สวัสดีเมษา

วันสงกรานต์พึ่งผ่านไป ดิฉันลืมไปเลยจนแฟนคอลัมน์เขียนมาอวยพร เพราะตั้งแต่กลับจากญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ที่ 9 เมษา ก็ยุ่งทำงาน คอลัมน์ก็ไม่ได้เขียนมา 3 สัปดาห์ แฟนคอลัมน์เขียนมาบ่นกันอุบว่าต้องนั่งอ่านแต่คอลัมน์นั่งลมปราณมา 3 อาทิตย์แล้ว (แล้วลองหัดหายใจกันหรือเปล่าคะ?) ยังไงก็ตาม วันอาทิตย์ที่ 29 สิ้นเดือนเมษานี้ดิฉันจะไปสาธิตวิธี “การหายใจแบบโยคะ” ที่วัดทุ่งเศรษฐี เวลา 10.30 น. ถึง 11.00 ที่อยู่ 11911 ถนน 207th  เมือง Lakewood ตัดกับถนน Del Amo Blvd มาจาก Freeway 605 ลงถนน Del Amo เลี้ยวไปทางเมือง Cerritos ถึงถนน 207th เลี้ยวขวา ไปไม่ไกลเห็นวัด อยู่ขวามือจะเห็นธงสีเหลือง ผู้ที่สนใจเชิญนะคะ ดีจริงๆค่ะ การหัดหายใจถูกวิธีนอกจากจะช่วยให้ปอดแข็งแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้เป็นโรคหลงลืมเร็วด้วย  หลังฝึกหายใจเสร็จทางวัดก็มีการใส่บาตร ซึ่งจะมีประจำทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

ไปเวเคชั่นญี่ปุ่นคราวนี้ฉุกละหุกมาก เราออกเดินทางวันที่ 2 เมษา เช้าก่อนไปขึ้นเครื่องดิฉันได้รับข่าวจากเมืองไทยว่าสามีเก่าคือพ่อของลูกเสียชีวิตมะเร็งในปอด สงสารลูกมาก ต้องนั่งปลอบลูกก่อนไป ได้แต่บอกลูกว่าแม่สัญญาว่าจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจะได้อยู่กับลูกนานๆ (ไม่รู้จะปลอบอะไร เพราะตัวเองก็ต้องรีบเดินทาง) จำได้ว่าตอนคุณพ่อดิฉันเสีย ยังไม่ค่อยบอบช้ำมากเพราะคุณแม่ยังอยู่ แต่ตอนคุณแม่เสีย รู้สึกสูญเสียอย่างมากดิฉันทำอะไรไม่ถูกอยู่เป็นเดือน ได้พี่สาวปลอบว่าที่เรารู้สึกอย่างนั้นเพราะ ณ. ตั้งแต่นั้นต่อไปเราไม่ได้เป็นลูกใครแล้ว คงจะจริง

เวเคชั่นญี่ปุ่น

ดิฉันและเพื่อน 3 คนไปโตเกียวคราวนี้เพื่อไปดูดอกซากุระบาน ซึ่งเข้าฤดู”สปริง”หรือใบไม้ผลิ ปีนี้ซากุระบานช้า เนื่องจากที่ญี่ปุ่นปีนี้หน้าหนาวๆมากและนานกว่าปกติ วันเราไปถึงซากุระยังไม่สะพรั่ง จนวันจะกลับ แต่ก็ยังสวย ทัวริสท์เยอะเดินชนกันในพาร์ค ช่วงซากุระ คนญี่ปุ่นจะ “เซเลเบรท” (celebrate) คือ ครอบครัวเพื่อนฝูงมาสังสรรฉลองกันโดยปิคนิคกันที่พาร์คใต้ต้นซากุระ เรียกพิธีนี้ว่า “ฮานามิ” (Hanami) (ดูรูป) คงคล้ายๆ “อ็อกโทเบ้อร์ เฟสท์” (October Fest) ช่วงเริ่มฤดูใบไม้ร่วงหรือ “ฟอล” หรือ “ออทัมน์” (Fall or Autumn) ของชาวเยอรมัน ที่เขาจะมาสังสรรฉลองดื่มเบียร์กัน คอลัมน์นี้ไม่ต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นนะคะ เพราะมันใกล้ตัว แต่มาเขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นในสายตาของดิฉันแล้วกัน

วัฒนธรรมชาวญี่ปุ่น

ชาตินิยม ตั้งแต่สมัยเด็กๆจะได้ยินว่าคนญี่ปุ่นชาตินิยม ดิฉันว่าจริงๆสังเกตุจากเขาไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษเอาเลย จะว่าพูดไม่ได้ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะหนุ่มๆสาวๆน่าจะพูดได้

ตัวใครตัวมัน อีกอย่างที่สังเกตุเห็นคือ คนญี่ปุ่นตัวใครตัวมัน รีบร้อน ไม่ค่อยสนคนอื่นและให้ความช่วยเหลือ ตัวอย่าง   เราพยายามถามทางหรือขบวนรถไฟ หลายคนมองเฉย และเดินผ่านไปไม่พูดไม่พยายามช่วย นึกถึงคนไทยถึงแม้พูดอังกฤษไม่ได้ก็คว้าข้อมือฝรั่งลากไปชี้ทางให้ แต่ดิฉันก็เจอชาวบ้านที่แก่หน่อย พวกคนรุ่นเก่าที่ยิ้มแย้ม เป็นมิตร เราพูกอังกฤษเขาตอบญี่ปุ่น น่ารักดี

สุภาพ ประเพณีคนญี่ปุ่นการโค้งตลอด โดยเฉพาะคนทำงานเซอร์วิส ตามโรงแรม คนตรวจตั๋วรถไฟ ซูชิเชพ (sushi chefs) เห็นแล้วสงสารโค้งตลอด ส่วนซูชิเชฟก็ต้องค่อมตัวทำปลาดิบทั้งวัน สังเกตุได้ว่าคนญี่ปุ่นพอมีอายุหน่อย 50 ไป หลังค่อมแล้ว ยิ่งแก่ ก็หลังโกงกันเลย และคนแก่จะตัวเตี้ย คงจะโค้งกันมาตลอดชีวิต ดิฉันอยู่ญี่ปุ่นรู้สึกว่าตัวเองสูง

สรุป ว่าเราสาวๆ 3 คนสนุกกันมาก เราได้นอนโรงแรมที่เมือง “นิคโก” (Nikko) ซึ่งเป็นเมืองที่มีมรดกโลก โรงแรมเป็นสไตล์ญี่ปุ่นเรียก “เรียว กัน” (Ryokan) คือ นอนเบาะฟูตอง (Futon) ใส่ชุด “ยูกะตะ” (Yukata) คือคล้ายกิโมโนแต่ “ยูนิเซ็กซ์” (unisex) ใส่ได้ทั้งหญิง ชาย ใสเกี๊ยะญี่ปุ่น (ดูรูปเท้าดิฉัน ทาเล็บสีเทอร์คอยส์ ใส่เกี๊ยะ) และทานอาหารญี่ปุ่นเช้าเย็น คือปลาและปลา ในโรงแรมที่นิคโก้และโตเกียวเราได้แช่น้ำแร่ ฟรี เรียก “ออน เซ็น” (on-sen) เราจึงนั่งแช่น้ำแร่ทุกวัน

ตอบจดหมาย

วกเข้าเรื่องกฎหมาย มีคำถามจากหญิงไทยที่ได้ใบเขียวแต่งงานจากซิติเซ่นว่า ได้ใบเขียวมา 3 ปีแล้วตอนนี้มีใบเขียว 10 ปี แยกกันอยู่กับสามีแต่ไม่ได้หย่า เธอจะทำซิติเซ่นเลยได้หรือไม่ คำตอบคือไม่แนะนำค่ะ ตามกฎอิมมิเกรชั่น ผู้ที่ได้ใบเขียวจากการแต่งงานกับซิติเซ่นสามารถทำซิติเซ่นได้ภายใน 3 ปี ยื่นใบเขียวนอกจากยังไม่หย่า คุณยังต้องแสดงหลักฐานว่าอยู่ด้วยกันกับคู่สมรสฉันสามีภรรยาอีกด้วย วันสัมภาษณ์คุณไปสัมภาษณ์ลำพังคนเดียว คู่สมรสไม่ต้องไปวันสัมภาษณ์ แต่ถ้าทางอิมมิเกรชั่นมีข้อสงสัยว่าคุณทั้งสองอาจไม่ได้อยู่ด้วยกัน เขาอาจยกโทรศัพท์ต่อไปหาคู่สมรสคุณขณะสัมภาษณ์เลยก็ได้ ฉะนั้นอย่าเสี่ยงค่ะ กรณีนี้คุณก็คอยไปค่ะเป็น 5 ปีปลอดภัยกว่าค่ะ ข้อเตือนนะคะ ผู้ที่ไม่ได้แต่งงานจริง แต่รอดไปได้ถึงขั้นได้ใบเขียว 10 ปี อย่าชะล่าใจ เสี่ยงทำซิติเซ่นภายใน 3 ปี เพราะถ้าเรื่องไม่ผ่านหรือทางอิมมิเกรชั่นสงสัย เขาจะขุดคุ้ยไปถึงตอนทำใบเขียว และคุณมีโอกาสสูญใบเขียวได้ โปรดอ่านความรู้เพิ่มเกี่ยวกับการทำซิติเซ่น ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บท ใบเขียวแต่งงาน  หน้า 5-9 ย่อหน้า ทำซิติเซ่นหลังสามปี และ บท โอนสัญชาติ หัวข้อ คุณสมบัติผู้โอนสัญชาติ หน้า 6-5 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงกับดิฉัน ส่วนแฟนคลับที่เมืองไทยซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308

ตอบจดหมายนอกเรื่อง

มีจดหมายถามนอกเรื่องระหว่างที่ดิฉันอยู่ที่ญี่ปุ่น เกี่ยวกับวันอีสเต้อร์จากแฟนพันธ์แท้ซึ่งอ่านหนังสือดิฉันอยางทะลุปรุโปร่ง ว่าทำไมอีสเต้อร์ตรงกับวันอาทิตย์ต้นเดือนเมษาแทนที่จะเป็นวันอาทิตย์สิ้นเดือนตามที่ดิฉันเขียนข้อมูลในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 28 หัวข้อวันหยุดเทศกาล เฮ้อ! ทำให้ดิฉันต้องมีเรื่องคิดระหว่างเวเคชั่น เลยไป “กูเกิล” หาข้อมูลมาให้ค่ะ วันอีสเต้อร์แต่ะปีจะไม่ตรงกัน คงจะคล้ายวันมาฆะบูชาของเรา วิธีกำหนดวันอีสเต้อร์คือ จะดูตามวัน “อิควิน็อกส์” (Equinox) ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี วัน”อิควิน็อกส์” เป็นวันที่กลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากัน 12 ชั่วโมง โดยปกติกลางวันกับกลางคืนจะไม่เท่ากัน เนื่องจากแกนโลกเอียง ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการเกิดฤดูต่างๆ หน้าร้อนดวงอาทิตย์ขึ้นเยื้องไปทางทิศเหนือ ส่วนหน้าหนาวดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเยื้องไปทางทิศใต้ อย่างไรก็ตามวันอีสเต้อร์แต่ละประเทศก็จะต่างกัน แล้วแต่เซ็กเต้อร์ของแต่ละศาสนา วันอีสเต้อร์แต่ละปีอาจเป็นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาไปถึงอาทิตย์สุดท้านของเมษาก็ว่าได้ ตัวอย่าง วันอีสเต้อร์ของพวกคาทอลิคส่วนมากจะเป็นวันเดียวกับในเมกา ส่วนอีสเต้อร์ของพวกนับถือศาสนา “กรีก ออโทด็อกซ์ ” (Greek Orthodox) ปีนี้ของเขาเป็นวันที่ 15 เมษา หนึ่งอาทิตย์ให้หลัง เป็นต้น หายโอเคนะคะ หายสงสัยหรือยัง