สังเว “นาซาเรทส์”

ประกาศ ดิฉันปิดสำนักงานระหว่าง ตั้งแต่ 11 พ.ค. ถึง 2 มิถุนาค่ะ ไปเวเคชั่นอิสราเอลและยุโรป คุณสามารถติดต่อดิฉันได้ทางอีเมล์ attorneyruji@aol.com หรือทางแฟกส์ เบอร์ 714-475-6939 ผู้ช่วยดิฉันมาทำงานปกติค่ะ

สัปดาห์นี้ดิฉันจะพาคุณไปสังเวต่อเมืองนาซาเรทส์ (Nazareth) เป็นเมืองที่“จีซัส” (เยซู หรือ ไครสท์) เติบโตมา ตั้งแต่เล็กจนกระทั่งอายุ 30 ปี ในไบเบิล หลายตอนจะกล่าวถึงจีซัสว่า “จีซัส อ๊อฟ นาซาเราทส์” (Jesus of Nazareth)และเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของสามี เมืองต่างๆในอิสราเอลจะมีประวัติเกี่ยวกับไครสท์ไปทั่ว เมืองนาซาเรทส์เป็นเมืองหนึ่ง ที่มีโบราณสถานสำคัญหลายแห่งที่เกี่ยวกับไครสท์ เวลาญาติพี่น้องสามีพาไปดูโบราณสถานต่างๆ ดิฉันซึ่งเป็นพุทธโดย กำเนิด ฟังแล้วฟังอีกว่ามีความสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับไครสท์ก็ยังจับใจความไม่ค่อยได้ต้องอาศัยวิกิพีเดียช่วย เอาว่าวันนี้ ดิฉันคุยเรื่องเมืองนาซาเรททส์ในสายตาและความเข้าใจของดิฉันซึ่งเป็นคนต่างชาติแล้วกันนะคะ

เมืองนาซาเรทส์

นาซาเรทส์อยู่ตอนเหนือของอิสราเอลห่างจากสนามบิน“เบนกูเรียน”ในเมืองเทลาวิฟ ประมาณ 1 ½ ชั่วโมง เมืองนี้เป็น เมืองที่ชาวอาหรับมุสลิมและอาหรับคริสเตียนอยู่ ในอิสราเอลเมืองที่คนอาหรับอยู่ส่วนมากคนยิวจะไม่เข้าไปอยู่แต่เขา อาจทำธุรกิจกันได้ ส่วนเมืองที่คนยิวอยู่คนอาหรับอาจเข้าไปอยู่ประปราย นาซาเรทส์เป็นเมืองเก่าแก่เป็นพันๆปีตั้งแต่ ก่อนไครสท์ ระบบการปกครองและสถานที่ราชการต่างๆบริหารโดยคนอาหรับ เมืองนี้เป็นเขาไม่ค่อยมีที่ราบ บ้านสร้าง ด้วยอิฐเป็นตึก 3-4 ชั้น ส่วนมากพ่อแม่สร้างบ้าน 2 ชั้นก่อน ตนอยู่ชั้นบนคือ main floor  ข้างล่างเป็นที่จอดรถ และใช้ เป็นลานจัดงานเลี้ยงแต่งงานของลูกๆ (สำหรับคนอาหรับงานแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ มีงาน 7 วัน 7 คืน) ส่วนชั้นบน ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้าจะปล่อยโล่งไม่มีหลังคาเหมือนตึกแถวเมืองไทย เพื่อสร้างชั้นสูงขึ้นไปให้ลูกชายเมื่อเขาแต่งงาน ฉะนั้น เวลาดิฉันมองตึกบนดาดฟ้าจะเห็นเหล็กหลายเส้นตรงเสาเข็มยื่นออกมา ส่วนลูกสาวเมื่อแต่งงานก็จะออกไปอยู่บ้านพ่อ แม่ผัว คุณสามารถรู้ได้ง่ายว่าบ้านไหนเป็นบ้านคนอาหรับมุสลิมหรืออาหรับคริสเตียน เพราะหน้าบ้านอาหรับมุสลิมจะมี ภาษาอาราบิคสลักอยู่เหนือประตูเดาเองว่าคงเป็นอะไรเกี่ยวกับ“อัลเลาะห์” ส่วนหน้าบ้านอาหรับคริสเตียนก็จะมีรูป ไครสท์หรือเวอร์จินแมรี่หรือไม้แกะสลักไม้กางเขนและไครสท์ตรึงอยู่ จะติดเหนือประตูบ้านหรือบนประตูระเบียง ที่นี่ขับรถทางขวาเหมือนอเมริกาพวกคนอาหรับไม่ค่อยมีการเคารพกฏจราจรนัก จะบีบแตรไล่กันหรือไม่ก็ยื่นมือทำ สัญลักษณ์ด่ากัน หรือเอามือยื่นตบข้างรถตนเองเวลาขับไล่หรือโกรธ หรือทำมือว่าให้รอก่อนหรือขับช้าๆโดยจีบนิ้วทั้ง 5 นิ้วเข้าด้วยกัน คนอาหรับเวลาพูดมักใช้มือโบกกันโหวกเหวกคล้ายคนอิตาเลี่ยนคือพูดด้วยมือ   ผู้ชายอาหรับขับรถเก่งและ  “มัลไททาสค์”(Multi tasks)จริงๆโดยขับรถด้วยเข่า คือมือขวาถือถ้วยกาแฟ มือซ้ายถือโทรศัพท์มือถือ ใช้เข่าคุม พวงมาลัย ปากจิบกาแฟไป พูดมือถือไป และด่ารถคันหน้าและหลังไป ในเขตเมืองคนอาหรับอยู่จะมีทั้งสุเหร่าและโบสถ์ ทุกวันดิฉันจะได้ยินเสียงสวดมนต์จากสุเหร่าวันละ 5 เวลาเริ่มตั้งแต่ประมาณตี 4 กว่าซึ่งเป็นนาฬิกาปลุกดิฉันทุกเช้า ร้านค้าและสถานที่ราชการปิดวันพุธและเสาร์ครึ่งวัน ส่วนวันอาทิตย์ปิดทั้งวัน ยกเว้นมอลล์

นาซาเรทส์อิลลีท

เมืองนาซาเรทส์เดี๋ยวนี้เจริญขึ้นมาก เพราะนอกจากรัฐบาลจะ “โปรโหมดทัวริสซึ่ม” แล้ว รัฐบาลอิสราเอลได้สร้าง เมืองใหม่ขึ้นในเขตเมืองนาซาเรทส์แต่อยู่บนเขาสูงขึ้นไปอีกเพื่อให้พวกยิวที่อพยพเข้ามาอยู่อิสราเอล เขตนี่เรียก              “นาซาเรทส์อิลลีท” (Nazareth Illit) หรือ “อัพเพ่อร์นาซาเรทส์” (Upper Nazareth) เมืองนี้ประกาศเป็นเมืองตั้งแต่ปี 1954 แต่ผ่านการขัดแย้งเพราะคนอาหรับไม่ต้องการให้คนยิวเข้ามาอยู่ในเขตของเขา พวกเขาต่อสู้กันอยู่นานจนขึ้นถึงศาล และคนอาหรับแพ้ ทางรัฐบาลอิสราเอลเริ่มแรกประกาศว่ารัฐบาลเพียงมีจุดประสงค์ที่จะย้ายสถานที่ราชการมา เท่านั้นเพื่อปกป้อง Lake Galilee ซึ่งเป็นสถานที่โบราณสถานสำคัญทางศาสนา และเพื่อรักษาความปลอดภัย แต่ภายหลังรัฐบาลเข้ามาเริ่มปลูกอาคารที่อยู่อาศัย โดยจัดให้เป็นที่อยู่ของคนยิวที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อิสราเอล (รัฐบาลอิสราเอลสนุบสนุนให้ยิวทั่วโลกย้ายมาอยู่อิสราเอล) กลุ่มยิวที่อพยพมาอิสราเอลจำนวนมากที่สุดคือรัสเชียนยิว ปัจจุบันในนาซาเรทส์อิลลีทมีชอปปิ้งมอลล์ทันสมัย ซุปเป้อร์มาร์เคต ธนาคาร และผู้คนหนาแน่นและเจริญมากขึ้น สถานที่ราชการทั้งหมดได้ ย้ายจากนาซาเรทส์เก่าไปอยู่ที่นาซาเรทส์อิลลีท แม้กระทั่งเมืองนาซาเรทส์เองดิฉันก็ว่าเจริญ ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ดิฉันเห็นมิเต้อร์จอดรถ รถไม่จอดเกะกะบนถนนอีก ดิฉันถามสามีว่าข้าราชการที่นาซาเรทส์อิลลีทเป็น ยิวหรืออาหรับ คำตอบคือมีทั้งสอง สำหรับดิฉันก็ว่ามันน่าจะดี เพราะมันต้องเริ่มจากจุดหนึ่งที่จะให้ศัตรูค่อยๆมา ปรองดองกัน ถึงแม้แต่ละฝ่ายก็คงยังไม่ไว้วางใจกันนักเราก็ต้องหวังว่าคนรุ่นใหม่จะดีขึ้น ปัจจุบันที่นาซาเรทส์อิลลีท มีพลเมืองตามสำรวจสัมมะโนประชากรปี 2009 ประมาณ 40,800 คน เป็นยิว 91%

เชิร์ช อ๊อฟ แอนนันซิเอชั่น

โบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองนาซาเรทส์คือโบสถ์ ที่สร้างอยู่ตรงที่เชื่อว่าครอบครัวของจีซัส โจเซฟและแมรี่ พ่อแม่ของจีซัสอาศัยอยู่และจีซัสเจริญเติบโตขึ้นมาในเมืองนาซาเรทส์ โบสท์นี้ชื่อ“เชิร์ช อ๊อฟ แอนนันซิเอชั่น”  (Church of Annunciation) คำว่า “แอนนันซิเอชั่น” มาจากคำว่า “แอนนาวนซ์” (announce) ที่แปลว่าการประกาศ ในภาษา คริสเตียนหมายถึงวันที่ เวอร์จิน แมรี่ หรือนางสาวแมรี่ผู้บริสุทธิ์ขณะไปตักน้ำจากบ่อ เรียกบ่อนี้ว่า Mary’s well มีเทพเจ้า“เกเบรียล”มาบอกว่าแมรี่จะตั้งครรภ์(ทั้งที่เป็นสาวบริสุทธิ์) และเด็กในท้องคือบุตรของพระเจ้ามาเกิด และให้ ตั้งชื่อเด็กว่า “เยซู”  จากลานโบสถ์นี้เราสามารถมองลงไปใต้ดินที่นักธรณีวิทยาชาว อิตาเลี่ยนได้ทำการขุดลึกลงไปมาก จนเห็นถ้ำและเห็นซากสลักปักพังที่เชื่อว่าเป็นบ้านของโจเซฟและแมรี่ และในบริเวณจะเห็นบ่อน้ำ  Mary’s well ปัจจุบัน โบสถ์นี้ถือเป็นสถานชุมนุมชนมีนักท่องเที่ยวมาสังเวโบสถ์นี้ปีละมากๆ สำหรับคนท้องถิ่นหนุ่มสาวคริสเตียนมักจะมา ทำพิธีแต่งงานในโบสถ์ และเมื่อทำพิธีเสร็จก็จะออกมายืนรับแขกกันบริเวณลานโบสถ์ ในบริเวณโบสถ์มีโรงเรียนชาย และเมื่อก่อนมีโรงเรียนหญิงแต่ตอนนี้ย้ายไปแล้ว สามีดิฉันเรียนที่โรงเรียนนี้ตอนเด็กๆ นอกโบสถ์จะมีร้านค้า ร้านอาหาร และตลาดสด เรียก “ซุค” (Souk) คล้ายๆพาหุรัดแต่เล็กกว่า ดิฉันชอบไปเดิน “ซุค” ตอนเช้า

มุสลิม คริสเตียนและยิว

ตอนดิฉันรู้จักกับสามีใหม่ๆพอเขาบอกว่ามาจากอิสราเอล ดิฉันก็ทึกทักว่าเขาเป็นชาวยิว เมื่อสามีบอกว่าเขาเป็นอาหรับ คริสเตียน ดิฉันไม่เคยรู้ความแตกต่างระหว่างอาหรับคริสเตียนจากอาหรับมุสลิม ก่อนเราแต่งงานดิฉันถามสามีว่า คุณกินหมูได้หรือไม่ และคุณมีเมียได้กี่คน คำตอบคือ “กินได้ และมีเมียได้คนเดียวและห้ามหย่า” ดิฉันก็เลยโอเคแต่งด้วย ตอนนี้ดิฉันมีความรู้กว้างขึ้นก็เลยเข้าใจความแตกต่างมากขึ้นระหว่าง 3 ศาสนานี้ โดยเฉพาะเมื่อได้มาสัมผัสด้วยตนเอง และหาความรู้เพิ่มจากวิกิพีเดียเพื่อเขียนให้อ่านกัน ดิฉันสรุปได้ว่า 3 ศาสนานี้ใกล้เคียงกันมากแต่คนละคัมภีร์ ยิวใช้คัมภีร์เรียก “โทร่าห์” (Torah) มุสลิมเรียก “โคราน” (Koran) คริสเตียนคือ ไบเบิล (Bible) ที่ดิฉันเห็น ความใกล้เคียงกันมากๆระหว่างศาสนายิวและมุสลิม คือกรรมวิธีการประกอบหรือทำอาหาร ของยิวเรียก ”โคเช่อร์” ของ มุสลิมเรียก“ฮาลาล” คนยิวและมุสลิมไม่กินหมู คนยิวและมุสลิมต้องทำพิธีขลิบหนังหุ้มอวัยวะเพศทารกชาย เวลาทักทาย กันถ้าเจอคนยิวต้องทัก“ชาลอม”ส่วนอาหรับต้องทัก“ซาลาม” มันช่างใกล้เคียงกันเหลือเกิน ส่วนความใกล้เคียงของ อาหรับคริสเตียนและอาหรับมุสลิมในอิสราเอลนอกเหนือจากเรื่องหมูและเมียแล้ว ถ้าเขาแต่งตัวแบบชาวตะวันตก ดิฉันจะดูไม่ออกว่าคนไหนเป็นอาหรับมุสลิมหรืออาหรับคริสเตียน เพราะพูดภาษาเดียวกัน แม้กระทั่งเวลาคนอาหรับ คริสเตียนอุทานคำว่าพระเจ้า เขาจะกล่าวคำว่า “อัลเลาะห์” เขาไม่ใช้คำว่า “โอ มายก๊อด”

อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าผู้ที่แต่งงานกับคนต่างชาติหรือต่างศาสนา จะเป็นการดีที่เราได้ไปรู้จักหรือไปสัมผัสบ้านเกิดของ คู่สมรส และในทางกลับกันเขาควรได้ไปเมืองไทยให้รู้จักบ้านเกิดเรา คือไปรู้จัก “roots” หรือรากของซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยให้แต่ละฝ่ายเข้าใจถึงขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และที่มาของความแตกต่างของแต่ละฝ่าย  ควรไป มากกว่าหนึ่งครั้งเพราะครั้งแรกจะช็อคแต่ครั้งต่อไปก็จะง่ายขึ้น ดิฉันเชื่อว่าจะช่วยชีวิตสมรสได้มาก