เยอรมนี

ขณะเขียนคอลัมน์นี้ดิฉันนั่งอยู่บ้านพี่สาวในเมืองมิวนิค เยอรมนี และขณะที่คุณอ่านคอลัมน์นี้ ดิฉันก็นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิสเรียบร้อยแล้ว เที่ยวคราวนี้เราไปกัน 5 คน ดิฉันและสามี เพื่อนซี้“นา”และสามี และ“พี่ทู”พี่สาวนา ดูรูป 3 สาว(น้อย) นั่งหน้ายิ้มแฉ่งหน้าตึกรัฐบาลในเบอร์ลิน ไม่ต้องเดาเลยนะคะว่าคนไหนคุณทนาย เราบินจากแอลเอไปเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ก่อน เพื่อไปแวะหาเพื่อนที่อยู่เมืองเล็กๆใกล้“นีออง” (Nyon) เราอยู่นั่น 2 วัน หลังจากสวิสเรานั่งรถไฟไปมิวนิค ไปพักบ้านพี่ต้อย พี่สาวดิฉัน ซึ่งมีบ้านอยู่ในเมืองชนบทเล็กๆใกล้มิวนิค ระหว่างอยู่มิวนิคเราได้นั่งรถไฟไปเที่ยวเบอร์ลิน 3 คืน ดิฉันเคยไปหาพี่ต้อยที่มิวนิคหลายครั้งเพราะหลังคุณแม่เสียเราสัญญากันว่าเราจะต้องดั้นด้นมาเจอกันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ซึ่งเราปฏิบัติตามสัญญามาจนบัดนี้ ไปเที่ยวเยอรมันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉัน “แฟซสิเหนท” (Fascinate) หรือ “อิน”กับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของเยอรมันมาก ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะดิฉันเรียนภาษาเยอรมันก่อนไป (ฟังจากซีดี 4 ชุด) มีความรู้สึกว่าพอรู้ภาษาชาติเขา มันทำให้เราอยากรู้จักประเทศเขาลึกซึ่งมากขึ้น

Germany
Germany

เยอรมนี
ประเทศเยอรมนี คนเยอรมันเรียก “ด๊อยช์แลนด์” (Deutschland) ปัจจุบันมีชื่อเป็นทางการว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ Bundesrepublik Deutschland (ภาษาอังกฤษ Federal Republic of Germany) เยอรมนีตั้งอยู่ในทวีปยุโรปภาคกลาง ทางเหนือติดเดนมาร์ค ตะวันออกเฉียงเหนือติดโปแลนด์ ตะวันออกติดเช็กรีพับบลิค ตะวันออกเฉียงใต้ติดออสเตรีย ทางใต้ติดสวิสเซอร์แลนด์ ตะวันตกเฉียงใต้ติดฝรั่งเศส ตะวันตกติดลักเซมเบิร์กและเบลเยี่ยม ตะวันตกเฉียงเหนือติดเนเธ่อร์แลนด์ เยอรมนีมีประชากรประมาณ 83 ล้านคน มีประธานาธิบดี (President) (ภาษาเยอรมันคือ Bundespräsident)เป็นประมุขของประเทศ และยังมีผู้นำในการบริหารเรียก “แชนเซลเล่อร์” (Chancellor) (ภาษาเยอรมัน Bundeskanzler) ประธานาธิบดีเยอรมันไม่มีอำนาจสูงสุดเช่นประธานาธิบดีอเมริกัน ตำแหน่งประธานาธิบดีเปรียบเทียบคล้ายกษัตริย์ ส่วน“แชนเซลเล่อร์”เปรียบเทียบคล้ายนายกรัฐมนตรีบ้านเรา ฉะนั้นอำนาจในการบริหารจะอยู่ในมือของ“แชนเซลเล่อร์”เยอรมนีมีรัฐทั้งหมดรวม 16 รัฐ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยคล้ายอเมริกาคือรัฐมีอำนาจบริหารรัฐตน เมืองหลวงของประเทศปัจจุบันคือ เมืองเบอร์ลิน
หลังสงครามโลกครั้งที่สองปี ค.ศ. 1945 เยอรมนีถูกแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองส่วนคือ เยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก ตาม “สนธิสัญญาพอตสดัม” (Potsdam Treaty) เยอรมันตะวันออกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ และเยอรมันตะวันตกเป็นประชาธิปไตย ในปี 1990 เยอรมนีได้รวมตัวเป็นประเทศเดียวกันอย่างเป็นทางการหลังกำแพงเบอร์ลินถูกพังลงมา
ความเป็นมาของเยอรมนี
เยอรมนีเป็นประเทศเก่าแก่เชื่อว่ากำเนิดประมาณปี ค.ศ. 800 สมัยก่อนไม่มีการแบ่งเขตประเทศอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นก็จะเป็นเพียงอาณาจักรหรือแคว้น จนกระทั่งมีผู้นำอาจตั้งตัวเป็นกษัตริย์ปกครอง สู้รบขยายดินแดนไปเรื่อย เยอรมนีก็เช่นกัน ได้ผ่านสงครามและการปกครองมาหลายกษัตริย์ จนมาปี ค.ศ. 1871 เยอรมนีได้รวมแคว้นเล็กแคว้นน้อยเข้าเป็นจักรวรรดิ ภายใต้การปกครองของ กษัตริย์วิลเฮล์มที่ I (Wilhelm I) กษัตริย์วิลเฮล์มที่ I ได้แต่งตั้งนาย “อ๊อตโต้ วอน บิสมาร์ค” (Otto Von Bismarck) เป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารประเทศ (ตำแหน่งคล้ายแชนเซลเล่อร์ปัจจุบัน) ในช่วง 19 ปีที่นายบิสมาร์คดำรงตำแหน่ง เขาได้สร้างระบอบการเมือง มีรัฐธรรมนูญ รัฐสภา สภาผู้แทน เยอรมันในช่วง47ปีจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีความเจริญก้าวหน้าและล้ำหน้าในด้านอุตสาหกรรมม าก
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1914-1918)
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มด้วยเยอรมันเข้าโจมตีเซอร์เบียก่อน เนื่องจากรัชทายาทออสเตรียถูกลอบยิงสวรรคตขณะไปเยือนประเทศเซอร์เบีย ตอนนั้นออสเตรียเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน ส่วนรัสเซียหนุนหลังประเทศเซอร์เบียอยู่ ก็เลยกลายเป็นสงครามระหว่างเยอรมันและรัสเซีย ฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งไม่ค่อยถูกชะตากับเยอรมันอยู่แล้วจึงได้เข้าพันธมิตรกับรัสเซีย ระหว่างสงครามรัสเชียถอนตัวจากกลุ่มพันธมิตรกลางคัน เพราะรัสเชียเองก็มีปัญหาในประเทศภายใต้การนำของ “เลนิน” เลนินได้โค่นบัลลังก์กษัตริย์พระเจ้าชาร์และประกาศตั้งรัสเชียเป็นประเทศสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของลัทธิคอมมิวนิสต์ เมื่อรัสเซียถอนตัวกลางคันฝ่ายพันธมิตรเริ่มอ่อนกำลังลง พอดีได้อเมริกาเข้ามาช่วย เนื่องจากเยอรมันสำคัญผิดไปยิงเรือดำน้ำของอเมริกาเข้า อเมริกาเลยประกาศสงครามกับเยอรมัน และมเข้าช่วยกลุ่มพันธมิตรได้ทัน เยอรมันประกาศยอมแพ้สงครามในเดือนตุลาคมปี 1918 หลังสงครามประเทศต่างๆลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซาย โดยมีหลายเงื่อนไขบีบคั้นเยอรมัน เช่น เยอรมันต้องใช้หนี้สงครามจำนวนมาก จำกัดจำนวนทหารและการสร้างอาวุธ ตัดดินแดนของเยอรมัน บังคับให้ออสเตรียแยกจากเยอรมันโดยเด็ดขาด เป็นต้น
สงครามโลกครั้งที่สอง(ค.ศ.1914-1918)
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมันกลายเป็นสาธารณรัฐและสิ้นสุดสถาบันกษัตริย์ เศรษฐกิจในเยอรมันตอนนั้นตกต่ำมาก คนตกงานถึง 6 ล้านกว่าคน ประชาชนก็โทษรัฐบาล การเมืองระส่ำระสาย ซึ่งงนี่เป็นจุดเริ่มต้นของฮิตเล่อร์ ซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติฮิตเล่อร์
ฮิตเล่อร์เกิดปี ค.ศ. 1889 ในออสเตรีย และย้ายไปอยู่เมืองมิวนิค ตอนอายุประมาณ 23 ปี เขาเข้าร่วมกับชาวยุโรปตะวันออกที่ต่อต้านพวกยิวและเป็นพวกชาตินิยมเยอรมัน (สมัยโน้นคนยิวไม่มีประเทศของตัวเอง) ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮิตเล่อร์ได้เข้ารับราชการเป็นทหารของเยอรมัน มียศเป็นนายสิบโท และรับหน้าที่เป็นผู้แจ้งข่าวในกองทัพของกษัตริย์ (คงคล้ายๆผู้แถลงข่าวในราชสำนัก) ฮิตเล่อร์เป็นคนหัวรุนแรง มีวาทะศิลป์เป็นเลิศ เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ฮิตเล่อร์ต่อต้านสนธิสัญญาแวร์ซายและโจมตีลัทธิคอมมิวนิสต์ ฮิตเล่อร์ได้เริ่มเผยแพร่การทำลายล้างลัทธิมาร์กซิส(คอมมิวนิสต์)ของรัสเชีย และต้องการทำลายล้างชาวยิว เขาสัญญาที่จะสร้างประเทศเยอรมนีขึ้นมาใหม่ให้เป็นผู้มีอำนาจของโลก ฮิตเล่อร์ได้รับความนิยมจากประชาชนมาก เพราะฮิตเล่อร์ได้ทำให้พวกเขามีความหวังว่าจะเขาจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจอันเป็นผลจากสงครามโลกครั้งแรกได้ ฮิตเล่อร์ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่เรียกว่า “พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติ” ภาษาเยอรมันคือ Deutsche Nationalsozialistische Arbeiterpartei หรือภาษาอังกฤษ “พรรคแนชั่นแนล โซเชียลลิสติค เลเบอร์ พาร์ตี้” (National Socialistic Labor Party) ที่เรารู้จักกันว่าพรรค “นาซี” (Nazi) คำว่า “นาชี” เรียกย่อๆมาจาก Nati (Nationalsozialistische) เนื่องจากภาษาเยอรมัน ตัวอักษร t อ่านออกเสียงเป็นตัว z ฮิตเล่อร์จะนัดชุมนุมตามโรงเบียร์ในเมืองมิวนิค โดยเปิดให้คนมาฟังดื่มเบียร์ฟรี โรงเบียร์ที่มีชื่อในมิวนิคที่ฮิตเล่อร์ไปพูดประจำคือ “ฮอฟ บรอย เฮาส์” ตั้งอยู่ใน “มาเรียนพลาส” ในมิวนิค ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงเบียร์และร้านขายอาหารที่มีชื่อ
ปี ค.ศ. 1933 ฮิตเล่อร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็น แชนเซลเล่อร์ ของเยอรมัน ฮิตเล่อร์เริ่มกู้ประเทศอย่างเร่งด่วน โดยสร้างโรงงาน ระดมคนผลิตอาวุธสงคราม สร้างทางด่วน “ออโต้บาน” เพื่อประชาชนมีงานทำ ฮิตเล่อร์ปลุกขวัญประชาชนให้มีกำลังใจ โดยมีการชุมนุมของฝูงชนจำนวนมาก มีการเดินขบวนด้วยแสงไฟ และการประชุมพรรคด้วยวิธีโหมกระพือไฟรักชาติ ฮิตเล่อร์ค่อยๆเผด็จการโดยได้ยุบสภาและพรรคการเมืองต่างๆและประกาศให้พรรคนาซีมีอำนาจปกครองเด็ดขาดแต่ผู้เดียว ประชาชนและพวกทหารชั้นผู้ใหญ่ที่รู้แกวฮิตเล่อร์ว่าเขามีแผนก่อสงครามขึ้นอีก ได้ถูกฮิตเล่อร์กำจัด
เดือนกันยาปี 1939 ฮิตเล่อร์เปิดฉากทำสงครามแบบสายฟ้าแลบโดยโจมตีโปแลนด์ก่อนเพื่อจะใช้เป็นทางผ่านไปยุโรปตะวันออก ช่วง 2 ปีแรกฮิตเล่อร์ได้รับการสนับสนุนจากอิตาลี่โดยผู้นำชื่อ “มุสโสลินี”และได้ชัยชนะจากการตีดินแดนฝั่งตะวันออกไปเรื่อย จนไปหยุดอยู่ที่มอสโคว์ ในรัสเซีย เหตุการณ์ที่สยองขวัญมากที่ทั้งโลกไม่ลืมคือ ในปี 1941 ฮิตเล่อร์ได้กำจัด(ฆ่า)ชาวยิวในยุโรปเป็นล้านๆคน โดยหลอกลำเลียงพวกเขาเข้าห้องแก็ช ช่วงนี้สงครามได้กระจายไปทั่ว ตอนนี้สงครามเริ่มเป็นรูปเป็นร่างว่าใครจับคู่เป็นพันธมิตรกับใครระหว่างฝ่ายเยอรมันและฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามคืออังกฤษ และฝรั่งเศสเข้าร่วมกันเป็นพันธมิตร ส่วนรัสเชียยังดูลาดเลาอยู่ จนกระทั่งเยอรมันบุกเข้าไปหยุดอยู่ที่มอสโคว์ในเดือน มิถุนายน 1941 รัสเซียจึงตัดสินใจเข้ากับพันธมิตร หลังจากญี่ปุ่นโจมตี เพิร์ล ฮาร์เบ้อร์ ในเดือนธันวาคม 1941 อเมริกาจึงได้เข้าร่วมสงครามเป็นพันธมิตรกับ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผลให้กองทัพพันธมิตรทรงอานุภาพมาก สงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 1945 หนึ่งเดือนหลัง ฮิตเล่อร์ฆ่าตัวตายในเบอร์ลิน
เยอรมันถูกแบ่งแยกประเทศ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศพันธมิตร 4 ประเทศ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ได้ตกลงทำสนธิสัญญา เพื่อตกลงในการบริหารเยอรมนี ซึ่งทั้ง 4 ประเทศ ก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันเพราะ อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วนรัสเซียเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ในที่สุดจึงตกลงแบ่งเยอรมันออกเป็น 4 ส่วน โดยรัสเซียได้ฝั่งตะวันออก อังกฤษได้ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ฝรั่งเศสได้ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ อเมริกาได้ฝั่งใต้ ส่วนเมืองหลวงเบอร์ลินซึ่งตั้งอยู่ในฝั่งตะวันออก ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น เบอร์ลินตะวันตกและเบอร์ลินตะวันออก (ดูรูปแผนที่) อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศสปกครองฝั่งตะวันตก และรัสเซียปกครองฝั่งตะวันออก สนธิสัญญาที่สำคัญคือ “สนธิสัญญาปอตสดัม” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะร่วมกันปกครอง ถอนกำลังทหารออก ยกเลิกลัทธินาซี สร้างประชาธิปไตย กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและทางรัฐออกไปสู่ระดับท้องถิ่น โดยแง่ทางเศรษฐกิจประเทศเยอรมนีควรได้รับการปฎิบัติในฐานะเป็นหนึ่งเดียว แต่ในภาคปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ในเมื่อ 3 ประเทศเป็นประชาธิปไตย และหนึ่งเป็นประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ (ดูรูปดิฉันและไก๊ด์หน้า “แบรนเด็นบวร์ก เก็ท” ประตูซึ่งแบ่งแยกระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก)

เป็นไง หนุกไหมคะ ข้อมูลนี้ดิฉันฟังจากไกด์ที่เราไปทัวร์เดินในเบอร์ลินประมาณ 4 ชั่วโมง หลังจากนั้นดิฉันมาค้นเพิ่มจากหนังสือและอินเตอร์เน็ต สัปดาห์เรามาต่อ เรื่องเบอร์ลินนะคะ