ควันหลงจากสัมมนา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาที่ผ่านมาดิฉันจัดสัมนาที่เมืองไทยเกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่น มีแฟนๆคอลัมน์มาร่วมฟังกันมากพอสมควร วันนี้ก็ดิฉันจะนำคำถามคำตอบที่ผู้ฟังถามมา คำตอบในคอลัมน์นี้อาจเป็นคำตอบเพิ่มนอกเหนือจากที่ตอบให้ผู้ฟังในวันสัมนา (เพราะตอนนี้ดิฉันกำลังนั่งฟัง MP 3 ที่อัดไว้ มีบางข้อที่ดิฉันให้ข้อมูลไม่หมด) หลังสัมนามีคนโทรเข้ามาถามกันหลายคนว่าเมื่อไรจะจัดสัมนาอีก เพราะบางคนพึงทราบ บางคนไปผิดงาน ไม่ทราบนะคะ อยากจะพยายามทำปีละครั้งตราบที่มีแรงผู้ฟัง อยากทราบเกี่ยวกับกฎหมายที่จะออกใหม่เดือนเมษา 2008 สำหรับผู้มีการศึกษาที่เขาจะออกวีซ่าทำงานให้ ดิฉันกำลังขอวีซ่าไปท่องเที่ยวไปอเมริกา เพื่อนในอเมริกาบอกว่าได้คุยกับทนายที่โน่นไว้แล้วและ เขาบอกจะให้ทนายทำเรื่องขอวีซ่านี้ให้ ดิฉันกำลังขอวีซ่าท่องเที่ยวเลยกะจะไปเดือนกุมภาและไปขอวีซ่าทำงานช่วงนั้น

ทนาย ถ้าเป็นกฎหมายอิมมิเกรชั่นใหม่คือ กฎหมาย เกสท์ เวิ้ร์คเค่อร์ โปรแกรม (Guest Worker Program) คงไม่ใช่เพราะไม่สรุปกันจน ณ. วันนี้และยังไม่มีทีท่าจะออก ถ้าจะให้เดาก็คงไปโน่นหลังเลือกตั้งปี 2009 แต่อาจเป็นไปได้ที่ทนายพูดถึงวีซ่า H-1B เป็นวีซ่าทำงานระดับคนมีการศึกษา (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวีซ่า H1B ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง หน้า 3-10; 3-13) ขอให้คุณลองถามทนายให้แน่นอนว่าวีซ่าอะไรที่เขาพูดถึง ถ้าเป็นวีซ่า H-1B จะเปิดรับโควต้าใหม่ทุกต้นปี วีซ่านี้มีจำนวนจำกัดต่อปีและเมื่อเปิดรับปุ๊บจะหมดเร็ว ซึ่งคุณอาจจะรีบยื่นเรื่องเข้าไปและจ่ายค่า “พรีเมี่ยม พรอเซสซิ่ง” เพิ่ม $1,000 เพื่อให้ได้รับคำตอบเร็ว คุณต้องมีนายจ้างเตรียมรอไว้แล้ว ประเด็นที่ต้องระวังคือ ตอนเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ถ้าคุณเตรียมเอกสารเกี่ยวกับเตรียมไปขอวีซ่าทำงานเช่นมี ใบรับรองการทำงาน ทรานสคริปจากมหาวิทยาลัย เพราะถ้าเจ้าหน้าที่ ต.ม. เช็คกระเป๋าและค้นพบ เขาจะสันนิษฐานว่าคุณตั้งใจไปทำงานและสามารถปฏิเสธไม่ให้คุณเข้าอเมริกาได้ และอีกประเด็นคือเมื่อคุณเข้าอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและคุณทำเรื่องขอเปลี่ยนวีซ่าทันที คุณอาจมีปัญหา เพราะเขาสันนิษฐานว่าคุณมี “พรีคอนซีฟ อินเท๊นท์” (Preconceived intent) ที่จะมาทำงานแทนที่จะมาท่องเที่ยวตามวีซ่าที่ถือ โดยทั่วไปถ้าคุณยื่นเรื่องเปลี่ยนวีซ่าหลัง 60 วันนับจากวันที่เข้าประเทศ คุณจะเลี่ยงประเด็น “พรีคอนซีฟ อินเท๊นท์” ได้

ผู้ฟัง คุณแม่กำลังสอบซิติเซ่น และได้แอ็พพลายในเขียวให้ดิฉันในฐานะลูกที่ยังไม่แต่งงานอายุเกิน 21 ปีตั้งแต่ปี 2001 ตอนนี้ดิฉันกำลังท้องกลัวว่าจะเอาลูกไปอเมริกาด้วยได้ไหม หลังจากคุณแม่ได้ซิติเซ่น ดิฉันจะได้ไปเร็วขึ้นใช่ไหม และถ้าดิฉันแต่งงานกับแฟนจะต้องรอเรื่องไปอีกนานเท่าไร เพราะถ้ารอนานมากแฟนอยากจะบินไปอเมริกาก่อน เพราะแฟนมีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว และไปทำงานรออยู่ที่อเมริกาเลยจะดีหรือไม่

ทนาย คำถามนี้มีหลายประเด็น เราจะสางทีละประเด็นเลยนะคะ คุณแม่ถือใบเขียวแอ็พพลายให้ลูกอายุเกิน 21 ที่ยังไม่สมรส เท่ากับคุณจัดอยู่ในกรุ๊บ F-2B (พ่อแม่ใบเขียวสามารถแอ็พพลายให้ลูกที่ยังไม่สมรส หรือเคยสมรสแต่หย่าแล้วเท่านั้น และถ้ามีลูกติดเด็กจะได้ไปด้วย) ตอนนี้คุณท้องเมื่อมีบุตร ลูกคุณจะได้ใบเขียวด้วยในฐานะ “ดีริเวทีฟ เบเนฟิเชียรี่” (Derivative beneficiary) เมื่อคุณแม่ได้เป็นซิติเซ่น คุณแม่ยื่นเรื่องขออั้พเกรด คุณจะได้อั้พเกรดจากกรุ๊บ 2B เป็นกรุ๊บ 1st (ลูกอายุเกิน 21 ปีที่ยังไม่สมรสของซิติเซ่น) หลังจากนั้นคุณก็จดทะเบียนสมรสกับแฟน คุณก็จะแจ้งเรื่องเข้าไป และคุณจะถูกเปลี่ยนกรุ๊บจาก ลูกซิติเซ่นที่ยังไม่สมรสกลายเป็นลูกซิติเซ่นที่สมรสแล้ว จากกรุ๊บ 1st เป็นกรุ๊บ 3rd วิธีเช็คว่าต้องคอยนานเท่าไรให้เช็ค Visa Bulletin ทางเว๊บซึ่งเขาจะอั้พเดททุกเดือน วิธีเช็ค เข้าเว๊บไซท์  www.travel.state.gov คลิกเข้า Visas; Frequently Requested Visas Information; Visa Bulletin และ Current Bulletin ดูตรงกล่องที่เขียนว่า Family และดูช่องซ้ายมือจะเขียนกรุ๊บไว้ ของคุณดูกรุ๊บ 3rd คือกรุ๊บ ลูกซิติเซ่นที่แต่งงานแล้ว (คุณสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับใบเขียวแต่ละกรุ๊บได้ ได้ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” หัวข้อ “กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์” บทที่ 4หน้า 4-8) ณ. เดือนมกราคม ธันวา 2008 เขากำลังพรอเซสเคสที่ยื่นก่อนวันที่ 08 May 2000 เรื่องของคุณยื่นปี 2001 หมายความว่าคุณต้องคอยอีกแป๊บเดียวค่ะ คือไม่ถึงปี เร็วขึ้นกว่าตอนที่คุณเป็นเคส 2B ตั้งสองปี ซึ่งตอนนี้กำลังพรอเซสเคส 2B ของเคสยื่นก่อนวันที่ 22 November 1998 ใจเย็นคอยไปเถอะค่ะ ไม่แนะนำให้แฟนคุณไปก่อน เพราะถ้าแฟนคุณไปอเมริกาลักลอบทำงาน และภายหลังอยู่เถื่อน เขาจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานภาพในอเมริกาได้และไม่ได้ใบเขียวพร้อมคุณได้ แยกพ่อแยกลูกกันอีก ไหนๆรอมาได้ถึงป่านนี้ รอต่ออีกหน่อย “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” (ไงคะ เดี๋ยวนี้ดิฉันเจ๋งไหม เป็นไทยมากขึ้น รู้จักคำพังเพยไทยและสามารถนำมาใช้ได้)

ผู้ฟัง อยากทราบเรื่องถือวีซ่าท่องเที่ยวและไปจดทะเบียนสมรสกับอเมริกันซิติเซ่นในอเมริกา จะมีปัญหาหรือไม่

ทนาย ถ้าคุณถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้าเมริกา โดยมีเจตนาที่จะไปเที่ยว และภายหลังถ้าไปปิ๊งกับใคร หรืออาจมีแฟนอเมริกันอยู่แล้ว และเมื่อไปถึงแต่งงานกัน คุณสามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนสถานภาพ (ขอใบเขียวในอเมริกา) ได้ สิ่งที่ถูกเพ่งเล็งตอนวันสัมภาษณ์คือ จุดประสงค์ที่คุณไปอเมริกา ว่าไปเที่ยวหรือไปแต่งงาน ถ้าคุณสามารถแสดงได้ว่าคุณตั้งใจไปเที่ยวและเปลี่ยนใจแต่งงานภายหลัง ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ดูคำถามข้อหนึ่งนะคะ “พรีคอนซีฟ อินเท๊นท์” (Preconceived intent) ที่ฉะนั้นถ้าคุณแต่งงานเร็วไปภายใน 60 วันแรก ก็จะเป็นที่เพ่งเล็งค่ะ และกรณีที่วีซ่าขาดแล้ว คือคุณอยู่เกินกำหนดและภายหลังแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่น คุณสามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนสถานภาพได้เช่นกันค่ะ

ผู้ฟัง ผมถือวีซ่าท่องเที่ยว ถ้าไปอเมริกาเพื่อไปซื้อธุรกิจและจะขอวีซ่าลงทุน และทางอิมมิเกรชั่นแสตมป์วีซ่าเล็กให้อยู่แค่ 3 เดือนจะทำอย่างไร

ทนาย โดยปกติผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวมักจะได้แสตมป์วีซ่าเล็ก 6 เดือน นอกจากคุณจะเดินทางเข้าออกบ่อย เขาจะถามละเอียดว่าคุณมาทำไม ถ้าคุณตั้งใจจะซื้อธุรกิจและทำวีซ่าลงทุน คุณควรมีเอกสารประกอบ เช่นสัญญาจะซื้อจะขายธุรกิจ และบอกทางอิมมิเกรชั่นว่า คุณกำลังอยู่ในระหว่างตกลงกับคนงาย จะซื้อจะขายธุรกิจและคิดว่าจะใช้เวลานานถึง 6 เดือน คุณไม่ต้องบอกว่าคุณตั้งใจจะมาเปลี่ยนวีซ่าในอเมริกา ถ้าคุณยังได้แสตมป์ 3 เดือน คุณอาจยื่นเรื่องขออยู่ต่อภายหลัง

ผู้ฟัง วีซ่าลงทุน E-2 จะต้องมีเงินลงทุนเท่าไร และควรจะขอไปจากที่นี่หรือไปเปลี่ยนวีซ่าในอเมริกา

ทนาย ตามกฎอิมมิเกรชั่นไม่มีข้อกำหนดจำนวนเงิน แต่ยิ่งมากยิ่งดี จำนวนเงินควรให้สมดุลย์กับประเภทธุรกิจ เช่นถ้าเป็นตั้งออฟฟิส ทำด้านอิมพอร์ท เอ็กซ์พอร์ท อาจโชว์วงเงินมาก แต่เงินที่ซื้อสินค้าจริงอาจน้อยกว่า หรือทำร้านอาหาร ถ้าเปิดร้านใหม่เงินลงทุนจะเป็นแสน แต่ถ้าซื้อต่อจากคนอื่นอาจน้อยกว่า เป็นต้น ถ้าคุณขอวีซ่า “อีทู” (E-2) จากเมืองไทย คุณจะได้เป็นมัลติเพิ้ล เอ็นทรี่ (multiple entry) คือคุณสามารถเข้าออกได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าอีก วีซ่าอีทูมีอายุสองปีและต่อได้เรื่อยๆ แต่ถ้าขอจากทางทางสถานทูต เขาอาจแสตมป์ให้เพียง 6 เดือน แต่เมื่อคุณเดินทางเข้าอเมริกา ทางเจ้าหน้าที่ ต.ม. อาจแสตมป์วีซ่าเล็ก (บัตรขาเข้า)ให้คุณสองปี ให้คุณถือวีซ่าเล็กเป็นหลัก ถ้าคุณเปลี่ยนวีซ่าในอเมริกา และเรื่องแอ็พพรูฟ คุณจะได้บัตรขาเข้าคือวีซ่าเล็กใหม่ โชว์สองปี แต่คุณไม่ได้วีซ่าอีทู พาสปอร์ตคุณยังโชว์วีซ่าท่องเที่ยวอยู่ ซึ่งถือเป็น “ซิงเกิ้ล เอ็นทรี่” (single entry) ถ้าคุณออกนอกประเทศก่อนสองปีเมื่อไร คุณต้องยื่นเรื่องที่สถานทูตขอวีซ่าเข้ามาใหม่ คำตอบว่าจะเปลี่ยนวีซ่าในอเมริกาหรือกลับไปยื่นที่เมืองไทยดี ขึ้นอยู่กับหลายๆอย่างค่ะ ว่าคุณต้องการเดินทางเข้าออกหรือเปล่าระหว่างมีวีซ่า และเงินลงทุนมากน้อย เวลาคุณยื่นเรื่องในอเมริกา อิมมิเกรชั่นชอบเห็นเงินลงทุนจำนวนมากเป็นหลักแสน แต่ถ้ายื่นในเมืองไทย ทางกงสุลจะรีแล็กซ์เรื่องเงินลงทุน ถ้าตราบใดเงินลงทุนสมดุลย์กับประเภทธุรกิจ

ผู้ฟัง ถ้าคนที่อยู่เป็นโรบินฮู้ดแล้วไนอเมริกา เวลาจะเดินทางกลับประเทศไทย และพาสปอร์ตไทยหมดแล้วจะต้องทำอย่างไร จะต้องทำอย่างไร จะมีมีปัญหาไหม

ทนาย ไม่เป็นปัญหาค่ะ ก่อนอื่น คุณต้องไปต่อพาสปอร์ตใหม่ที่สถานกงสุลไทย และเวลาเดินทางออก ทางสายการบินก็จะดูพาสปอร์ตไทยของคุณ และจะดึงบัตรขาเข้า (วีซ่าเล็ก) ออกไป เขาจะใส่ข้อมูลไปที่อิมมิเกรชั่น ว่าคุณเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ซึ่งจะโชว์ว่าคุณได้อยู่เกินเป็นโรบินฮู้ด และคุณก็เดินทางกลับบ้านเราปกติ คุณก็จะเป็นแบล็กลิสท์ว่าคุณอยู่เกินวีซ่า ซึ่งเป็นปัญหาถ้าคุณจะไปทำวีซ่าไปอเมริกาภายหลัง เพราะผู้ที่อยู่เกิน 1 ปี ภายใต้กฎหมาย unlawful presence คุณห้ามกลับเข้าประเทศนับจากวันที่เดินทางออก 10 ปี ถ้าคุณแกล้งบอกว่าบัตรขาเข้าหาย เขาก็ยังมีข้อมูลอยู่ดี เพราะทางสายการบินมีข้อมูลชื่อผู้โดยสาร และถ้าคุณไม่ได้คืนบัตรขาเข้าที่สนามบิน ทางสถานทูตไม่มีเร็คคอร์ดบัตรขาเข้า ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตจะสันนิษฐานว่าคุณอยู่เกินอยู่ดี และเป็นหน้าที่คุณที่ต้องพิสูจน์ว่าคุณเดินทางออกเมื่อไร โดยอาจต้องแสดงตั๋วเครื่องบินวีนเดินทาง หรือแสตมป์จาก ต.ม. ไทยวันเข้าประเทศ เป็นต้น (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่ม กฎหมาย unlawful presence ในหนังสือ”สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทที่ 3 ระบบวีซ่า หน้า 3-6)

ผู้ฟัง ถ้าขอวีซ่าท่องเที่ยวและไม่ผ่าน จะเป็น “แบล็ค ลิสท์” ไหม และจะขอได้อีกเมื่อไร

ทนาย ไม่ค่ะ ถ้าคุณไม่ได้แจ้งข้อมูลเท็จอย่างไร เพียงแต่ขอวีซ่าไม่ผ่าน อาจเป็นเพียงคุณขาดคุณสมบัติที่น่าจะได้วีซ่า หรือคุณยื่นเอกสารไม่ครบเป็นต้น ถ้าเป็นการขาดเอกสาร คุณก็ควรนำเอกสารกลับไปให้ครบ ถ้าเป็นที่คุณขาดคุณสมบัติ ถ้าคุณไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ และคุณกลับไปยื่นแล้วยื่นอีก ก็คงจะไม่ได้วีซ่าอีก ความหมายของ “แบล็ค ลิสท์” คือ คุณแจ้งความเท็จหรือโกหกในใบสมัคร ที่เป็นเรื่องใหญ่พอที่ถ้าคุณกรอกข้อมูลจริง จุดนั้นจะทำให้คุณไม่ได้วีซ่า เช่น คุณหลอกว่าคุณทำงาน ได้เงินเดือนสูงๆ ทั้งๆที่คุณไม่ทำงาน หรือคุณเป็นโสด แต่รีบไปจดทะเบียนสมรสเพื่อเอี่ยวขอวีซ่าไปกับคู่สมรส หรือคุณไปเปลี่ยนชื่อและแจ้งว่าไม่เคยขอวีซ่ามาก่อน หรือคุณเคยไปอเมริกามาก่อน และอยู่เถื่อน แต่บอกว่าไม่เคยไป เป็นต้น พวกนี้ถ้าถูกจับได้ จะถือเป็น “แบล็ค ลิสท์” ซึ่งเข้าข่ายความประพฤติเสีย กรณีนี้ คุณจะไม่สามารถขอวีซ่าเข้าอเมริกาได้สูงสุด 5 ปี นับจากวันที่ขอครั้งสุดท้าย

ผู้ฟัง ลูกดิฉันเรียนอยู่ที่อินเดีย ต้องการให้ขอวีซ่าไปเรียนต่อที่อเมริกา เขาต้องกลับมาขอวีซ่าในประเทศไทยไหม

ทนาย ลูกคุณสามารถขอวีซ่านักเรียนที่สถานทูตอเมริกันในอินเดียได้เลยค่ะ ไม่ต้องกลับมาขอที่เมืองไทย ถ้าคุณพำนักอยู่ที่ประเทศอื่นตอนนั้น บางครั้งคุณอาจคิดขอวีซ่าท่องเที่ยวไปอเมริกาจากประเทศอื่นได้ค่ะ ถ้าคุณคิดว่าคุณจะขอวีซ่าท่องเที่ยวตอนนี้ไม่ผ่าน โดยคุณต้องวางแผนอนาคตให้ดีเช่น ขอวีซ่าไปทำงานที่ประเทศอื่น และหลังจากทำงานที่นั่นได้ระยะหนึ่งหรือจนหมดสัญญา คุณอาจขอวีซ่าท่องเที่ยวไปอเมริกาจากประเทศนั้น ดิฉันมีลูกความที่ไปทำงานอยู่เกาะ มัลดีฟส์หนึ่งปี และหลังจากนั้นขอวีซ่าท่องเที่ยวไปอเมริกา

ผู้ฟัง ตอนนี้พี่สาวผมเป็นซิติเซ่นยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ตัวผม ผมมีภรรยาและลูกหนึ่งคนพ่วงไปด้วย ลูกต้องอายุต่ำกว่า 21 ปี วันที่ยื่นเรื่องหรือวันที่ได้ใบเขียว

ทนาย ก่อนหน้าปี 2002 ตามกฎหมายเดิม กรณีข้างต้นคือ เด็กที่จะได้ใบเขียวพ่วงพ่อแม่เข้าไปได้ ต้องมีอายุต่ำกว่า 21 ปี และยังไม่สมรส ณ. วันที่เด็กได้ใบเขียวเป็นหลักว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2002 อิมมิเกรชั่นผ่านกฎหมาย Child Status Protection Act ช่วยเด็กที่ age out (อายุเกิน) โดยมีการคำนวนอายุดังตัวอย่างนี้ สมมติพี่สาวคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณวันที่ 25 ธันวา 2000 และพี่สาวได้ใบตอบรับ Notice of Receipt กลับมาจากอิมมิเกรชั่นลงวันที่ 1 มกราคม 2001 ตอนนั้นลูกคุณอายุ12 ปี หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี พี่สาวได้ใบโนติส แอ็พพรูฟ เรื่องจากอิมมิเกรชั่น สมมติลงวันที่ 1 มกราคม 2004 คุณก็รอต่อไป เพราะใบเขียวพี่น้องใช้เวลาประมาณ 10-11 ปี พอปี 2012 โควต้าใบเขียวมาถึง คุณไปสัมภาษณ์ที่สถานทูต ใบเขียวผ่าน ตอนนั้นลูกคุณอายุ 23 ปี เท่ากับเขา age out คืออายุเกิน 21 ปี ภายใต้กฎหมาย Child Status Protection Act ให้คำนวนดังนี้ เอาระยะเวลาที่คุณคอยนับจากวันที่ยื่นเรื่องที่ได้ Notice of Receipt วันที่ 1 มกราคม 2001 ถึงวันที่เรื่องแอ็พพรูฟ 1 มกราคม 2004 รวม 3 ปีมาหักออกจากอายุ 23 ปี เท่ากับให้คุณนับอายุอิมมิกรชั่นเหลือ 20 แทนที่จะเป็นอายุจริง 23 ปี เท่ากับ ลูกคุณจะได้ใบเขียวด้วยพร้อมพ่อแม่ และถ้าระหว่างคอยคุณมีลูกเพิ่มอีก คิดสูตรเดียวกัย พ่อแม่ลูกน่าจะได้ใบเขียวไปอเมริกาพร้อมกันหมดค่ะ (คุณสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Child Status Protection Act ได้ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” บทที่ 4หน้า 4-9)

 

คุณสามารถอ่านคอลัมน์นี้ได้จาก website ค่ะ http://www.rujirat.com และติดต่อดิฉันได้ทางโทรศัพท์ 714.994.5958 หรือทางแฟกส์ที่ 714.475.6939 หรืออีเมล์หาดิฉันได้ที่ attorneyruji@aol.com แฟนคอลัมน์เสรีชัยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้โดยดูโฆษณาข้างบนนี้ แฟนเว๊บไซท์ดูวิธีสั่งซื้อได้โดยคลิกเข้าไปที่ “หนังสือ” แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 ราคาเท่ากันค่ะตามอัตราแลกเปลี่ยน

Leave a Reply