โยคะกับความสมดุลย์ของชีวิต

เร็วไหมคะ เผลอแป๊บๆจะสิ้นปีอีกแล้ว พอผ่านวัน “ฮัลโลวีน” หรือ “วันปล่อยผี” วันที่ 31 ตุลาไป จะรู้สึกเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะเข้าหน้า “ฮอลิเดย์” วันหยุดเทศกาลต่างๆเริ่มจาก Thanksgiving หรือวันขอบคุณพระเจ้า ไปคริสต์มัส และปีใหม่

วันเสาร์ที่ 6 พ.ย. นี้ อย่าลืมเปลี่ยนเวลากันนะคะโดยคุณต้องหมุนเข็มนาฬิกากลับ คือจากตีสามเป็นตีสองของคืนวันเสาร์ (จริงๆแล้วก็คือเช้าวันอาทิตย์นั่นเอง) จำได้ว่าตอนสาวๆเราจะชอบมากเพราะเวลาไปเที่ยวคลับ เราจะได้กำไรหนึ่งชั่วโมง เพราะคลับจะปิดตีสอง การเปลี่ยนเวลาในอเมริกาเปลี่ยนปีละสองครั้งคือในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเมษา และต้นพฤศจิกา เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานหรือ Daylight saving time (คุณสามารถอ่านเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนเวลาในอเมริกาได้ในหนังสือ”อยู่อเมริกา” บท “การแบ่งเขตเวลาและวันหยุด” หน้า 27 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคลับเมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308) สัปดาห์นี้เราเบรคเรื่องอิมมิเกรชั่น มาคุยเรื่องแก่ เจ็บ ตายและสุขภาพ

แก่เจ็บตาย

  1. ตั้งแต่เดือนกรกฎาปีนี้ช่วงที่ดิฉันหายไปเรียนหลักสูตรเป็นครูสอนโยคะที่“เมานท์มาดอนน่า” อยู่ 28 วัน คนรู้จักสนิทบ้างไม่สนิทบ้างเสียชีวิตกัน 6 คน คนแรกคือเพื่อนบ้าน “แลรี่” แกอายุ 50 กว่า เกิดมาปกคิ เคยแต่งงานมีลูกและประสบปัญหาชีวิตครอบครัว แกรับไม่ได้ก็กลายเป็นโรคจิตอย่างแรงเรียก “ไบโพล่า” (Bipolar) แกอยู่กับพ่อแถวบ้านดิฉัน บางวันแกก็อารมณ์ดีแต่บางวันก็ไม่ยอมพูดกับใคร ดิฉันเรียกแกว่า “กรีททิ่ง แมน” (Greeting man) เพราะแกจะทักทาย“say Hi” เสียงลั่นถนน กับคนไปทั่ว แกจะขี่จักรยานทั้งวันเก็บขวดตามปาร์คไปรีไซเคิล เวลาฝนตกแกก็จะไปเก็บ น.ส.พ.มาวางที่หน้าประตูบ้านให้เรา พอวันชาติอเมริกัน 4 กรกฎาแทบทุกปี แกก็จะขี่จักรยานออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 ร้องเพลงชาติลั่นถนน ปลุกทุกคนตื่น แต่ไม่มีใครรำคาญ ทุกคนในหมู่บ้านรู้จักและไม่มีใครรังเกียจ แกถูกรถชนตายขณะขี่จักรยานต้นเดือนกรกฎา
  2. คนที่สองคือพี่สาวเพื่อนสนิท นักเรียนราชินีบนรุ่นเดียวกับพี่สาวดิฉัน เป็นเบาหวานและภายหลังเป็นโรคไต ล้างไตได้ 6 เดือนก็เสียชีวิตภายในสัปดาห์เดียวกับ“แลรี่” ดิฉันขวัญเสีย นึกถึงว่าพี่เขาอายุเท่าพี่สาว ถ้าเป็นพี่สาวตัวเอง ดิฉันจะทำใจได้อย่างไร
  3. คนที่สามคือ เพื่อนบ้านชายไต้หวันอายุ 60 ปีกว่า บ้านนี้อยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ ลูกสาวชื่อ “แนนซี่” เป็นครอบครัวน่ารัก ผัวเมียดูไม่แก่เลย ตอนเช้าเวลาดิฉันออกไปเดิน จะเห็นพ่อออกมาจุดธูปยืนสวดพึมพำและปักธูปในกระถางที่แขวนห้อยอยู่หน้าบ้าน ตอนเย็นสามคนพ่อแม่ลูกก็ออกไปเดินเล่น  เรียงแถวพ่อเดินนำหน้าตามด้วยแม่และลูกสาว เราก็จะทักคุยกัน แกหน้าตายิ้มแย้มตลอด เราได้ข่าวว่าแม่เป็นมะเร็ง ระยะหลังๆเราไม่ค่อยเห็นพ่อแม่เดิน มีแต่“แนนซี่”เดินคนเดียว เลยทราบว่าพ่อตายด้วยโรคมะเร็งในสมองเมื่อต้นเดือนกรกฎา คือแกพาเมียไปไต้หวัน เพื่อไปรักษาและเมียต้องการไปตายที่นั่น เพราะแกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ผัวก็ไปตรวจร่างกายด้วย เลยค้นพบว่าผัวเป็นมะเร็งในสมอง หลังจากนั้นไม่กี่เดือนผัวตายก่อน ตอนนี้เมียยังมีชีวิตอยู่แต่รอความตายอยู่ที่ไต้หวัน น่าสงสารแนนซี่อยู่บ้านคนเดียว ดิฉันพยายามชวนแนนซี่เที่ยวบ้านและมาโยคะที่บ้านหลายครั้ง แกได้แต่ยิ้มให้ ในที่สุดวันจันทร์ที่แล้วแกก็เดินมาที่บ้านบอกขอโยคะด้วยคน ดิฉันดีใจมาก
  4. คนที่สี่พึ่งเสียชีวิตสัปดาห์ที่แล้วเป็นเพื่อนบ้านอีกคนชื่อ “เอ็มม่า” ดิฉันเรียกครอบครัวนี้ว่า “โฮลี่ เลดี้ส” (Holy ladies) บ้านนี้อยู่กัน 3 คน เอ็มม่าและลูกสาว 2 คน (ไม่แต่งงาน) ครอบครัวนี้เคร่งศาสนา ไปโบสถ์ประจำและวันคริสต์มัสแกก็จะมายืนร้องเพลง “คริสต์มัส แคโรลลิ่ง” ตามหน้าบ้านเพื่อนบ้าน “เอ็มม่า”แก่ตายอายุ 94 ปี ที่น่าสงสารคือ แกเป็นโรคกระดูกผุมากอย่างแรงมานานเท่าที่ดิฉันจำได้ ตัวแกนิดเดียว เดินหลังค่อมลงมาเกือบถึงเอว ลูกสาวสองคนที่ดูแลแม่ก็กระดูกผุมากเช่นกัน แกแทบจะพยุงแม่ไม่ได้ บางทีเพื่อนบ้านต้องไปช่วย ตอนดิฉันไปงานศพ “เอ็มม่า” ตอน “วิวอิ้ง” (viewing) คือเปิดโลงให้ดูหน้า ยังติดตาถึงตอนนี้ว่าแกดูหน้าตาสดใสและมีรอยยิ้ม คงพ้นทุกข์ไปแล้ว
  5. อีกสองคนสุดท้ายที่หลายคนในสังคมไทยคาลิฟอร์เนียคงรู้จักดี คือ คุณหมออำนวยและภรรยา ออฟฟิสอยู่เมือง Norwalk ดิฉันพึ่งมารู้ไม่นานนี้ว่าคุณหมออำนวยเสียชีวิต คิดว่าคงเป็นตอนช่วงเดือนกรกฎาที่ดิฉันหายไปเรียนโยคะ ดิฉันรู้จักคุณหมอและภรรยาเป็นส่วนตัว เพราะดิฉันได้ส่งลูกความไปหาคุณหมอตรวจร่างกายเพื่อทำใบเขียว ตอนคุณหมอรีไทร์สัก 2 ปี คุณหมอบอกเหตุผลที่รีไทร์ว่าต้องการดูแลภรรยาที่มีปัญหาทางสุขภาพซึ่งดิฉันเข้าใจว่าเป็นโรคมะเร็ง คุณหมอนำไวน์ไปให้ดิฉันสองขวด ดิฉันพึ่งมารู้ว่าคุณหมอเสียจากโรคมะเร็งก่อน และภรรยาคุณหมอพึ่งเสียไปเดือนตุลานี้ ดิฉันขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณหมอมาที่นี้ด้วย

สุขภาพและโยคะ

อาจเป็นเพราะอายุดิฉัน ที่ตอนนี้คนรอบด้านเริ่มป่วยและตาย แต่ดิฉันว่ามันเร็วเกินไปสำหรับ 6 คนข้างต้น ยกเว้น “เอ็มม่า” เพื่อนๆและญาติพี่น้องที่มีโรคประจำตัว รวมเบาหวาน ความดัน โคเลสเตอรอลสูง ปวดหลัง ทัยรอยด์ และโรคอ้วน ก็จะยอมรับสภาพว่าเป็นของธรรมดา และเรียกโรคเหล่านี้ว่า “โรคคนแก่” ดิฉันยังเคยได้ยินจากหมอคนหนึ่งบอกว่า ถัวเฉลี่ยคนอเมริกันเมื่ออายุเกิน 50 ปี จะทานยาอย่างน้อย 5 ชนิดต่อวัน ดิฉันมักไม่ค่อยยอมรับอะไรง่ายๆ(อาจจะเป็นนิสัยทนาย)แต่ต้องศึกษาเอง ตามที่ดิฉันเคยเขียนเรื่อง “โยคิณีทนายความ” คือดิฉันได้โยคะอย่างสม่ำเสมอได้ 2 ปีแล้ว และไปเรียนเป็นครูสอนโยคะมาเมื่อเดือนกรกฎาที่ผ่านมา ตอนนี้ดิฉันเปิด class สอนโยคะสตูดิโอที่บ้าน ตอนฝึกโยคะใหม่ๆดิฉันไม่ได้ศึกษาเพราะรีบๆออกกำลัง อะไรก็ได้เพื่อลดความดันและโคเลสเตอรอลที่อยู่ดีๆก็สูงขึ้น เนื่องจากหมอต้องการสั่งยาให้ดิฉันกิน และบอกว่า “เมื่อคุณเป็นความดันแล้วต้องกินยาไปตลอดชีวิต “รีเวิร์ส”(reverse) กลับ(หยุด)ไม่ได้” ดิฉันไม่เชื่อหมอขอกลับไปศึกษาก่อน พอดีที่พาร์คข้างบ้านมี “คลาส”โยคะ ก็เลยรีบไปลงเรียน โยไปโยมาชักชอบ ก็เลยเริ่มศึกษาว่าโยคะคืออะไรและดีอย่างไร หลังจาก 1 ปี ปรากฎว่าผลตรวจร่างกายออกมาดีสุดๆ ความดัน 120/80 โคเลสเตอรอลต่ำกว่า 200 จากความรู้ที่ได้จากหนังสือและพิสูจน์ด้วยตนเอง ดิฉันพูดได้เต็มปากว่าโยคะทำให้สุขภาพดีขึ้น ป้องกันและต่อต้านโรคได้ ดิฉันไม่เชื่อว่า “โรคคนแก่” มีจริง โรคก็คือโรค ทุกคนเป็นได้ไม่ว่าหนุ่ม สาว แก่ ฉะนั้นดิฉันเลือกที่จะหลีกเลี่ยงโรค จะได้เที่ยว ทำงานและ “เอ็นจอย” ชีวิต

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ

ตามที่ศึกษามาและอ่านจากหนังสือบอกว่า โยคะเป็นการออกกำลังที่ดีมากต่างจากการออกกำลังประเภทอื่นคือ ได้ประสิทธิผลจากข้างในไปข้างนอก ใน 2 ปีที่ดิฉันโยคะมา ทุกอย่างที่อ่านจากหนังสือจริงหมดเพราะได้ผลกับตัวเอง  ดิฉันรู้ว่าสุขภาพตัวเองดีขึ้นจริงๆและโยคะยังช่วยให้ชีวิตดิฉันสมดุลย์ ระหว่างชีวิตครอบครัว หน้าที่การงาน สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี มองอะไรสวยงามไปหมด โยคะช่วยการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจดังนี้

  • ท่าโยคะโดยเฉพาะท่าที่มีการกดนวดช่องท้อง นอกจากจะทำให้ท้องแฟบลง ยังช่วยนวดอวัยวะภายใน กระเพาะอาหาร ม้าม ตับและลำไส้ทำงานดีขึ้น ดิฉันรู้ตัวว่าระบบขับถ่ายปกติดีมาก
  • ท่าที่มีการออกแรงที่ทรวงอก ช่วยให้หัวใจและปอดทำงานดีขึ้น โดยช่วยให้ปอดขยายและรับอ็อกซิเจนมากขึ้นทำให้ไม่เหนื่อยง่าย (ตอนไปเที่ยว Yellowstone และ mount rushmore ดิฉันปีนขึ้นเขาลงห้วยไม่เหนื่อยหรือหายใจไม่ทัน และดิฉันยังสามารถ “โอม” ได้ยาวนานมาก)
  • ท่าโยคะหลายท่าช่วยปรับกระดูกสันหลัง ทำให้ไม่เป็นโรคปวดหลัง ข้อต่อและกล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยป้องกันกระดูกพุรน ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานดีขึ้นทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิได้ดีไม่ร้อนไม่หนาว ดิฉันรู้สึกการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดว่าตนไม่ขี้หนาวเหมือนก่อน กระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆเช่นต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมนส์ ต่อมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน จึงทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูง ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ ดิฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร
  • การหายใจแบบโยคะยาวและลึก นอกจากจะช่วยให้ระบบการหายใจดีขึ้นอย่างมากและยังช่วยให้จิตใจสงบ เมื่อจิตใจสงบจะหลั่งสารแห่งความสุขเรียกสาร “เอ็นโดฟิน”(ต่างจากคนเครียด ที่ร่างกายหลั่งกรดออกมาก) และยังช่วยให้ดิฉันโฟกัสและทำงานได้อย่างสงบ ไม่ลุกลี้ลุกลน(แม้ยังซุ่มซ่ามอยู่)
  • การฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอช่วยกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดไหลไปทั่วร่างกายปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ ผิวไม่แห้ง เหี่ยวย่นจะดูผิวพรรณดีขึ้น ชะลอความ(ดู)แก่  ระบบเผาผลาญดีช่วยเผาผลาญคาลอรี่เพิ่มขึ้น จึงควบคุมน้ำหนักได้ ตั้งแต่โยคะเสื้อผ้าดิฉันลดลงไป 1 size (ยกเว้นบรา)
  • โยคะทำให้เรารู้จักร่างกายตนเองดีขึ้น และรู้สึกตัวมีสติอยู่ตลอดเวลา ดิฉันเชื่อว่ามันทำให้บุคลิกดีขึ้น การทรงตัวและการเดินตัวตรงสง่างามขึ้น อยู่ตลอดเวลา

ถ้าจะให้ดิฉันบรรยายถึงสรรพคุณทั้งหลายของโยคะ คงต่ออีก 2-3 หน้า เอาเท่านี้นะคะ

รายงานผลตรวจร่างกาย

เวลาแฟนคลับเขียนจดหมายหรืออีเมล์หาดิฉัน หลายคนจะลงท้ายว่า “รักษาสุขภาพนะคะ” หรือ “ขอให้สุขภาพแข็งแรง” ก็ขอรายงานผลการตรวจร่างกายประจำปีพึ่งได้มาสัปดาห์ที่แล้ว คือ ผลตรวจเลือดคือ ทุกอย่างดีหมด อยู่ในระหว่างกลางไม่สูงไปต่ำไป ความดันเจ๋งกว่าปีที่แล้ว 120/70 แต่โคเลสเตอรอลขึ้นมาเป็น 201 สูงกว่าปีที่แล้ว แต่เนื่องจากไขมันดี HDL ของดิฉันสูง หมอบอกไม่ต้องห่วง ดิฉันแน่ใจว่าโคเลสเตอรอลขึ้นต้องมาจากขนมที่ดิฉัน bake  ทุกเสาร์ ขนมทุกชนิดเนยและน้ำตาลทั้งนั้น เช่น สโคน(ขนมอังกฤษ)  เค็กกล้วยหอม(อเมริกัน) บาคลาว่า(ขนมอาหรับ) แอ็ปเปิล สตรูเดิ้ล (ขนมเยอรมัน) และ เครป(ขนมฝรั่งเศษ) หลังรู้ผลตรวจ ดิฉันนั่งคิดว่าจะเลิกทำขนมดีไหม แต่มาคิดดูว่า ชีวิตมันต้องมีความหวานบ้าง และดิฉัน “เอ็นจอย”ชีวิตมาก ถ้ามัวแต่นั่งกังวลกินโน่นไม่ได้ กินนี่ไม่ได้ มันก็ไม่มีความสุข (คุณแม่เคยบอกว่า ตอนแม่เด็กๆอยากกินโน่นกินนี่แต่ไม่ได้กิน เพราะเราไม่มีสตัง พอแก่มีสตังแต่ก็ไม่ได้กิน เพราะเป็นโรคโน่นโรคนี่) ดิฉันเลยตัดสินใจ bake ต่อไป เพราะคน bake แฮ็ปปี้ และคนกิน(เพื่อนบ้าน)ก็แฮ็ปปี้

ดิฉันโชคดีที่มีโอกาศให้วิทยาทานทั้งทางด้านกฎหมายและสุขภาพต่อคนกลุ่มกว้างคือแฟนคลับทั้งหลาย และที่ดีใจมากคือ ได้ให้กับกลุ่มคนที่ดิฉันรักรวม สามี(จะโยคะกับดิฉันไม่เคยขาด) ลูก พี่สาว พี่เขย เพื่อนสนิท เพื่อนบ้าน และนักเรียนที่มาโยคะกับดิฉัน ตัวอย่างจดหมายจากแฟนคลับคนหนึ่ง

“สวัสดีค่ะ ทนายรุจี ดิฉันได้อ่านหนังสือคู่มือชีวิตโรบินฮู้ด และสิทธิของฉันในอเมริกาแล้ว มีความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อก่อนเคยหลบอยู่ด้วยความหวาดกลัวเพราะไม่มีใบเขียว แต่เดี๋ยวนี้สบายใจและกลัวน้อยลงมาก ต้องขอขอบพระคุณทนายมากที่ตั้งใจสละเวลาทำหนังสือออกมา รวมทั้งเกร็ดความรู้ในเว๊บไซท์นับว่าเป็นบุญยิ่งนักทั้งผู้ให้และผู้รับ ขอบพระ คุณจริงๆจากใจ อ้อ! ดิฉันก็ฝึกโยคะประจำ ดีมากจริงๆค่ะ”