ปราณยามะ (PRANAYAMA)

วันที่ 21 มิถุนายน (June) นี้ถือเป็นวันเริ่มฤดูร้อนทางการ เดือนมิถุนาเป็นเดือนที่ดิฉันไม่ชอบที่สุดก็ว่าได้ ในเมกาเรียกเดือนมิถุนาว่า “จูน กลูม” (June Gloom) เพราะอากาศมันขมุกขมัวตอนเช้า กว่าแดดจะออกก็บ่ายๆ จริงๆแล้วก็บ่นไปอย่างงั้นตามประสาคนคาลิฟอร์เนียทางใต้ที่“เหลิง” (Spoiled) มากกับอากาศรัฐนี้ เพราะอากาศที่นี่จะว่าดีที่สุดก็ว่าได้เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐอื่น ตอนนี้ทางรัฐเนบราสก้าพึ่งมีไต้ฝุ่นทอร์นาโดเบิ้ลสองลูกใหญ่บ้านเมืองเสียหายมากมาย สรุป ไม่ควรบ่น คุณสามารถอ่านเพิ่มความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคและอากาศในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 23 (คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยส่งเช็คถึง Ruji Totari ไปที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630 ในเมืองไทยโปรดสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308) บทนี้เรามาคุยกันเรื่อง “ลมปราณ” หรือ “ปราณา” (Prana) หัวใจของการฝึกโยคะ

ลมปราณ

ลมปราณ คือลมที่มีอยู่ในร่างกายถือเป็นพลังชีวิต ลมปราณคืออากาศมีอยู่ทั่วไป เราหายใจเข้าทางจมูก สูดอากาศ (ปราณ) ที่เต็มไปด้วยสารต่างๆ(พลังชีวิต)เข้ามาเลี้ยงในร่างกาย ปราณถือเป็น “นิวเทรียนท์” (Nutrient) ที่สำคัญนอกจากอาหารและน้ำ จะว่าปราณสำคัญที่สุดก็ว่าได้เพราะเราสามารถกลั้นหายใจได้ไม่กี่นาทีก็ “เบรนเด๊ด” (Brain-Dead) หรือตาย แต่เราสามารถอดน้ำและอาหารได้เป็นวันๆ เวลาโยคะครูจะเน้นเรื่องการหายใจเข้า หายใจออก ขณะทำอาสนะหรือท่า (poses) ต่างๆ

ปราณยามะ(Pranayama)

ปราณยามะ เป็นหนึ่งในหลักปฏิบัติ “องค์แปด” ของ “อัษฎางค์โยคะ” (Ashtanga Yoga) คือ การปฏิบัติแต่ละขั้น 1-8 โดยจุดมุ่งหมายคือ ถึงขั้น “สมาธิ” องค์แปด 8 หลัก คือ (1) ยามะ ละเว้นสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ (2) นิยามะ ปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ (3) อาสนะ ฝึกโยคะเพื่อร่างกายแข็งแรง (4) ปราณยามะ กำหนดลมหายใจเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรม (5) ปรัตยาหาระ สำรวมจิต (6) ธารนะ กระทำจิตให้แน่วแน่น (7) ธยานะ เมดิเทท และ (8) ขั้นสุดท้าย คือสมาธิ คำว่าปราณยามะ รากศัพท์มาจาก ปราณา+ยามะ แปลว่า การควบคุมลมหายใจ (พลังชีวิต) หรือบางตำรา ปราณา+อยามะ คือการขยายหรือยืด “Extend” (เอ็กซ์เต็นด์) ลมหายใจ (พลังชีวิต) ที่มาของการค้นพบคือ สมัยก่อนโยคีหรือฤษีไปอาศัยอยู่ในป่าเพื่อแสวงหาความจริง โดยการนั่ง“อาสน์”ทั้งวันทั้งคืน (คงปวดเมื่อย) ท่านได้สังเกตุความเป็นอยู่ของสัตว์ อริยาบทท่าทางของสัตว์ที่รักษาตัวเองเมื่อเจ็บป่วย และยังสังเกตุอีกว่าสัตว์ที่หายใจช้า เช่น เต่า งู ช้าง จะอายุยืน ส่วนสัตว์ที่หายใจเร็วเช่น กระต่าย สุนัข นก จะอายุสั้น เมื่อนำมาสองหลักนี้มารวมกัน มาถึงปัจจุบัน เราจึงได้อาสนะเป็นชื่ออริยาบทสัตว์ เช่นท่า สุนัขยืดลง หรือ “ดาวน์ ด็อก” (Down Dog ย่อมาจาก Downward Facing Dog) (โปรดดูรูป) ท่างู ท่ากระต่าย ท่าเต่า เป็นต้น บวกการฝึกหายใจช้าๆหรือการหายใจแบบโยคีขณะทำอาสนะ

photo

ชนิดของปราณยามะ

ปราณยามะมีมากกว่า 20 ชนิด ตอนเรียนคอร์สครูสอนโยคะ 200 ชั่วโมง ดิฉันเรียนวิธีหายใจ 13  ชนิด คอร์สที่สองเรียนเพิ่มอีก 300 ชั่วโมง เรียนปราณเพิ่มอีก 10 กว่าชนิด ซึ่งเป็นระดับยากขึ้นมาก ถือเป็นขั้นขนาดมหากูรูปฏิบัติ แต่ละลมปราณมีเป้าหมาย (Target) ไปแต่ละส่วนของร่างกาย แต่ละลมปราณสามารถเพิ่มความร้อน หรือเย็น หรือไม่ร้อนไม่เย็น ประโยชน์ของปราณยามะมีมากมหาศาลกว่าที่จะบรรยายได้หมด โดยทั่วไปคือ ช่วยให้อ็อกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น (ช่วยให้ความจำดีขึ้นและป้องกันโรคหลงลืม  เคลียร์ไซนัส) เลือดลมวิ่งไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น สร้างภูมิต้านทานไม่ค่อยเจ็บป่วย เปิดจักรา ควบคุมอารมณ์ จิตใจ ความร้อน ความหนาว อาจลดหรือไม่ลดความอ้วนขึ้นอยู่กับอาหารการกินแต่แน่ๆคือทำให้ร่างกายเฟิร์ม ลด“เซลยูไลท์” (Cellulite) คือถึงอ้วนก็อ้วนสวยเพาะท้องและหน้าขาเฟิร์ม ☺

ข้อเตือน การฝึกลมปราณเป็นสิ่งซีเรียส ไม่แนะนำให้เรียนเองจากอินเตอร์เน็ท หรือทำตามจากอ่านจากหนังสือ หรือจากทีวี คุณต้องมีครูสอนและควรฝึกกับครูผู้รู้ และต้องรู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวอะไร และควรรู้ธาตุของตน ว่า ดิน ลม หรือไฟ เช่นถ้าคุณเป็นความดันโลหิตสูง โรคตาต้อ หรือธาตุไฟ ถ้าคุณฝึกลมปราณแบบที่เพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย คุณควรฝึกน้อยครั้งหรือไม่ฝึกเลย

ปราณยามะ 4 ชนิด

ในห้องเรียนโยคะที่ดิฉันสอน ดิฉันจะเริ่มด้วยการนั่งลมปราณ 4 ชนิด ถือเป็นการชะล้างทางเดินลมหายใจให้สะอาด และยังช่วยให้คุณจิตใจสงบลงโดยการหายใจให้ช้าลง เพื่อเวลาทำโยคะลมหายใจเข้าออกของคุณจะ “ซิ้ง” (sync) กับ  ท่าโยคะ ลมหายใจ 4 ชนิดมีดังนี้ (1) การหายใจแบบโยคีหรือ “โยกิค เบร็ทซ์” (Yogic Breath) (2) การหายใจสลับรูจมูก “ซัทเทิล เอ็นเนอร์จี้ แชนเชิ้ล เคล็นซิ่ง เบร็ทซ์ หรือสันสกฤต “นาดิ โชดาน” (Subtle Energy Channel Cleansing Breath or Nadi Shodhana) (3) การหายใจสมองโล่ง “สกัล ไชน์นิ่ง หรือ คาพาล บาติ” (Skull Shining or Kapala Bhati= กบาลโล่ง) (4) การหายใจขมิบรูทวาร “ฮอร์ส ซีล หรือ อัชวินี มุดรา” (Ashvini Mudra) วันนี้เราจะพูดถึงการหายใจแบบโยคีชนิดเดียว

การหายใจแบบโยคี (Yogic Breath)

การหายใจแบบโยคี คือการหายใจเข้าออกทางจมูก โดยฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ เวลาหายใจเข้าท้องพอง เวลาหายใจออกท้องแฟบ (แฟบคือคุณยุบหน้าท้องเข้าไปนะคะ ไม่ใช่แขม่ว) และ “พอส” (Pause) หยุดหายใจสัก 4-5 วิระหว่างสลับหายใจเข้าออก ตอนเริ่มใหม่ๆคุณอาจหายใจไม่ได้นานแต่นานไปๆการหายใจแบบโยคีแทบจะกลายเป็นการหายใจปกติของคุณโดยไม่รู้ตัว ตอนคุณเริ่มทำโยคะ ไม่ต้องไปกังวลว่าหายใจตามครูไม่ทัน เพราะครูก็จะคิวคุณไปตลอด เวลาเข้าท่า หายใจเข้า “อินเฮล” (Inhale) หายใจออก “เอ็กซ์เฮล” (Exhale) ครูดิฉันสอนว่า 3 เดือนแรกไม่ต้องสนใจว่าจะหายใจผิดๆถูกๆ ไม่ต้องซีเรียส หลังจากนั้นท่าโยคะของคุณมันจะ“โฟล์” (Flow)ไปกับลมหายใจเอง สองสิ่งที่ควรจำคือ

  1. ก่อนบิดตัว หายใจเข้ายืดลำตัว ตอนบิดหายใจออกกดท้องแฟบ
  2. ก่อนก้มตัว หายใจเข้ายืดตัวหรือยกแขนขึ้นเหนือศีรษะยืดตัว และหายออกโน้มตัวก้มลง (อย่าลืมโน้มตัวจาสะโพกนะคะ ไม่ใช่จากเอวไม่งั้นหลังโก่ง ถ้าขาตึงน่องตึง ย่อขาก่อนก้ม)

เมื่อคุณฝึกโยคะสม่ำเสมอไปนานๆการหายใจแบบโยคีจะเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น และสักวันหนึ่งมันแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ

หมายเหตุ หลักสูตรโรงเรียนที่ดิฉันเรียนโยคะ สอนไสตล์อัชตังกาโยคะ ครูสอนว่าระหว่างทำอาสนะให้ใช้ลมหายใจแบบโยคีเท่านั้น ไม่ให้ฝึกลมปราณชนิดอื่นๆขณะอาสนะยกเว้นการหายใจแบบ “อุจัยยี” (Ujjaii)  ซึ่งอาจต่างกับการฝึกโยคะประเภทอื่น เช่น กุณฑาลินีโยคะ โยคะร้อน หรือแอเรียลโยคะ ฉะนั้นขอให้คุณใช้วิจารณญานตนเองในการใช้ลมปราณ