล่าง เดินชิมเบียร์เยอรมัน Erdinger อร่อยมากๆยังติดลิ้นอยู่เลย เทสกาลต่อมาคือ วันฮัลโลวีน (Halloween) วันที่ 31 ตุลา เป็นเทสกาลปล่อยผี หลังจากผู้ใหญ่สนุกได้ดวดเบียยร์ คราวนี้เด็กได้สนุกบ้างได้แต่ง“คอส ตูม” (Costume) ออกไปเดิน ทริก-ออร์-ทรีท ขอแคนดี้ชาวบ้าน เมืองลา พาลม่าที่ดิฉันอยู่จะมีงานที่พาร์ค และกาลเล่นสนุกสนานมาก ดิฉันเป็นตำรวจอาสาสมัครเมืองลาพาลม่า คงต้องโวลันเทียร์(volunteer)วิ่งไปช่วยงาน (คุณสามารถอ่านสนุกเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีอเมริกันได้ในหนังสือที่ดิฉันเขียน “อยู่อเมริกา” แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)ดิฉันกลับจากเมืองไทยมา “เมกา” ได้อาทิตย์นึงแล้วนะคะ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กันยาที่ผ่านมา ดิฉันได้จัดสัมนาอย่างเร่งด่วนที่มติชน ที่หลานสาวเร่งติดต่อเป็นธุระให้ สัมนาฟังฟรี ที่สำนักพิมพ์มติชน ตรงซอยวัดเสมียนนารี มติชนให้ห้องฟรีเพื่อเป็นวิทยาทานให้ผู้ที่สนใจ ขอขอบคุณมติชน ณ.ที่นี้ด้วย ดิฉันจะจัดสัมนาอีกวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวา สิ้นปีนี้ (ซึ่งจะประกาศเป็นทางการอีกครั้ง) คราวนี้จะไม่เร่งด่วนแต่จะใช้เวลาเตรียมนานหน่อย สัมนาที่แล้วสนุกมาก คนฟังกลุ่มไม่ใหญ่ (เพราะลงประกาศก่อนสัมนาเพียง 3 วัน) ได้ตอบคำถามกันทั่วถึง ส่งรูปที่ถ่ายวันสัมนามาให้ดูกัน เพื่อนบอกว่าไม่มีใครทายออกว่าคุณทนายคนไหน ลองทายสิคะวันนี้มาสรุปหัวขัอที่สัมนาให้ฟัง ถ้าคุณมีไอเดีย เสนอหัวข้อสัมนาคราวหน้า แจ้งด้วยนะคะคนไทยอยากไปทำงานในอเมริกาหัวข้อแรกที่พูดคือ คนไทยเกือบทุกคนนอกจากเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุมากๆไปอเมริกาโดยหวังไปทำงานหาเงิน วีซ่าที่คนไทยไปมากที่สุดคือวีซ่าท่องเที่ยวและลองลงมาคือวีซ่านักเรียน วีซ่าท่องเที่ยวห้ามทำงาน วีซ่านักเรียนระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ทำงานได้ ภายใต้ Practical Training หนึ่งปี วีซ่า J-1 เป็นวีซ่าทำงานได้ อาจเป็นโอแพร์ เวิ้ร์คแอนด์แทรฟเวิ่ล หรือนักเรียนแลกเปลี่ยนซึ่งสามารถขอใบทำงานได้ นอกจากนั้นก็เป็นวีซ่ากลุ่ม H รวมเกษตรกร อาชีพที่ขาดแคลนอื่นๆ และระดับโปรเฟสชันแนลปัญหาของวีซ่าท่องเที่ยวผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวที่ลักลอบทำงาน และรับเงินใต้โต๊ะมีทำกันเยอะ ก็วัดดวงเสี่ยงทำงานกันไป โอกาสที่จะถูกจับได้ยังมีน้อย เพราะคนเข้ามาเที่ยวอเมริกาปีละเป็นล้านๆคน อิมมิเกรชั่นไมม่มีแมนพาวเว่อร์พอที่จะตามจับคนทำงานเถื่อน ถึงแม้ทางอิมมิเกรชั่นได้ออกกฎเอาผิดนายจ้างที่จ้างแรงงานเถื่อน แต่นายจ้างธุรกิจ “มัมแอนด์พัพ” (mom and pop business)ธุรกิจครอบครัวเล็กๆไม่สน ยังลักลอบจ้างกันอยู่ แต่ธุรกิจใหญ่หรือธุรกิจที่คนงานต้องมีใบประกอบอาชีพ ตัวอย่าง หมอนวด จะลำบากในการหางานทำ เพราะคนงานที่จะขอใบประกอบอาชีพได้ต้องมีวีซ่าหรือใบเขียวหรือใบทำงานอย่างถูกต้อง ทันที่ที่คุณลักลอบทำงาน ตามกฎอิมมิเกรชั่นเท่ากับคุณทำผิดกฎวีซ่าท่องเที่ยวและถือว่าคุณอยู่เถื่อนทันที หรือถ้าคุณอยู่เกินกำหนด คุณจะไม่สามารถเปลี่ยนวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงาน หรือวีซ่านักเรียน หรือวีซ่าอย่างอื่นได้ มีอย่างเดียวที่ทำได้คือ แต่งงานกับอเมรริกันซิติเซ่นและยื่นเรื่องขอใบเขียว เพราะถึงแม้ว่าวีซ่าคุณจะขาดหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือนหรือสิบปี (ถ้าไม่ถูกจับเสียก่อน) จะมีผลเท่ากันถ้าคุณแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่น คุณสามารถทำใบเขียวและอยู่อเมริกาได้ ข้อเตือนนะคะ อย่าจ้างแต่งงาน ผิดกฎหมายนะคะเปลี่ยนวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่านักเรียนเพื่อทำงานเมื่อก่อนนี้ผู้เข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวที่อยากอยู่ต่อเพื่อทำงาน มักไปเปลี่ยนวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่านักเรียน โดยอาจมีบริษัททัวร์หรือทแนะรับทำ โดยขอไอ เทว็นตี้ (I-20) จากโรงเรียนภาษา เสียเงินค่าเทอม แต่ไม่เคยไปเรียน ที่ทำกันเพราะสมัยก่อนนักเรียนสามารถขอใบเขับขี่ และขอบัตรประกันสังคมหรือใบโซเชียล เซ็คเคียวริตี้ได้ ตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยา 2001 รัฐบาลได้เปลี่ยนกฎหมายอิมมิเกรชั่นให้รัดกุมขึ้นตั้งแต่ปี 2003 ตั้งระบบ SEVIS ให้โรงเรียนที่สามารถออก I-20 ได้ ต้องรายงานการเคลื่อนไหวของนักเรียน ถ้านักเรียนขาดเรียน ย้ายที่อยู่ ทำงาน ย้ายโรงเรียน ทางโรงเรียนจะต้องแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น และปัจจุบันรัฐบาลไม่ออกใบโซเชียลให้ผู้ถือวีซ่านักเรียนนอกจากผู้นั้นจะขอใบทำงานได้ ฉะนั้นถ้าคุณเปลี่ยนวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่านักเรียน ขอเตือนว่าคุณต้องมีความตั้งใจเรียนจริงๆและต้องไปเรียน ถ้าคุณไม่ต้องการเรียน อย่าเปลี่ยน ถ้าวีซ่าท่องเที่ยวขาดและคุณอยู่เถื่อน คุณจะปลอดภัยมากกว่าผู้ถือวีซ่านักเรียนที่ปล่อยให้ขาดหรือไม่ไปเรียน เพราะผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวที่เถื่อนไม่มีใครแจ้ง แต่ผู้ถือวีซ่านักเรียน ทางโรงเรียนต้องแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น และอิมมิเกรชั่นจะดำเนินเรื่องขับไล่คุณ อาจใช้เวลา 1-3 ปีวีซ่าท่องเที่ยวหมดขออยู่ต่อผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวที่เข้ามาอเมริกา ทางเจ้าหน้าที่ ต.ม. มักแสตมป์บัตรขาเข้า (I-94) คนไทยมักเรียก “วีซ่าเล็ก” ให้ 6 เดือน ให้ถือวันที่แสตมป์บนบัตรขาเขาเป็นกำหนดวันที่คุณอยู่ได้ ถึงแม้บนวีซ่าใหญ่ของคุณอาจเป็น 10 ปี หรือ 3 เดือน ถ้าคุณต้องการอยู่ต่อ คุณต้องมีเหตุผลที่ดีจริงๆ ที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดมาก่อน และมีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ เช่นเจ็บป่วย มีอุบัติเหตุบางอย่าง เป็นต้น แต่ถ้าต้องการอยู่ต่อเพื่อจะได้ทำงานต่อหาเงินสักก้อน ไม่แนะนำให้ทำเรื่องอยู่ต่อนะคะ ขณะทำเรื่องอยู่ต่อและะหว่างคอยผล คุณต้องวีซ่าเล็กยังไม่ขาด ถ้าคุณขาดระหว่างคอย และคุณถูกปฎิเสธ เท่ากับคุณอยู่เกิน ถ้าคุณเดินทางกลับบ้านและพยายามกลับมาใหม่หรือไปขอวีซ่าท่องเที่ยวคราวหลัง โอกาสที่จะได้เข้าประเทศ หรือกงสุลออกวสีว๋าให้จะยากมากๆ หรือถ้าคุณปล่อยให้เถื่อนไปเลย คุณจะถูกเพ่งเล็ง เพราะชื่อคุณฯไปโชว์หลาอยู่ที่หน้าจอจองอิมมิเกรชั่นว่าคถุณได้ยื่นเรื่องขออยู่ต่อ และตอนนี้คุณยังอยู่ในแระเทศเถทาอน (เพราะเขารู้ได้ว่าคุณยังไม่ได้ออกนอกประเทศ ตอเพราะคุณยังไม่ได้คืนบัตรขาเข้าที่ทสนามบิน) ฉะนั้นจะเปนการเสี่ยงมากกว่าคนที่ปล่อยให้วีซ่าขาดโดยไม่ได้ต่อ แต่ถ้าคุณยื่นเรื่องผ่าน ส่วนมากคุณจะได้อยู่ต่ออีก 6 เดือน เมื่อคุณเดินทางกลับ ขอแนะนำให้คุณควรต้องอยู่เมืองไทยระยะหนึ่งประมาณ 1 ปี กว่าจะกลับมาได้อีก เพราะอิมมิเกรชั่นอาจไม่ไห้คุณเข้าประเทศถ้าคุณกลับมาเร็วเกินไป อย่างลืมนะคะว่าวีซ่าท่องเที่ยวคือมาท่องเที่ยว คุณต้องมีถิ่นฐานในประเทศคุณและอยู่ในประเทศตัวเองมากกว่าอยู่ในอเมริกาวีซ่าขาดแล้วทำอะไรได้บ้างคนที่วีซ่าขาดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนวีซ่าได้ และถ้าเดินทางออกนอกประเทศเมื่อไรจะไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้อีก 3-10 ปี ขึ้นอยู่กับว่าเถื่อนนานแค่ไหน ณ. วันนี้ยังไม่มีกฎหมายฉบับใดออกมาช่วย ก่อนหน้าปี 2001 มีมาตรา 245i ออกมาช่วยให้คนที่อยู่เถื่อนแล้วสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว และรับใบเขียวในอเมริกาได้โดยจ่ายค่าปรับ มาตรานี้หมดเขตไปเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันถ้าคุณวีซ่าขาดมีทางเดียวที่คุณจะอยู่ในอเมริกาได้อย่างถูกต้องคือคุณแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่น และให้คู่สมรสยื่นเรื่องทำใบเขียวให้คู่สมรสสามีหรือภรรยาซิติเซ่นของคุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกคุณได้ แต่คุณต้องจดทะเบียนสมรสก่อนเด็กอายุ 18 ปีและยื่นเรื่องก่อนเด็กอายุ 21 ปีพ่อแม่ที่เป็นซิติเซ่นสามารถขอใบเขียวให้ลูกที่อายุต่ำกว่า 21 ปีได้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นซิติเซ่น ลูกสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้พ่อแม่ได้ แต่ลูกต้องอายุครบ 21 ปีขึ้นไป ถึงจะขอใบเขียวให้ได้ (มีหลายคนที่มาออกลูกในอเมริกา และหวังว่าจะขอใบเขียวได้เนื่องจากมีลูกเป็นอเมริกันซิติเซ่น คุณขอเองไม่ได้ ต้องให้ลูกเป็นคนขอให้และต้องรอจนกว่าลูกจะอายุ 21 ปีก่อนค่ะ)ทำวีซ่าคู่หมั้นหรือใบเขียวแต่งงานดีกว่ากันหัวข้อต่อมาที่ดิฉันพูดถึงคือ ปัญหาวีซ่าคู่หมั้น ดิฉันจะเฟเว่อร์ให้ทำใบเขียวแต่งงาน(ถ้าเป็นไปได้)ดีกว่าวีซ่าคู่หมั้น เพราะดิฉันเห็นปัญหาวีซ่าคู่หมั้นมามาก ที่หญิงไทยได้วีซ่าคู่หมั้นมาอเมริกาและไม่ได้แต่งงาน หรืออาจได้แต่งแต่สามีไม่ทำใบเขียวให้ และมาเคว้งอยู่ในอเมริกา ถ้าคุณเข้ามาด้วยวีซ่าคู่หมั้น คุณต้องจดทะเบียนสมรสกับคู่หมั้นภายใน 90 วันหลังจากเข้าอเมริกา และยื่นเรื่องขอใบเขียว ถ้าคุณไม่ได้แต่งงานกับคู่หมั้น คุณต้องเดินทางกลับเมืองไทยเท่านั้น แต่ถ้าคุณทำใบเขียวแต่งงานมาเลย และมีปัญหาภายหลังกับสามี คุณยังสามารถอยู่ในอเมริกาต่อไปได้อย่างถูกต้องระยะหนึ่งเพราะคุณมีใบเขียว และค่อยหาทางขยับขยายทำอย่างอื่น เช่นถ้าหย่ากัน คุณยังแต่งงานใหม่กับซิติเซ่นได้ หรือถ้าโดยสามีทารุณทางร่างกายหรือจิตใจ คุณยังมีโอกาสที่จะยื่นเรื่องขอใบเขียวถาวรด้วยตนเอง (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ “วีซ่าคู่หมั้น” และ “ใบเขียวเงื่อนไข”ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทที่ 4 ใบเขียวหน้า 4-16 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)ใบเขียวแต่งงานและใบเขียวครอบครัวเราคุยเรื่องใบเขียวแต่งงานและกรุ๊บใบเขียวครอบครัวมาก เพราะผู้ฟังหลายคนไม่เข้าใจเรื่องขอใบเขียวให้ลูกได้อย่างไร และทำไมบางเคสต้องคอยนานกว่าบางเคส ระบบอิมมิเกรชั่นแยกสมาชิกครอบครัวออกเป็นกรุ๊บขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้ยื่นและผู้รับ เช่นคู่สมรส พ่อแม่และลูกเล็กของอเมริกันซิติเซ่นมาก่อน พวกนี้จะขอได้เร็วไม่ต้องรอโควต้า เรียกกรุ๊บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” (Immediate Relative) นอกจากนั้นจะขอใบเขียวได้ช้า คือลูกที่โตแล้ว หรือแต่งงานแล้ว ของอเมริกันซิติเซ่นเพราะถือว่าเขาพ้นอกจากพ่อแม่แล้ว และพี่น้องของซิติเซ่นยิ่งช้าสุดๆเพราะถือว่าความสัมพันธ์ยิ่งห่างออกไปอีก ส่วนสมาชิกครอบครัวของผู้ถือใบเขียว จะได้อภิสิทธิน้อยกว่าสมาชิกครอบครัวของซิติเซ่น จึงได้ใบเขียวช้า เพราะต้องคอยโควต้าเรียก “กรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์” (Group Preference) (คุณสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ .“กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ และ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” ได้ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” บทที่ 4หน้า 4-8 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)ใบเขียวแม่ครัวใบเขียวแม่ครัวเป็นใบเขียวกรุ๊บทำงานที่ขอกันมากที่สุด หลายคนที่ไม่มีโอกาสขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือนักเรียนหรือวีซ่าอื่นๆหรือไม่หาคู่แต่งงาน อาจแต่งงานแล้วหรือไม่ต้องการแต่งงานกับฝรั่ง ก็แทบจะเหลือวิธีเดียวคือ ขอใบเขียวไปทำงาน (อ้อ มีอีกวิธีคือพยายามเสี่ยงโชคขอใบเขียวล็อตเตอรี่) ดิฉันชอบทำเรื่องใบเขียวแม่ครัว เพราะคุ้มสำหรับคนที่มีครอบครัว เพราะขอใบเขียวให้หนึ่งคนคือตัวแม่ครัว แต่ทั้งครอบครัวได้ใบเขียวหมดทุกคน ตัวเอง คู่สมรสและลูกๆที่อายุต่ำกว่า 21 ปี เมื่อได้ใบเขียวจะเป็นใบเขียวถาวรเลย และตนเองยังมีสิทธิที่จะทำงานกับใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องทำงานกับนายจ้างที่ยื่นเรื่องให้ ซึ่งอันนี้เป็นจุดหนึ่งที่นายจ้างหลายคนไม่อยากทำให้ เพราะกลัวว่าทำให้แล้วคนงานจะไม่ทำงานกับตน สิ่งที่ดิฉันฝากข้อคิดให้นายจ้างกับลูกจ้างคือ มันไม่มีอะไรที่จะการันตีได้ในชีวิตนี้ ว่านายจ้างจะดี หรือลูกจ้างจะอยู่กับคุณตลอดไป เช่นเดียวกับถ้าคุณทำใบเขียวแต่งงาน คุณจะได้คู่สมรสดี ดิฉันเชื่อว่าคนไทยมีน้ำใจและมีความกตัญญูในจิตใจพอสมควร ถ้านายจ้างมีน้ำใจดีถึงขนาดยื่นเรื่องขอใบเขียวแม่ครัวเพื่อให้คุณมาทำงานกับเขา ตัวแม่ครัวเองก็ควรจะมีน้ำใจมีความามกตัญญูทำงานตอบแทนนายจ้างให้ถึงที่สุด ถ้ามันไม่เวิ้ร์คจริง ค่อยหาทางขยับขยายกันภายหลัง (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับใบเขียวคนงาน ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” หน้า 4-11 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ๊งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)เราจบสัมนาด้วยคำถามคำตอบกันอย่างทั่วถึง สัมนากันนานประมาณ 3ชั่วโมง ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยง