สังวาสเวียนนา

สังเว(ช)กันมา 2 อาทิตย์แล้ว คราวนี้ดิฉันจะพาคุณไป”สังวาส”เวียนนาดูสิ่งสวยๆงามๆกันบ้าง คำว่า“สังวาส” ตามพจนานุกรมแปลว่า การอยู่ร่วมกัน หรือการอยู่ด้วยกัน ส่วน“สังวาส”ในคำไทย เวลาใช้จะหมายถึงการร่วมประเวณี หรือการมีเพศสัมพันธ์ เอาว่าวันนี้ดิฉันพาคุณไปฮันนีมูนที่เวียนนา เมืองที่สวยสุดๆ ผู้คนเป็นมิตร และค่าครองชีพไม่แพง

เทลาวิฟถึงมิวนิค

เราออกจากเมือง เทลาวีฟ (Tel Aviv) อิสราเอลวันพฤหัสที่ 26 พ.ค. บินตรงไปมิวนิค (Munich) ประมาณ 3 ½ ชั่วโมง พี่สาวและพี่เขยมายืนรอรับยิ้มแฉ่งที่สนามบิน  ดิฉันออกจากอิสราเอลได้เหมือนยกภูเขาออกจากอก เหนื่อยท้องเพราะทุกวันเราเยี่ยมญาติหรือญาติมาเยี่ยมที่บ้าน มีแต่กินและกิน ที่โน่นเวลาเยี่ยมเยียน เขาจะไปกันดึกราว 2 ทุ่มขึ้นไปและนั่งเม๊าท์กันถึงเที่ยงคืนจึงทะยอยกันกลับ และเจ้าของบ้านก็จะทำอาหารว่างเรียก“มะสะ”ต่างชนิดวางเลี้ยงต้อนรับ ผู้มาเยี่ยมก็จะนำถาดอาหารมาแจมด้วย สรุปเราก็ต้องกิน ทั้งปากทั้งท้องแทบจะไม่ได้พัก ดิฉันมองคนอาหรับพอมีอายุส่วนมากทั้งหญิงชายสุขภาพไม่ดีกัน เป็นโรคกันแทบทุกคน แต่ความจำพวกเขาจะดีไม่ว่าจะแก่ยังไง ดิฉันคิดว่าอาจเป็นเครื่องเทศที่ทำให้ความจำดี สรุปดิฉันแฮ็ปปี้มากที่มาถึงบ้านพี่สาว เพราะบ้านพี่สาวจะทำสลัดกินทุกวันและทานอาหารเบา

หมายกำหนดการเที่ยวเวียนนา

พี่เขยดิฉันได้จองโปรแกรมเที่ยวเวียนนาให้เสร็จ รวม 5 วัน 4 คืน ออกวันศุกร์เช้าล่องเรือสำราญจากเมือง“พัสเซา” (Passau) ในเยอรมันีไปถึงเมือง“ลินซ์”(Linz)ในออสเตรีย ถึงตอนบ่าย ไกด์พาเที่ยวเมืองช่วงบ่าย และนอนโรงแรมที่ลินซ์ 1 คืน  วันรุ่งขึ้นออกแต่เช้าล่องเรือจากลินซ์ไป“เวียนนา” (Vienna) ถึงเวียนนาตอนค่ำวันเสาร์ และหลังจากนั้นเราเที่ยวของเราเอง เรานอนเวียนนา 3 คืนกลับวันอังคารตอนเที่ยงโดยรถไฟจากเวียนนาถึงพัสเซา ค่าเที่ยวรวมอาหารในเรือ 2 วัน ค่าที่พักโรงแรม 4 คืนและอาหารเช้าในโรงแรมรวมคนละ 440 ยูโร

ล่องแม่น้ำดานูป

เช้าวันศุกร์ 27 พ.ค. เรา 4 คนออกจากบ้านแต่เช้าขับรถไปเมืองพัสเซา อยู่ตอนเหนือของเยอรมันี เพื่อไปขึ้นเรือ เรือออกจากท่าวันละ 2 รอบ รอบเช้า 9 โมงและรอบเที่ยง เราออกรอบเช้า เรือสำราญนี้เป็นเรือเที่ยวช่วงสั้นมี 2 ชั้นและดาดฟ้า ไม่มีแคบินนอน ที่นั่งเป็นบูทซ์และเก้าอี้นั่งรอบโต๊ะอาหาร เรือแล่นใช้ความเร็ว 22 ก.ม. ต่อชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 5 ช.ม. ถึงเมืองลินซ์ ซึ่งจริงๆแล้วอยู่ไม่ไกล แต่ที่ใช้เวลาเพราะเรือหยุดตามท่าต่างๆรับผู้โดยสารจรซึ่งมีพวกนักขี่จักรยานขึ้นทีเป็นกรุ๊บๆ และยังเสียเวลาหยุดตามประตูกั้นน้ำเรียก“ล็อค”(Lock) เนื่องจากน้ำต่างระดับจากสูงไปต่ำ เรือจะหยุดอยู่นิ่งๆระหว่างน้ำลดระดับลงประมาณ 11 เมตรใช้เวลา 20 นาที พอน้ำลดระดับล็อคก็จะค่อยๆเปิด เรือจึงแล่นผ่านออกไปได้ ล็อคแรกคือแบ่งเขตระหว่างเขตเยอรมันีและออสเตรีย พอเข้าด่านออสเตรีย กัปตันได้เปลี่ยนธงเยอรมันตรงเสากระโดงเรือเป็นธงออสเตรีย เราผ่านล็อคทั้งหมดประมาณ 5 ล๊อคจึงทำให้ใช้เวลา พอเรือออกเขาก็เสริฟแชมเปญ และเสริฟอาหารกลางวัน เราถึงลินซ์ประมาณบ่าย 2 กว่า อากาศวันศุกร์เย็นประมาณ 58 F แต่ไม่มีลมแรงจึงไม่หนาวนัก วันนั้นฝนตกไปตลอดทาง เช็คอินเข้าโรงแรม วันนั้นเราไม่ได้ไปไหนมาก เพราะฝนตกได้แต่เดินเล่นบนถนนจนค่ำ

แม่น้ำดานูป

แม่น้ำดานูปยาว 2,888 ก.ม. เป็นแม่น้ำที่ยาวลำดับสองของยุโรป รองจากแม่น้ำ “โวลก้า” (Volga) ดานูปมาจาก 2 ลำธารเริ่มจากป่าดำหรือ“แบล๊ค ฟอเร็สท์” (Black Forest) ในประเทศเยอรมันี ป่าดำมีชื่อเป็นแหล่งที่ทำนาฬิกานก“กุ๊กกุก” (cookoo clock) ป่านี้มีต้นไม้สูงมากๆคลุมป่าไปหมดดูมืดๆทึมๆ ดิฉันเคยไปเที่ยวครั้งหนึ่งนานมาแล้วเพราะพี่เขยเกิดที่นั่น ดานูปไหลผ่าน 10 ประเทศในยุโรปจากเยอรมันีไปถึงยูเครน แม่น้ำดานูปไหลเชี่ยวจากพัสเซาถึงเวียนนาแม่น้ำไหลลงต่ำถึง 132 เมตร ตกประมาณ 44 เซ็นต่อกิโล ระหว่างทางตรงล็อคบางล็อคจะมีโรงปั่นไฟ“ไฮโดรอีเล็คโทรนิค พาวเว่อร์ สเตชั่น” (Hydroelectronic power stations) 9 จุด ไม่ทุกล็อคมีโรงปั่นไฟ บางแห่งก็ไม่มี ระหว่างเมืองลินซ์ถึงเวียนนาเราผ่านทั้งหมด 6 ล็อค วิธีวัดความยาวของแม่น้ำดานูปต่างกับที่อื่น คือปกติจะนับจากแหล่งน้ำ (sources) ไปถึงปากน้ำ (mouth) แต่การนับความยาวของดานูป เขาจะมาร์ค (mark) หลักกิโลทวนน้ำจากปากน้ำขึ้นไปที่แหล่งน้ำ โดยจะมีหลักมาร์คกิโลปักไว้เป็นระยะๆ จากพัสเซา หลักมาร์คกิโลอยู่ที่ 2,226 ก.ม. เมื่อถึงลินซ์หลักกิโลอยู่ที่ 2,135 เท่ากับระยะทางจากพัสเซาถึงลินซ์เพียง 91 ก.ม. และจากลินซ์ถึงเวียนนา หลักกิโลอยู่ที่ 1,929 เท่ากับเราล่องเรือระยะทาง 206 ก.ม. รวมทั้งทริพล่องดานูป 297 ก.ม.

สังวาสดานูป

วันเสาร์เราขึ้นเรือออกจากลินซ์ 9 โมงเช้า เราทานอาหารเช้าบุฟเฟท์ที่โรงแรมกันอิ่ม เพราะในเรือไม่เสริฟอาหารกลางวัน แต่ไปเสริฟอาหารเย็นเลย สองฝั่งข้างทางแม่น้ำดานูปสวยมาก จะมีทางเดินและเป็นเส้นทางขี่จักรยานเรียบฝั่ง เราเห็นโบสถ์เก่าๆ ปราสาทเก่าๆซึ่งหลายแห่งยังอนุรักษ์ไว้และหลายแห่งเปลี่ยนเป็นโรงแรม เราผ่านเมืองหนึ่งที่สวยมากๆเป็นเมืองอนุรักษ์ชื่อเมือง“วาเชา” (Wachau) อยู่หลักกิโลที่ 2009 เป็นเมืองไวน์ สองข้างทางเป็นเขาตัดลดหลั่นเป็นชั้นปลูกต้นองุ่นเต็มไปหมด และที่เมืองนี้มีปราสาทเก่าอยู่สูงบนเขาเป็นปราสาทที่ “คิง ริชาร์ด ของอังกฤษ” ถูกจับตัวขังอยู่ประมาณ 3 เดือนปี ค.ศ. 1192 เพื่อเรียกค่าไถ่ สมัยก่อนสายแม่น้ำดานูปจะมีโจรสลัดมากและพวกขุนนางที่กั้นเรือเรียกเก็บค่าผ่านทางและจับคนขังคุกเพื่อเรียกค่าไถ่ ถ้าครอบครัวไม่จ่ายค่าไถ่ก็ปล่อยให้ตาย วันนั้นในเรือมีดนตรีเล่นตลอดทาง เปิดฟลอร์ด้วยเพลง Blue Danube จังหวะว๊อลซ์ แต่ไม่มีใครออกไปเต้น คงเป็นเพราะแม่น้ำดานูปไม่ใสเป็นสีน้ำเงินเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้แม่น้ำก็สีเขียวธรรมดา ช่วงบ่ายพอผ่านเมืองวาเชา ทางเรือแสดงวิธีทำขนมประจำชาติของออสเตรียเรียก “ไคเซ่อร์ชมาร์น” (Kaiserschmarrn) คำว่าไคเซ่อร์แปลว่าจักรพรรดิ์ ชมาร์นแปลว่าการคลุกๆอะไรก็ได้ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป ขนมนี้คล้ายๆแพนเค็กแต่แป้งหนากว่าและเมื่อกลับข้างก็เอาเตาหลิวตัดแป้งคลุกๆกับลูกเกด และเมื่อเสร็จตักใส่จาน ก็ลาดด้วยพลัมซอสและโรยด้วยน้ำตาลไอ๊ซิ่ง เสร็จแล้วเขาเอามาเสริฟให้ผู้โดยสารเทสท์จานเล็กๆ หลังจากนั้นเขามีไวน์ เทสท์ติ้งเสริฟ 3 ชนิด คือไวน์ขาว โรเซ และไวน์แดง ไวน์นี้เป็นไวน์ที่ทำจากเมืองวาเชา ซึ่งเป็นไวน์ซีซั่นของปีนั้น คือ ไวน์ใหม่ไม่ค้างปี เรียกประเภทไวน์ซีซั่นเดียวไม่ค้างปีว่า“ฮอยริเก็อ”(Heurigen) เราทุกคนลงความเห็นว่าไวน์แก้วแรกอร่อยที่สุด คงจะเริ่มมึนพอแก้วที่ 2 และ 3 ก็เหมือนกันหมด  หลังจากนั้นเขาเสริฟอาหารเย็นในเรือ วันนั้นอากาศดีท้องฟ้าปลอดโปร่ง เราถึงท่าเวียนนา 2 ทุ่มครึ่งของคืนวันเสาร์

สังวาสเวียนนา

วันรุ่งขึ้นวันอาทิคย์ร้านค้าปิดหมด เราซื้อทัวร์เที่ยวรอบเมือง เวียนนาเป็นเมืองเก่าแก่ประมาณ2,000 กว่าปี เริ่มจากพวกโรมันเข้ามาตั้งรกรากแถวๆแม่น้ำดานูป หลังจากนั้นก็สร้างแคมป์ทหารรอบๆเพื่อปกป้องพวกเยอรมันเข้ามา แต่ภายหลังพวกเยอรมันบุกเข้ามาได้ ออสเตรียปกครองโดยราชวงศ์“ฮับส์เบอร์ค” (Habsburg Family) เป็นเวลานาน ประวัติศาสตร์ออสเตรียยาวเหยียด ดิฉันไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับออสเตรียนัก รู้ว่าในปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ออสเตรียประกาศตนเป็นประเทศ อย่างไรก็ตามเราทัวร์ซิตี้ และไปเที่ยวราชวัง “เชินบรืน” (Schonbrunn) ในเวียนนา ราชวังนี้เป็นวังตากอากาศฤดูร้อนของเอ็พเพอเร่อร์ ฟรานซี โยเซฟและพระชายา “ซิสซี่” (ชื่อเต็มคืออลิซาเบท) ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในโลกสมัยโน้น เมืองเวียนนาสวยมากทีเดียวเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ตึกสวย พิพิธภัณท์เยอะ แต่ดิฉันไม่ใช่คนสนพิพิธภัณท์เท่าไร ดูแห่งเดียวก็พอแล้ว ดิฉันชอบเดินถนนดูอาคารบ้านเรือน ชอบไปตลาดสด ไปผับ ดื่มกาแฟและเบเกอรี่ และเดินทานอาหารตามข้างถนน ขอแนะนำเวลาเดินเมืองเวียนนาต้องคอยแหงนหน้าดูตึกสูง เพราะจะเห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากมาย อาหารที่เวียนนาไม่แพงเมื่อเทียบกับหลายประเทศอื่นๆในยุโรป คืนวันอาทิตย์เราไปดูคอนเสริทที่โรงละครชื่อ Kursalon เป็นโรงละครเล็กไม่หรูหรา แต่งตัวตามสบาย วันนั้นมีดนตรีของโมสาร์ทและโยฮัน สเตราท์ ถึงจะคลาสสิเคิลแต่ไม่หนักเพราะจะมีการเต้นและมุขตลกด้วย ฟังคอนเสริทรวม 2 ชั่วโมง 8.15-10.15 น. ดิฉันคิดว่าจะเบื่อกลับไม่เบื่อเลย วันรุ่งขึ้นเราไปในเมืองไปดูหมู่บ้านของศิลปินชื่อ “ฮุนเดอร์วัสสะ วิลเลจ” (Hundertwasser Village) ดูแล้วเหมือนดิสนีย์แลนด์กลายๆ ตึก อาคาร ถนน ห้อง สวนทุกอย่างจะไม่ตรงๆทุกอย่างจะคดเคี้ยว กระเบื้องปูพื้น รูปวาด สีสรรจะสดใส เลี้ยวไปมา พื้นสูงๆต่ำๆคือถ้าคนเป็นโรค “เวอร์ติโก้” (Vertigo) ก็จะเวียนหัวมากๆ ดิฉันว่าแปลกดี แต่ให้อยู่ทุกวันคงเบื่อเร็วเหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าดิฉันต้องโยคะบนพื้นกระเบื้องคงโฟกัสลำบาก ค่ำวันนั้นเราไปทานข้าวกันที่เมือง“กรินซิ่ง” (Grinzing) เป็นเมืองที่โรแมนติดมาก ร้านอาหารแทบทุกร้านจะมีนักดนตรีสีไวโอลินหรือเครื่องดนตรีอื่นเดินตามโต๊ะ และเรานั่งทานในสวนสวยงามไปด้วยดอกไม้และใต้เพิงต้นองุ่น เมืองนี้มีชื่อเสริฟไวน์ท้องถิ่น ไวน์ซีซั่นเดียวของปีนั้น “ฮอยริเก็อ” ขณะเรากำลังเดินหาร้านทานอาหารเราได้ยินเสียงเพลงลอยกระทง และเสียงคนไทยร้องรำทำเพลง เลยแวบเข้าไปดู ปรากฎเป็นกรุ๊บทัวร์ไทยเป็นสิบๆคนนั่งดื่มไวน์ ร้องรำทำเพลงไปกับนักดนตรี ดิฉันกับพี่สาวเลยไปแจมกับเขาอยู่พัก  วันรุ่งขึ้นเราขึ้นรถไฟกลับจากเวียนนาไปเมืองพัสเซาใช้เวลาเพียง 2 ½ ช.ม. ดิฉันชอบออสเตรียมากๆตั้งใจว่าคราวหน้าไปยุโรปต้องแวะไปอีก