คุยกันเรื่องภาษี

สัปดาห์ที่แล้ว ไม่ได้เขียนคอลัมน์ ดิฉันรู้สึกโล่งหายใจคล่องสะสางงานได้เยอะ ไม่ทราบคุณรู้ไหมคะว่า บางสัปดาห์เวลายุ่งๆดิฉันอาจใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเต็มเขียนคอลัมน์ โดยเฉพาะสัปดาห์ที่แล้ว เปลี่ยนเวลา ทำให้เวลาทำงานดิฉันหายไปหนึ่งชั่วโมง
“เดย์ ไล๊ท์ เซฟวิ่ง ไทม์”
ในอเมริกามีการเปลี่ยนเวลาสองครั้งต่อปีเพื่อประหยัดพลังงาน เรียก “เดย์ ไล๊ท์ เซฟวิ่ง ไทม์” (Daylight Saving Time) คือเมือเริ่มฤดูใบไม้ผลิหรือ “สปริง” (Spring) วันอาทิตย์แรกของเดือนมีนาคม ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 8 เวลาสองนาฬิกา (จริงๆแล้วก็คือวันเสาร์เวลาตีสอง) และอีกครั้งคือปลายฤดูใบไม้ร่วงหรือ “ฟอล” (Fall) (คนอังกฤษจะเรียกฤดู “ออทัมน์” Autumn) วันอาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน วิธีจำการเปลี่ยนเวลาคือ ในฤดูสปริง จะเปลี่ยนเวลาไปข้างหน้า คำว่า “สปริง” แปลว่ากระโดด คือเวลาคุณสปริงตัว คือคุณกระโดดจะสปริงไปข้างหน้า “สปริง ฟอร์เวิร์ด” (Spring forward) เท่ากับคุณต้องหมุนเวลาไปข้างหน้าหนึ่งชั่วโมง คือจากตีหนึ่งเป็นตีสอง ส่วนฤดูฟอล คำว่า “ฟอล” แปลว่าล้ม คือเวลาคุณล้ม คุณล้มไปข้างหลัง “ฟอล แบ๊ค เวิร์ด” (Fall backward) เท่ากับคุณต้องหมุนเวลากลับไปข้างหลังหนึ่งชั่วโมง คือจากตีสองเป็นตีหนึ่ง ผลก็คือเพื่อให้กลางวันจะยาวขึ้น เราจะใช้พลังงานจากแสงแดดแทนที่จะเปิดไฟ ฉะนั้นคนที่เมืองไทยอาจสงสัยว่าเวลาเมืองไทยต่างกับเวลาคาลิฟอร์เนียบางทีก็ 14 ชั่วโมงบางทีก็ 15 ชั่วโมง วิธีจำคือคือหน้าร้อน หน้าฝนเมืองไทย เวลาจะห่าง 14 ชั่วโมง (ระหว่างมีนาถึงตุลา) หน้าหนาวเมืองไทยระหว่าง พฤศจิกาถึงกุมภาจะห่าง 15 ชั่วโมง (คุณสามารถอ่านข้อมูลเกร็ดความรู้นี้ได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หัวข้อ “การเปลี่ยนเวลาเพื่อประหยัดพลังงาน” หน้า 27-26 และการแบ่งเขตเวลา แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)
กำหนดรายได้เพิ่มของสปอนเซ่อร์
อะไรใหม่ในอิมมิเกรชั้นตอนนี้คือ สปอนเซ่อร์ทำใบเขียวให้ครอบครัวต้องแสดงรายได้สูงขึ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนา 2009 นี้ไปค่ะ เมื่อคุณยื่นใบเขียวครอบครัวไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ผู้ยื่นต้องเซ็นการันตีซัพพอร์ทให้ หลังจากผู้นั้นได้ใบเขียวจะไม่ไปเป็นภาระสังคม สปอนเซ่อร์จะต้องแสดงรายได้อย่างน้อย 125% สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนดต่อปี เรายได้นี้เปลี่ยนทุกปีตามค่าครองชีพ อิมมิเกรชั่นดูราย
ได้คุณจากภาษีหรืออินคัมแท็กซ์ของปีล่าสุดค่ะ

จำนวนสมาชิกในครอบครัว รายได้ต่อปี
2 คน $18,213
3 คน 22,888
4 คน 27,563
5 คน 32,238

ภาษี
ไหนๆคุยเรื่องภาษีก็คุยต่อเลยนะคะ ช่วงนี้เป็นช่วงทำภาษี ในอเมริกาคุณต้องยื่นภาษีรายได้หรือ“อินคัมแท็กซ์” ภายในวันที่ 15 เมษายนของแต่ละปี ภาษีถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ถือใบเขียวและซิติเซ่นมีหน้าที่ๆจะต้องยื่นภาษี เวลาคุณยื่นภาษี คุณจะยื่นภาษีให้รัฐบาลกลาง และภาษีเข้ารัฐ ภาษีถือเป็นรายได้ของรัฐบาลนำไปใช้บำรุงประเทศ เช่นสร้างสาธารณูประโภค การศึกษา ดูแลความปลอดภัย (ตำรวจ ทหาร ดับเพลิง) และส่วนหนึ่งกลับมาหาเราในรูปสวัสดิการตอนแก่ (เงินโซเชียล ค่ารักษาพยาบาล เงินเบี้ยเลี้ยงเวลาตกงานหรือพิการเป็นต้น) ฉะนั้นดิฉันอยากเตือนให้คุณๆนึกถึงความรับผิดชอบนี้ เพราะดิฉันได้เห็นจากตัวอย่างจากลูกความหลายคนที่ไม่ยอมเสียภาษี โดยรับเงินใต้โต๊ะ และไม่แจ้งว่าตนทำงาน อันนี้ไม่แนะนำนะคะ การแจ้งรายได้และจ่ายภาษีนอกจากจะเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของคุณที่ถือใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่นแล้ว ยังเป็นการผิดกฎหมายอีกด้วยถ้าคุณไม่ยื่น ขอให้คุณนึกถึงสวัสดิการ ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตที่ดี และ “โอกาส” ที่คุณได้จากประเทศนี้ เมื่อคุณมีใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่น สิ่งที่คุณสามารถจตอบแทนได้คือ ทำงานเสียภาษีคืนให้รัฐบาล

ตอบจดหมายเรื่องภาษี
คำถาม ผมติดตามผลงานของทนายความรุจีรัตน์ทั้งทางทีวีรายการคนไทยไกลบ้านและเว็บไซน์ มาได้ระยะหนึ่งแล้วมีความสนใจและอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมคือว่าผมได้ใบเขียว (ซึ่งเป็นใบเขียวที่ได้จากภรรยาซึ่งผมพ่วงไปด้วยจากการที่เธอเป็นกุ๊ก) เมื่อผมได้ใบเขียวครบห้าปี และผมจะสอบซิติเซ่น ตอนไปสอบผมจะมีปัญหาว่าผมจำเป็นต้องทำงานเสียภาษีที่ร้านภรรยาแอ๊บพลายให้ไหมครับ เพราะผมเคยเห็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเพื่อนผมคือว่าเค้าให้ร้านแอ๊บพลายให้แล้วพอได้ใบเขียวเค้าก็ไม่ได้ทำงานที่ร้านที่แอ๊บพลายให้ ตอนนี้เค้าไปขอสอบซิติเซ่นแต่ทนายบอกว่าเค้าทำผิดกฎตรงที่พอได้ใบเขียวแล้วออกจากร้านเลยและไม่ได้เสียภาษีให้ที่ร้านเก่าบางครั้งจะทำให้การสอบซิติเซ่นอาจไม่ได้และอาจถูกยึดใบเขียวด้วยซึ่งเคสผมจะเป็นเหมือนเคสเพื่อนผมหรือไม่ครับ ซึ่งภรรยาทำงานในร้านนั้นแต่ผมไม่ได้ทำนะครับ

คำตอบ คำถามนี้น่าสนใจ เพราะนี่เป็นปัญหาสำหรับผู้ได้ใบเขียวกุ๊ก ตามที่ทนายบอกเพื่อนคุณอย่างนั้นมีความเป็นไปได้สูงค่ะ เพราะโดยปกติ เวลานายจ้างยื่นใบเขียวพ่อครัว/แม่ครัวให้ ตามกฎหมายอิมมิเกรชั่น นายจ้างต้องมีเจตนาที่จะจ้างผู้นั้นเป็นกุ๊ก “ฟูลไทม์” (Full time) คือทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และนายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนตามรายได้ที่ระบุไว้ในใบแอ็พพลิเคชั่นที่กรอกตอนแอ็พพลายใบเขียว และลูกจ้างต้องมีเจตนาที่จะมาทำงานอาชีพนี้คือเป็นกุ๊ก และทำงานกับร้านที่แอ็พพลายให้ โดยถึงเวลายื่นภาษี ก็ควรต้องแสดงรายได้ตามจำนวนเงินเดือนที่ระบุในใบแอ็พพลิเคชั่นที่กรอกตอนแอ็พพลายใบเขียว แต่อย่างไรก็ตาม กฎอิมมิเกรชั่นไปขัดกับสิทธิรัฐธรรมนูญ คือ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ อเม็นด์เม๊นท์ที่ 14 ห้ามนายจ้างบังคับให้ลูกจ้างทำงานกับตน ถ้าเจ้าตัวเขาไม่ต้องการเรียก No involuntary servitude ที่มาของสิทธินี้คือ ตอนสมัยเลิกทาส (ช่วงประธานธิบดีลินคอล์น) สิทธินี้ผ่านออกมาเพื่อไม่ให้เจ้านายบังคับให้ทาสอยู่กัยตน คือทาสมีสิทธิที่จะออกจากบ้านเจ้านายไปทำงานที่อื่นได้ สิทธินี้เมื่อนำมาใช้กับกรณีกุ๊กและนายจ้างที่ว่า นายจ้างไม่สามารถบังคับให้กุ๊กทำงานอยู่กับตนได้ ถ้ากุ๊กไม่ต้องการอยู่ แต่คุณต้องสามารถแสดงเจตนาได้ว่าตอนนายจ้างยื่นเรื่องแอ็พพลายใบเขียวกุ๊กให้ คุณมีเจตนาที่จะมาทำงานกับนายจ้างคนนี้ และนายจ้างต้องสามารถแสดงเจตนาได้ว่าตอนเขายื่นเรนื่องให้กุ๊ก เขาขาดคนงานและมีเจตนาจะเอากุ๊กคนนี้มาทำงานในร้าน แต่หลังจากที่ได้ใบเขียวแล้ว เมื่อมาทำงานได้ระยะหนึ่งมันไม่เวิ๊ร์ค เอาท์ (work out) กุ๊กสามารถลาออกได้ มีสิทธิออกไปหางานใหม่ ถ้าถามว่าควรทำงานนานกับนายจ้างเท่าไรถึงจะออกได้ อันนี้ก็แล้วแต่สถานการณ์ค่ะ แต่ถ้าพอกุ๊กได้ใบเขียวปุ๊บก็ไม่เคยทำงานกับนายจ้างคนที่แอ็พพลายใบเขียวให้ แต่ไปทำร้านอาหารไทยอื่น อันนี้ก็จะเป็นปัญหาส่อว่าไม่มีเจตนามาทำงานกับนายจ้างคนนี้ หรืออีกกรณียิ่งแย่กว่านี้คือ นายจ้างทำใบเขียวกุ๊กให้ เมื่อได้ใบเขียวตำแหน่งกุ๊กปุ๊บ ไม่เคยทำงานกับนายจ้างและร้านอาหารเลย กลับไปทำงานเป็นเอ็นจิเนียร์ทันที อันนี้ปัญหาหนักกลับมาตอบคำถามคุณ กรณีคุณไม่เป็นไรค่ะ เพราะคุณได้ใบเขียวพ่วงจากภรรยา คุณไม่มีเงื่อนไขที่ต้องทำงานร้านที่แอ็พพลายใบเขียวให้ภรรยา คุณสามารถไปทำงานอะไรก็ได้ค่ะ ส่วนภรรยาคุณที่ยังทำงานในร้านที่แอ็พพลายให้เธอนั้นถูกต้องแล้วค่ะ