โยคะเมืองไทย

สวัสดีค่ะ หายไปเดือนนึงเพราะดิฉันพึ่งกลับจากเมืองไทยได้อาทิตย์กว่า กลับมาก็รีบทำงานค้างเลยบิสซี่ทั้งอาทิตย์ และยังต้องฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ล้ามาจากโยคะในเมืองไทย

โยคะในอเมริกา

ดิฉันเป็นลูกศิษย์โยคะจากยิม 24 Hour Fitness ตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบัน ปีนี้เข้าปีที่ 7 ที่เลือกไปยิมเพราะมันถูก มีสาขาทั่วเมกา มีคลาสโยคะและคลาสออกกำลังอื่นๆ เช่น ซุมบ้า อโรบิค พิลาเต้ เป็นต้น และอุปกรณ์ออกกำลังทุกชนิด แถมยังหลายสาขาเปิด 24 ชั่วโมงอีก ดิฉันจ่ายรายปี 2 ปีต่อครั้ง เฉลี่ย $14 ต่อเดือนเท่านั้น และที่ดิฉันชอบคือ ครูแต่ละคนสอนไสตล์ต่างกัน ระหว่าง 6 ปีดิฉันก็ได้ไปลองเรียนโยคะตามสตูดิโอ ไสตล์กุณฑาลิณีโยคะ โยคะร้อน และไทชี แต่ก็เลิกไป เพราะร่างกายกระซิบบอกว่าเพลาๆหน่อย ไสตล์โยคะในยิม ครูจะไม่ให้เราทำท่ายากๆที่อาจเป็นอันตราย เช่น เฮ๊ดแสตนด์ ขาพาดไหล่ ท่าหิงห้อย  เพราะนักเรียนมีทุกระดับ และคงกลัวนักเรียนบาดเจ็บและอาจถูกซู (คงเป็นกฏของยิม) ส่วนมากเป็นไสตล์ “หัตถะโยคะ” (Hatha Yoga)  หลังจากที่ดิฉันได้เรียนจบหลักสูตรโยคะ 500 ชั่วโมง และเรียนคอร์สโยคะต่างๆรวม “แอนนาโตมี่” (Anatomy) ได้ทำความรู้จักกับสรีระของตัว ตอนนี้ก็รู้สึกอยู่ตัว ปัจจุบันแต่ละอาทิตย์ ไปโยคะที่ยิม 6 วัน สอน 3 วันต่อ พัก 1 วัน และเดินที่ปาร์คข้างบ้านทุก เช้า เย็น เก๊าะอยู่ตัว แฮ็ปปี้ สดชื่นมากๆหลังโยคะเสร็จ ทั้งร่างกายและจิตใจ

โยคะในเมืองไทย

คราวที่แล้วดิฉันอยู่ไทย ได้ไปโยคะที่สตูดิโอ มีสอน 4 วันต่ออาทิตย์รอบเช้า นอกนั้นรอบเย็น ตอนไปลงเรียนนึกในใจว่าโย 4 วันเช้าเท่านั้นไม่พอ จะต้องไปหาสตูดิโอเรียนเพิ่มรอบเช้าอีก 2 วัน (ดิฉันไม่ชอบไปโยคะรอบเย็น สงสารสามีที่ต้องรอทานข้าวเย็น) อาทิตย์แรกดิฉันไปโย ก็ “ว๊าว” (Wow!)“คัลเจ้อร์ ช็อค” (Culture shock) นักเรียนสาวๆหุ่นเพรียว มักคุยกันแต่เรื่องน้ำหนัก ส่วนคุณครูสอนดีเก็บท่าละเอียด  แต่ๆละท่าครูจะให้นิ่งอยู่นาน ซึ่งดิฉันก็โอกับมัน แต่จะมีท่ายากๆหลายท่า  3วันแรกดิฉันแทบเดี้ยง พอวันศุกร์มาถึง กัดฟันทำไปเพราะ“อีโก้” (Ego) พอวันเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ดิฉันนอนแผ่ ปวดเมื่อยร่างกายไปหมด ยกเลิกความคิดที่จะไปโยคะ 6 วัน  ต้องวิ่งไปนอนนวดน้ำมันผ่อนคลาย พออาทิตย์ที่2 กล้ามเนื้อพอชินขึ้น ก็พอไหว 4 วันรวด แต่ต้องพึ่งหมอนวดวันหยุด ที่ไม่เข้าใจและพยายามหาสาเหตุว่า เวลาโยคะในอเมริกา ทั้ง โย และสอน รวม 9 ครั้งต่ออาทิตย์ ร่างกายแฮ็ปปี้มาก แต่โยคะในเมืองไทยเพียง 4 วันต่ออาทิตย์ ทำไมร่างกายมันเปลี้ยและล้าไปหมดทั้งวัน (ไม่อยากใช้คำว่าเดี้ยง)

คำอุทธาหรณ์

วันดิฉันบินกลับเมกา ได้อ่านแม็กกาซีน “ชีวจิต” ฉบับวันที่ 1 มีนาในเครื่องบิน เขียนโดยครูปาล์ม-ฐิตวินน์ คำเจริญ หัวข้อเรื่อง “ท่านักรบ แก้อ่อนเพลีย” ครูปาล์มเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์โยคะ ขอนุญาตลอกบทความบางส่วนมาลงในที่นี้

เมื่อผมฝึกท่าพื้นฐานได้แล้ว จึงเริ่มฝึกท่ายากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ผมทรงตัวไม่ดี เมื่อเท้าเหยียบพื้นก็ล้มทันที และรู้สึกเสียวแปลบจากบริเวณกระดูกสันหลังมาถึงก้านคอ ก้มคอไม่ได้ นั่งไม่ได้ จนต้องไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าผมฝึกโยคะมากเกินไปทำให้หมอนรองกระดูกไหลออกมาทับเส้นประสาท หลังจากนั้นผมต้องทำกายภาพบำบัดและหยุดฝึกโยคะหลายเดือน เมื่ออาการดีขึ้นนักกายภาพบำบัดก็อนุญาตให้ผมฝึกโยคะได้ แต่ผมต้องกลับไปเริ่มฝึกโยคะใหม่หมด เรียกว่าเริ่มจากศูนย์  เพราะมีความรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ผมจึงค่อยๆเรียน ค่อยๆรู้จักกับร่างกายตัวเองอย่างละเอียดขึ้น เป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้ผมกลับมาฝึกโยคะได้อีกครั้ง และอยากถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้แก่คนอื่น” ครูปาล์มยังพูดต่อว่า “เวลาที่สอน ผมมักบอกนักเรียนเสมอว่า เวลาฝึกท่าต่างๆต้องรู้จักร่างกายตัวเอง ไม่ใช่ทำตามคนอื่นทั้งหมด เพราะนั่นไม่ใช่ร่างกายของเรา

พอดิฉันอ่านบทความนี้ ต้องขอขอบคุณครูปาล์ม ทำให้ดิฉันรู้สึกดีขึ้นมาก เลยหยุดหาคำตอบว่าร่างกายตัวเป็นอะไรเนี่ย ร่างกายมันตอบเองให้เสร็จ ว่า “ชิวๆมั่งซิคุณ!