เลือดข้นกว่าน้ำ

เร็วนะคะปีใหม่ผ่านไปได้หนึ่งเดือนแล้ว นี่ดิฉันกลับจากไทยได้เดือนนึงแล้วพึ่งจะฟื้นตัวจากงานเก่า ประกอบกับงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆจน ณ. วันนี้ดิฉันยังไม่ได้มีโอกาสดูรายการโปรด “อเมริกันไอเดิล” เลย สัปดาห์ที่แล้วได้เบรคไม่ได้เขียนคอลัมน์เพื่อสะสางงาน  ไม่ได้บ่นนะคะเพียงแต่ระบาย เวลา busy มากๆดิฉันก็จะบอกตัวเองว่าเราโชคดีที่ busy เพราะมีคนอีกเยอะแยะที่ลำบากและไม่มีงานทำ

นึกถึงความลำบากของคนอื่น ก็เลยขอเขียนเรื่องเตือนใจกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ในอาชีพทนายของดิฉัน ดิฉันจะได้ยินเรื่องราวและปัญหาของลูกความต่างๆและจากแฟนคอลัมน์ ซึ่งบางเรื่องก็แฮ็ปปี้เอ็นดิ้ง แต่บางเรื่องก็เศร้าและกินใจบ่อยๆ ดิฉันรับฟังเรื่องแล้วก็พยายามแยกความรู้สึกออกและทำหน้าที่ทนายคือให้คำตอบในด้านกฎหมายโดยไม่ใส่อารมณ์สงสาร หรือโกรธ เข้าไปด้วย เพราะไม่อยากเครียดและนึกว่าเราช่วยเท่าที่จะช่วยได้ โดยพยายามนึกถึงคำสอนแม่ตอนที่ดิฉันเป็นทนายใหม่ๆว่า “อย่าเอ็นดูคนจนเอ็นขาด”

พี่ชายทำใบเขียวให้น้อง

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วดิฉันได้ฟังเรื่องทางโทรศัพท์จากแฟนคอลัมน์ เป็นเคสใบเขียวพี่น้องดังนี้คือ พี่ชายซิติเซ่นแอ็พพลายใบเขียวให้น้องชายโรบินฮู้ดตอนต้นปี 2001 ภายใต้มาตรา 245i ซึ่งตอนนี้โควต้ามาถึงได้หลายเดือนแล้ว แต่ตัวน้องชายตกอับสุดๆไม่มีงานและไม่มีเงินที่จะทำเคสต่อ และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากพี่ชายได้ ดิฉันนึกในใจว่าถ้าพี่น้องไม่ช่วยกันแล้วดิฉันเป็นคนอื่นจะไปช่วยยังไง หลังจากดิฉันวางหูไปก็พยายามลืมเรื่องเขา เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดิฉันได้ยินเรื่องแบบนี้ แต่น้ำเสียงคุณคนนี้ยังติดหูดิฉันอยู่ เขาเหมือนคนที่หมดหวังในชีวิตจริงๆ เหมือนคนที่ใกล้จะจมน้ำและพยายามที่จะโผล่มาหายใจเฮือกสุดท้าย

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายและน้องชาย

ผู้ที่ยื่นเรื่องใบเขียวให้พี่น้องตอนนี้โควต้าใบเขียวมาถึงได้หลายเดือนแล้ว มีโรบินฮู้ดน้องชายหลายคนที่โทรมาหาดิฉันที่ไม่มีเงินทำใบเขียวต่อ (ค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่นทำใบเขียวต่อ หัวละ $2,070 ไม่รวมค่าทนาย) บางรายมีเงินจ่ายค่าอิมมิเกรชั่นพอแต่ไปติดปัญหาเรื่องเซ็นซัพพอร์ท เนื่องจากพี่ชายยังต้องเซ็นใบสปอนเซ่อร์ให้ แต่เนื่องจากพี่ชายทำภาษีร่วมกันกับภรรยาและใช้รายได้รวม ฉะนั้นสามีภรรยาต้องเซ็นด้วยกัน หลายครั้งที่พี่สะไภ้ไม่ต้องการเซ็นซัพพอร์ทให้ ปัญหาเคสแบบนี้ดิฉันเห็นบ่อยและมักจะเป็นกรณีระหว่างพี่ชายกับน้องชาย มักไม่ค่อยเกิดกับพี่สาวกับน้องชาย หรือพี่ชายกับน้องสาว หรือพี่สาวกับน้องสาว เพราะพี่สาวมักตัดน้องชายไม่ขาด และพี่ชายมักตัดน้องสาวไม่ขาดเช่นกัน ระหว่างพี่สาวกับน้องสาวถึงแม้จะทะเลาะกันและมีการแข่งขันกันบ้างเข้าข่าย “ซิบบลิ้ง ไรวัลรี่” (sibling rivalry) แต่ก็ตัดไม่ขาดเช่นกัน ที่ดิฉันเห็นการหมางเมินหรือถึงขั้นตัดขาดกันมักเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับน้องชาย ซึ่งส่วนมากมักเริ่มจากบุคคลที่สามคือ“ภรรยา” เมื่อคนใดคนหนึ่งแต่งงานไปหรือทั้งสองแต่งงงานไป ก็จะมีสะไภ้เข้ามาเกี่ยว ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ความผิดของสะไภ้ฝ่ายเดียว อาจรวมแม่ผัว ตัวพี่น้องเอง หรือระหว่างสะไภ้กับสะไภ้ ซึงเป็นผลทำให้พี่น้องหมางใจกันและไม่ช่วยเหลือกัน

ชีวิตโรบินฮู้ดยากแค้น

การดำรงชีวิตในอเมริกานั้นไม่ใช่ง่ายๆโดยเฉพาะชีวิตโรบินฮู้ด กรณีพี่ชายเมื่อได้เป็นซิติเซ่น ก็มักมีความตั้งใจแรกที่ดีอยากช่วยน้อง จึงแอ็พพลายใบเขียวให้น้อง แต่เนื่องจากเคสใบเขียวพี่น้องต้องรอโควต้านานประมาณ 10 ปี ระหว่างรอเหตุการณ์เปลี่ยนไปได้ คือแต่ละคนก็ busy ทำมาหากิน ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมันตามประสาคนอยู่เมกา ต่อมาพี่ชายแต่งงานถ้าได้เมียดีก็ช่วยกันทำมาหากิน สร้างตัวได้และอยู่สบาย ในขณะที่น้องชายยังลำบากแบบจ๊อบย่ำอยู่กับที่เพราะชีวิตโรบินฮู้ดมีแต่จะลำบากขึ้น เพราะหางานดีๆทำก็ไม่ได้ สร้างตัวก็ลำบาก จะหาแฟนก็ยาก(ถ้าไม่สุดหล่อจริงๆ)เพราะผู้หญิงไทยก็ไม่อยากแต่งงานกับโรบินฮู้ด แต่งกับซิติเซ่นดีกว่า น้องชายมีที่พึ่งคนเดียวคือพี่ชาย แต่จะไปพึ่งบ่อยๆก็โดนพี่สะไภ้ค้อนและพลอยไม่อยากเจอหน้าหรือให้เข้าบ้าน แค่ได้ยินเสียงน้องเขยก็เดาได้ว่านำความเดือดร้อนมาให้อีกแล้ว บางครั้งก็นึกไปโน่นว่าแค่พี่ชายทำใบเขียวให้ยังไม่นึกถึงบุญคุณอีกยังจะมารบกวนบ่อยๆ แต่ลืมไปว่าตอนเริ่มต้นในเมกา ทุกคนเริ่มต้นที่จุดยืนเดียวกัน ทุกคนผ่านความลำบากมาแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่มีใบเขียว สมัยก่อนยังไม่ยากแค้นอย่างนี้ แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์ 9/11 กฎหมายอิมมิเกรชั่นเข้มงวดสุดๆโรบินฮู้ดแทบจะไม่ได้ผุดได้เกิดและมีแต่ตกต่ำลง สมัยนี้ใบขับขี่ก็ขอไม่ได้ ถ้าไม่มีใบขับขี่ก็ซื้อรถและอินชัวรันไม่ได้ ไม่มีรถก็ไม่สามารถไปทำงานได้ มันเป็นลูกโซ่ไปอย่างนี้ ดิฉันนึกถึงความยากแค้นโรบินฮู้ดรุ่นนี้ที่เปรียบเสมือนหนูติดจั่นแทบจะไม่มีทางออก (โปรดอ่านเรื่องความยากลำบากของโรบินฮู้ดได้ในหนังสือ “ชีวิตโรบินฮู้ด” คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคลับเมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)

สรุป

ครอบครัวดิฉันเรามีพี่น้อง 5 คน คุณแม่มักกางมือให้ดูและสอนว่า พี่น้อง 5 คนเปรียบเสมือนนิ้ว 5 นิ้ว ขาดนิ้วใดไปนิ้วนึง มือก็ยัง “ฟังชั่น” (function) ใช้งานได้แต่ไม่สมบูรณ์ แม่สอนให้เราพี่น้องรักกัน ความที่คุณแม่ดิฉันทันสมัยจะสอนเราว่า ผัวเมียก็คือคนอื่นตัดขาดได้ เขาจะเลิกรักเราหรือทิ้งเราไปมีคนใหม่เมื่อไรก็ได้ แต่พี่น้องหาใหม่ไม่ได้และตัดกันไม่ขาด อย่าลืมว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ถ้ารักแม่ ต้องรักพี่น้อง ตอนดิฉันสิ้นพ่อไม่นึกอะไรมากเพราะยังมีแม่ แต่พอตอนคุณแม่เสีย เราพี่น้องมาอยู่พร้อมหน้ากัน ดิฉันมองหน้าพี่น้องและนึกว่าเราเหลือกันแค่ 4 พี่น้องแล้วนะเนี่ย (น้องชายเสียไปแล้วหนึ่งคน) ในใจนึกขอบคุณแม่ที่ไม่เห็นแก่ตัวให้เรามาผุดเกิดและอุ้มท้องมาตั้ง 5 ท้อง เพื่อให้เราออกมาเป็นเพื่อนกัน

ความเป็นพี่น้องตัดกันไม่ขาดค่ะ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน พี่ชายต้องอธิบายให้ภรรยาฟัง น้องชายต้องกราบขอโทษพี่ชายพี่สะไภ้ถ้าทำได้อะไรล่วงเกินไป ดิฉันเชื่อว่าคนไทยไม่ใจดำหรอกค่ะ ยกโทษให้กันเถอะ การช่วยเรื่องใบเขียวให้น้องเท่ากับช่วยชุบชีวิตให้น้องใหม่ ไหนๆได้เริ่มเรื่องมาแล้วก็ช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง หลังจากนั้นเขาจะได้ช่วยตัวเองได้

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ค่ะ