ปวดเข่า 

เมื่อเดือนที่แล้วดิฉันได้อีเมล์จากแฟนคอลัมน์ในเมืองไทย เขียนมาถามเรื่องปวดเข่าว่าเธอควรผ่าตัดหรือไม่ เธอเล่นโยคะได้ 3 เดือนเริ่มรู้สึกเจ็บเข่า ทุกครั้งที่โยคะเสร็จจะเดินกระเผลกมาก ต้องยืนสักแปบถึงเดินต่อได้ ไปหาหมอหลังเอ็กซ์เรย์ หมอบอกว่าเธอเริ่มจะเป็นข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากขาโก่งต้องผ่าเข่า ทางบ้านเห็นด้วยกับการที่จะทำขาโก่งให้ตรง เพราะคุณแม่ของเธอเข่าเสื่อมและทรมานมาก เธอกลัวว่าหลังผ่าตัดจะเล่นโยคะได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ เธออายุ 32 ปี น้ำหนักดีได้สัดส่วน คอลัมน์ฉบับนี้เราคุยกันเรื่องโยคะกับเข่า

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม มักจะเป็นมากในผู้สูงอายุเนื่องจากใช้งานมาก และคนอ้วนเพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น หรือเป็นโรคต่างๆเช่น รูมาตอยด์ ไขข้อ เป็นต้น นอกจากนั้นมักเกิด จากข้อเข่าอักเสบ  จากการบาดเจ็บ หรือการเล่นกีฬา รวมโยคะ เช่น

  • การเคล็ดตึงอักเสบของกล้ามเนื้อ มาจากเล่นกีฬา เนื่องจากวอร์มอัพหรือไวน์ดาวน์ไม่พอ หรือหักโหม
  • ข้อเข่าบวม เรียก “เบเค่อร์ ซิสท์” เนื่องจากมีน้ำในถุงมาก มักจะเจ็บด้านหลังเข่าจะเป็นๆหายๆ เกิดจากความเมื่อยล้าและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อเข่า
  • เส้นเอ็น “ลิกกาเม๊นท์”อักเสบ มักมาจากเล่นกีฬา  จะปวดทางด้านหน้าของหัวเข่าทำให้เดินลำบาก มักเกิดกับนักวิ่งและนักปั่นจักรยานหรือแม้เดินขึ้นบันไดมากๆ นั่งยองๆมากๆ
  • กระดูกอ่อน“คาร์ทิเลจ” หรือหมอนรองกระดูก “มินิสคัส” ฉีกขาด  มักเกิดในขณะเล่นกีฬา เมื่อมีการหมุนตัวบิดข้อเข่าอย่างรวดเร็ว จะรู้สึกปวดทั้งภายในและนอกข้อ
  • กระดูกสะบ้าเคลื่อน

หมายเหตุ เส้นเอ็น “ลิกกาเม๊นท์” กระดูกอ่อน“คาร์ทิเลจ” หมอนรองกระดูก “มินิสคัส” เหล่านี้ ซ่อมแซมตัวเองได้แต่ช้า

 

โครงสร้างและกลไกการทำงานของเข่า

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของเข่า เพื่อจะได้รู้จักสรีระตัวเอง ถ้าคุณรู้จักร่างกายคุณเอง คุณจะรู้สึกทันทีเมื่อมีอะไรผิดปกติในร่างกาย  คุณจะพอรู้สาเหตุและพยายามแก้ที่ต้นเหตุ  ถ้าเราไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร และถ้าสุขภาพเราแข็งแรง ร่างกายเราจะสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมมันเองได้

ข้อเข่า ประกอบด้วยกระดูก 4 ชิ้น โปรดดูรูป 1 โครงสร้างของเข่า ท่อนบนคือกระดูกต้นขา “ฟีเม่อร์” (Femur) ท่อนล่างมีกระดูก 2 ชิ้นคือกระดูกหน้าแข้ง “ทิเบีย” (Tibia) และกระดูกน่อง “ฟิบูล่า” (Fibula) ตรงกลางคือกระดูกสะบ้า “พาเทลล่า” (Patella) หรือ“นีแค็ป” (Knee Cap) กระดูกสะบ้าปกป้องกระดูกเข่าทั้งสาม ตรงที่กระดูกมารวมกันเรียก ข้อต่อหรือ“จ๊อยนท์” (Joint) ซึ่งทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวขาได้ นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเรียก“คาร์ทิเลจ” (Cartilage) และหมอนรองกระดูกเรียก“เมนิสคัส” (Meniscus) ห่อหุ้มส่วนกลางของสะบ้าทั้งด้านในและด้านนอกอีก ช่วยในการเคลื่อนไหวและช่วยลดแรงกระแทกในขณะที่มีการเคลื่อนไหว ในโพรงข้อต่อมีเยื่อบุที่ทำหน้าที่ขับน้ำไขข้อเรียก “ซิโนเวี่ยล ฟลูอิด” (Synovial fluid) ช่วยหล่อลื่นหัวเข่าและป้องกันไม่ให้เข่าเสียดสี มีเส้นเอ็นยึดกระดูกกับกระดูกเรียก เอ็นลิกกาเม๊นท์ (Ligament) และมีเส้นเอ็นยึดกระดูกกับกล้ามเนื้อเรียก เอ็นเท็นดอน (Tendon) กล้ามเนื้อ “มัสเซิล” (Muscle) ทำหน้าที่ประคอง (support) ให้ความเสถียร (stable) และช่วยในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อใหญ่มี 3 มัด คือ กล้ามเนื้อขาด้านหน้า “คว๊อดดริเซ็พ” (Quadriceps) กล้ามเนื้อขาด้านหลัง “แฮมสตริง” (Hamstring) และกล้ามเนื้อน่อง “แกสตร๊อกนิเมียส” (Gastrocnemius) กล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับข้อเข่าคือ กล้ามเนื้อหน้าโคนขาเหนือหัวเข่าด้านใน เรียก “แวสตัส มิดีอาลิส” (Vastus medialis) ซึ่งจะทำงานได้สูงสุดต่อเมื่อหัวเข่าเหยียดเกือบสุด   ถ้ากล้ามเนื้อนี้อ่อนแรงลงจะเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าอักเสบ

Screen Shot 2014-07-31 at 10.02.24 AM

 

รูป 1

กลไกการทำงานของข้อเข่า  ดูรูป 1, 2 คุณจะเห็นได้ว่าตรงที่กระดูกท่อนบน (Femur) และล่าง (Tibia) ต่อกัน มันเหมือนกระดูกทั้งสองวางซ้อนกันเฉยๆ ข้อต่อเข่าเป็นข้อต่อแบบบานพับ “ฮินจ์ จ๊อยนท์” (Hinged Joints) มีเพียงเอ็นยึดเหนี่ยว จึงลิมิตการเคลื่อนไหว เพียงเหยียดและพับ เท่านั้น  ซึ่งต่างจากข้อต่อสะโพก (กระดูกเชิงกราน) ระหว่างสะโพกและขา รูป 3 ซึ่งเป็นข้อต่อแบบฝังลึกเข้าไป คล้ายลูกกลมฝังในเบ้าเรียก“บอล และซ็อกเก็ต” (Ball and Socket) ซึ่งคุณสามารถเคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คุณสามารถเปิดหน้าขาไปข้างๆ หมุน บิด เหยียด และพับ ได้ อาการปวดเข่าจึงเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเล่นกีฬาหรือโยคะ  เพราะน้ำหนักอาจไปที่เข่ามากไป หรือถ้าหัวเข่าบิด ฉะนั้นโอกาศที่ เอ็นลิกกาเม๊นท์  กระดูกอ่อน  และ หมอนรองกระดูก จะขาดได้ง่าย

กลไกการทำงานของสะบ้า การทำงานปกติของกระดูกสะบ้าคือ มันจะเลื่อนไปตามร่องในกระดูกท่อนบน (Femur) อย่างราบรื่น แต่ถ้ากระดูกสะบ้าเคลื่อนหรือ “ตกร่อง” (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย) มันก็จะไปบดกระดูกอ่อนที่อยู่ปลายหัวเข่าทำให้เข่าไม่เสถียร ทำให้เกิดอาการปวดเข่า และเป็นสาเหตุให้กระดูกอ่อนบางลง ข้อดีคือ กระดูกอ่อนสามารถสร้างตัวเองกลับคืนได้แต่ช้า ปัญหาคือถ้าคุณไม่แก้ไขการขาดดุลดึงของกล้ามเนื้อ กระดูกสะบ้าก็จะยังคงบดกระดูกอ่อนไปเรื่อยๆเร็วกว่าที่ร่างกายเราจะสร้างกระดูกอ่อนมาใหม่ได้ทัน

Screen Shot 2014-07-31 at 10.02.33 AM

รูป 2                                  รูป 3

สรีระที่เป็นปัญหาของเข่า

ลักษณะ Y เชปของเข่า  ข้อต่อสะโพกมีความกว้างกว่าหัวเข่าในท่ายืนตรง จะเป็นลักษณะ y เชป ดูรูป 4 และ 5 ทำให้การเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าขา “คว๊อดดริเซ็พ” (Quadriceps) ไม่เท่ากัน แรงจะตกไปกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก “แวสตัส แลทเทอร์ราลิส” (Vastus lateralis)  มากกว่ากล้ามเนื้อด้านใน กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกจะแข็งแกร่งขึ้นจากการใช้งานมากเกินไป  ส่วนกล้ามเนื้อส่วนกลาง “แวสตัส มิดิอาลิสท์” (Vastus medialis) มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอ  และยังมีแนวโน้มที่ ดึงกระดูกสะบ้าหัวเข่าให้หมุนออกไปด้านนอกด้วย

Screen Shot 2014-07-31 at 10.02.39 AM

           รูป 4                                         รูป 5

หัวเข่าไฮเปอร์เอ็กซ์เต็นด์ (Hyperextended knee) คือ อาการข้อต่อเคลื่อนเกิน หมายถึงอาการที่ข้อต่อมีความยืดหยุ่นมากกว่าปกติ จึงทำให้ข้อต่อยืดและบิดได้มากขึ้น มักจะเป็นจุดเสียของผู้ทำโยคะ(เช่นดิฉัน) เพราะสามารถยืดขาไปได้มากเกินไป โดยปกติเอ็นยึดจะมีคุณสมบัติยืดหยุ่น เมื่อมีแรงตึงจะค่อยๆ ยืดออกเล็กน้อย และกลับสภาพเดิมเมื่อไม่มีแรงตึง  แต่หากแรงตึงมากเกินจุดหนึ่งหรือถูกทิ้งไว้จนเกินระยะเวลาหนึ่ง เอ็นจะไม่สามารถกลับสภาพเดิม ถ้าเอ็นถูกยืดมากเกินไป ข้อต่อก็จะอ่อนแอลงและมีแนวโน้มจะเกิดข้อเคลื่อนในอนาคต

วกกลับมาคำถามในอีเมล์  ผู้ถามอายุยังน้อย น้ำหนักพอดี เพียงแต่มีสรีระขาโก่ง ดิฉันเองก็ขาโก่งมากค่ะ และเข่าข้างขวาก็หมุนออกเป็นผลให้ลักษณะเท้าขวาบิดเข้าทำให้ทิ้งน้ำหนักไปที่หัวนิ้วโป้ง เรียก “เท้าโพรเนท” (Pronated foot) เป็นผลให้เป็นตาปลา และขาขวายัง “หัวเข่าไฮเปอร์เอ็กซ์เต็นด์” อีก ทำให้ดิฉันหลงคิดว่าตัวเองตัวอ่อนมาก ขาสามารถอ้าได้สุดๆ ตั้งแต่เรียนโยคะและสรีระ (Anatomy) ก็มาทำความรู้จักร่างกายและสรีระตัวเองมากขึ้น ดิฉันปรับท่าโยคะต่างๆ เช่นงอเข่านิดๆ เวลาเข้าท่าดาวน์ด๊อก และทำท่าสามเหลี่ยม และตอนนี้ดิฉันใส่รองเท้าที่มี arch support ยี่ห้อ Orthaheel ดิฉันไม่คิดว่าการผ่าตัดจะช่วยให้ขาตรง นอกจากนี้การผ่าตัดบริเวณข้อเข่า จะเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าอักเสบกลับมาได้อีก และ เมื่อข้อเข่าอักเสบก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวเข่าอ่อนแรงลง  และเมื่อกล้ามเนื้อหัวเข่าอ่อนแรงก็จะเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าอักเสบได้ สรุป มันก็จะวนเวียนกลับไปกลับมาอย่างนี้ค่ะ

ฉบับหน้า  ดิฉันจะเขียนเรื่อง วิธีบริหารแก้เข่าเสื่อม และท่าโยคะต่างๆที่ถ้าทำถูกวิธี จะช่วยแก้แต่ถ้าทำไม่ถูกก็จะทำให้ปวดเข่ามากขึ้น