ภาษีรายได้

ประกาศ คุณจิระเดชผู้ช่วยทำเว๊บไซท์และลงคอลัมน์ของดิฉันให้คุณได้อ่านกันทุกสัปดาห์ แนะนำให้ดิฉันมี Facebook ด้วยเหตุผลว่า “เพื่อพี่รุจีจะได้มีแฟนเพจมากขึ้น แฟนจะได้ circulate ข่าวและคอลัมน์ต่อๆกันไป และเพื่อพี่จะได้ไม่ตก trend” แหม ช่างจี้จุด เพราะดิฉันก็ไม่อยากตก trend (ตกรุ่น หรือไม่ทันสมัย) ฉะนั้นคุณสามารถเข้า Facebook ของดิฉันได้โดยเข้าอ่าน www.rujirat.com และกด like ทางด้านขวามือ หรือเข้าไปที่หน้า http://www.facebook.com/pages/Rujirat/122702877807442 ได้โดยตรง

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วดิฉันรีบวิ่งไปทำภาษีรายได้ “อินคัมแท็กซ์”(Income Tax) กับนักบัญชีเสร็จเรียบร้อย ปีนี้ดิฉันทำ Tax กระชั้นชิด เพราะ “เด๊ทไลน์” ที่คุณต้องยื่นภาษีรายได้คือวันที่ 15 เมษา แต่ปีนี้ยืดเวลาถึงวันจันทร์ที่ 18 เมษา คอลัมน์นี้มาคุยเรื่องความสำคัญของการยื่นภาษีซึ่งคนไทยในเมกาส่วนมากไม่ค่อยเห็นความสำคัญของมัน ภาษีมีหลายชนิดรวมภาษีรายได้ ภาษีที่ดิน ภาษี sales tax ภาษีมรดก และภาษีธุรกิจ เป็นต้น ในที่นี้จะพูดถึงเพียงภาษีรายได้หรือ“อินคัมแท็กซ์” เท่านั้น

ภาษี

ในอเมริกามีคำพังเพยว่า “คุณไม่สามารถหนีความตายและภาษีได้” อันนี้จริงเลยค่ะ ในอเมริกาการเสียภาษีรายได้เป็นเรื่องใหญ่ คนที่อยู่ในอเมริกันมีหน้าที่ต้องยื่นภาษี ถ้าคุณติดหนี้ภาษี กรมสรรพากรหรือ Internal Revenue Service (เรียกย่อๆว่า IRS) จะตามเก็บหนี้นั้นจนคุณตาย หลังจากตายแล้วก็ยังตามเก็บจากทรัพย์สินหรือกองมรดกของคุณต่อ การเก็บภาษีรายได้ในอเมริกาเกิดขึ้นครั้งแรกปี ค.ศ. 1861 ตอนเริ่มสงครามกลางเมืองรัฐบาลต้องการเงินเพื่อไปสู้สงคราม จึงผ่านกฎหมายเรียกเก็บภาษีรายได้บุคคล Revenue Act of 1861 โดยหักภาษีออก 3% ของผู้มีรายได้เกิน $800 ต่อปี      โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “สงครามกลางเมือง” ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่” หน้า2-2 หัวข้อ “บ่อเกิดสงครามกลางเมือง” และในหนังสือ”อยู่อเมริกา” หน้า 21 หัวข้อ “สงครามครั้งที่สาม” คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงกับดิฉัน ส่วนแฟนคลับที่เมืองไทยซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 หลังจากสิ้นสุดสงคราม รัฐบาลผ่านกฎหมายภาษีออกมาอีกเป็นการเก็บภาษีช่วงบ้านเมืองยามสงบสุข Peacetime income tax และในปี 1913 รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลบทที่ 16 ผ่านออกมากำหนดให้ราษฎรมีหน้าที่ต้องเสียภาษีรายได้ และจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็กลายเป็นกฎหมายถาวรมาจนปัจจุบัน

ภาษีรัฐบาลกลางและภาษีรัฐ

เมื่อคุณยื่นภาษีรายได้ คุณต้องยื่นและเสียภาษีให้สองแห่งคือภาษีรัฐบาลกลางหรือ Federal income tax และภาษีรัฐที่คุณอยู่หรือ State tax ถ้าคุณมีได้รายได้จากรัฐอื่นคุณต้องเสียภาษีตามอัตราของรัฐนั้นๆด้วย

ใครต้องยื่นภาษี

ผู้ที่อยู่ในอเมริกาไม่ว่าจะถือใบเขียว เป็นซิติเซ่น หรือถือวีซ่าชั่วคราว หรืออยู่เถื่อน ถ้ามีรายได้เกินรายได้ขั้นต่ำ (ดูตาราง)

มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีรายได้ กรณีคุณมีรายได้น้อยไม่ถึงอัตราที่กำหนด คุณสามารถยื่นภาษีได้เช่นกัน หรือถ้าคุณไม่ได้ทำงานในอเมริกา หรือไม่มีรายได้จากการทำงาน แต่มีรายได้จากที่อื่นและได้รับดอกเบี้ย คุณอาจต้องยื่นภาษีเช่นกัน ในกรณีเหล่านี้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของบ้านหรือที่ดิน มีบัญชีธนาคารที่ได้รับดอกเบี้ย มีหุ้นในอเมริกา ได้รับดอกเบี้ยจากธนาคาร หรือมีธุรกิจส่วนตัวและทำเงินได้เกิน $400 ในปีนั้นๆ (เงื่อนไขของผู้ยื่นภาษีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละปี โปรดเช็คกับนักบัญชี)

ทำงานนอกอเมริกา

ผู้ที่ถือใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่นที่ไปทำงานและมีรายได้นอกประเทศ คุณยังต้องยื่นภาษีรายได้สิ้นปี ตามกฎสรรพากรถ้าคุณมีรายได้ต่ำกว่า $80,000 คุณได้ยกเว้นไม่ต้องจ่ายภาษีแต่คุณยังต้องยื่นภาษีรายได้อยู่ดี ถึงแม้ไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม (โปรดเช็คกับนักบัญชี เพราะจำนวนรายได้อาจเปลี่ยนแปลงได้)

ใบโซเชียลและทินนัมเบอร์

ผู้ยื่นภาษีต้องมีนัมเบอร์บัตรประกันสังคมหรือ“โซเชียล เซ็คเคียวริตี้ นัมเบอร์”(Social security number) คนไทยเรียกย่อๆว่า ใบโซเชียล ซึ่งมีชื่อเจ้าของและนัมเบอร์ไอดี 9 ตัว ใบโซเชียลออกให้โดยสรรพากรหรือ Internal Revenue service เรียกย่อๆว่า “ไอ อาร์ เอส” (IRS) เมื่อสมัยก่อนคนต่างชาติทุกคนสามารถขอใบโซเชียลได้ แต่หลังจากปี 1986 กรมสรรพากรไม่ออกใบโซเชียลให้คนต่างชาตินอกจากจะมีใบเขียว หรือมีวีซ่าที่สามารถทำงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเปลี่ยนลักษณะใบโซเชียลเป็น 3 แบบคือ แบบที่ 1 ใบโซเชียลไม่มีเงื่อนไข แบบที่ 2 คือ คือใบโซเชียลทำงานได้ถ้าได้รับอนุญาตจากอิมมิเกรชั่น แบบที่ 3 คือห้ามทำงาน ฉะนั้นคนต่างขาติที่ไม่สามารถขอใบโซเชียลได้ จะไปขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี หรือ “แท็กซ์ ไอเด็นติฟิเคชั่น นัมเบอร์” (Tax Identification Number) เรียกย่อๆว่า“ทิน” (TIN) ซึ่งมีนัมเบอร์ 9 ตัวเช่นกัน ผู้ไม่มีโซเชียลสามารถใช้ทินนัมเบอร์ยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ปัจจุบันการขอทินนัมเบอร์เป็นปัญหาเช่นกัน ตั้งแต่ประมาณปี 2004 กรมสรรพากรโดยความร่วมมือกับกองตรวจคนเข้าเมืองออกกฎเข้มงวดกับผู้ที่ขอทินนัมเบอร์ คือผู้ขอต้องถือวีซ่าที่ยังไม่ขาดโดยอยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมาย และเหตุผลที่ขอคือเพื่อนำไปยื่นภาษี อันนี้จึงเป็นปัญหาสำหรับคนต่างชาติและโรบินฮู้ดในอเมริกามาก โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ใบโซเชียลและทินนัมเบอร์” ในหนังสือชีวิตโรบินฮู้ด” หน้า 46 บท “เอกสารทำงานและภาษี” และในหนังสือ”อยู่อเมริกา” หน้า 37 หัวข้อ “นัมเบอร์ประจำตัวผู้เสียภาษี” คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงกับดิฉัน ส่วนแฟนคลับที่เมืองไทยซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308

รายได้ขั้นต่ำ

ผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำตามรายการข้างล่างนี้ มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี รายได้

 

 

Filing Status* Amount
Single คนโสด $9,350
65 or Older คนโสดอายุเกิน 65 $10,750
Head of Household หัวหน้าครอบครัว $12,050
65 or Older หัวหน้าครอบครัวอายุเกิน 65 $13,450
Married Filing Jointly คู่สมรสยื่นภาษีร่วมกัน $18,700
Not Living with Spouse at End of Year ผู้ที่แต่งงานแล้วแต่ไม่ได้อยู่กับคู่สมรส $3,650
One Spouse 65 or Older คู่สมรสคนใดคนหนึ่งอายุเกิน 65 $19,800
Both Spouses 65 or Older คู่สมรสทั้งสองอายุเกิน 65 $20,900
Married Filing Separately คู่สมรสยื่นภาษีแยกกัน $3,650
*If you are the dependent of another taxpayer, see the instructions for Form 1040 for more information on whether you must file a return. ถ้าคุณอยู่ภายใต้ความอุปการะหรือ “ดีเพ็นเด้นท์” ของผู้ยื่นภาษี โปรดตรวจรายละเอียดจากเว็บ www.irs.gov หรือเช็คกับนักบัญชีว่าคุณต้องยื่นภาษีหรือไม่  

 

ข้อแนะนำสำหรับโรบินฮู้ด

ข้อแนะนำสำหรับโรบินฮู้ดที่มีใบโซเชียลไม่ว่าจะเป็นใบโซเชียลประเภทห้ามทำงาน หรือผู้ที่มี”ทิน นัมเบอร์” ขอแนะนำให้ยื่นภาษีรายได้ ยกเว้นผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนรวม F-1; J-1; M-1 และผู้ติดตาม นอกจากคุณจะมีใบอนุญาตทำงานหรือเวิ๊ร์ค เพอร์มิท หรือใบโซเชียลที่ทำงานอย่างถูกกฎหมาย

ประโยชน์ของการยื่นภาษี

นอกจากการยื่นภาษีจะเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีแล้ว โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานหาเงินสร้างตัวในอเมริกา การเสียภาษีเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะตอบแทนประเทศนี้ได้ และคุณจะได้ประโยชน์จากการยื่นภาษีถึงแม้คุณจะเป็นโรบินฮู้ดก็ตามดังนี้

  • ถ้าคุณเสียภาษีครบ 40 ไตรมาศ หรือ 10 ปี เมื่อคุณอายุครบเกษียรเร็วสุด 62 1/2 ปี คุณจะได้รับเงินประกันสังคมจากรัฐบาลตลอดชีวิตจากรัฐบาล
  • ถ้าคุณเกิดอุบัติเหตุหรือกลายเป็นคนทุพลภาพ คุณจะได้รับเงินจากรัฐบาล
  • เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องทำซิติเซ่น ถ้าคุณมีรายได้และได้เสียภาษีมาตลอดหลังจากได้ใบเขียว การทำซิติเซ่นจะง่ายขึ้น
  • ถ้าในอนาคตคุณต้องการทำใบเขียวให้ครอบครัว คุณต้องแสดงภาษีรายได้
  • ถ้าในอนาคตรัฐบาลมีกฎหมายใหม่ให้ผู้ที่อยู่ในอเมริกาที่ได้ทำงานเสียภาษีมาตลอด คุณก็จะมีสิทธิขอวีซ่าหรือใบเขียวได้
  • กรณีที่รัฐบาลผ่านโปรแกรมช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือโปรแกรมกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นตอนปี 2007 รัฐบาลบุชได้ออกโปรแกรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้เงินรีเบท (คืนเงิน) ให้ผู้ที่ยื่นภาษี จำนวนมากน้อยให้ตามรายได้แต่สูงสุดไม่เกิน $3,000

ถ้าข้อดีในการยื่นภาษีข้างต้นยังฟังไม่ขึ้น ก็ลองมาอ่านอันนี้ดู ถ้าคุณฟังข่าวคุณคงได้ยินว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 9 เมษาที่ผ่านมารัฐบาลประกาศจะปิดสถานที่ราชการและที่ทำการรัฐบาลหลายแห่ง เนื่องจากในสภาไม่สามารถตกลงกันเรื่องตัดงบประมาณได้ว่าจะตัดหรือไม่ตัดส่วนไหนดี ซึ่งถ้าตกลงกันไม่ได้รัฐบาลก็จะต้องปิดสถานที่ราชการหลายแห่งซึ่งจะเป็นผลกระทบถึงทุกคนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หลายคนจะตกงานหรือถูกลดชั่วโมงทำงานคนไม่มีงานทำ คนก็ไม่จับจ่าย ธุรกิจก็จะซบเซา เศรษฐกิจก็จะตกลงๆ มันเป็นลูกโซ่ ส่วนคนที่รอทำวีซ่าหรือพาสปอร์ตอเมริกัน ทางรัฐบาลได้ประกาศมาแล้วว่าจะต้องรอนานมากเพราะตัดงบ ฉะนั้นถ้ารัฐมีรายได้จากภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เศรษฐกิจก็คงจะดีขึ้น