เบอร์ลิน

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มิย บริษัทรถยนต์ “เจ็นเนอเริ่ล มอเต้อร์” หรือเรียกย่อๆว่า “จี เอ็ม” (General Motor) ได้ทำล้มละลาย ปกป้องตัวเองจากเจ้าหนี้ โรงงานผลิตรถยนต์ใหญ่ของอเมริกา 3 แห่งคือ ฟอร์ด ไครซสเล่อร์ และจีเอ็ม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา อุตสาหกรรมรถยนต์ของเราเคยถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอเมริกา ปัจจุบันการแข่งขัน และวิวัฒนาการก้าวหน้า อุตสาหกรรมรถของเราตกลงเพราะแข่งกับญี่ปุ่นและเยอรมันไม่ไหว เมื่อก่อนจะมีคำขวัญว่า “อะไรที่ดีกับจีเอ็ม ก็จะดีกับประเทศ” (What’s good for the G.M, is good for the country.) แต่ตอนนี้จีเอ็มยื่นล้มละลาย คนงานหลายคนที่บางครอบครัวทำงานกับอุตสาหกรรมรถยนต์มาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อก็แน่นอนต้องกังวลอนาคตเขา แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนอเมริกัน การทำล้มละลายถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ คือจีเอ็มจะสามารถปฏิรูประบบงานใหม่ เอาหนี้เสียออกไปจากล้มละลาย และหวังว่าจะกลับมาทำกำไรได้ในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามเวลามีข่าวแบบนี้“มู๊ด”ของประชาชนก็เหี่ยว ดิฉันกับเพื่อน“นา”ที่ไปเที่ยวเยอรมันด้วยกันยังคุยกันว่า “เศรษฐกิจอย่างนี้เราไม่น่าไปเที่ยวเลยเนอะ” ดิฉันยังคิดอยู่เลยว่าไม่น่าเขียนคอลัมน์เรื่องเที่ยวเลย คนอื่นเขาลำบากเยอะแยะ แต่คือดิฉันได้เขียนคอลัมน์นี้เสร็จแล้วตอนอยู่เยอรมัน เพราะเวลาเที่ยวดิฉันพยายามไม่นึกถึงงาน เลยจะเขียนแต่เรื่องสนุกๆ ก็ถือว่าอ่านเบาสมองแล้วกันนะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าค่อยซีเรียสกันใหม่ วันพุธถึงเสาร์นี้ (3 – 6 มิถุนา) ดิฉันต้องไปเรียนหนังสือสามวันเต็มเอียดเกี่ยวกับอิมมิเกรชั่น เป็น “คอนทินิวอิ้ง เอ๊ดดูเคชั่น” (Continuing education) สำหรับทนายทุกคนที่ต้องเรียนวิชาเพิ่มทุก 3 ปี แล้วดิฉันจะเอาความรู้เรื่องอิมมิเกรชั่นมาเขียนให้ฟังค่ะ
เบอร์ลิน
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีได้ถูกแบ่งแยกเป็นเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตก สามประเทศมหาอำนาจ อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศษได้ฝั่งเยอรมันตะวันตก และรัสเซียได้ฝั่งเยอรมันตะวันออก ส่วนเมืองเบอร์ลินซึ่งเป็นเมืองหลวงของเยอรมันก่อนสงครามได้ถูกแบ่งแยกเช่นกันเป็นเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตก สามประเทศมหาอำนาจได้เบอร์ลินฝั่งตะวันตก ส่วนรัสเชียได้ฝั่งตะวันออก เยอรมันตะวันออกยังคงเบอร์ลินเป็นเมืองหลวง ส่วนเยอรมันตะวันตกตั้ง เมืองบอนน์ (Bonn) เป็นเมืองหลวง เบอร์ลินตะวันออกถูกปกครองด้วยระบบคอมมูนิสต์ ในขณะที่ฝั่งตะวันตกเป็นประชาธิปไตย เยอรมันตะวันตกได้ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกก็ตกต่ำถึงขั้นภาวะวิกฤติ ในปี1953 ได้เกิดมีการจราจลในเบอร์ลินตะวันออก ต่อต้านโควต้างาน รัฐบาลแก้ปัญหาโดยยิงราษฎรตายหลายคน หลังเหตุการณ์นั้นไม่มีใครลืมและไม่มีใครกล้าหือกับรัฐบาลอีก ระหว่างช่วงปี 1953-1961 คาดว่าพลเมืองเยอรมันตะวันออกได้หนีไปอยู่ฝั่งตะวันตกเป็นจำนวนกว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 20% ของประชากรเบอร์ลินตะวันออกช่วงนั้น และในจำนวนนั้น 60% เป็นพวกสมองไหล เป็นผลให้เบอร์ลินฝั่งตะวันออกสูญเสียคนมีความรู้จึงยิ่งทำให้เศรษฐกิจยิ่งตกต่ำมากขึ้น
Berlin wall
กำแพงเบอร์ลิน
ในที่สุดเพื่อปกป้องไม่ให้พลเมืองเยอรมันตะวันออกหนีไปอยู่ฝั่งตะวันตก รัฐบาลเบอร์ลินตะวันออกได้วางแผนจู่โจมสร้างกำแพงเบอร์ลิน หรือ “เบอร์ลิน วอล” (Berlin Wall) แบบสายฟ้าแลบคือสร้างเพียงข้ามคืนเสร็จ โดยไม่กระโตกกระตากไม่มีใครรู้มาก่อน เที่ยงคืนวันที่ 13 สิงหา 1961 ตรงกับวันอาทิตย์ ทหารและตำรวจเป็นหมื่นได้ก่อตั้งกำแพงเบอร์ลินขึ้นมายาว 161 ก.ม. สูง 4 เมตร แบ่งเขตระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก คุณลองนึกภาพพลเมืองตื่นเช้าขึ้นมาจะไปทำงานวันจันทร์ก็เห็นกำแพงอยู่ขวางหน้า หลังจากนั้นเบอร์ลินฝั่งตะวันออกก็ปิดตายจากโลกภายนอก คนเบอร์ลินตะวันออกไม่สามารถเดินทางไปฝั่งตะวันตกหรือไปประเทศอื่นได้ นอกจากจะไปประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองคอมมิวนิสต์ คนเบอร์ลินตะวันออกถูกตัดจากโลกภายนอกเปรียบเสมือนอยู่หลังม่านเหล็กหรือ “ไอร์อ้อน เคอร์เท่น” (Iron Curtain) การเข้าออกต้องผ่าน เช็ค พ๊อยนท์ (Check point) ซึ่งมีทหารทั้งสองฝ่ายอยู่ ทหารของเยอรมันอยู่ฝั่งเบอร์ลินตะวันออก และทหารอเมริกันอยู่ฝั่งเบอร์ลินตะวันตก เช็ค พ๊อยนท์ มีทั้งหมด 4 แห่ง พวกทหารอเมริกันเรียกแต่ละเช็ค พ๊อยนท์ เป็นตัวอักษรคือ A,B,C,D และเรียกเป็นคำแสดงเสียงอ่านหรือ “โฟเนติค อัลฟาเบ็ท” (Phonetic alphabet) คือ เช็ค พ๊อยนท์ เอ (A) เรียก เช็ค พ๊อยนท์ อัลฟ่า, บี(B) เรียก เช็ค พ๊อยนท์ บราโว่, ซี (C) เรียกเช็ค พ๊อยนท์ ชาลี และดี(D) เรียก เช็ค พ๊อยนท์ เดลต้า เช็ค พ๊อยนท์ที่มีชื่อคือ เช็ค พ๊อยนท์ ชาลี ณ. วันที่กำแพงเบออร์ลินถูกตั้งขึ้น วันนั้นเท่ากับวันที่สงครามเย็นหรือ “โคลด์ วอร์” (Cold War) ระหว่างประเทศซุปเป้อร์ พาวเว่อร์ อเมริกากับรัสเซียได้เริ่มขึ้น คนเบอร์ลินตะวันออกอยู่อย่างยากจน คนธรรมดาไม่มีรถขี่ รถที่เยอรมันตะวันออกผลิตขายตอนนั้นมียี่ห้อเดียว คือยี่ห้อ “ทราแบน” หรือเรียกชื่อเล่นว่า “ทราบี้” (Traban หรือ Trabi) คนรวยมากๆเท่านั้นที่สามารถซื้อได้ และต้องใช้เวลาคอยนับตั้งแต่สั่งรถกว่าจะได้รถประมาณ 15 ปี
จุดจบของกำแพงเบอร์ลิน
วันที่ 10 พฤศจิกา 1989 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่กำแพงเบอร์ลินถูกพังลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน คนเยอรมันได้ร่วมใจกันภายใต้แรงกดดัน ความเป็นอยู่และการดำรงชีพที่ล้าหลังมากๆเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก จุดเริ่มต้นของการพังเบอร์ลิน ต้องย้อนไป 2 ปีก่อนหน้าคือ วันที่ 12 มิถุนา 1987 ประธานาธิบดีสหรัฐ รอนเน่อล์ เรแกน ไปประชุม จี ซัมมิท ที่อิตาลี่และขากลับได้ไปแวะที่เบอร์ลินตะวันตก เพื่อกล่าวสุนทรพจน์โดยตั้งใจที่จะย้ำถึงประชาธิปไตย และสันติสุข “เรแกน”
ได้ยืนกล่าวสุนทรพจน์ที่หน้าประตู “บรานเด็นบวร์ก เก็ท” (Brandenburg Gate) ซึ่งเป็นประตูเข้าระหว่างเบอร์ลินตะวันตกและออก (ดูรูปสัปดาห์ที่แล้วที่ดิฉันยืนอยู่กับใก๊ด์หน้าเก็ทนี้) ในคำสุนทรพจน์ประโยคสุดท้าย เรแกนได้พูดท้าทาย “กอร์บาชอฟ” ประธานาธิบดีรัสเซียตอนนั้น ว่า “ท่าน“กอร์บาชอฟ”พังประตูนี้ลงเสียเถอะ” (Mr. Gorbachev, tear down this wall.) ประโยคนี้ได้ถูกจารึกลงในประวัติศาตร์ วันนั้นไม่มีใครสนใจคำสุนทรพจน์เท่าไร เพราะไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเกิดเป็นจริงได้
หลังจากนั้นสองปีใหหลัง วันที่ 23 สิงหา 1989 ประเทศฮังการี่ได้เปิดด่านระหว่างฮังการี่และออสเตรีย ฮังการี่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ออสเตรียเป็นประเทศประชาธิปไตย ชาวเบอร์ลินตะวันออกสามารถเดินทางออกไปเที่ยวฮังการี่ประเทศคอมมูนิสต์ได้อย่างอิสระ พอด่านเปิดคนเบอร์ลินตะวันออกที่เดินทางไปฮังการี่และข้ามด่านข้ามไปออสเตรีย ทันทีที่เขาเข้าเขตออสเตรีย เขาสำนึกได้ว่า เขาเป็นอิสระ พวกเขาจึงวิ่งไปสถานทูตเยอรมันตะวันตกและขอความคุ้มครองหรือขอลี้ภัยจากสถานทูต เพราะที่จริงแล้วพวกเขาก็คือคนเยอรมันนั่นเอง หลังจากนั้นชาวเบอร์ลินตะวันออกก็แห่กันไปเที่ยวฮังการี่แต่ไปแล้วไม่กลับ เมื่อรัฐบาลเบอร์ลินตะวันออกไหวตัวจึงสั่งบิดด่านฮังการี่ แต่ในขณะเดียวกันเช็คโกสโลวาเกีย ซึ่งปกครองภายใต้รัสเซียระบบคอมมิวนิสต์ ได้เปิดด่านเข้าออสเตรีย คราวนี้ผู้คนก็แห่กันไปเที่ยวเช็คโกสโลวาเกียแทนและข้ามเข้าไปออสเตรีย ตอนนี้คนเยอรมันตะวันออกเริ่มจับกลุ่มเดินขบวนเรียกร้องอิสรภาพ และต้องการให้เยอรมันสองฝั่งรวมตัวกัน โดยพวกขาเริ่มจับกลุ่มเดินขบวนที่เมือง “ไลพ์ซิก” (Leipzig) ซึ่งอยู่ห่างจากเบอร์ลินชั่วโมงกว่า ผู้คนเริ่มชุมนุมกันมากขึ้นแต่ละสัปดาห์ ตั้งแต่กลุ่มเล็กจนขยายใหญ่ขึ้น จากคน 3,000 กว่าคนกลายเป็นแสนๆคน เมื่อมารวมกันประชาชนจะพร้อมใจกันเปล่งเสียงพูดประโยคเดียวกันว่า “เวีย ซิน ไอน์ โฟล์ก” (Wir sind ein Volk.) แปลตรงตัวว่า “เราคือหนึ่งประชาชน” หรือ “We are one people.” รัฐบาลเบอร์ลินพยายามที่สงบและแยกการเดินขบวน จึงประกาศว่าทางรัฐบาลจะมาออกประกาศทางทีวี แก้ปัญหานี้และพยายามแก้ไขกฎให้คนฝั่งตะวันออกสามารถเดินทางไปฝั่งตะวันตกง่ายขึ้น ในวันประวัติศาสตร์ตรงกับวันที่ 9 พฤศจิกา 1989 เลขาธิการพรรคการเมืองชื่อนาย “ชาบอสกี้” จะต้องมากล่าวสุนทรพจน์ทางทีวี ผู้คนเป็นแสนรวมทั้งนักข่าวทั่วโลกได้เข้ามายืนออกันที่ “อเล็กซานเด้อร์ พลาซ่า” เพื่อรอฟังสุนทรพจน์ ตรงนั้นมีหอคอยทีวีสูงมาก (ดิฉันและเพื่อนพักอยู่โรงแรม “พาร์ค อิน”ซึ่งอยู่ที่“อเล็กซานเด้อร์ พลาซ่า”และวิวจากห้องนอนเราสามารถมองเห็นพลาซ่าและหอคอยทีวีนี้)
วันประวัติศาสตร์
จะเป็นปาฎิหารย์หรือพระเจ้าช่วยก็ตาม ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนหน้าวันสุนทรพจน์ นายชาบอสกี้ได้หายตัวไปเวเคชั่นหนึ่งเดือน โดยไม่มีใครสามารถติดต่อได้ พอกลับมาพี่แกไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถึงสถานการณ์บ้านเมือง รู้แต่ว่ามีการเดินขบวนและตัวต้องไปประกาศสุนทรพจน์หน้าทีวี พี่แกคว้ากระดาษสคริป ที่เลขาเตรียมให้และก็ไปออกหน้ากล้อง ในห้องทีวี เต็มไปด้วยนักข่าวต่างชาติ ขณะพูดไป นักข่าวก็ถามไปถึงเหตุการณ์ที่คนเบอร์ลินหนีไปฝั่งตะวันตก และทางรัฐบาลวางแผนอน่างไร นาย“ชาบอสกี้” ก็พลิกหาคำตอบใหญ่ จับสคริปมาประติดประต่อและบอกว่าจะมีการอนุญาติให้คนเบอร์ลินทางฝั่งตะวันออกเดินทางไปตะวันตกได้แต่ต้องมีกฎเกณท์ แต่ไม่ได้บอกว่ากฎอะไร เมื่อถูกถามว่า “เมื่อไรจะมีผลบังคับใช้” พี่แกก็พยายามหาวันที่ในสคริปนั้น แต่หาไม่เจอ เผอิญตาเหลือบไปเห็นวันที่บนหัวกระดาษวันที่ 9 พ.ย. 1989 ซึ่งเป็นวันที่ๆเลขาพิมพ์สคริป พี่แกจึงตอบว่า “ทันที” หรือ “อิมมีเดียทลี่” (Immediately) เท่านั้นแหละ ประชาชนที่ฟังอยู่ก็แห่ไปที่กำแพงเบอร์ลิน ยืนออกันที่ “เช็ค พ๊อยนท์” ทหารยามซึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะคงไม่ได้ดูทีวี เห็นคนประดังมา ก็พยายามโทรเข้าไปหาผู้บังคับบัญชา โดยปกติมีกฎว่าใครพยายามลักลอบไปฝั่งตะวันตก การ์ดได้ “ออเด้อร์ ยิงให้ตาย หรือ Shoot to kill. แต่คราวนี้ไม่มีใครกล้าออกคำสั่ง เผอิญมีนักข่าวที่มี ใบผ่านหรือวีซ่าเข้าออกเดินนำหน้า เมื่อทหารยามอนุญาติให้นักข่าวผ่าน คนอื่นๆก็เฮดันข้ามเช็ค พ๊อยนท์ผ่านข้ามกันเข้าฝั่งตะวันตก ทหารก็ไม่กล้ายิง นับจากวันนั้น ประชาชนก็ประดังข้ามกำแพง และใครมีค้อน จอบ เสียม ขวาน ก็จะมาทุบกำแพงกันเป็นสัญลักษณ์และความต้องการของประชาชน ว่าพวกเขาต้องการอิสระและการรวมเป็นอันหนึ่งอันอันเดียวกันกับเยอรมันตะวันตก จนกระทั่งวันที่ 23 ธ.ค. เยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตกได้เปิดประเทศถึงกัน วันที่ 12 มิ ย 1990 รัฐบาลเยอรมันตะวันออกได้เอา “บูลโด็ซ”พังกำแพงเบอร์ลินออกหมด (มีเหลือซากเก็บไว้บางส่วนเป็นอนุสรณ์ ดูรูป) ซึ่งถือเป็นวันที่เยอรมันรวมตัวเป็นหนึ่ง หรือ “รียูนิฟิเคชั่น” (reunification) อย่างสมบูรณ์ วันนั้นถือเป็นวันที่สิ้นสุดสงครามเย็นระหว่างอเมริกาและรัสเซีย สรุป กำแพงเบอร์ลินถกก่อตั้งขึ้นชั่วข้ามคืน และถูกพังลงภายใน 3 เดือน
ข้อแนะนำในการเที่ยวสนุก
เพราะดิฉันเที่ยวบ่อย เลยชักจะเอ็กซ์เปิร์ท ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเครดิตให้เพื่อนก๊วนเที่ยวด้วยกันว่าเราได้เพื่อนเที่ยวดี เราถึงสนุก คุณจะนำวิธีเที่ยวของดิฉันไปใช้ก็ได้นะคะ
รีเสิร์ชก่อนเที่ยว
เดี๋ยวนี้ยุคอินเตอร์เน็ท เราก็จะทำอะไรออนไลน์หมด เราเริ่มต้นด้วยการหาตั๋วเครื่องบินถูกจาก Expedia หรือ Cheap ticket อันนี้เพื่อนดิฉันเก่งและใจเย็นในการหา“ดีล”ดีๆมาก หลังจากนั้นก็เช็คจองโรงแรมถูกทาง Hotel.com เช็ครถไฟเดินเดินทางในประเทศจากeurorail ก่อนแพ็คกระเป๋าเดินทางเช็คดูสภาพอากาศจาก weather.com
ศึกษาสถานที่ไปเที่ยว
ดิฉันจะอ่านประวัติและความเป็นมาของสถานที่ไปเที่ยวย่อๆก่อน โดยกูเกิ้ลเข้าไป ความที่ดิฉันชอบภาษา ฉะนั้นก่อนไปประเทศไหน ดิฉันจะไปซื้อ CD เรียนหรือพยายามฟังภาษาประจำชาติเพื่อให้กระดิกหูไว้ ก่อนไปเยอรมันคราวนี้ดิฉันวิ่งไปซื้อ วิธีหัดพูดภาษาเยอรมันของ immersion มี 4 ซีดี ราคา $19.95 คุ้มสุดๆ ดิฉันฟังทุกวันในรถ วิธีเดียวกับที่ดิฉันให้คุณซื้อซีดีเตรียมสอบซิติเซ่นของดิฉันฟังในรถทุกวันก่อนสอบ ได้ผลจริงๆค่ะ
ทัวร์
ในยุโรปเมืองใหญ่ๆมักมีทัวร์ฟรี มีทุกวัน รวมทั้งทัวร์เดิน และทัวร์ขี่จักรยาน ฟรีหมด เราให้แต่ทิปเมื่อทัวร์จบ คุณสามารถเช็คกับ “ค็อนเซีย” (Concierge)ในโรงแรมที่พักได้ ที่เบอร์ลินเราไปทัวร์เดิน กรุ๊บละประมาณ 25 คน ไกด์พูดภาษาอังกฤษเดินนำไป และหยุดตามสถานที่สำคัญต่างๆและอธิบายให้เราฟัง เราเดินเกือบ 4 ชั่วโมง ส่วนที่มิวนิคเราไปทัวร์ขี่จักรยานประมาณ 3 ½ ชั่วโมง ฟรีเช่นกัน
ตอนนี้คุณคงเข้าใจนะคะว่าทำไมดิฉันถึงชอบเที่ยว