ซัมเม่อร์เวเคชั่น

เดือนกรกฏานี้ดิฉันอยู่ระหว่างพักร้อน “ซัมเม่อร์ เวเคชั่น” คุณที่ติดต่อดิฉันทางโทรศัพท์ไม่ได้ สามารถติดต่อดิฉันได้ทางอีเมล์ ดิฉันแบก “แล็ปท้อป” ไปด้วยเพื่อแอบทำงานและเช็คอีเมล์ ระหว่างนี้ดิฉันตั้งใจงดเขียนคอลัมน์กฎหมาย แต่เห็นคอมแล้วอดไม่ได้ ฉะนั้นแทนที่จะเขียนเรื่องกฎหมายเรามาคุยเรื่องเที่ยวดีกว่า
เวเคชั่นนี้เรา(ดิฉันและสามี)ต้องไปงานแต่งงานลูกสาวของน้องสาวสามีที่เมือง “นาซาเร็ท” (Nazareth) บ้านเกิดของสามีอยู่ในประเทศอิสราเอล เมือง “นาซาเร็ท”เป็นเมืองประวัติศาสตร์ตามตำนานศาสนาคริสต์ เป็นที่ๆ เทพเจ้า “แองเจิล เกเบรียล”ประกาศว่าแมรี่ตั้งครรภ์พระเยซู พระเยซูประสูติที่เมืองเบทซ์เลแฮมแต่ท่านเติบโตที่เมือง”นาซาเร็ท” ปัจจุบันมีโบสถ์ชื่อ “เชิร์ช ออฟ แอนนันซิเอชั่น” (Church of Annunciation) สร้างเป็นอนุสรณ์ตรงที่แมรี่เคยอยู่
บินเข้าจอร์แดน
เราบินจากแอลเอไปกรุงเทพ พักสองคืนและบินจากกรุงเทพไป “อัมมาน” เมืองหลวงประเทศจอร์แดน ใช้เวลาบินประมาณ 8 ชั่วโมงด้วยสายการบิน “รอยัล จอร์เดเนียน” เครื่องบินเต็ม กลิ่นตัวคนอาหรับรุนแรงน็อกดิฉันหลับไปหลายชั่วโมง เราทั้งสองใช้อเมริกันพาสปอร์ตเข้าประเทศ จึงไม่ต้องทำวีซ่าก่อนไป เราสามารถไปทำวีซ่าที่สนามบินได้เลย เรียกวีซ่าประเภทนี้ว่า “วีซ่า ออน แอไรเวิ่ล” (Visa on Arrival) คนละประมาณ $14 สนามบินอัมมานเก่าและสกปรก มีป้ายห้ามสูบบุหรี่ แต่เจ้าหน้าที่ยืนพ่นบุหรี่กันเฉย ประเทศจอร์แดนแห้งแล้ง อากาศร้อน จอร์แดนเป็นประเทศในกลุ่มอาหรับ พลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ประเทศนี้ทันสมัยหน่อยคือผู้หญิงแขกไม่ต้องคลุมหน้า การปกครองภายใต้กษัตริย์ ปัจจุบันลูกชาย”คิงฮุสเซน”กษัตริย์องค์เก่าที่สวรรคตไม่กี่ปีมานี้เป็นกษัตริย์ “คิงฮุสเซน”เป็นกษัตริย์ที่ประชาชนรัก ท่านครองราชย์นานมากคิดว่าพอๆกับพระเจ้าอยู่หัวเรา
เราไปถึงอัมมานวันศุกร์เช้า ซึ่งเป็นวันหยุดตรงกับ “วีคเอ็นด์” ของเขา ประเทศมุสลิมจะหยุดวันศุกร์ เสาร์ แทนที่จะเป็นเสาร์ อาทิตย์ เราไปพักบ้านน้องชายสามี สบายมากไม่ต้องทำอะไร เพราะเขามีคนรับใช้จากศรีลังกาที่บ้านชื่อ “กุมารี” คนรับใช้เอามาจากศรีลังกาค่าจ้างถูกมาก เดือนๆละ $150 ทำสัญญาครั้งละสองปี วันศุกร์ร้านค้าและช็อปปิ้งมอลปิดตอนเช้า เปิดบ่ายสองถึงเที่ยงคืน มอลเขาคล้ายบ้านเรา เสียงดัง มีวัยรุ่นแฮ๊งกันถึงเที่ยงคืน น้องสะไภ้และดิฉันก็ไปแฮ๊งอยู่ที่สตาร์บัคถึงเที่ยงคืน ดิฉันเลยเข้านอนดึก นอนยังไม่ทันอิ่มตื่นมาตี 4 เพราะได้ยินเสียงสวดดังมาจากลำโพงบนตึกสุเหร่า เสียงดังมาก ดิฉันนอนฟังจนจบ จับใจความได้คำเดียวว่า “อัลล่าห์” พอเสียงสวดหยุดสักครู่ก็ดังขึ้นอีกเป็นระยะ ดิฉันเลยต้องลุกตื่น
อิมมิเกรชั่นจอร์แดน
วันเสาร์ตอนเที่ยงน้องเขยขับรถพาเราไปส่งชายแดนเพื่อข้ามไปอิสราเอล ใช้เวลาประมาณ 1 ½ ชั่วโมงถึงชายแดน เส้นทางคดเคี้ยว เป็นเขาหินแห้งแล้ง เห็นแกะ แพะ ลา ข้างทาง พอเข้าใกล้เขตชายแดนเราผ่าน ด่านตรวจหรือ “เช็ค พอยนท์” 5 ด่าน มีทหารยืนถือปืนกลแต่ละด่าน เมื่อถึงชายแดนมีป้อมทหาร เและมีรถถังจอดอยู่หนึ่งคัน น้องเขยต้องส่งเราลงตรงด่าน เพราะห้ามรถผ่านเข้าไปส่งข้างใน และเราต้องนั่งแท็กซี่ผ่านด่านไปที่ตึกอิมมิเกรชั่น ซึ่งอยู่ห่างจากป้อมทหารประมาณ 100 เมตร เราลากกระเป๋าจะไปขึ้นแท็กซี่ที่จอดอยู่ แต่หาคนขับไม่เจอ ปรากฎว่าคนขับกำลังนั่งละหมาดอยู่ใต้ต้นไม้อีกฟากหลังด่าน ตอนนั้นประมาณบ่ายสอง เราต้องยืนคอยกลางแดดเปรี้ยงและร้อนสุดๆประมาณกว่าสิบห้านาทีจนคนขับสวดเสร็จ
แท็กซี่ได้พาเราไปตึกอิมมิเกรชั่นของจอร์แดน ตรงนั้นเจ้าหน้าที่แสตมป์ขาออก และเช็คกระเป๋าผ่านเครื่องตรวจ เมื่อเสร็จแล้วเรากลับมาขึ้นแท็กซี่คันเดิมที่คอยอยู่ เขาขับพาเราไปอีกตึกซึ่งห่างไม่ถึง 200 เมตร เป็นที่จอดรถ “บัส” และตรงนั้นมีร้าน “ดิวตี้ ฟรี ช็อป” เราคอยรถบัสเกือบ ½ ชั่วโมง รถบัสนี้ขับพาเราข้ามด่านจอร์แดนเข้าเขตอิสราเอล
อิมมิเกรชั่นอิสราเอล
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่ที่ดิฉันไปอิสราเอล แต่คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉันเข้าทางด่านรถ อิมมิเกรชั่นของอิสราเอลเข้มงวดมาก ถ้าคุณไม่ใช่คนยิว คุณต้องไปถึงสนามบินก่อน 3-4 ชั่วโมงแล้วแต่ว่าคุณออกจากสนามบินไหน เวลาไปจะโดนตรวจและค้นมาก ดิฉันเบื่อหน่ายอิมมิเกรชั่นอิสราเอลเอามากๆ แต่ถ้าคิดในแง่ดีก็น่าจะอุ่นใจเพราะ อิมมิเกรชั่นอิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งความปลอดภัย เมื่อสองปีที่แล้วดิฉันถูกส่งไปเรียนเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศโดยหน่วยงาน A.T.F (Alcoholic, Tobacco and Firearms) ได้เรียนรู้ว่า A.T.F ส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในประเทศอิสราเอล เพื่อนำระบบอิสราเอลมาใช้ที่สนามบินในอเมริกา
อิมมิเกรชั่นด่านรถไม่บิสซี่มากเท่าสนามบินใช้เวลาชั่วโมงกว่า เมื่อรถบัสของจอร์แดนพาเราไปถึงตึกอิมมิเกรชั่นของอิสราเอล ผู้โดยสารต้องนั่งคอยอยู่ในรถจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ขึ้นมาเช็คพาสปอร์ตของแต่ละคน และข้างนอกรถมีเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องมือเช็ครถบัส ใต้ท้องรถ และกระเป๋า คงจะหาระเบิด หลังจากนั้นเขาถึงปล่อยผู้โดยสารลง
เราลากกระเป๋าเข้าไปในตึกและยืนเข้าแถวเพื่อผ่านอิมมิเกรชั่น เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นผู้หญิงส่งภาษาฮิบรูกับสามีว่า ถ้าคุณทั้งสองมาด้วยกันให้เข้ามาตรวจพร้อมกัน พอเราไปถึงตรงหน้า คุณสามีขอให้เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษแทนฮิบรู เจ้าหน้าที่หน้าซีเรียสอยู่แล้วก็เลยบึ้งหนักถามสามีเป็นภาษาอังกฤษว่า “ทำไม เมื่อกี้ฉันพูดภาษาฮิบรูกับคุณ คุณฟังออกเนี่ย” คุณสามีตอบกลับภาษาอังกฤษ “ฟังฮิบรูได้แต่พูดไม่ได้” เจ้าหน้าที่ไม่ตอบแต่ถามคำถามสามีภาษาฮิบรูตลอด คุณสามีก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษตลอด คำถามแรกคือ “คุณมาอิสราเอลทำไม” คุณสามีตอบกวน “ฉันก็มาประเทศอิสราเอลอย่างเนี๊ยทุกปี” เขาหันมาถามดิฉัน ดิฉันตอบ “มางานแต่งงานหลานค่ะ” คราวนี้เจ้าหน้าที่ยิ้มให้บอก “ขอแสดงความยินดีด้วย” คำถามต่อไป “จะอยู่นานเท่าไร” คุณสามีตอบ “ยังไม่แน่ อาจจะหนึ่งหรือสองอาทิตย์” ดิฉันตอบ “เก้าวันค่ะ” คุณก็นึกภาพแล้วกันนะคะว่ากว่าดิฉันจะผ่านด่านอิมมิเกรชั่นออกไปได้นานแค่ไหน
เมื่อผ่านด่านแรก เราก็ลากกระเป๋ามาเข้าเครื่องตรวจ เราต้องวางกระเป๋าบนสายพานทีละใบชิดข้างขวาตรงที่เจ้าหน้าที่นั่งเช็คหน้าจอ ห้ามวางสะเปะสะปะตรงกลาง มีเจ้าหน้าที่หญิงสองคนนั่งเช็คหน้าจอ เมื่อเช็คเสร็จจับกระเป๋าตั้งข้างและเช็คเข้าเครื่องอีกครั้งเพื่อดูก้นกระเป๋า หลังจากนั้นก็เจ้าหน้าที่ชายเปิดกระเป๋าค้นข้าวของกระจุยออกมาหมด และเลือกเอาทุกอย่างที่เป็นของเหลว เครื่องไฟฟ้า เครื่องสำอางออกหมด และแยกไปเช็คในห้อง หลังจากนั้นก็เอากระเป๋าที่เช็คแล้วทั้งๆที่ซิปเปิดอยู่ เข้าเครื่องผ่านสายพานอีกครั้ง เสร็จแล้วเขาก็ยัดข้าวของทั้งหมดเข้ากระเป๋าและรูดซิปพรืดเดียวอย่างรุนแรง ซิปติดชายกระโปรงชุดใหม่ที่ดิฉันเตรียมไปใส่งานแต่งงานขาด ก่อนเดินออกเราต้องไปอิมมิเกรชั่นอีกหน้าต่างหนึ่งเพื่อให้เขาแสตมป์พาสปอร์ตขาเข้า เจ้าหน้าที่ตรวจพาสปอร์ต เช็คข้อมูลหน้าจอคอม และถามคำถามอีก จึงแสตมป์พาสปอร์ตให้ ของสามีเขาแสตมป์พาสปอร์ตอิสราเอล พอของดิฉันก่อนจะแสตมป์ เขาหันมาถามก่อนว่า โอเคไหมที่เขาจะแสตมป์ลงในพาสปอร์ตของดิฉัน ดิฉันไม่ได้ตั้งตัว ตอบโอเค ที่เขาถามเพราะถ้าในอนาคตดิฉันจะเดินทางเข้าประเทศกลุ่มอาหรับที่นับถือศาสนามุสลิม ดิฉันอาจมีปัญหาเขาไม่ให้เข้าประเทศ ถ้าพาสปอร์ตมีแสตมป์ว่าดิฉันเคยเข้าประเทศอิสราเอล ถ้าดิฉันบอกไม่โอเค ทางอิมมิเกรชั่นจะแสตมป์ใส่กระดาษคล้ายบัตรขาเข้า และแม็กติดพาสปอร์ตโดยไม่แสตมป์บนพาสปอร์ต(ดิฉันเพิ่งได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ)
ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่มีพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนยิว คนยิวนับถือศาสนา “จิววิช” (Jewish) ผู้ถือพาสปอร์ตของประเทศอาหรับชาวมุสลิมไม่สามารถเข้าประเทศอิสราเอลได้ ส่วนผู้ถือพาสปอร์ตประเทศอิสราเอลไม่สามารถเข้าประเทศกลุ่มอาหรับได้ ปัจจุบันมีประเทศอาหรับบางประเทศที่มีข้อตกลงกับประเทศอิสราเอลและยอมให้ผู้ถือพาสปอร์ตประเทศตนเดินทางเข้าออกอิสราเอล และคนถือพาสปอร์ตอิสราเอลเดินทางเข้าประเทศเหล่านี้ได้ เท่าที่ดิฉันรู้แน่คือสามประเทศมี อีจิปต์ จอร์แดน และมอร็อคโค (อาจมีมากกว่านี้) ส่วนผู้ที่ถืออเมริกันพาสปอร์ตถ้าคุณเดินทางเข้าประเทศอิสราเอลและมีแสตมป์เข้าประเทศอิสราเอลในพาสปอร์ต และภายหลังคุณไปประเทศกลุ่มอาหรับบางประเทศที่เข้มงวด เขาอาจปฏิเสธไม่ให้คุณเข้าประเทศได้ แม้กระทั่งคนอิสราเอลที่ได้อเมริกันซิติเซ่น ยังมีปัญหาเดินทางเข้าประเทศกลุ่มอาหรับด้วยอเมริกันพาสปอร์ตเนื่องจากในพาสปอร์ตแสดงสถานที่เกิดว่าเป็นอิสราเอล ต้นปีนี้ตอนที่เราเดินทางไปประเทศดูไบ เนื่องจากพาสปอร์ตอเมริกันของสามีเขียนว่าเกิดที่อิสราเอล เพื่อกันปัญหานี้สามีได้ขอพาสปอร์ตอเมริกันเล่มที่สอง โดยให้เหตุผลว่าเราต้องการเดินทางเข้าประเทศกลุ่มอาหรับและขอให้ทาง State Department เปลี่ยนสถานที่เกิดในพาสปอร์ตใช้ชื่อเมือง “นาซาเรทส์” แทนที่จะใส่อิสราเอล ปรากฎว่าเมื่อสามีได้รับพาสปอร์ตเล่มสอง ในพาสปอร์ตระบุสถานที่เกิดว่า “ไอร์แสนด์” เรางงมาก เลยได้ความรู้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง พาสปอร์ตนี้มีอายุสองปีแทนที่จะเป็นสิบปี
อ่านต่อสัปดาห์หน้าเรื่อง “อาหรับเว๊ดดิ้ง”