โกลเบิ้ล วอร์มมิ้ง

Global warming

สองสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันเขียนคอลัมน์ฉีกแนวจากเรื่องอิมมิเกรชั่นเป็นหัวข้อ “ซุปเป้อร์ วี๊ค” และ “เลือกตั้ง อิน เดอะ นัทเชล” คุณจิระเดชผู้ลงเว๊บไซท์ให้ดิฉันทุกวี๊คอีเมล์ชมทั้งสองคอลัมน์ว่าชอบและได้ประโยชน์มาก (เป็นครั้งแรกที่ชมคงเบื่ออ่านเกี่ยวกับอิมมิเกรชั่น) จริงๆแล้วดิฉันชอบเขียนเรื่องที่น่าสนใจแบบนี้มากกว่า สามปีแรกที่ดิฉันเป็นทนายใหม่ๆดิฉันเขียนคอลัมน์ทำนองนี้เป็นความรู้ทั่วไป คุณหาอ่านได้ในหนังสือรวมคอลัมน์กฎหมายสามเล่ม ($60) หลัง จากนั้นเป็นช่วงที่ดิฉันหน้ามืดทำงานรับเคสทุกอย่างที่ขวางหน้าจึงไม่มีเวลา เขียนคอลัมน์แบบนั้นอีกเพราะต้องใช้เวลาและใช้หัวสมองศึกษามัน มันง่ายกว่าที่ดิฉันจะเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่นเพราะสามารถ เขียนได้เร็วไม่ต้องใช้หัวสมองมาก ดิฉันจะพยายามเขียนคอลัมน์ฉีกแนวบ่อยขึ้น ไหนๆปากกาพาไปแล้วก็ขอต่อเรื่องฉีกแนวสัปดาห์นี้อีกครั้ง

“โกลเบิ้ล วอร์มมิ้ง”

“โกลเบิ้ล วอร์มมิ้ง” (Global Warming) แปลตรงตัวคือ ความอุ่นของโลก (โกลเบิ้ล แปลว่า โลก; วอร์มมิ้ง แปลว่า ความอุ่น) คุณคงเห็นตามข่าวหรือได้ยินคำว่า “โกลเบิ้ล วอร์มมิ้ง” ผ่านหูบ่อยๆ หรือถ้าไม่ได้ยินมาก่อนคุณอาจรู้สึกได้ว่าเดี๋ยวนี้อากาศแปรปรวน ภัยธรรมชาติเกิดมากขึ้นเช่น พายุเฮอริเคน ลมบ้าหมูทอร์นาโด สุนามิ น้ำท่วม และแผ่นดินไหว และอากาศแต่ละปีรู้สึกร้อนมากขึ้นโดยเฉพาะในเมืองไทย เนื่องจากอุณหภูมิในโลกเราสูงขึ้น การที่อุณหภูมิในโลกเราสูงขึ้นเนื่องมาจาก “ปรากฎการณ์เรือนกระจก” หรือ “กรีนเฮาส์ เอ็ฟเฟ็กซ์ท” (Greenhouse Effect)

“กรีนเฮาส์ เอ็ฟเฟ็กซ์ท”

“ปรากฏการณ์เรือนกระจก”หรือ”กรีนเฮาส์ เอ็ฟเฟ็กซ์ท”(Greenhouse Effect) เป็นศัพท์ทางวิทยาศาสตร์คำว่า “กรีนเฮาส์” (Green House) เป็นคำเดียวกับห้องกระจกหรือห้องพลาสติกที่ใช้สำหรับปลูกต้นไม้หรือดอกไม้โดยเฉพาะกล้วยไม้มักปลูกในกรีนเฮาส์ เพื่อกักความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ให้อุ่นเมื่ออากาศเย็น ปรากฎการณ์ในเรื่อนกระจกเช่นเดียวกับปรากฎการณ์ในบรรยากาศดังนี้ คือ โลกเราได้รับรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ เมื่อรังสีส่องถึงโลกบางส่วนก็จะสะท้อนกลับขึ้นไปในอวกาศ บางส่วนก็จะผ่านพื้นผิวโลกลงมา ถึงเรา ก่อนที่ความร้อนจากแสงอาทิตย์จะส่องมาถึงโลกได้ต้องผ่านชั้นบรรยากาศหรือ”แอ้ทโมสเฟีย” (Atmosphere) ก่อนหลายชั้นถึงจะมาถึงเราได้ ชั้นบรรยากาศเหล่านี้ทำให้โลกเราอุ่น และเป็นอากาศที่เราหายใจ ซึ่งเป็นสิ่งดีเพราะถ้าไม่มี”แอ้ทโมสเฟีย”เราก็จะถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์เผาไหม้กันหมด “แอ้ทโมสเฟีย”เกิดจากปฏิกริยาจากแก็ซธรรมชาติ เช่น คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ การระเหยของน้ำ เม็ธเทน (คาร์บอนผสมไฮโดรเจน) ไนทรัสอ๊อกไซด์ และโอโซน และแก็ซพิษที่มนุษย์ก่อขึ้นเช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFCs ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน HFCs เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน PFCs ซัลเฟ่อร์ เฮ็กซาฟลูออไรด์ SF6 แก๊ซเหล่านี้เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆตามโลกหมุนและจากพลังจากแสงอาทิตย์ และจะลอยขึ้นสูงไปบน”แอ้ทโมสเฟีย” และออกไปนอกอวกาศ แต่เพราะแก๊ซพิษเหล่านี้เมื่อผสมกันจะมีปฏิกริยาและทำหน้าที่เป็นเหมือนฉนวนกั้นความร้อนไว้ไม่ให้กระจายกลับไปในอวกาศ แต่จะวนอยู่ในบรรยากาศในโลก ตัวอย่าง แก๊ซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ (จากโรงงานอุตสาหกรรม) รวมกับสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFCs (สารนี้ใช้ในเครื่องทำความเย็น จากแอร์ ตู้เย็น เป็นต้น) สองสารนี้เมื่อผสมกันเกิดปฎิกริยามีคุณสมบัติเป็นฉนวนกั้นความร้อนกั้นไม่ให้ลอยออกนอกอวกาศ เมื่อใน “แอ้ทโมสเฟีย” มีสารทั้งสองสะสมอยู่มาก ความร้อนที่กักไว้ก็จะเพิ่มขึ้น ผลลัพท์คือทำให้อุณหภูมิในโลกเพิ่มขึ้น เป็นผลให้อากาศแปรปรวน เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกกระทบกระเทือนอย่างแรงจะก่อให้เกิดการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลก ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรเป็นที่สะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์ เมื่อแสงอาทิตย์ส่องความร้อนมาที่มหาสมุทรน้ำก็จะระเหยขึ้นไปในอากาศเกิดความชื้น ก็จะกลายเป็นน้ำฝน น้ำค้าง หรือหิมะและตกมาที่พื้นดิน เป็นผลให้เกิดน้ำท่วม พายุเฮอริเคนตามแถบต่างๆขึ้นกับลักษณะพื้นดิน เช่นที่ราบหรือภูเขา(ในโลกเราประกอบด้วยน้ำแข็ง 3% มหาสมุทรประมาณ 70% และพื้นดิน 27%) ดิฉันเคยเขียนเรื่อง Greenhouse Effect ในคอลัมน์ “สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ”เมื่อปี 1995 ตั้ง 13 ปีมาแล้ว ในหนังสือ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่มสอง” บทความ “สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ” หน้า 15 ถ้าคุณยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Ice Age ตอน 2 ของดิสนี้ย์ ขอให้ไปเช่าวีดีโอมาดูนะคะ เป็นยุคไดโนเสาที่สัตว์ใหญ่สูญพันธ์และพวกฝูงสัตว์พาหนีไปหาที่อยู่ใหม่เพราะน้ำแข็งละลายและพวกมันจะตายกันหมด กินใจมากค่ะ

โลกร้อนขึ้นเท่าไร

ในปี 1997 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 150 ประเทศมาร่วมประชุมซัมมิทที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่นและเซ็นข้อตกลงที่จะลดถ่ายสารพิษไปในอากาศ 5.2% ต่ำกว่าระดับสารพิษในปี 1990 โดยตั้งโกลทำให้สำเร็จภายในปี 2012 ระดับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในโลกในสองศตวรรษที่ผ่านมามีระดับสูงมากที่สุดในระยะ 400,000 ปี โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 20 ขณะนี้ (“เทว็นตี้เอ็ทซ เซ็นจูรี่” Twentieth Century) อุณหภูมิในโลกสูงขึ้น 1 องศาฟาห์เรนไฮท์ และหลังจากปี 1970 มา อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเร็วขึ้นมาก ปีที่ร้อนที่สุดคือปี 1998 และรองลงมาคือปี 2002 และ 2003 ร้อนมากเท่ากันแต่ยังน้อยกว่าปี 1998 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอุณหภูมิจะขึ้นระหว่าง 2-6 องศาในช่วงศตวรรษที่ 21 (“เทว็นตี้เฟิรสท เซ็นจูรี่” Twenty First Century)

เราช่วยอะไรได้บ้าง

ปัญหา”โกลเบิ้ล วอร์มมิ้ง”เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วและจะยิ่งเลวลงไปเรื่อยๆทุกวันถ้าเราไม่เริ่มช่วยกัน ดิฉันเริ่มตื่นตัวครั้งแรกตอนดิฉันไปเยอรมันไปหาพี่สาวเมื่อปี 1992 ดิฉันเห็นพี่สาวแยกขยะ และเขาไม่มีเครื่องปั่นขยะหรือ “การ์บิจ ดิสโปเซิ้ล” (garbage disposal) ที่ซิ้งค์ล้างจาน แต่พี่สาวทิ้งอาหาร ผักเสียๆในถุงกระดาษและนำไปทิ้งที่เขาทำไว้ทิ้งโดยเฉพาะที่สนามหลังบ้าน และนำไปใช้เป็นปุ๋ยต่อไป และเวลาไปตลาดซุปเป้อร์เราต้องนำถุงผ้าไปเอง ไม่อย่างนั้นต้องเสียตังค่าถุง ดิฉันแปลกใจว่าทำไมเมกายังไม่ทำ จนบัดนี้ 16 ปีให้หลัง เมกาก็ยังไม่ทำ สิ่งที่คุณแต่ละคนช่วยกันทำได้ คือ

  • เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในบ้าน 5 ดวงกับไฟที่ใช้บ่อยๆ โดยใช้หลอดประหยัดไฟ
  • ใช้ถุงผ้าเวลาไปจ่ายกับข้าวทุกครั้ง คุณควรมีถุงผ้าติดไว้ในรถ 2-3 ใบ ถ้าจำเป็นต้องใช้ถุงให้ใช้ถุงกระดาษและรีซายเคิลถุง อย่าใช้ถุงพลาสติก
  • แยกขยะ และรีซายเคิลกระดาษและขวดและของเสีย
  • กวาดหน้าบ้านและหลังบ้านแทนที่จะใช้น้ำล้าง
  • ปลูกต้นไม้ใหญ่อย่างน้อย 1 ต้นที่บ้าน (ต้นไม้ดูดคาร์บอนได้อ๊อกไซด์)
  • ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าครั้งต่อไปเลือกที่มีป้าย Energy Star ที่บ้านดิฉันพึ่งซื้อเครื่องซักผ้าใหม่เพราะขณะที่ดิฉันกำลังเขียนคอลัมน์ เครื่องอบผ้าพังหลังจาก 10 ปีที่ทนใช้ (ช่างเป็นใจเหลือเกิน ดิฉันดีใจมากรีบถือโอกาสวิ่งออกไปซื้อเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าใหม่) เครื่องซักผ้าเป็นแบบฟร๊อนท์ โหลด (Front Load) ฝาเปิดอยู่ด้านหน้าซึ่งประหยัดน้ำซักแต่ละโหลดใช้น้ำ 11 แกลลอน ซึ่งเครื่องเก่าแบบ “ท็อปโหลด” (Top Load) ฝาเปิดอยู่ข้าบนซักแต่ละโหลดใช้น้ำ 50-60 แกลลอน บ้านเรา 4 คนซักสัปดาห์ละ 5 ครั้งเซฟน้ำไปได้ประมาณ 1,000 แกลลอนต่อเดือน และเครื่องอบผ้าเป็นแบบอบไอน้ำหรือ สตีมดราย (Steam dry) จะประหยัดไฟได้มากเพราะผ้าจะแห้งเร็วและผ้าไม่ยับจึงไม่ต้องรีด
  • รถคันหน้า ถ้าเป็นไปได้ซื้อรถ ไฮบริด จะประหยัดน้ำมัน 50 ไมล์ต่อแกลลอน
  • บอกต่อๆกัน

ตามที่ดิฉันอ่าน U.S.EPA (Environmental Protection Agency หรือ องค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อม) กะว่าถ้าคุณเแต่ละคนเพียงเปลี่ยนหลอดไฟในบ้านไปใช้หลอดประหยัดไฟ 5 ดวง เราสามารถลดกรีนเฮาส์แก๊ซได้เท่ากับรถที่ปล่อยไอเสีย 10 ล้านคัน รู้อย่างนี้แล้วคุณยังไม่รีบวิ่งออกไปซื้อหลอดประหยัดไฟที่โฮมดีโพทหรือ โฮมโปร ก็ลองฟังลูกสาวดิฉันพูดทีเล่นทีจริงเมื่อดิฉันบอกลูกว่า ดิฉันซื้อบ้านชายทะเลที่หัวหินเห็นทะเลลิบๆ เพราะบ้านอยู่ห่างทะเลประมาณ 700 เมตร ลูกสาวบอกว่าไม่ต้องห่วงหลอกแม่อีก 20 ปีข้างหน้าแม่ก็จะมีบ้านติดทะเล !!!!!