เรื่องเลือกตั้ง “อิน เดอะ นัทเชล”

เป็นไงคะ วันวาเล็นไทน์ที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา สมหวังกันหลายคู่ไหมคะ เหตุการณ์ปัจจุบันที่น่าติดตามตอนนี้ก็ไม่หนีเรื่องเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ การเลือกตั้งหรือ “โหวด” (Vote) ถือเป็นหน้าที่พลเมืองดีหรือ “ซิวิค ดิวตี้” (Civic duty) คุณที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นควรเห็นความสำคัญของมันและไปออกเสียงเลือกตั้ง ส่วนคุณที่ยังไม่ได้โอนสัญชาติก็ควรติดตามเช่นกัน เนื่องจากจะช่วยคุณได้ตอนไปสอบซิติเซ่น เพราะในข้อสอบซิติเซ่นใหม่คำถามจะมุ่งไปถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองหรือ”ซิวิค ดิวตี้”(คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมืองได้ในหนังสือ อยู่อเมริกา บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18)สิทธิในการเลือกตั้ง

ผู้ที่ถือสัญชาติอเมริกันเท่านั้นถึงจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ซึ่งสิทธินี้ระบุในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล 4 บท คือ บทที่ 15, 19, 24 และ 25 เรียก “คอนสติทิ้วชั่น อเม็นด์เม๊นท์” (Constitution Amendments) เดอะ”ฟิฟทีนซ์”15th; “ไนนทีนซ์”19th; “เทว็นตี้ ฟอร์ทซ์” 24th; และ “เทว็นตี้ ฟิฟซ์” 25th (ข้อสอบซิติเซ่น)

สิทธิคนผิวดำและผู้หญิง

เมื่อก่อนคนผิวดำและผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยใช้กฎหมายที่ว่าคนผิวดำไม่ถือเป็น”บุคคล” เพราะคนผิวดำเป็นเพียงทาสจึงถือเป็น”สมบัติ”ของนายจ้าง ส่วนผู้หญิงเช่นกันที่ไม่มีสิทธิโหวด เด็กถือเป็น”สมบัติ”ของพ่อและผู้หญิงที่แต่งงานแล้วถือเป็น”สมบัติ”ของสามี ฉะนั้นผู้หญิงจึงไม่มีสิทธิโหวด ในปี 1868 รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 14 การันตีให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันทางกฎหมายต่อทุกคน (ข้อสอบซิติเซ่น) เท่ากับคนผิวดำสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่ในแง่ความเป็นจริงแล้ว ถ้าสมัยโน้นคนผิวดำออกไปโหวดก็ถูกกีดกันมากถึงขั้นฆ่ากันตาย ส่วนผู้หญิงได้สิทธิโหวดครั้งแรกปี 1920 รัฐบาลผ่านอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 19th .ให้สิทธิผู้หญิงออกเสียงเลือกตั้งได้ ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือว่าเป็นเลือกตั้งประวัติศาสตร์เพราะไม่ใช่เพียงแต่ผู้หญิงและคนผิวดำจะโหวดได้เท่านั้น แต่ทั้งผู้หญิงและคนผิวดำเป็นผู้ลงเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีหรือ “เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท” (Presidential Candidate) อีกด้วย

เลือกตั้งในอเมริกา

ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นาย จ๊อร์จ บุช พรรครีพับบลิคกัน รองประธานาธิบดีคือ “ดิ๊ค เชนี่” นายบุชเป็นประธานาธิบดีมาสองสมัยคือจะครบ 8 ปีๆนี้ (ข้อสอบซิติเซ่น) การเลือกตั้งประธานาธิบดี “เพรสสิเด๊นเชี่ยล อีเล็กชั่น” (Presidential Election) ในอเมริกามีทุก 4 ปี ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้สองสมัยรวม 8 ปี เทอมละ 4 ปี (ข้อสอบซิติเซ่น) คุณสมบัติผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีได้ต้อง (1) เกิดในอเมริกา (2) ต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป (3) ต้องอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 14 ปี (ข้อสอบซิติเซ่น) ผู้สมัครเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นวุฒิสมาชิก (เซเนเต้อร์ Senator) หรือมีตำแหน่งสูงๆในรัฐบาลมาก่อน คนเดินดินธรรมดาได้เช่น ดาราหนัง (รอเนิ่ล เรแก้น Ronald Reagan) หรือชาวนาไร่ถั่ว (จิมมี่ คาร์เต้อร์ Jimmy Carter) ก็สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ แต่ส่วนมากผู้สมัครมักจะมีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลมาก่อน อาจเป็นเซเนเต้อร์ (senator) หรือ กัฟวันเน่อร์ (Governor) มาก่อน ส่วนพรรคการเมืองเรียกพรรคว่า”พาร์ตี้” (Party) ในอเมริกามีพรรคใหญ่สองพรรคคือพรรค”รีพับบลิคกัน” (Republican Party) และพรรค”เดโมแครท” (Democrat Party) นอกนั้นเป็นพรรคย่อยๆเรียกพรรคอิสระ หรือ “อินดีเพ็นเด๊นท์ พาร์ตี้” (Independent Party) ข้อแตกต่างระหว่าง รีพับบลิคกัน” และ “เดโมแครท” คือ พรรครีพับบลิคกันจะหัวเก่า เรียกพวก “คอนเซอร์เวทีฟ” (Conservative) หรือพวก “อนุรักษ์นิยม” ส่วนพรรคเดโมแครท จะรุ่นใหม่หน่อย เรียกพวก”ลิบเบอรัล” (Liberal) หรือพวก”เสรีนิยม” ถ้าดิฉันเปรียบสองพรรคนี้เช่นมหาวิทยาลัยเมืองไทยคือพรรครีพับบลิคกันคือพวกจบจุฬา ส่วนพรรคเดโมแครทคือพวกจบธรรมศาสตร์ (ดิฉันลูกธรรมศาสตร์ค่ะ แน่นอนเป็นเดโมแครท คงเดาได้ว่าดิฉันเลือกใคร)

หาเสียง

การหาเสียงเรียก “แคมเปญ” (campaign) คือการหาเงินเข้าพรรคเป็นค่าใช้จ่าย รวมค่าโฆษณา เงินหาเสียงมาจากการบริจาคจากคนธรรมดาและองค์กร ซึ่งมีลิมิตจำนวนเงิน การหาเสียงเริ่มด้วยเมื่อผู้สมัครลงเป็นประธานาธิบดีหรือ “เพรสสิเด๊นเชี่ยล แคนดิเดท” (Presidential Candidate) ประกาศตัวลงสมัคร เขาจะประกาศตัวว่าสังกัดพรรคใด และหลังจากนั้นเริ่มลงหาเสียงมักจะเริ่มกันประมาณ 1 ปีกว่าก่อนวันหาเสียง แคนดิเดทเริ่มแคมเปญชิมลางดูว่าจะมีผู้สนับสนุนมากแค่ไหน ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนมากหาเงินแคมเปญไม่ได้มากก็จะค่อยๆถอนตัวออกไป เช่น นายจูลีอาโน่ ที่เคยเป็นนายกเทศมนตรีรัฐนิวยอร์คได้ลงสมัคร และหาเสียงอยู่พักหนึ่งก็ถอยทัพไปปลายธัวาหรือต้นมกรา วันเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเป็นวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ตรงกับวันที่ 4 พ.ย. 2008 และประธานาธิบดีคนใหม่เข้าสาบานตนดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคมถัดไป (ข้อสอบซิติเซ่น)

หลังจากผู้สมัครแคมเปญหาเสียงจากนั้นก็จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นของแต่ละรัฐ เพื่อเลือกผู้สมัครของแต่ละพรรคเรียก”พรายแมรี่” (Primary) ซึ่งถือเป็นวันสำคัญมาก เพราะผู้ที่ได้คะแนนมากจะได้เป็นตัวแทนพรรค ซึ่งต่างกับเมืองไทยที่ลูกพรรคเลือกหัวหน้าพรรค ในเมกาประชาชนเลือกตัวแทนพรรค วิธีเลือกพรายแมรี่ไม่ได้เลือกตามจำนวนเสียงต่อคนแต่เลือกเป็นเขต แต่เลือกเป็นเขต โดยแบ่งจำนวนเขตตามจำนวนพลเมืองของแต่ะรัฐเรียก”เดเลเกทส์” (Delegates) รัฐใหญ่ที่มีพลเมืองมากก็จะมีจำนวน “เดเลเกทส์”มาก เช่นรัฐคาลิฟอร์เนียและรัฐนิวยอร์ค ส่วนรัฐเล็กที่มีพลเมืองน้อยก็จะมีจำนวน “เดเลเกทส์”น้อย ฉะนั้นผู้สมัครบางคนอาจชนะมากรัฐกว่า แต่กลับแพ้เพราะคะแนนเดเลเกทส์น้อยกว่า พรายแมรี่จะเริ่มมีเดือนธันวาไปถึงเดือนพฤษภาคม เลือกตั้งคราวนี้รัฐแรกที่โหวดพรายแมรี่ คือรัฐไอโอว่า รัฐที่สองคือ นิวแฮมเชียร์ และ เมื่อวันอังคารที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา เรียกวัน “ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” (Super Tuesday) เพราะมีโหวดพรายแมรี่ใหญ่รวมวันเดียวกัน 22 รัฐ โดยปกติหลังวัน “ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” ผู้สมัครหรือ “แคนดิเดท” แต่ละพรรคจะรู้ผลว่าตัวจะไปรอดหรือไม่ เพราะส่วนมากคนหนึ่งมักจะได้คะแนนขาดลอย ผู้สมัครคนอื่นที่ได้เดเลเกทส์น้อยก็จะยอมแพ้ถอนตัวไป เลือกตั้งคราวนี้หลัง “ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” ผู้สมัครพรรครีพับบลิคกันได้ถอนตัวกันหมดเหลือสองคนคือ นาย จอน แม็คเคน และ นาย ไมค์ แม็คคาบี้ นายแม็กเคนได้เดเลเกทส์มากแบบขาดลอย แต่แม็คคาบี้ยังไม่ยอมถอนตัวหรือ”คอนซีด” (Concede) เนื่องจากผู้โหวดพรรครีพับบลิดกันไม่แฮ๊ปปี้กับนายแม็คเคน (แม้กระทั่งบุชก็กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับแม็คเคน) เนื่องจากนายแม็คเคนไม่คอนเซอร์เวทีฟพอ ก็เหลือทางเลือกเดียวคือนายแม็คคาบี้ ซึ่งหัวคอนเซอร์เวทีฟมาก ซึ่งเราก็ต้องติดตามดูกันต่อไป ส่วนฝ่ายเดโมแครทคือ นาง ฮิลลารี่ คลินตัน และนาย บาแร็ค โอบาม่า ได้คะแนนสูสีมากหลังซุปเป้อร์ทิวส์เดย์ จึงยังสู้ต่อไป ณ.สัปดาห์ที่ 11-17 กพ.นี้ นายโอบาม่าได้คะแนนเดเลเกทส์มากกว่านางคลินตั้น วิธีนับคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นเขตแบบนี้เรียก “อีเล็คโทรัล โหวด” (Electoral Vote) (ข้อสอบซิติเซ่น)

ไงคะ การเรียนรู้เรื่องเลือกตั้ง “อิน เดอะ นัทเชล” ของดิฉัน เวลาคุณเรียนรู้อะไรแบบรวบลัดสั้นๆแบบนี้ ภาษาอังกฤษเรียก “อิน เดอะ นัทเชล” (in the nutshell) ลองติดตามเรื่องเลือกตั้งสิคะ ถ้าคุณเริ่มสนุก แสดงว่าคุณเข้าใจที่ดิฉันอธิบาย ส่วนผู้ที่ถือใบเขียวมานานและยังไม่เป็นซิติเซ่น รีบทำซิติเซ่นเดี๋ยวนี้เลยนะคะ ยังทำทันควรได้ก่อนเลือกตั้งเดือนพฤศจิกานี้

อะไรใหม่

“พระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551” มีแฟนคลับอีเมล์กฎหมายไทยใหม่มาให้ (ขอขอบคุณผู้ที่อีเมล์มาให้ดิฉันณ.ที่นี้ด้วย) กฎหมายนี้พึ่งผ่านออกมาเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2008 มีผลบังคับใช้ 120 วันหลังจากนั้น (ประมาณเดือนมิถุนาต้นๆ) กฎหมายใหม่นี้อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หรือหย่าแล้ว มีสิทธิเลือกใช้คำนำหน้าว่า “นางสาว”หรือ “นาง” ได้ คุณไม่จำเป็นต้องใช้ “นาง” เหมือนเมื่อก่อน ไงคะ ถูกใจสาวๆมั๊ย ฉะนั้นสาวไทยที่แต่งงานแล้วตอนนี้ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งนามสกุลและคำนำหน้าชื่อ เพราะไม่กี่ปีมานี้รัฐบาลได้ผ่านกฎหมายอนุญาติให้ผู้หญิงคงนามสกุลเดิมตนได้หลังแต่งงานโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามี คราวนี้ยิ่งเจ๋งใหญ่ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งคำนำหน้าและนามสกุลหลังแต่งงาน ในอเมริกาหลังคุณแต่งงานคุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีหรือจะใช้ก็ได้เป็นสิทธิของคุณ ส่วนคำนำหน้าชื่อผู้หญิงมีสามอย่างคือ (1) “มิส” (สะกด Miss) คือ”นางสาว” (2) “มิสซิส” (สะกด Mrs.) คือ “นาง”ใช้กับหญิงที่แต่งงานแล้วหรือหย่า (3) “มิส” (สะกด Ms. อ่านเช่นเดียวกับ Miss. ที่แปลว่านางสาวแต่เขียนต่างกัน) มีความหมายกลางๆจะเป็น นางสาวหรือนางก็ได้ คุณที่ยังเป็นนางสาวหรือแต่งงานหรือหย่าแล้วอาจเลือกใช้คำนำหน้าว่า Ms. ได้ แทนที่จะเป็น Miss หรือ Mrs.