ประเภทโยคะ

เมื่อคุณคิดจะฝึกโยคะ คุณอาจจะงง เพราะบางสตูดิโอระบุประเภทโยคะ หรือเวลาไปเข้าคลาส ตารางคลาสจะระบุไสตล์โยคะต่างๆกัน จริงๆแล้วโยคะก็คือโยคะ แต่ละไสตล์ก็เหมือนๆกัน เมื่อคุณรู้เบสิคไสตล์โยคะ คุณจะสามารถทำได้ทุกไสตล์ ในอเมริกาคุณสามารถไปลองโยคะได้ที่ คอมมิวนิตี้ เซ็นเต้อร์ใกล้บ้าน ในปาร์ค วัดอินเดีย ยิม หรือโยคะสตูดิโอในบทนี้จะพูดถึงประเภทโยคะดั้งเดิมตามตำรา และประเภทโยคะซึ่งมีมากกว่า 30 ชนิด มันเป็นการดีที่คุณจะรู้จักไสตล์โยคะ เพราะถ้าคุณไปสตูดิโอใหญ่ๆซึ่งมีตารางเรียนชนกันหลายคลาส เขาจะระบุไสตล์โยคะ คุณจะได้เลือกไสตล์โยคะที่เหมาะกับคุณในวันนั้น
ประเภทโยคะสมัยก่อน
ตามตำราดั้งเดิม โยคะมีเพียง 4 ปะเภท คือ
ราชาโยคะ (Raja Yoga) บางครั้งเรียก “อัษฎางค์โยคะ” (Ashtanga Yoga) เนื่องจากถือหลักปฏิบัติ “องค์แปด” คือ (1) ยามะ ละเว้นสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ (2) นิยามะ ปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ (3) อาสนะ ฝึกโยคะเพื่อร่างกายแข็งแรง (4) ปราณยามะ กำหนดลมหายใจเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรม (5) ปรัตยาหาระ สำรวมจิต (6) ธารนะ กระทำจิตให้แน่วแน่น (7) ธยานะ เมดิเทท และ (8) ขั้นสุดท้ายคือเข้าถึง สมาธิ ราชาโยคะเป็นรากฐานของ “หะธะโยคะ” (Hatha Yoga) คือโยคะเบสิคทั่วไป ดิฉันเปรียบตามศัพท์นวดไทย ราชาโยคะ=โยคะราชสำนัก และ หะธะโยคะ=โยคะเชลยศักดิ์
ภักติโยคะ (Bhakti Yoga) โยคะที่เน้นไปในทางบรวงสรวง มีการสวดมนต์ (mantra)
กรรมโยคะ (Karma Yoga) เป็นโยคะที่ถือการกระทำเป็นหลัก โดยอุทิศตนทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
ญานะโยคะ (Jnana Yoga) หรือเรียก Yoga of wisdom เป็นโยคะที่เรียนพร้อมปรัชญาโยคะ โดยไฝ่หาความรู้และเพิ่มปัญญา
ประเภทโยคะปัจจุบัน
ปัจจุบันโยคะแตกหน่อออกเป็นหลายประเภทและหลายไสตล์ตามความนิยมและสมัย ดิฉันจะเริ่มจากเบสิค “หะธะโยคะ” และไต่ขึ้นไปตามระดับยาก และไล่ลงมาระดับเบาลง
หะธะโยคะ (Hatha Yoga) หะธะโยคะเป็นเบสิคโยคะ ทำอาสนะพร้อมใช้การหายใจแบบโยคี (Yogic breath) ท่าโยคะเริ่มจาก “เสตร็ช”ยืดเส้นสาย (stretch) “วอร์มอัพ” (warm up) บทไหว้พระอาทิตย์ หรือสุริยา นมัสการ์ และท่าอาสนะจากเบสิคไปถึงยาก และ “ไวน์ดาวน์” (wind down) จบลงด้วยท่าศพ “สวะสนะ” (shavasana) เรียก “วินยาสะ โฟลว์” (Vinyasa flow) คำว่า“หะ” ภาษาสันสกฤตแปลว่าพระอาทิตย์ หรือพลังร้อน “ธะ”แปลว่าพระจันทร์ หรือพลังเย็น การฝึกหะธะโยคะถือว่า ร่างกายเราย์มีพลังธรรมชาติ 2 ประเภทคือ พลังร้อนและพลังเย็น เมื่อใดพลังทั้งสองสมดุลย์กัน เราก็จะมีสุขภาพที่สมบูรณ์ หะธะโยคะ สำหรับผู้ฝึกทุกระดับ
อัษฎางค์โยคะ (Ashtanga Yoga) คล้ายหะธะโยคะ ระดับปานกลางถึงยาก ใช้การหายใจแบบโยคีและการหายใจแบบ “อุชชาญี” (Ujjayi breath) ระหว่างทำอาสนะ
ไอเย็งก้าโยคะ (Iyengar Yoga) กำเนิดโดยกูรูอินเดียชื่อ BKS Iyengar หลักการสอนจะหนักกว่าหะธะโยคะ และจะมีการจัดร่างกายให้ถูกตำแหน่ง ในแต่ละท่าจะค้างท่านานกว่าหะธะ มักใช้อุปกรณ์ประกอบ เช่น บล็อก เก้าอี้ หมอนหนา ผ้าห่มหนา และเข็มขัด เป็นต้น
อนุสราโยคะ (Anusara Yoga) เป็นหะธะโยคะของคนรุ่นใหม่ ผู้ก่อตั้งคือ นาย John Friend หลักการสอนมุ่งกับการจัดร่างกายให้ถูกตำแหน่งเช่นเดียวกับไอเย็งก้าโยคะ มีหลักทฤษฎี 3 หลักเรียก 3A’s คือ ทัศนคติหรือ “แอ๊ดติจูด” จัดร่างกายให้ถูกตำแหน่ง “แอลไลน์เม๊นท์” และ การกระทำหรือ “แอ็กชั่น” (Attitude, Alignment and Action)
กุณฑลิณีโยคะ (Kundalini Yoga) เป็นโยคะที่เน้นถึงการปลุก 7 จักระหลัก (Chakra) จักระตามคำเชื่อของศาสนาฮินดู คือ ศูนย์พลังหรือ “เอ็นเนอร์จี้ เซ็นเต้อร์” (energy center) ในร่างกายมนุษย์ หลักของกุณฑลิณีโยคะคือ ทำอาสนะพร้อมกับเน้นในการกำหนดลมหายใจออกอย่างแรงโดยแขม่วกล้ามเนื้อท้อง เรียก “เบร็ทซ์ อ๊อฟ ฟายร์” (Breath of fire) คำว่า “กุณฑลิณี” ตามตำนานสำนวนกวี เป็นชื่อพระมเหสีของพระศิวะ (ซึ่งมเหสีพระศิวะ ตามตำนานจะมีหลายชื่อเพราะมีการกลับชาติมาเกิด) ตามหลักกุณฑลิณีโยคะ เมื่อพูดถึง“กุณฑลิณี” เปรียบเสมือนงูขดตัวเป็นชั้นและหลับอยู่ที่ฐานของจักระที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ต่ำลงมาประมาณ 2 นิ้วกจากปลายกระดูกสันหลัง จุดมุ่งหมายของการฝึกกุณฑลิณีโยคะ เพื่อปลุกงูให้ตื่น คือเปิดจักระที่หนึ่งก่อนเพื่อให้พลังหรือ“เอ็นเนอร์จี้”วิ่งขึ้นผ่านแต่ละจักระไปถึงจักระชั้นเจ็ดที่กระหม่อมซึ่งตามตำนานคือบรรลังก์ของพระศิวะ เมื่อนางกุณฑลิณีได้ขึ้นไปสิงสถิตกับพระศิวะจะถือว่าเราจะบรรลุถึงความสุขสุดยอดถ้าจะเปรียบตามหลักวิทยาศาสตร์ จักระเปรียบเทียบได้กับข่ายประสาท หรือ “เนิร์ฟ เพล็กซัส” (Nerve plexus) ที่อยู่เรียงที่กระดูกสันหลังมีทั้งหมด 6 จุด ในร่างกายมนุษย์มีพลังไฟฟ้าขั้วบวกและลบ ขั้วลบอยู่ปลายกระดูกสันหลัง (กุณฑลิณี) ขั้วบวกอยู่ตรงกระหม่อม (พระศิวะ) เมื่อใดที่กระแสไฟฟ้าขั้วลบสามารถวิ่งผ่านขึ้นไปรวมกับขั้วบวกได้ เมื่อนั้นสภาวะในร่างกายและจิตใจของเราจะสมดุลย์และมีความสุข
ตันตระโยคะ (Tantra Yoga) เป็นโยคะระดับสูง ผู้ที่จะฝึกตันตระโยคะได้ต้องฝึกหะฐะโยคะและกุณฑาลินีโยคะมาก่อน ตันตระและกุณฑาลินีโยคะ มีรากฐานเชื่อมโยงกันคือปลุกจักระ ต่างกันที่ว่า ตันตระโยคะมักฝึกคู่ชายหญิง ปัจจุบันเมื่อพูดถึงตันตระโยคะ คนส่วนมากจะนึกถึงว่าเป็น “เซ็กซ์โยคะ” ตามตำราตันตระโยคะดั้งเดิม เป็นตำราที่สอนต่อกันมาปากต่อปาก แต่ภายหลังมีตำราเขียนเกิดขึ้นในรูปของการโต้ตอบระหว่างพระศิวะ (Shiva) และพระเชษฎร์หรือ “ชัคติ” (Shakti) พระศิวะเปรียบแทนพลังทางเพศชาย และพระชัคติ เปรียบแทนพลังทางเพศหญิง จุดมุ่งหมายของตันตระโยคะเช่นเดียวกับกุณฑลิณีโยคะคือ ปลุกจักระให้พลังวิ่งจากจักระที่หนึ่งไปจักระที่เจ็ด เพียงแต่ทฤษฎีตันตระผู้ฝึกจะต้องขยายจิตใจและอารมณ์ ความรู้สึกออกให้มากที่สุด เพื่อให้พลังปราณเป็นอิสระ และใช้จิตใจเป็นเครื่องมือในการบรรลุ ซึ่งถือเป็นจุดสุดยอดของความสุข
ทิเบตเทียนโยคะ (Tibetian Yoga) ทิเบตเทียนโยคะรากฐานมาจากพระธิเบต ซึ่งพระธิเบตจำวัดอยู่บนเขาสูงและอากาศหนาวจัด ท่านคิดค้นการฝึกโยคะโดยใช้ลมปราณและ “ตันตริกเมดิเทชั่น” (Tantric mediation) มีท่าฝึกเพียง 5 ท่า แต่ละท่าพระท่านจะฝึกทุกวัน ท่าละ 21 ครั้ง ซึ่งช่วยร่างกายอบอุ่นและเร่ง 7 จักระหลักให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ฝึกทิเบตเทียนโยคะควรต้องฝึกทุกวัน โดยอาจจะเริ่มจากท่าละน้อยครั้งและเพิ่มไปเรื่อยๆ ผู้ที่สามารถฝึกทิเบตเทียนโยคะได้ เชื่อว่าจะอายุยืน หน้าอ่อนเยาว์ และมีพลังมาก
แอ็คโครโยคะ (Acroyoga) เป็นโยคะคู่กับพาร์ทเน่อร์ คล้ายทำกายกรรม เป็นโยคะที่เกิดขึ้นไม่นานนี้ประมาณปี 2003 คนหนึ่งเป็น “ตัวฐาน” เรียก “เดอะ เบส” (the base) อีกคนคือ “ตัวบิน” เรียก “เดอะ ฟลายเอ้อร์” (the flyer) ดูรูป

แอเรียลโยคะ (Aerial Yoga) คล้ายโยคะบินหรือเหาะได้ โดยใช้เชือกผ้าแขวนจากเพดาน ผู้โยคะคล้องเชือกกับตัวในขณะอาสนะ เพื่อช่วยให้กระดูกสันหลังยืดให้มากที่สุด และช่วยโทนกล้ามเนื้อโครงสร้าง หรือ “คอร์” (core) ให้แข็งแรง

พาวเว่อร์โยคะหรือคอร์โยคะ (Poweryoga/Coreyoga) คล้าย “อัษฎางค์โยคะ” ระดับกลางถึงยาก ครูสอนมีอิสระที่จะทำท่าต่างๆแล้วแต่ครู โดยไม่ต้องทำตามหลัก “วินยาสะ โฟลว์” พาวเว่อร์โยคะเป็นไสตล์หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ต้องการทำโยคะยากและเร็ว ชื่อ“พาวเว่อร์โยคะ”ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มันทันสมัยล่อใจหนุ่มสาว เพราะหนุ่มสาวมักคิดว่าโยคะสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะชื่อ “อัษฎางค์โยคะ” ก็เชยสุดๆ

Back Camera

โยคะร้อน (Hot Yoga/Bikram Yoga) โยคะร้อนหรือ “บิคครัมโยคะ” เป็นโยคะเกิดใหม่ ผู้เริ่มคือ Bikram Choudhury เข้ามาเผยแพร่ในอเมริกาเมื่อไม่กี่ปี อุณหภูมิในห้องโยคะคือ 105 F องศาหรือ 40.6 C ความชื้น 40% เหมือนทำโยคะในห้องซาวน่า ผู้ฝึกจะได้เหงื่อโชกเพื่อชำระของเสียออกจากร่างกาย “ท็อกซิน” (toxin) ทางเหงื่อ เพื่อร่างกายแจะได้สร้างเลือดใหม่และอ็อกซิเจนไหลเวียน บิคครัมโยคะมีทั้งหมด 26 ท่าบวกการหายใจ 2 ชนิด ทำซ้ำกันหลายครั้ง ระยะเวลาลฝึก 75-90 นาที ไม่แนะนำสำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง
ยินโยคะ (Yin Yoga) เป็นโยคะสบายๆแต่ละท่าจะทำช้าๆ แต่อยู่ในนานประมาณ 5 นาที ซึ่งจริงๆแล้วยาก จุดมุ่งหมายเน้นไปที่ เนื้อเยื่อยึด หรือ “ค็อนเน็คทีฟ ทิชชู่” (connective tissues) เช่น เอ็นยึดกล้ามเนื้อ “เท็นดอนส์” (tendons) เอ็นยึดข้อ “ลิกกาเม๊นท์” (ligaments) และ พังผืด “ฟาเชีย” (fascia) เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวกตามข้อต่อ “จ๊อยนท์” (joint) และให้ร่างกายยืดหยุ่น “เฟล็กซิเบิ้ล” (flexible) เพราะการอยู่ในท่านานๆจะช่วยให้เข้าลึกถึงกล้ามเนื้อชั้นใน และสลายพังผืด และยีดเส้น กูรูที่คิดค้นยินโยคะเป็นครูสอน “มาร์เชียล อาร์ท” และสอนโยคะหลักลัทธิเต๋ายินโยคะ ได้เข้ามาเผยแพร่ในอเมริกาช่วงปี 1970
อินเทอร์เกรทีฟโยคะเทราพี (Integrative Yoga Therapy) ส่วนมากใช้กับผู้เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน เป็นโยคะบำบัด คล้ายกายภาพบำบัด เป็นโยคะสบายๆ และ“รีแล็กซ์”(relax) รวมทำอาสนะ นั่งลมปราณ สวดมนต์หรือมานทรา และเมดิเทท โยคะนิทรา (Yoga Nidra) ไสตล์คล้ายๆอินเทอร์เกรทีฟโยคะ เทราพี คือสบายๆดิฉันเคยไปเข้าคลาสโยคะนิทราที่โตเกียว เวลา 8-9.15 น คืนนั้นหลับสบายมากๆ
โยคะฟื้นฟูหรือ “เรสโตเรทีฟ โยคะ” (Restorative Yoga) “อินเทอร์เกรทีฟโยคะเทราพี” “โยคะนิทรา” และ “เรสโตเรทีฟ โยคะ” สามโยคะ นี้มีหลักเหมือนกันคือ บำบัดและฟื้นฟู “โยคะนิทรา” และ “เรสโตเรทีฟ โยคะ” ผู้ฝึกไม่จำเป็นต้องป่วยหรือบาดเจ็บแต่อาจต้องการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังจากทำงานหนนัก หรือเครียดจัด “เรสโตเรทีฟ โยคะ” จะอยู่ในท่าแต่ละท่านานประมาณ 10-15นาที และใช้อุปกรณ์ต่างๆช่วย เพื่อซัพพอร์ทร่างกาย เช่นหมอน บล็อก และเข็มขัด

photo 2
โยคะเก้าอี้ (Chair Yoga) ทุกคนฝึกได้ โดยเฉพาะผู้ทำงานในออฟฟิส และผู้ที่มีปัญหาในการลุก นั่ง ยืน ผู้สูงอายุ หรือบุคคลพิเศษ เก้าอี้โยคะโดยเฉพาะขายแพงตัวละ $70 ดิฉันใช้เก้าอี้ซื้อจากร้าน Target หรือ Walmart ตัวละ $9 เมืองไทยซื้อได้ที่ร้านไทยวัสดุ ดูรูป ต่างกับเก้าอี้โยคะตรงที่เก้าอี้โยคะไม่มีพนักพิง มีแต่โครงหลัง ท่าโยคะเก้าอี้มีประมาณ 10 ท่า แต่เกือบทุกท่าของโยคะสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับเก้าอี้ได้หมด
โปรดติดตามอ่านคอลัมน์หน้า ศัพท์โยคะ