มารู้จัก Dubai

ดิฉันกลับจากเมืองไทยคืนวันศุกร์ที่แล้ว และได้นำลมร้อนและแสงแดดกลับมาด้วย ตั้งแต่ดิฉันกลับมาอากาศสบายมากไม่หนาวเข้ากระดูกและฝนตกอย่างที่เพื่อนอีเมล์ไปบ่น trip นี้ดิฉันเครียดตั้งแต่ก่อนไป ทั้งเรื่องน้ำท่วม ต้องไปขึ้นศาล งานทก็ทำไม่ทัน พอถึงเมืองไทย วันรุ่งขึ้นดิฉันก็บินต่อไปดูไบ (Dubai) ไปเยี่ยมน้องเขยและครอบครัวซึ่งทำงานอยู่ที่นั้น พอถึงดูไบก็ล้มเลยนอนซม 1 วัน 1 คืนเต็ม (ดิฉันไม่เคยป่วยมานานมากๆ) นี่เป็นครั้งที่สองที่ดิฉันไปดูไบ ครั้งแรกต้นปี 2008 คราวนี้ดิฉันไม่ได้ไปเที่ยวไหนมากไม่เหมือน trip แรก  เพราะดูไบในสายตาของดิฉันก็คือ ลาส เวกัส ดีๆนั่นเอง โรงแรม แสงสี ตึกระฟ้า อากาศร้อน แห้ง แดดเปรี้ยง ดูเผินๆดูไบไม่ค่อยมี “คัลเช่อร์” (culture) หรือวัฒนธรรมเท่าไร ดิฉันเลยพยายามเจาะลึกดู “ดูไบ”คราวนี้ เพื่อหา “คัลเช่อร์” และความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ฉะนั้นคอลัมน์นี้เขียนเกี่ยวกับดูไบในสายตาของดิฉัน ที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมตะวันออกกลาง(อาหรับ)เนื่องจากอยู่กินกับสามีอาหรับมา 20 กว่าปี

ประวัติดูไบ

ย้อนกลับไปประมาณ ค.ศ. 1833 ดูไบตั้งอยู่ในทะเลทรายอาเรเบีย แถบตะวันออกกลาง ซึ่งสมัยโน้นจะมีคนแต่ละเผ่าอยู่กัน คนพื้นเมืองของดูไบคือชนเผ่า“บานียาส”อยู่กันกระจัดกระจายในทะเลทราย ทะเลทรายในดูไบแห้งแล้งไม่มีบ่อน้ำ โอเอซิส (Oasis) เลย ภายหลังตระกูล “มักตูม” (ตระกูลนี้ยังปกครองมาถึงปัจจุบัน) ได้นำชนเผ่าบานียาสอพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบปากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งแถบนั้นอุดมสมบูรณ์ พวกเขาทำการประมงและฟาร์มไข่มุก ภายหลังแถบนี้กลายเป็นศูนย์กลางท่าเรือของการค้าทางทะเล และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าชาวอิหร่านและอินเดียได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำการค้าขายในดูไบมากขึ้น ผู้ที่ล่องเรือเข้ามาทำการค้าขายจะเจอปัญหาปะทะกับพวกโจรสลัด “พายเร็ทส์” (Pirates) สมัยโน้นอังกฤษเป็นประเทศมหาอำนาจได้เข้ามาให้ความอารักขาจากการปล้นจากโจรสลัด ดูไบจึงตกอยู่ในการปกครองภายใต้อารักขาของอาณานิคมอังกฤษมาตลอด จนถึงช่วงทศวรรษ 1960 ได้มีการค้นพบบ่อน้ำมันในดูไบและแคว้นอาบู  ดาบี (Abu Dhabi) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของดูไบ ทำให้ดูไบ และ อาบู ดาบี รวยขึ้นข้ามคืน ภายหลังอังกฤษได้ถอนการปกครองออกจากดูไบ   ในปี ค.ศ. 1971 โดยการนำของผู้นำของ อาบู ดาบี ได้รวบรวมแคว้น 7 แคว้นที่อยู่เรียบอ่าวเปอร์เซีย เข้าด้วยกันสำเร็จ และได้ก่อตั้งเป็นประเทศเรียก “สหรัฐอาหรับเอมาเร็ทซ์” 7 แคว้นนี้ปัจจุบันเรียกเป็นรัฐ มี อาบู ดาบี (Abu Dhabi), อัชมาน (Ajman), ดูไบ (Dubai), ฟูใจราฮ์ (Fujairah), รัสอัล คัยเม (Ras al-Khaimah), ชาร์จาห์ (Sharjah), และ อึมมาล คูเวน (Umm al-Quwain) ดูไบพื้นที่ประมาณ 1,588 ตารางไมล์ ตั้งอยู่ตอนเหนือของ “ดิ เอมาเร็ทซ์” และทางตะวันออกเฉียงใต้ของ “อาเรเบียน เพนนินซูล่า” (Arabian Peninsula) ทางตะวันตกของดูไบติดอ่าวเปอร์เชีย(คนอาหรับเรียก อ่าวอาหรับ เพราะอ่าวนี้ติดสองด้านระหว่างอาหรับและอิหร่านหรือเปอร์เซีย) ประเทศโอมาน (Oman) และ ซาอุดี อาเรเบีย (Saudi Arabia) และติดทะเลร่วมชายแดนประเทศ อิรัก คูเหวต บาฮ์เรน คาทาร์ และอิหร่าน (Iraq, Kuwait, Bahrain, Qatar, และ Iran)

ระบบปกครองของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”

คุณจะเจ้าใจระบบปกครองของ “ดิ เอมาเร็ทซ์” ได้ง่ายโดยดิฉันจะเปรียบเทียบกับการปกครองของอเมริกา ดังนี้ “สหรัฐอาหรับเอมาเร็ทซ์” หรือ”ยูไนเต็ด อาหรับ เอมาเร็ทซ์” (United Arab Emirates) เรียกย่อว่า ยู เอ อี (UAE) หรือ “ดิ เอมาเร็ทซ์” (The Emirates) ส่วน “สหรัฐอเมริกา” หรือ “ยูในเต็ด เสตทส์ ออฟ อเมริกา” (United States of America) เรียกย่อว่า ยู เอส เอ (USA)  “ดิ เอมาเร็ทซ์” มีทั้งหมด 7 รัฐ อเมริกามี 50 รัฐ แต่ละรัฐมีการปกครองอิสระเหมือนกัน ผู้นำของแต่ละรัฐใน “ดิ เอมาเร็ทซ์” เรียก “ชีค” (Sheik) ตามหนังสือในประวัติศาสตร์บางทีใช้ศัพท์เรียกผู้นำว่า“เอเมียร์” (Emir) ผู้นำรัฐในเมกาเรียก”ผู้ว่า”หรือ “กัฟวันเน่อร์” (governor) ผู้นำประเทศเรียก ประธานาธิบดีหรือ “เพรสสิเด๊นท์” เหมือนกับเมกา ประธานาธิบดีของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”คือผู้นำของ อาบู ดาบี ชื่อ “ชีค คาลิฟ่า” (Sheik Khalifa) ของเมกา คือ “ประธานาธิบดี โอบาม่า” เมืองหลวงของ“ดิ เอมาเร็ทซ์” คือ อาบู ดาบี เมืองหลวงของเมกา คือ วอชิงตัน ดีซี โปรดอ่านข้อมูลเกี่ยวกับอเมริกา ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 15-16 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคอลัมน์ในไทย สามมารถซื้อหนังสือได้จากคูณนิ้งหน่อง เบอร์โทร 081-480-4308  การปกครองของเมกาคือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงภายใต้ระบอบรัฐธรมนูญ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ระบบการปกครองของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาในปี 1971 แต่การปกครองจริงๆแล้วอาจเรียกได้ว่าเป็นระบอบปกครองแบบกษัตริย์ก็ได้ และการปฏิบัติต่างๆรวมการปกครอง อาหาร เสื้อผ้า มาจากคำสอนใน”โคราน” (Koran) ทั้งนั้น ในประเทศอาหรับผู้นำหรือ “ชีค” มีอำนาจสูงสุด ศาสนาประจำชาติของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”  คือ ศาสนาอิสลาม สกุลเงินคือ “เดอร์ฮัม” (Durham) 1 เดอร์ฮัม = 3.65 เหรียญสหรัฐ วันหยุดสุดสัปดาห์คือวันศุกร์และเสาร์

ดูไบปัจจุบัน

ดูไบในศตวรรษที่ 20 กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง เป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกที่สำคัญ ผู้นำของดูไบชื่อ “ชีค โมฮัมหมัด” (Sheik Mohammed) รายได้ส่วนใหญ่ของดูไบมาจากชาวต่างชาติและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นรัฐที่มั่งคั่งที่สองรองจาก อาบู ดาบี เนื่องจากอาบู ดาบี มีน้ำมัน มากกว่า    “ชีค คาลิฟ่า” แห่งอาบู ดาบี และ “ชีค โมฮัมหมัด” แห่งดูไบ ก็ดองๆกัน ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ  ปี 2008 อสังหาราคาตกมากๆ เศรษฐกิจดูไบหยุดชงัก  การก่อสร้างต่างๆในดูไบหยุดนิ่ง “ชีค คาลิฟ่า” ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยดูไบ และได้สร้างตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกที่ร้างอยู่สำเร็จ และได้ตั้งชื่อตึกนี้ให้เป็นเกียรติต่อชีค คาลิฟ่า เรียก “คาลิฟ่า ทาวเว่อร์” ภาษาอาหรับเรียก “Burj Khalifa” (ดูรูป คาลิฟ่า ทาวเว่อร์ ถ่ายตอนกลางคืน ขณะเราคอยดูระบำน้ำพุ) รอบๆบริเวณเป็นช็อปปิ้งมอล โรงแรม และออฟฟิสธุรกิจมากมาย ตอนกลางคืนหน้าโรงแรมจะมีระบำน้ำพุหรือ“วอเท่อร์ โชว์” ซึ่งแบบเดียวกับที่ลาส เวกัสหน้าโรงแรม “เบลลาจิโอ” (Bellagio) ผู้ที่ดีไซน์ระบำน้ำพุ ของดูไบเป็นคนเดียวกับผู้ที่ดีไซน์ “วอเท่อร์ โชว์” ของ“เบลลาจิโอ” (เงินเนรมิตได้หมด) เราได้ไปนั่งดื่มกาแฟและเดินเล่น ดู “วอเท่อร์ โชว์” ก็สวยดี ตึกรามบ้านช่องในดูไบส่วนมากเป็นสไตล์ตะวันตก ถ้าจะดูเขตเก่าๆที่เป็นของเก่าก็คงเป็นแถวตลาดเก่าหรือ “ซุก” (Souk ภาษาอาหรับ) บริเวณ “ซุก”เขตนี้ นี้เรียก “เดียร่า” (Deira) ซึ่งอยู่ติดคลองดูไบ คลองนี้ไม่ใช่คลองธรรมชาติ แต่เป็นคลองที่เขาได้ขุดขึ้นมา ลึกมาก พอที่เรือขนาดใหญ่ๆสามารถแล่นผ่านได้สบาย บริเวณนี้เป็นที่คนเข้ามาทำการค้าขายในอดีต แถบนี้ได้ปรับปรุงใหม่ทันสมัย แต่ยังพอเห็นร่องรอยเก่าๆอยู่ ดิฉันชอบไปเดินแถบซุคนี้ จากที่เราอยู่เราต้องนั่งเรือข้ามฟากคลองดูไบเข้าไปในซุก (ดูรูปซุค เดียร่า  ถ่ายจากเรือที่เรากำลังเข้าเรียบฝั่ง) ดูไบเป็นเมืองทันสมัย และรับอิทธิพลตะวันตกไว้มาก ดูไบมีนโยบายต้อนรับชาวตะวันตก โดยยอมรับการแต่งตัวแบบตะวันตก คนต่างชาติสามารถแต่งตัวตามสบาย ผู้หญิง นุ่งขาสั้นได้  ใส่เสื้อไม่มีแขนคอลึกได้ (ดูรูป หลาน น้องเขย น้องสะไภ้ และดิฉัน นั่งอยู่กระไดหน้าตึกหนึ่งตรงข้ามทะเล พักเหนื่อยหลังจากเดินเล่นชายหาดหลายกิโล )ที่ beach หญิงต่างชาติใส่บิกินี่เดินกัน ในขณะที่คนท้องถิ่นยังคงแต่งตัวชุดพื้นเมืองของเขา คือ ผู้หญิงมีผ้าคลุมทั้งตัวส่วนมากสีดำ เรียก “อบายา” (abaya) และคลุมหน้า สิ่งที่สังเกตุง่ายว่ารวยคือ ผู้หญิงถือกระเป๋าและใส่รองเท้าดีไซน์เน่อร์ ที่มียี่ห้อแพงๆและทองหยองเพชรพลอย ส่วนผู้ชายดูไบส่วนใหญ่แต่งชุดอาหรับแบบเดียวกับชายมุสลิมใส่เป็นเหมือนกระโปรงกระสอบยาวสีขาวเรียก “โต๊บ” (Thobe) แต่ดิฉันเห็นหนุ่มๆรุ่นใหม่ก็แต่งตัวธรรมดาแบบชาวตะวันตก

ความเป็นอยู่และประชากรของดูไบ

คนพื้นเมืองของดูไบเองมีน้อยกว่า 20% นอกนั้นเป็นคนต่างขาติ รวมคนงานระดับกรรมกร และระดับโปรเฟสชันแนล และพวก “เอ็กซ์แปทส” (Expats ย่อมาจาก “เอ็กซเพเทรียท” หรือ Expatriates คือพวกที่ต่างชาติที่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น) ชายพื้นเมืองถ้าแต่งงานกับหญิงต่างชาติ ลูกหลานที่ออกมาถือเป็นคนดูไบจะได้เงินค่าเลี้ยงดูต่อ แต่ถ้าหญิงดูไบแต่งงานกับชาวต่างชาติ ลูกหลานไม่ถือเป็นชาวกูไบอีกต่อไปและจะไม่ได้รับเงินค่าเลี้ยงดู คนท้องถิ่นจะรวยมากเพราะรัฐบาล เลี้ยงตลอดชีพ รัฐบาลให้เงินกินแต่ละเดือน ให้ที่ดินและเงินปลูกบ้าน $500,000 (เหรียญดอลล่าร์) ต่อครัวเรือน ให้การศึกษาและการรักษาพยาบาล ฟรีหมด คนดูไบที่ทำงานก็เป็นงานกับรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีงานระดับล่าง เช่นมานั่งขายของ ขับแท็กซี่ และกรรมกร เป็นต้น ค่าครองชีพในดูไบคงคล้ายๆไทย คือถ้าไปช็อปตามช็อปปิ้ง มอล หรือจ่ายตลาดตามซุบเป้อร์มาร์เค็ต สินค้าก็จะแพง แต่ถ้าเราซื้อสินค้าตามตลาดธรรมดาหรือ “ซุค” ก็จะถูก ดิฉันชอบไปเดิน “ซุค” ตอนเช้าดิฉันจะไปเดินที่ ตลาดปลา (ซามัค = ปลา  ซุค = ตลาด) ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลหรืออ่าวอาหรับ ที่นั่นจะมีผลไม้และอาหารอื่นขายเพียบ ผลไม้ประจำชาติที่หากินได้ตลอดปีคือ อินทผลัม หรือ “เดทส” (dates) ที่บ้านน้องเขยมีต้นเดทสหลายต้นซึ่งผลไม้จะสุกกินได้ราวเดือนสิงหาคม ซึ่งน้องเขยเก็บกินได้ประมาณ 60 กิโล แจกจ่ายชาวบ้านและยังเก็บให้ดิฉันกิน น้องเขยบอกว่าเดทสมีประโยชน์มาก สมัยก่อนคนอาหรับที่เดินทางตามทะเลทรายเรียกพวก “เบดูวิน” (Bedwin) คล้ายพวกยิปซี เขาจะทานเดทส์วันละ 5 เม็ดตอนเช้าเป็นอาหารเช้าและอยู่ได้ทั้งเช้า คงเหมือนบ้านเราที่ชาวนาต้องกินข้าวเหนียวตอนเช้าเพื่อเอาแรงทำนา  การบริหารต่างๆในดูไบเป็นระบบ “โมโนโพลี่” คือรัฐบาลคุมหมด แต่ไม่มีใครบ่น เพราะเงินที่กินอยู่ทุกวันก็มาจากรัฐบาลหรือ”ชีค”นั่นเอง ตัวอย่าง รัฐบาลเป็นเจ้าขององค์การโทรศัพท์ คือระบบโมโนโพลี่ เพราะตอนที่เราอยู่ดูไบ ดิฉันมาทราบว่าสามีไม่สามารถโทรศัพท์ไปคุยกับคุณพ่อเขาที่อยู่ในประเทศอิสราเอลได้ (โดยปกติสามีจะโทรไปหาพ่อทุกวันศุกร์) เนื่องจากดูไบไม่มีสัมพันธมิตรกับอิสราเอลซึ่งเป็นประเทศยิว (ด้านการเมืองอาหรับกับยิวไม่เป็นมิตรกัน เนื่องจากความเชื่อที่ต่างกันทางศาสนา) แต่เราสามารถ “สไก๊ป” (Skype โทรผ่านอินเตอร์เน็ท) หรือไวเบ่อร์ (Viber) ได้  แต่เนื่องจากคุณพ่อแก่แล้วและไม่มีคอมหรือไอโฟนจึงไม่สามารถ skype หรือ viber ได้ ฉะนั้นสามีต้องให้พ่อไปบ้านน้องสาวและนัดวันที่เราจะ skype หาน้องสาวและคุยกับพ่อได้ เวลาน้องเขยดิฉันที่ดูไบจะบินไปเยี่ยมพ่อและพี่สาวในอิสราเอล เขาไม่สามารถบินตรงเข้าอิสราเอลได้ เขาต้องบินเข้าเมือง อัมมาน ประเทศจอร์แดน ซึ่งมีสัมพันธไมตรีกับอิสราเอล และถึงจะนั่งรถบัสจากอัมมานเข้าอิสราเอล แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว สรุปว่า ดิฉันชอบอยู่เมกาที่สุด