ฝึกหายใจ

ระหว่างคุณอ่านคอลัมน์นี้ ดิฉันก็คงนั่งๆ กิน นอน และโยคะแถวชายหาดหัวหินและชะอำ คงไม่ได้อ่านคอลัมน์อีก 1 เดือน ระหว่างนี้ก็ฝึกหายใจกันไปแล้วกันนะคะ

สิ่งหนึ่งที่มีค่ามากที่สุดที่ดิฉันได้มาจากหลักสูตรครูสอนโยคะ คือ วิธีหายใจหรือฝึกลมปราน ดิฉันนำมาใช้ตลอดตั้งแต่นั้น การฝุกลมปราณไม่ยากค่ะ และมันเป็นการดีที่คุณจะทำการู้จักกับมัน ไม่วันนี้ก็วันหน้า คนข้างเคียงก็เริ่มเจ็บป่วยกัน เพื่อนสนิท พี่สาว และเพื่อนบ้านของดิฉัน ทั้งสามคนป่วยขั้นผ่าตัดใหญ่ หลังจากนั้นเขาต้องทำกายภาพบำบัดกัน และสิ่งแรกคือพยาบาลสอนให้ฝึกการหายใจ ทั้งสามคนมาหาดิฉันให้ช่วยสอนวิธีหายใจให้

ความสำคัญของการหายใจ

คนเรามักไม่นึกถึงเรื่องหายใจ เพราะการหายใจเป็นระบบเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การฝึกการหายใจโดยใช้พลังจากภายในร่างกายมีมานานเป็นพันๆปี คนจีนเรียก ชิ (Chi) หรือ คิ (Qi) คนอินเดียเรียก ปราน (Pran) คนส่วนมากมักหายใจสั้น เร็ว คือไม่เต็มปอด ทำให้อ็อกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึงหัวจดเท้า เราสามารถใช้การหายใจช่วยให้ อ็อกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงถึงสมองจากศรีษะจดปลายเท้าได้ด้วยการฝึก ลองคิดดูว่าเวลาเราเริ่มอายุมากขึ้น ความจำไม่ค่อยดี เท้า มือ เย็นและขี้หนาว การฝึกลมปรานจะช่วยอาการเหล่านี้ 

การหายใจเข้าออกทางจมูก

ตอนดิฉันเรียนวิชาฝึกลมปราณ ดิฉันเรียนประมาณ 22 ชนิด  วันนี้เราจะพูดถึงเพียงชนิดเดียวคือ “เบสิค” เรียก “โยกิค เบร๊ทซ์” (Yogic Breath) หรือการหายใจแบบโยคี วิธีหายใจคือ หายใจเข้าออกทางจมูกช้าๆ แต่ละลมหายใจเข้าและออกให้หยุดหรือ“พอส” สัก 4-7 วิ ง่ายไหมคะ

กลไกการหายใจ

การหายใจแบบโยคีเปรียบเสมือนยาวิเศษ และฟรีไม่ต้องซื้อหา น้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา ยังต้องซื้อหา แต่อากาศฟรี เราสามารถนำอากาศนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นได้โดยการฝึกหายใจ ลมหายใจเราเมื่อเข้าทางจมูก ต้องผ่านอวัยวะมากมาย เริ่มจากจมูก ปาก กล่องเสียง ไปหลอดลม และเมื่อถึงปลายหลอดลมติดกับถุงลมที่ตรงนี้จะมีการแลกเปลี่ยนก๊าซอ๊อกซิเจนและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ระหว่างถุงลมกับเม็ดเลือดแดง และมีการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างเซลล์และสารน้ำที่อยู่รอบๆเซลล์  การหายใจเข้าสลับกับหายใจออก เพื่อรักษาความดันของอ๊อกซิเจนและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในถุงลมและในเลือดให้เหมาะสม ระบบการหายใจ เป็นขบวนการนำออกซิเจนเข้าไปในปอด ซึมเข้าไปทั่วร่างกาย  และนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นขับออกจากร่างกายทางปอด การนำอากาศเข้าและออกจากร่างกายส่งผลให้ก๊าซอ๊อกซิเจนทำปฏิกริยากับสารอาหาร ได้พลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ คือเซลล์ได้มีการหายใจตลอดเวลา การหายใจแบบโยคีจะใช้พลังภายในเพิ่มมากขึ้น เวลาหายใจเข้าใช้ช้าๆแบบโยคีกระบังลมจะเคลื่อนขึ้นมากกว่าปกติ และกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงทำงานมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เวลาหายใจออกแบบโยคีต้องใช้แรงที่หน้าท้องมาก ผลเกิดกับตัวดิฉัน ไหล่ใหญ่ขึ้น ดูเหมือนอกใหญ่ขึ้นแต่จริงๆแล้ว อกผายใหล่ผึ่ง หน้าตึง หลังตรงเสียมากกว่า ดูรูป

มาฝึกการหายใจกัน

เวลาคุณเริ่มฝึกหายใจแบบโยคีใหม่ ควรนั่งบนที่แข็ง กับพื้น หรือเก้าอี้ นั่งตัวตรง ก้มหน้าให้คางลงมานิดหน่อย คืออย่าเชิดหน้า เริ่มด้วยการหายใจออกก่อนช้าๆจากจมูก รู้สึกว่าอากาศผ่านตรงกระดูกกราม ไปที่คอ อก รู้สึกค่อยแฟบลง ซี่โครง ท้อง ผ่านลำไส้ พอผ่านสะดือลงไปถึงท้องน้อย กดหน้าท้องน้อยลงเล็กน้อยเพื่อให้อากาศออกหมด และพอส (pause) หยุดนิ่งไม่หายใจสัก 4-5 วิ และค่อยหายใจเข้าทางจมูก ปล่อยหน้าท้องให้ออกมาเล็กน้อย ค่อยๆสูดลมหายใจผ่านท้อง ซี่โครง อกผาย คอกระดูกกราม และสูดลหายใจเพิ่ม และพอส สัก 4-5 วิ และปล่อยให่ลมหายใจผ่านออกทางจมูกเองโดยธรรมชาติ  ข้อสำคัญเวลาฝึกหายใจอย่าเกร็ง  อย่าพยายามมากเกินไป พยายามรีแล็กซ์ อาจหลับตา และหน้ายิ้มอย่าเครียด

คุณประโยชน์

เมื่อคุณฝึกเป็นการหายใจแบบโยคีได้ จนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณ นั่ง ยืน นอน ทำได้ทั้งนั้นคุณจะค่อยๆเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ เริ่มจาก อารมณ์เย็นขึ้น ไม่โกรธง่าย ไม่ค่อยเจ็บปวดเมื่อย ความจำดีขึ้น บุคลิกดี ขึ้นท่ายืน นั่ง เดิน ดี ผิวมีน้ำนวลขึ้นเพราะเลือดลมดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้นเพราะท้องได้รับอ๊อกซิเจนมากขึ้นทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานระบบย่อยดี กล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับขึ้น  ภายในร่างกายที่มองไม่เห็นแต่ที่แน่ๆคือหัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น ทำให้หัวใจเกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายของเลือดไปที่ปอดดีขึ้น ช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ  ดิฉันรู้อย่างหนึ่งว่า ภูมิต้านทานดิฉันดีขึ้นมาก ไม่เจ็บป่วย จำไม่ได้ว่าเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร