มารอใบเขียวในอเมริกาได้ไหม

วันจันทร์ที่ 15 เมษาที่ผ่านไปนี้เป็นวันสุดท้ายที่คุณ(ผู้เสียภาษี)ต้องยื่น “อินคัม แท็กซ์” (Income Tax) หรือภาษีรายได้ โดยกรอกฟอร์มแจ้งรายได้ของปี 2012 และมีวิธีคำนวนว่าคุณต้องจ่ายภาษีหรือได้เงินคืนจาก ให้ IRS หรือ สรรพากร(Internal Revenue Service หรือ “อินเทอร์นัล เรฟเวอนู เซอร์วิส”) ถ้าคุณยื่นเรื่องไม่ทัน คุณสามารถยื่นฟอร์มขอยืดเวลายื่นภาษีได้ไปถึงวันที่ 15 ตุลาคม

ความเป็นมาของภาษีรายได้ในอเมริกา

ก่อนหน้า ค.ศ. 1862 อเมริกาไม่มีการเก็บภาษีรายได้ รัฐบาลเก็บภาษีจากเหล้า รถม้า น้ำตาล โทแบ็กโก้ สินค้าที่ขายโดยการประมูล (auction) พันธบัตรบริษัท (corporate bonds) และทาส ในปี ค.ศ. 1812 รัฐบาลหมดเงินกับสงครามมาก จึงเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (sales tax หรือ Vat) จากการขายทอง เงิน เพชรพลอยและนาฬิกา ในปี ค.ศ. 1817 รัฐบาลยกเลิกภาษีเหล่านี้และไปเก็บภาษีจากสินค้านำเข้า “อิมพอร์ท” ในปี ค.ศ. 1862 ช่วงสงครามกลางเมือง (1861-1865) หรือ “ซิวิล วอร์”(Civil War) เพื่อหาเงินใช้หนี้สงคราม รัฐบาลเริ่มเก็บภาษีรายได้หรือ “อินคัม แท็กซ์” เป็นครั้งแรก และยังมี “เอ็กซ์ไซส์ แท็กซ์” (excise tax) หรือภาษีสรรพสามิต (ภาษีจากสินค้าที่ผลิตในประเทศ) และภาษีมรดก โดยเก็บ 3% จากผู้ที่มีรายได้ปีละระหว่าง $600-10,000 ถ้าเกิน $10,000 เก็บเปอร์เซ็นมากขึ้น ในปี 1866 รัฐบาลเก็บเงินภาษีได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง $310 ล้าน ในปี ค.ศ. 1913 รัฐบาลได้โวทและผ่านบทเฉพาะการในกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือ “อเม็นด์เม๊นท์” ฉบับที่ 16 (16th amendment) ให้การเรียกเก็บภาษีเป็นระบบถาวร และให้อำนาจรัฐบาลหรือคองเกรสเรียกเก็บภาษีจากประชาชนได้ โปรดอ่านความรู้เพิ่ม ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 21 หัวข้อ “สงครามครั้งที่สาม” เกี่ยวกับสงครามกลางเมือง คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงกับดิฉัน ส่วนแฟนคลับที่เมืองไทยซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308 เอาล่ะค่ะ ความรู้เพิ่มวันละนิด เราเข้าคอลัมน์กันเลยนะคะ

มารอใบเขียวในอเมริกาได้ไหม

เวลาดิฉันยื่นใบเขียวให้พ่อแม่ลูกพี่น้องหรือคนงานที่รอเรื่องอยู่ในเมืองไทย มักจะได้คำถามนี้บ่อยว่า ระหว่างรอเรื่องเป็นปีๆ เขาจะเข้ามารอใบเขียวในอเมริกาได้ไหม ทำงานได้ไหม ขอใบโซเชียลและใบขับขี่ได้ไหม ลูกเรียนหนังสือได้ไหม ถ้าปล่อยให้เถื่อนรอรับใบเขียวในเมกาได้ไหม ดิฉันจะตอบเป็นแต่ละประเด็นไป

เข้าอเมริกาได้ไหม

ถ้าคุณมีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว คุณสามารถเดินทางเข้าเมกาได้ แต่ที่สนามบินจะถูกซักว่ามาทำอะไรเพราะเขาเปิดจอคอม ก็จะรู้ว่าคุณกำลังรอใบเขียวอยู่ ถ้าคุณไม่มีวีซ่าท่องเที่ยว ถ้าไปขอวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างคอยเรื่อง ก็อาจจะยากขึ้น เพราะคุณต้องกรอกว่าคุณมีครอบครัวกำลังยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ ซึ่งทางสถานทูตตีความหมายได้ว่า คุณมีเจตนาที่จะไปอยู่อเมริกาถาวร ซึ่งขัดกับจุดมุ่งหมายของวีซ่าท่องเที่ยว ที่คุณต้องการไปเที่ยวอเมริกาและพำนักอยู่ชั่วคราว ขอแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้ ควรขอวีซ่าท่องเที่ยวทิ้งไว้ก่อนที่ครอบครัวจะยื่นเรื่องขอใบเขียวให้

ทำงานได้ไหม

ทำงานอย่างถูกกฎหมายไม่ได้ค่ะ เพราะคุณถือวีซ่าท่องเที่ยวห้ามทำงาน และคุณไม่มีใบโซเชียล ถ้าถูกจับได้ว่าทำงาน ถือว่าคุณอยู่อย่างผิดกฎหมาย unlawful presence จะกลับเข้าเมกาไม่ได้ 3-10 ปีภายใต้ unlawful presence (อยู่เกิน 6 เดือนแต่น้อยกว่า 1 ปี กลับเข้าเมกาไม่ได้ 3 ปี  เกิน 1 ปี กลับเข้าเมกาไม่ได้ 10 ปี )

ขอโซเชียลและใบขับขี่ได้ไหม

ไม่ได้ค่ะ แต่คุณสามารถขอแท็กซ์ ไอดี นัมเบอร์ หรือ “ทิน” (TIN Tax identification number) ทันทีที่คุณเข้ามาถึงอเมริกาเมื่อวีซ่ายังไม่ขาด โดยเปิดบัญชีธนาคาร และนำเงินฝากเข้าจำนวนมากหน่อย และให้ธนาคารช่วยกรอกข้อมูล TIN นี้มี 9 นัมเบอร์เหมือนโซเชียล แต่ไม่ใช่โซเชียล ใช้ทำแท็กซ์ได้ แต่ทำงานไม่ได้ ส่วนใบขับขี่ก็เช่นกัน ถ้าคุณรีบไปขอใบขับขี่ทันทีที่มาถึงเมกา คุณจะได้ใบขับขี่ชั่วคราวแต่จะหมดอายุเมื่อวีซ่าเล็กหมดอายุ

ลูกเรียนหนังสือได้ไหม

ประเด็นนี้ “ทริกกี้” (tricky) หน่อยค่ะ คือเด็กเข้าเรียน ร.ร. รัฐได้ถึงจบไฮสกูล ไม่ผิดกฎหมายรัฐเพราะศาลสูงสุดเคยตัดสินว่ารัฐต้องเปิดการศึกษาให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะเถื่อนหรือไม่ แต่ ร.ร. ก็มีวิธีที่จะขอดูคุณสมบัติเด็กว่าเด็กต้องอาศัยอยู่ในเขตนั้นกี่เดือนก็แล้วแต่  อย่างไรก็ตามถึงเด็กจะเข้าเรียนได้ถูกกฎหมาย แต่ถือว่าผิดกฎอิมมิเกรชั่น ถ้าเขารู้ ปกติก็เดาได้ เพราะเด็กอยู่นานๆโดยไม่เรียนก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าเด็กเดินทางงออกนอกประเทศเมื่อไร เด็กห้ามกลับเข้าเมกา 5 ปีนับจากวันเดินทางออก

ถ้าปล่อยให้เถื่อนรอรับใบเขียวในเมกาได้ไหม

ตามกฎ ถ้าคุณจัดอยู่ในกลุ่ม “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” (Immediate Relatives) คือ พ่อ แม่ ลูกอายุต่ำกว่า 21 ปี และคู่สมรส ของซิติเซ่น ถ้าคุณเข้ามาเพื่อรอใบเขียว ทำได้ โดยทำเรื่อง ขอปรับสถานภาพหรือ adjust status เข้าไป แต่ต้องระวังตอนสัมภาษณ์ เพราะทางอิมมิเกรชั่นสันนิษฐานว่าคุณมีเจตนาเข้ามาเมกาเพื่อรอรับใบเขียว โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามา อาจทำให้สัมภาษณ์ไม่ผ่าน เพราะผิดจุดมุ่งหมายของวีซ่าท่องเที่ยวที่ให้พำนักชั่วคราว ฉะนั้นคุณต้องแสดงว่าคุณไม่มีเจตนาตอนเข้ามา แต่มาเปลี่ยนใจภายหลัง โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับใบเขียว กรุ๊บ “อิมมีเดียท เรเลทีฟ” และ “กรุ๊บพร็ฟเฟอเร็นซ์” ในหนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่นเล่มใหม่” บทที่ 8 ใบเขียวครอบครัว หน้า 59-60

แต่ถ้าคุณจัดอยู่ในกรุ๊บ “เพร็ฟเฟอเร็นซ์” (Preferences) คือจัดอยู่ภายใต้โควต้า ถ้าคุณเข้ามาและปล่อยให้วีซ่าขาด คุณไม่สามารถรับใบเขียวในเมกาได้ คุณต้องเดินทางกลับไปรับในประเทศไทย และปัญหาคือ คุณกลับเข้าเมกาไม่ได้ 3-10 ปี ภายใต้กฎหมาย unlawful presence นอกจากจะมีกฎหมายอื่นเข้ามาช่วยในตอนนั้น เช่นมาตรา 245i โดยจ่ายค่าปรับ โปรดอ่านข้อมูลเพิ่ม “มาตรา 245i” และ กฎ unlawful presence ในหนังสือ “กฎหมายอิมมิเกรชั่นเล่มใหม่” บทที่ 2 กฎหมายคนเข้าเมือง หน้า 24 กรณีนี้คุณสามารถรับใบเขียวได้ ส่วนกรณีเด็กก็“ทริกกี้” (tricky) อีกนั่นแหละ  เพราะกฎหมาย unlawful presence ไม่ใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ฉะนั้นถ้าเด็กอยู่เถื่อนในอเมริกาและโควต้าใบเขียวมาก่อนเด็กอายุ 18 ปี เด็กสามารถรับใบเขียวในอเมริกาได้ แต่ถ้าเด็กเดินทางออกนอกประเทศเมื่อไร หลังจากอยู่เถื่อนหลายปีแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี เขาไม่ติดกฎหมาย unlawful presence ก็จริง แต่เขาจะติด 5 ปี กลับเข้าเมกาไม่ได้เพราะเขาไปเรียน ร.ร. รัฐบาล

สรุป  ถ้าคุณเข้ามารอใบเขียวในอเมริกาและปล่อยให้ใบเขียวขาด คุณมีโอกาสดีกว่าที่จะอยู่ในอเมริกาไปตลอดและรอไปจนกว่าโควต้าใบเขียวมาถึง และภาวนาขอให้มีกฎหมายอะไรบางอย่างผ่านมาช่วยโรบินฮู้ด เพราะถ้าคุณอยู่เถื่อนแล้วกลับไปเมืองไทย โอกาศที่จะทำเรื่องกลับมาได้ยากมากๆ  เวลาคุณสู้คดีกับอิมมิเกรชั่นในประเทศจะมีโอกาศดีกว่า เพราะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย (Due process) หลายขั้นตอนกว่าเรื่องจะสิ้นสุดถึงขั้นต้องเนรเทศออก แต่ถ้าคุณสู้กับทางสถานทูตอเมริกัน  โอกาศชนะน้อยมากๆ เพราะคุณเคยเป็นคนเถื่อนในประเทศเขา เท่ากับสิทธิทางกระบวนการทางกฎหมายเวลาอยู่นอกประเทศแทบจะไม่มีเลย โปรดอ่านเรื่อง “ก่อนตัดสินใจเป็นโรบินฮู้ด” บทที 1 ในหนังสือ “ชีวิตโรบินฮู้ด” ถ้าคุณคิดจะเข้ามาเมกาและปล่อยให้วีซ่าขาดเป็นโรบินฮู้ด