ผลเลือกตั้งประธานาธิบดี

ในที่สุดการเลือกตั้งประธานาธิบดี “เพรสสิเด๊นเชี่ยล อีเล็กชั่น” (presidential election) ซึ่งมีทุก 4 ปี ได้สิ้นสุดลง เราได้ประธานาธิบดีคนใหม่(คนเดิม)อีก 4 ปี บาแร็ก โอบาม่า (Barack Obama) พรรคเดโมแครท ชนะ มิท รอมนี่ (Mitt Romney) พรรครีพับบลิคกัน โดยชนะทั้งเสียงข้างมากเรียก “พ็อพพูล่า โวท” และ “อิเล็คโทเรียล โวท” โอบาม่าจะขึ้นสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ “อินอ๊อกกิวเรชั่น”(inauguration) วันที่ 20 เดือนมกราคมปี 2013
โปรดอ่านความรู้เพิ่ม “พรรคการเมือง” อำนาจการปกครองของรัฐบาลกลาง” ในบทการปกครอง ในหนังสือ “อยู่อเมริกา”18 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงกับดิฉัน ส่วนแฟนคลับที่เมืองไทยซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308
พรรคการเมืองในอเมริกา
พรรคการเมืองในอเมริกาหรือ“โพลิติเคิ้ล พาร์ตี้ส์” (political parties) มีพรรคใหญ่ๆ 2 พรรคคือ พรรคเดโมแครท หรือ “เดโมแครติค พาร์ตี้” (Democratic Party) เป็นพรรคเก่าที่สุด อุดมการณ์คือ เสรีนิยม (liberal) และพรรค รีพับบลิคกัน หรือ “รีพับบลิคกัน พาร์ตี้” (Republican Party) ก่อตั้งหลังเดโมแครท มีอีกชื่อเรียกย่อๆว่า “จี โอ พี” (GOP ย่อมาจาก Grand Old Party) อุดมการณ์คือ อนุรักษ์นิยม (conservative) นอกจากสองพรรคนี้แล้วยังมีพรรคอิสระประปราย แต่พรรคอิสระไม่เคยมีใครได้เป็นประธานาธิบดี
พรรคเลือกตัวแทน
ผู้ลงสมัครเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี เรียก “แคนดิเดท” (candidate) แคนดิเดทแต่ละพรรคประกาศตัวลงสมัครประมาณ 1 ปีก่อนเลือกตั้ง แจ้งสังกัดพรรค หลังจากนั้นเริ่มแคมเปญ (campaign) ชิมลางหาเสียงและหาเงินสปอนเซ่อร์ ถ้าไม่มีคนสนับสนุนก็จะเริ่มถอนตัวไปทีละคน 2 คน จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเรียก “พรายแมรี่ อีเล็คชั่น”(Primary Election) เรียกสั้นๆว่า “พรายแมรี่” วันพรายแมรี่เปิดเป็นทางการวันอังคารแรกของเดือนกุมภาของปีที่มีการเลือกตั้งไป 4 เดือนจนถึงวันอังคารแรกของเดือนมิถุนายน หลังจากปิดพรายแมรี่แต่ละพรรคก็จะรู้ผลว่าใครได้เป็นหัวหน้าพรรค และพรรคจึงแต่งตั้งหรือ”นอมิเนท” (nominate) ผู้นั้นเป็นตัวแทนพรรคเข้าลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเรียก “เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่”(presidential nominee) อย่างเป็นทางการ
เปอร์เซ็นของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง
ผู้ออกเสียงเลือกตั้งหรือ โวทเต้อร์ (Voters) คือ ผู้ถือสัญชาติอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไป นักข่าวจะแบ่งโวทเต้อร์ออกเป็นกรุ๊บๆคือ
เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์ (Registered voters) คือ ผู้ถือสัญชาติอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง
ไลค์ลี่ โวทเต้อร์ (Likely Voters) คือ กลุ่มที่โอกาสจะไปออกเสียงเลือกตั้งมีมากกว่า
อันดีไซเด็ด โวทเต้อร์ (Undecided Voters) คือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกพรรคไหน
อันไลค์ลี่ โวทเต้อร์ (Unlikely Voters) คือ กลุ่มที่ไม่ค่อยสนเรื่องเลือกตั้ง กลุ่มใหญ่คือหนุ่มสาว
นักข่าวมักทำนายการเลือกตั้งล่วงหน้าว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง โดยดูคำถาม/ตอบที่ได้จากโวทเต้อร์แต่ละกลุ่ม และรวมเปอร์เซ็นออกมา โดยทั่วไปจะทำนายจากเปอร์เซ็นข้างมากของ “ไลค์ลี่ โวทเต้อร์” เพราะกลุ่มนี้พอถึงวันเลือกตั้งจริงๆจะออกไปเลือกตั้งมากกว่า “เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์” ตัวอย่าง “เพรสสิเด็นท์เชี่ยล อีเล็กชั่น” ปี 2004 ระหว่าง จอร์จ บุชกับจอน แครี่ แครี่ แครี่ได้เสียงข้างมากจากเรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์ 2% มากกว่าบุช แต่บุชได้ได้เสียงข้างมากจาก “ไลค์ลี่ โวทเต้อร์” 2% มากกว่าแครี่ ผลการเลือกตั้งออกมาว่า บุชชนะแครี่จาก “ไลค์ลี่ โวทเต้อร์” ถึง 2.5% แสดงว่าวันเลือกตั้งจริงๆ “เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์” นอนอยู่บ้านไม่ได้ไปออกเสียง ในปี 2008 ผลการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ระหว่าง โอบาม่าและจอน แม็คเคน โอบาม่าได้ “อันไลค์ลี่ โวทเต้อร์” คือพวกหนุ่มสาวซึ่งโดยปกติไม่ค่อยโวทเป็นจำนวนมาก นักข่าวทำนายว่านี่เป็นจุดใหญ่ที่โอบาม่าได้ชัยชนะ ส่วนการเลือกตั้งคราวนี้ 2 วันก่อนวันเลือกตั้ง นักข่าวลงข่าวว่า ผลจากโพลแสดงว่าโอบาม่าจะได้เสียงจาก “อันดีไซเด็ด โวทเต้อร์ มากกว่ารอมนี่ 2% อันนี้อาจเป็นจุดหนึ่งที่โอบาม่าชนะคราวนี้ก็ได้ interesting?
ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดี
ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีในอเมริกาเรียก “อีเล็กทอเริล โวท” (Electoral Vote) คือนับจากคะแนนเสียงที่ผู้แทนรัฐลงให้ แทนที่จะนับจากคะแนนเสียงจากประชาชน เรียก “ป็อปปูล่า โวท” ระบบ“อีเล็กทอเริล โวท” บัญญัติลงในรัฐธรรมนูญปี 1951 เป็นการเลือกตั้งผ่านทางวิทยาลัยเลือกตั้งเรียก “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” (Electoral College) โดยแต่ละรัฐมีจำนวนคะแนนเสียงโวทที่ต่างกัน คะแนนรวมของ“อีเล็กทอเริล คอลเลจ” มีทั้งหมด 538 คะแนน ตัวเลขคะแนน 538 นี้มาจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. รวม 435 คนเท่ากับ 435 คะแนน บวกจำนวนเซเนเต้อร์ 100 คน เท่ากับ 100 คะแนน และบวกอีก 3 คะแนนจากเขต“วอชิงตัน ดีซี” (วอชิงตันดีซี ไม่ใช่รัฐ เป็นเพียงเขตหรือ “ดิสตริค” คล้ายๆอำเภอ ปกครองตนเองภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง แต่เนื่องจากมีคนอาศัยอยู่และผู้คนมีสิทธิโวท ฉะนั้นรัฐบาลกำหนดให้เขตนี้ 3 คะแนน) รวมทั้งหมดจึงเป็น 538 คะแนน แคนดิเดทที่ได้คะแนน 270 คะแนน(คือมากว่าครึ่ง) คนนั้นชนะและได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี ระบบเลือกตั้งแบบนี้ระบุในรัฐธรมนูญกำหนดให้ทั้งประชาชนและรัฐบาลมีอำนาจในการเลือกตั้งร่วมกัน ฉะนั้นแทนที่จะนับคะแนนจากจำนวนคนที่โหวดต่อคน รัฐบาลจึงตั้งจำนวนคะแนนนี้ออกมา โดยเอาจำนวน ส.ส. เป็นหลัก เพราะจำนวน ส.ส.แบ่งเป็นเขตตามจำนวนประชากรในรัฐ รัฐใดมีประชากรหนาแน่น รัฐนั้นก็จะมีมากเขตและมาก ส.ส. (โปรดดูรูป สหรัฐอเมริกาและคะแนน “อีเล็กทอเริล คอลเลจ”ของแต่ละรัฐ) ถ้าพรรคใดได้เสียงข้างมากในรัฐ พรรคนั้นจะได้คะแนน“อีเล็กทอเริล คอลเลจ” ทั้งรัฐ การเลือกตั้งครั้งนี้อาม่าได้ 303 คะแนน รอมนี่ได้ 235 คะแนน และโอบาม่ายังได้เสียงข้างมาก “ป็อปปูล่า โวท” อีกด้วย

(รูปแผนผัง และคะแนน “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” ของแต่ละรัฐ)