ภาษาโยคะ (Yoga Lingo)

ตอนดิฉันเริ่มเรียนโยคะครั้งแรกได้ครูอินเดีย ครูจะเรียกชื่อท่าโยคะเป็นภาษาอังกฤษและตามด้วยสันสกฤต เราคนไทยพอเดาออกเพราะรากศัพท์ภาษาไทยมาจากสันสกฤต แต่ที่ไม่ชินหูคือ“ภาษาโยคะ”หรือ“โยคะลิงโก้” (Yoga Lingo)  เนื่องจากตอนนั้นดิฉันยังปรับหูไม่ได้จาก “ภาษากฎหมาย” “ลีเกิ้ล ลิงโก้” (Legal Lingo) มาเป็นภาษาโยคะ ความรู้สึกตอนนั้นประมาณ 4 ปีที่แล้ว เหมือนอยู่กันคนละโลก จากโลกทนายมาเป็นโลกโยคี

ในบทนี้นี้ดิฉันจะแนะนำภาษาโยคะและความหมาย ที่ใช้กันบ่อยๆในอเมริกา

ใคร อะไร ที่ไหน 

  • โยคะ (Yoga) เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งที่ต่างจากการออกกำลังประเภทอื่นคือ เป็นการบริหารร่างกาย ด้วยท่าต่างๆพร้อมฝึกการหายใจ เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณมารวมกัน ถือว่าเมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจและวิญญานก็จะแข็งแรง สมดุลย์และสงบ
  • โยตีและโยคินี (Yogi, Yogini) ผู้ฝึกและปฏิบัติตามหลักโยคะ โยคีใช้กับผู้ชาย โยคินี ผู้หญิง
  • กูรู (Guru) คือ ครู หรือผู้รู้วิชาระดับครู คำแปลสันสกฤต “กู” คือ ความมืด “รู”คือแสงสว่าง กูรูคือในท่ามกลางความมืด ยังมีแสงสว่าง
  • อาชรัม (Ashram) คือ อาศรม สถานที่พักใจ หรือสถานที่ปฏิบัติธรรม
  • อาสนะ (Asana) คือท่าโยคะ หรือ poses ต่างๆ อาสนะมาจาก “นั่ง”

ในห้องเรียนโยคะ

  • โอม (Om) เป็นเสียงที่เปล่งเวลาสวดมนต์ ความเชื่อคือ “โอม” ถือเป็นเสียงแรกที่ทำให้โลกสั่นสะเทือนและสิ่งมีชีวิตต่างๆเกิดขึ้น ในห้องเรียนโยคะ ครูอาจเริ่มคลาสหรือจบคลาสด้วยการเปล่งเสียงโอม นอกจากจะถือเป็นการคารวะ และยังช่วยในวิธีหายใจเข้าออกทางอกอีกด้วย ผู้ฝึกโยคะเวลา “เท็กซ์ เม็สเส็จ” (test message)หรือ SMS หรืออีเมล์ ถึงกันมักขึ้นต้น และ/หรือลงท้ายด้วย “โอม”
  • นามัสเต (Namaste) เป็นคำทักทาย คล้ายสวัสดี อาจยกมือไหว้หรือไม่ต้องยก  ในห้องเรียนโยคะ ครูมักจบคลาสด้วย “นามัสเต” คำแปล “นามัสเต” คือ จิตใจที่สูงสุดของข้าพเจ้านอบน้อมจิตใจที่สูงสุดของท่าน
  • มานตรา (Mantra) หรือมนตรา คือ การสวดมนต์
  • มูดรา (Mudra) หรือมุฑรา คือการทำสัญลักษณ์ต่างด้วยมือ เช่น ทำท่าลูกแก้วด้วยมือ ในโยคะจะเรียก แฮนด์ มูดราส์ (Hand Mudras) ขณะทำอาสนะ เราสามารถทำ แฮนด์ มูดราส์ ไปด้วย
  • ปราณ (Prana) ปราณคือ ลมหายใจมีความหมายมากกว่า “การหายใจธรรมดา” (Breathing) เปรียบเสมือนกำลังภายในตามหลักจีน “ชิ” (Chi) หรือ “พลังชีวิต” หรือ Life force
  • ปราณยามะ (Pranayama) คือการควบคุมหรือการขยายหรือยืดพลังชีวิต รากศัพท์ของคำว่าปราณมี 2 ตำรา (1) เป็นคำสมาสระหว่าง ปราณา+ยามะ แปลว่า การควบคุมลมหายใจ (2) เป็นคำสมาสระหว่าง ปราณา+อยามะ แปลว่าการขยายหรือยืดลมหายใจ ในโยคะที่ดิฉันเรียน การทำปราณยามะมีมากกว่า 20 ชนิด ถ้าสามารถฝึกลมปราณได้ คุณสามารถควบคุมอารมณ์ จิตใจ ร้อน หนาว เลือดลม ในร่างกายได้
  • จักรา (Chakra) หรือจักระ คือ จุดรวมพลังไฟฟ้าของชีวิตในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกายมนุษย์ แต่จุดใหญ่ๆที่สำคัญมี 7 จุดอยู่เรียงตามกระดูกสันหลัง ตั้งแต่ก้นกบเรียงขึ้นไปถึงกระหม่อมตรงขวัญ ดังนี้ 1. อยู่แถวก้นกบ 2. แถวอวัยวะเพศ 3. แถวท้องใกล้ตำแหน่งสะดือ 4. แถวหัวใจ 5. แถวคอ 6. หว่างคิ้วบางครั้งเรียกตาที่สาม 7. กลางกระหม่อม ตามหลักโยคะ ความสำคัญของจักราคือ เมื่อตักราแข็งแรงและสมดุลย์ สุขภาพจิตและสุขภาพใจก็จะแข็งแรงและมีความสุข แต่ถ้าจุดใดจุดหนึ่งถูกบล็อก หรือมีพลังมากหรือน้อยไปจะทำให้พลังไฟฟ้าติดขัดผ่านไม่สะดวก หรือผ่านมากหรือน้อยไป เราสามารถบริหารจักราให้แข็งแรงและสมดุลย์ได้หลายวิธี เช่น ฝึกโยคะ นวด(นวดกดจุด) ฝึกลมปราณ นั่งปฏิบัติธรรมหรือเมดิเทท เป็นต้น

ท่าและอาสนะ

ท่าโยคะต่างเป็นภาษาสันสกฤต อาจเป็นชื่อสัตว์ ตามอริยาบทของสัตว์ เช่นท่า วัว แมว งู  สุนัข จรเข้ ชื่อเรียกตามสิ่งมีชีวิตธรรมชาติ เช่นต้นไม้ ต้นตาล  ภูเขา และสิ่งของ เช่นท่าเก้าอี้ ท่าธนู ท่าเรียกชื่อตามอริยาบท เช่น ท่าสามเหลี่ยม ท่านักรบ ท่าคนตายหรือศพ และลงท้ายด้วยคำว่า อาสนะ ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างการเรียกชื่อท่าที่เราจะได้ยินซ้ำๆกันหลายครั้งในห้องเรียน

  • วินยาสะ (Vinyasa) คือลีลาท่าอาสนะต่างๆที่“โฟลว์” (Flow) อย่างต่อเนื่อง มักจะเริ่มจากง่ายไปถึงยาก บางครั้งเรียก “วินยาสะ โฟลว์” (Vinyasa flow)
  • ซัน ซาลูเทชั่น (Sun Salutation) หรือ “สุริยา นมัสการ” (Suriya Namaskar) คือ ท่าไหว้พระอาทิตย์ เป็น วินยาสะ โฟลว์ ตัวหลักแม่บทในคลาสโยคะ ถือเป็นการบริหารร่างกายทุกส่วน รวมท่า ยืน ก้ม ตัวราบ ก้งโค้ง ก้าวหน้า ก้าวหลัง ฯลฯ
  • ชาตุรังกา (Chaturanga) คำแปลคือ “ชาตุรัส”หรือ จตุรัส แปลว่า 4  สมาสกับ “อังคะ” คืออวัยวะ ชาตุรังกาคือ “วินยาสะโฟลว์” ในบท สุริยา นมัสการ คือท่าแพล๊งค์ (Plank) หรือท่าไม้กระดานคล้ายท่าวิดพื้น เมื่ออวัยวะ 4 ส่วนแตะพื้น คือ เท้าสอง และมือสอง จากท่าไม้กระดานจะโฟลว์ต่อไปท่าอื่น
  • อัชตังกา (Ashtanga) คำแปลคือ “อัชคะ” แปลว่า 8 สมาสกับ “อังคะ” คืออวัยวะ อัชตังกาเช่นเกียวกับ “ชาตุรังกา” ท่าไม้กระดานข้างต้นแต่แทนที่อวัยวะ 4 ส่วนแตะพื้น จะเป็นอวัยวะ 8 ส่วนแตะพื้น คือ เท้าสอง มือสอง ศอกสอง อกและคาง
  • อินเวอร์ชั่น (Inversions) คือ ท่าอาสนะต่างๆที่หัวใจอยู่ต่ำกว่าสะโพก
  • ชวาสนะ (Savasana) คือท่าศพเป็นท่านอนพักตอนจบ คำแปล “ชะวะ” หรือ “ศะวะ” สมาสกับ “อาสนะ” = ศวสนะ (ในภาษาไทย ตัว “ว” ภาษาไทยสันสกฤต อาจอ่านไปด้ทั้งตัว “พ” และตัว “ว” ฉะนั้น “ศวะ” หรือ “ศะพะ” คือ ศพ นั่นเอง)

สรีระหรืออันนาโตมิ (Anatomy)

สรีระในร่างกายที่ครูโยคะจะเน้นในส่วนต่างๆเหล่านี้

  • เซครัม (Sacrum) กลุ่มกระดูกอยู่ที่ฐานของกระดูกสันหลัง
  • เทลโบนส์ (Tail Bones) กลุ่มกระดูกก้นกบ
  • ซิทโบนส์ (Sit Bones) กระดูกรองนั่งอยู่ตรงกระดูกเชิงกราน
  • คราวน์ ออฟ เดอะ เฮด (Crown of the Head) กระหม่อม
  • ซเตอร์นัม (Sternum) อยู่ใต้อกตรงลิ้นปี่

ศัพท์สันสกฤต

คำสนทนาของคนฝึกโยคะมักจะมีการแทรกศัพท์สันสกฤตที่ถือเป็นหัวใจของผู้ฝึกโยคะ ที่ควรถือเป็นแนวปฏิบัติของชีวิต เช่น

  • อหิมสา (Ahimsa) การไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งการไม่นำความเชื่อหรือความศรัทธาของตัวเองยัดเยียดหรือเกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นเชื่อหรือปฏิบัติตาม  เช่น  ศาสนา และการเมือง
  • สัตย์นาม (Satnam) การเคารพในตัวผู้อื่นและสิ่งที่เขาเชื่อ
  • ยามะ (Yama) คือการละเว้นในสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ
  • นิยามะ (Niyama) การปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ
  • คาร์มา (Karma) คือกรรม คือสิ่งที่ไม่ดีต่างๆที่เราได้ทำไปและวกกลับมาหาตัวเรา
  • มายา (Maya) วิ่งหลอหลวงหรือ แฟนตาซี (Fantasy)
  • โดชา (Dosha) ธาตุในตัวของคนเรา ที่เกิดมามี 3 ธาติ คือ ธาตุลม ธาตุไฟมากับท่าน้ำ และธาตุดินมากับธาตุน้ำ ธาตุนี้สามารถเปลี่ยนได้ตามอายุหรือเราพยายามเปลี่ยนธาตุเอง คุณสามารถทำ quiz ทางกูเกิ้ลได้ What is my dosha เพื่อหาว่าตัวคุณธาตุอะไร
  • วัทธะ (Vata) คือธาตุลม
  • พิทตะ (Pitta) คือธาตุไฟ
  • คัฟฟ่า (Kapha) คือธาตุดิน

อาหารการกิน

การทานอาหารของผู้ฝึกโยคะ แบ่งเป็น 3 ปะเภทคือ

  • “เว็จเจ็ทเทเรียน” (Vegetarian) คือพวกทานมังศะวิรัช เรียกสั้นๆว่า “เว็จจี้”  ผู้เคร่งโยคะปานกลางมักจะไม่ทานเนื้อสัตว์เพราะเชื่อในหลักโยคะ “อหิมสา” (Ahimsa) คือไม่ฆ่าสัดว์ตัดชีวิตและไม่เชื่อในการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  พวกเว็จจี้มีหลายระดับ บางคนไม่กินเนื้อ แต่กินไก่และปลา บางคนไม่กินไก่แต่กินปลา
  • “วีกัน” (Vegan) อีกประเภทหนึ่งยิ่งเคร่งมาก คือพวกวีกัน พวกนี้นอกจากจะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ยังไม่กินอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ เช่น ไม่ทานนม หรือไข่ และไม่ใช้ของที่ทำมาจากสัตว์เช่น ไม่ใส่เสื้อผ้าขนสัตว์เช่นมิ๊งค์โคท หรือผ้าไหม เป็นต้น
  • “คาร์นิวอร์” (Carnivore) หรือเรียกสั้นๆว่า “คาร์นิ” (Carni) ประเภททานเนื้อสัตว์ คือพวกคาร์นิ ดิฉันจัดอยู่ในประเภทคาร์นิ คือทานทุกอย่างที่ขวางหน้าแต่พอประมาณ