ข้อระวังสำหรับผู้ถือวีซ่านักเรียน

ประกาศ วันที่ 16 ธันวาคม 2007 ขอเชิญแฟนๆร่วมฟังสัมนา “ฟรี” โดยดิฉันจะพูดเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่นสหรัฐ รวมหัวข้อ การทำวีซ่าไปอเมริกา การขอวีซ่าคู่หมั้นและใบเขียวแต่งงาน การอวีซ่าทำงานหรือใบเขียวทำงาน และตอบคำถามคำตอบผู้ฟัง จัดที่สำนักพิมพ์มติชน ซอยประชานิเวษณ์ 1 ซอยวัดเสมียนนารี ถ.วิภาวดี กรุงเทพ เริ่มเวลา 9.00-12.00 น. ณ. ห้องประชุมใหญ่ชั้น 9 ไม่ต้องสำรองที่นั่ง ใครไปก่อนได้นั่งก่อนค่ะ เปิดลงทะเบียน 8.30 น. ถ้าคุณมีความเห็นอย่างไร หรือมีคำถามอีเมล์เข้ามาเลยค่ะ และจะนำมาตอบวันสัมนา (คุณสามารถเปิดดูรูปสัมนาครั้งที่แล้วได้ใน;เว๊บไซท์ดิฉัน archives หัวข้อ seminar ค่ะ)วันพฤหัสที่ 22 นี้เป็นวันขอบคุณพระเจ้าหรือ “แต๊งสกิ๊ฟวิ่ง” (Thanksgiving) วัน Thanksgiving จะตรงกับวันพฤหัสที่สามเดือนพฤศจิกายน เป็นวันหยุดราชการและเป็นวันประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปอดีตปี ค.ศ. 1621 พวกพิลกริม (Pilgrims) คือพวกที่ผู้อพยพที่มาจากเมืองขึ้นอังกฤษ นั่งเรือ “เมย์ฟลาวเว่อร์” มาถึงประเทศใหม่ คืออเมริกา ระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ เมื่อมาลงแผ่นดิน อดหยาก และหิวโหยมา กว่าจะปลูกพืชต่างๆ เรียก “ฮาร์เวสท์” (harvest) ได้ ด้วยความช่วยเหลือจากชาวอินเดียนแดง จนกระทั่งพืช ผลเริ่มออกก็เข้าหน้าฤดูใบไม้ร่วง พวกพิลกริมจึงมีการฉลองใหญ่ “ฟีสท์” (feast) โดยเชิญพวกอินเดียนมาด้วย ตามประวัติศาสตร์ กินเป็ดย่างและกวาง (ไม่ใช่ไก่งวง) และมีฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ฉะนั้นเวลาคุณเห็นรูปภาพวัน Thanksgiving จะเห็นพวกพิลกริมกับอินเดียนแดงนั่งโต๊ะด้วยกัน ปัจจุบันคนรำลึกถึงวันนี้ด้วยการพบปะกันในครอบครัวและทานไก่งวง ถ้าคุณสนใจทำบุญคุณสามารถบริจาคเงินหรือไปช่วยเสริฟอาหารให้พวก “โฮมเลส” (Homeless) ตามโบสถ์หรือมิชชั่น ดิฉันจะส่งเงินไปบริจาคที่ลอสแอนเจลิสมิชชั่นทุกปี (ข้อมูลนี้อยู่ในข้อสอบซิติเซ่นนะคะ)วันศุกร์หลังวัน Thanksgiving จะเป็นวัน ช้อปปิ้งใหญ่สุดของปี เรียก “แบล็ก ฟรายเดย์” (Black Friday) หรือแปลตรงตัวคือ “วันศุกร์ดำ”เป็นวันช๊อปปิ้งครั้งใหญ่สุดก่อนสิ้นปี ที่ได้ชื่อนี้ คือ ในปี 1939 สมัยปลายสงครามโลก เป็นช่วงดีเพรสชั่นเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ประธานาธิบดี โรสแวลท์ (Roosevelt) ได้เลื่อนวัน Thanksgiving  ให้เร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์เป็นพฤหัสสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษจิกายนแทนที่จะเป็นสัปดาห์ที่สี่ เพื่อช่วยเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าถ้าร้านค้าเพิ่ม  “ฮอลิเดย์ช้อปปิ้ง” ให้เร็วขึ้นหนึ่งอาทิตย์ จะช่วยเพิ่มรายได้เดือนพฤษจิกาได้ ซึ่งได้ผล ตั้งแต่ปี 1939 เป็นต้นมา จึงเป็นประเพณี     ช๊อปปิ้งครั้งใหญ่ร้านค้าแทนที่จะติดลบขาดทุนเดือนพฤษจิกา กลับได้กำไร ที่ได้ชื่อว่า Black Friday เพราะเวลานักบัญชีทำ “บุ๊ค” (บัญชี) เวลาติดลบ จะใช้ปากกาหมึกแดงเขียนช่องขาดทุน และใช้หมึกดำเขียนช่องกำไร จนปัจจุบันยังเชื่อโชคลางกันว่า วัน Black Friday ถ้ายอดขายดี ก็จะขายดีไปตลอดปี Happy Thanksgiving นะคะ (คุณสามารถอ่านสนุกเกี่ยวกับวันหยุด และวันเทสกาลในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 28 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)วีซ่านักเรียนวีซ่านักเรียนหรือวีซ่า F-1 ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากตั้งแต่ปี 2003 เนื่องจากผู้ก่อการร้ายเหตุการณ์วัน 9/11 ประมาณ 9 คนถือวีซ่านักเรียน รัฐบาลจึงรัดกุมในการออกวีซ่านักเรียนมากขึ้น โดยตั้งระบบ SEVIS ย่อมาจาก The Student and Exchange Visitor Information System เป็นดาต้าเบสที่ทางโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การรับรองจากอิมมิเกรชั่นต้องลิ๊งค์ข้อมูลถึงอิมมิเกรชั่น โดยรายงานไปที่อิมมิเกรชั่นถึงการเคลื่อนไหวของนักเรียนต่างชาติ ถ้านักเรียนขาดเรียน ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนโรงเรียน ไม่มาลงทะเบียน เป็นต้น ระบบนี้เริ่มกับนักเรียนใหม่วันที่ 31 มกรา 2003 หมายความว่าถ้าคุณได้วีซ่านักเรียนมาอเมริกา หรือเปลี่ยนจากวีซ่าอื่นเป็น วีซ่า น.ร. หลังวันที่ 31 มค 2003 เท่ากับคุณตกอยู่ภายใต้ระบบ SEVIS ส่วนนักเรียนเก่า  ทางอิมมิเกรชั่นให้เวลาโรงเรียนถึงวันที่ 1 สิงหา 2003 ที่จะส่งรายชื่อแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่นเพื่อเข้าระบบSEVIS หมายความว่า ผู้ที่ได้วีซ่านักเรียนมาก่อนหน้า 31 มค 2003 และยังคงเรียนอยู่ ณ. วันที่ 1 สิงหา 2003 คุณได้ตกอยู่ภายใต้ระบบ SEVIS (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่านักเรียน ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” บทที่ 3 ระบบวีซ่า หน้า 3-7 และหน้า 3-11 “ข้อเตือนสำหรับผู้ถือวีซ่านักเรียน” แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ๊งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)อายุวีซ่าและสถานภาพทางสถานทูตมักออกวีว่านักเรียน F-1 ให้ 5 ปี บนวีซ่าใหญ่ และเมื่อคุณเข้าอเมริกา อิมมิเกรชั่นจะเขียนบนบัตรขาเข้าหรือฟอร์ม I-94 (คนไทยมักเรียกวีซ่าเล็ก แต่จริงๆแล้วไม่ใช่วีซ่า) ว่า D/S ย่อมาจาก Duration of Status แปลตรงตัวว่าระหว่างสถานภาพ  แต่จะไม่มีแสตมป์วันหมดอายุที่คุณต้องเดินทางออก หมายความว่าตราบใดที่คุณคงสถานภาพนักเรียน คุณก็อยู่ได้ไปเรื่อยๆ แต่เมื่อไรที่คุณเลิกเรียน คุณก็จะหมดสถานภาพนักเรียน เท่ากับวีซ่าขาด ขอให้คุณถือบัตรขาเข้าเป็นหลัก ฉะนั้นถ้าคุณเลิกเรียน ถึงแม้วีซ่าใหญ่ยังไม่ขาด เท่ากับสถานภาพคุณขาด คุณกลายเป็นโรบินฮู้ด (คุณสามารถอ่านเพิ่ใ “สถานภาพต่างกับวีซ่า” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” หน้า 3-17 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ๊งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)ผู้ถือวีซ่า F-1 ก่อนหน้า 31 มค 2003ผู้ถือวีซ่า F-1 รุ่นเก่า คือได้วีซ่าก่อนหน้า 31 มค 2003 ถ้าคุณโดดและไม่ไปเรียนก่อนหน้านั้น เท่ากับคุณไม่ได้อยู่ภายใต้ระบะ SEVIS หมายความว่าโอกาสคุณน่าจะปลอดภัย เพราะทางโรงเรียนคงไม่ได้แจ้งรายชื่อคุณเข้าไปที่อิมมิเกรชั่น แต่ผู้ที่ได้วีซ่า F-1 ก่อนหน้า 31 มค 2003 แต่ยังเรียนอยู่ตอนช่วง 2003 หรืออาจเคยหยุดพักเรียนและกลับไปเรียนใหม่ หรือกลับไปเมืองไทยและกลับมาใหม่ด้วยวีซ่าเดิม  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะป้อนข้อมูลของคุณเข้าระบบ SEVIS ใหม่ข้อควรระวังฉะนั้นหลังจากปี 2003 เป็นต้นมา ผู้ถือวีซ่านักเรียนต้องเรียน ไม่อย่างนั้นคุณจะขึ้นแบล็กลิสท์ และจะถูกอิมมิเกรชั่นตามจับถึงบ้านใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ที่อิมมิเกรชั่นจะมาตามตัวถึงบ้าน ถึงคุณจะย้ายบ้าน อิมมิเกรชั่นไม่สน ถือเป็นความผิดของคุณ เพราะถือว่าอิมมิเกรชั่นได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว เพราะตามกฎอิมมิเกรชั่นคุณจะต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วันหลังย้าย ฉะนั้นถ้าอิมมิเกรชั่นไม่มีที่อยู่ใหม่ของคุณ เขาก็ยังดำเนินเรื่องขับไล่คุณได้โดยส่งโนติสไปตามที่อยู่ที่เขามีอยู่ปัญหาตามมาคุณที่ถือวีซ่านักเรียนและไปเรียนหนังสือตอนช่วงปี 2003 และหลังจากนั้นปล่อยให้วีซ่าขาด อาจไม่ปลอดภัยเมื่อภายหลังมาทำใบเขียวแต่งงาน เพราะเมื่อคุณแต่งงาน คุณอาจได้ถูกทางอิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศค้างอยู่ โดยคุณไม่รู้ตัว เพราะคุณไม่เคยได้รับโนติสใดๆจากอิมมิเกรชั่นเนื่องจากคุณย้ายที่อยู่  ในกรณีนี้คุณจะต้องยื่นเรื่องขอผ่อนผัน (waiver) พร้อมกับทำใบเขียวข้อแนะนำถ้าคุณถือวีซ่านักเรียน คุณต้องเรียนอย่าปล่อยให้สถานภาพขาด ถ้าคุณป่วยหรือมีความจำเป็นต้องขาดเรียน ต้องแจ้งให้ Foreign Student Advisor ที่โรงเรียนทราบ เพื่อเขาจะได้ไม่แจ้งเข้าอิมมิเกรชั่น ถ้าคุณต้องการเลิกเรียน และตั้งใจจะแต่งงานกับซิติเซ่น อย่าทิ้งช่วงนาน รีบแต่งภายใน 1 ปีหลังจากหยุดเรียน ก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะดำเนินเรื่องเนรเทศ จะได้ไม่เป็นปัญหาภายหลังวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนหลายคนมักถามดิฉันว่าจะขอวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียนอันไหนดีกว่ากัน เมื่อสมัยก่อนคนชอบขอวีซ่านักเรียนมาอเมริกา หรือมาวีซ่าท่องเที่ยวแล้วมา“ซื้อ”วีซ่านักเรียนจากโรงเรียนภาษาเอาในอเมริกา เพราะผู้ถือวีซ่านักเรียนจะขอใบขับขี่ได้และใบโซเชียลได้ (ใบโซเชียล คล้ายบัตรประกันสังคม) ถึงแม้จะเป็นนัมเบอร์โซเชียลที่ห้ามทำงานก็ตาม แต่ปัจจุบันไม่ได้แล้ว นอกจากคุณต้องไปโรงเรียนจริงๆและเมื่อขอทำงานอย่างถูกต้องถึงจะได้ใบโซเชียล คำแนะนำของดิฉันคือ ถ้าคุณตั้งใจจะมาเรียนหนังสือเท่านั้นจึงขอวีซ่านักเรียน ไม่อย่างนั้นอย่าขอวีซ่านักเรียนคุณสามารถอ่านคอลัมน์นี้ได้ในเว๊บไซท์http://www.rujirat.comและติดต่อดิฉันทางโทรศัพท์ 714-994-5958 หรืออีเมล์  attorneyruji@aol.com ที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่องเบอร์ 081-480-4308