คำตัดสินจากศาลสูงสุด

สัปดาห์ที่แล้ว 25 มิ.ย 2015 และ 26 มิ.ย 2015 ศาลสูงสุดสหรัฐ “ยู เอ็ส ซุพพีมคอร์ท” (U.S. Supreme Court) ได้ตัดสินคดีสำคัญมาก 2 คดี คือ (1) คดีประกันสุขภาพฉบับ“โอบาม่าแคร์”(ObamaCare) โจทก์คือรัฐ 26 รัฐซูรัฐบาลกลางว่ารัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับให้รัฐต้องช่วยจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พลเมืองในรัฐ  ผลคดีคือ จำเลยคือรัฐบาลกลางชนะ เท่ากับโอบาม่าแคร์มีผลบังคับใช้ต่อไป และ (2) คดี “เซมเซ็กส์แมริเอจ”(Same Sex Marriage) โจทก์ซูรัฐโอไฮโอที่ไม่ยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันที่ถูกกฎหมายมาจากรัฐอื่น ผลคดี โจทก์ชนะ รัฐทุกรัฐต้องยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันจากรัฐอื่น และขยายกว้างขึ้นคือทุกรัฐต้องยอมรับการจดทะเบียนสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ว่าถูกกฎหมาย

คดี “โอบาม่าแคร์”

“โอบาม่าแคร์” เป็นชื่อสมญานามเพราะ ป.ธ.น. โอบาม่า เป็น ป.ธ.น. คนแรกที่ดันกฎหมายฉบับปฏิรูประบบสาธารณสุข ของอเมริกาฉบับแรกผ่านสำเร็จในปี 2010 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2014 ชื่อเต็มยศคือ Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) แปลตรงตัวคือ “กฎหมายปกป้องคนไข้และให้คนไข้จ่ายไหว” จุดมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยผู้มีรายได้ต่ำ และต้องการให้ประชาชนทุกคนมีประกันสุขภาพ ปัจจุบันคนอเมริกันมากกว่า 45 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพเนื่องจากค่าเบี้ยประกันแพงมาก (ดิฉันจ่ายค่าประกันสุขภาพเดือนละ $1,100 สามีภรรยา นี่กรณีสุขภาพดีนะคะไม่เคยป่วยหนัก) ในอเมริกาคนที่มีประกันสุขภาพได้มาจาก (1) จากที่ทำงานโดยนายจ้างจ่ายส่วนหนึ่งและลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งโดยหักจากเงินเดือน  (2) ซื้อประกันเอง (3) จากรัฐบาล เรียก “เมดิแคร์” (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และคนไข้ขั้นสุดท้าย และ“เมดิเคด” (Medicaid) สำหรับครอบครัวและเด็กที่มีรายได้ต่ำ ก่อนหน้า“โอบาม่าแคร์”อเมริกาเป็นประเทศเดียวในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพสำหรับประชาชนทุกคน

ภายใต้กฎหมายคนที่อยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมายทุกคนที่ไม่มีประกันสุขภาพต้องซื้อประกันสุขภาพ โดยสามารถซื้อได้จากองค์กรเรียกตลาดประกันสุขภาพ (Health Insurance Marketplace) ในราคาถูกที่เขาสามารถซื้อไหวโดยเงินช่วยมากจากรัฐบาลกลางและรัฐที่คุณอยู่และจากภาษี ตามกฎหมายรัฐบาลกลางสามารถมอบหมายให้รัฐตั้งองค์กรซึ่งจะเป็นหน่วยงานดูแลเรื่องการซื้อประกันสุขภาพ หน่วยงานเปิดให้คนไม่มีประกันสุขภาพซื้อประกันภายใต้“โอบาม่าแคร์”ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2014 (แต่ละปีจะเปิดช่วงเวลาให้ซื้อได้) ผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพจะถูกปรับในรูปภาษีปลายปี  หลังจากโอบาม่าแคร์ผ่านพรรครีพับบลิคกันได้ต่อต้านมาตลอดและได้ซูรัฐบาลกลางมากกว่า 1 ครั้งเพื่อพยายามล้มกฎหมายแต่ไม่ชนะ ในแง่การเมืองคงไม่ต้องการให้ ป.ธ.น. โอบาม่าซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครทได้ชื่อเสียงซึ่งจะจารึกลงในประวัติศาสตร์

ในคดี“โอบาม่าแคร์” ชื่อคดีคือ King v. Burwell เป็นเคสจากรัฐฟลอริด้า โจทก์หรือ “เพลนทิฟ” (Plaintiff) ในที่นี้คือ ชื่ออัยการสูงสุดหรือ“แอ็ทเทอร์นี้ เจนเนอรัล” (Attorney General) รัฐฟลอริด้าและรัฐอีก 25 รัฐ คือ Alabama, Alaska, Arizona, Colorado, Georgia, Indiana, Michigan, Mississippi, Nebraska, Nevada, North Dakota, Ohio, Idaho, Iowa, Kansas, Louisiana, Maine, Pennsylvania, South Carolina, South Dakota, Texas, Utah, Washington, Wisconsin, and Wyoming เข้ามาเอี่ยวเป็นโจทก์ด้วย จำเลยหรือ “ดีเฟ็นเด้นท์” (Defendant) ในที่นี้คือ ชื่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ หรือ “ยูเอ็ส แฮ็ลท์แอนด์ฮิวแมนเซอร์วิสเซ็ส” (U.S. Health and Human Services) ประเด็นคือ รัฐไม่ต้องการแชร์ค่าใช้จ่าย คือไม่ต้องการดึงงบเงินของรัฐมาช่วยจ่ายค่าประกัน โดยรัฐฟลอริด้าและอีก 25 รัฐที่ยังไม่ยอมตั้งองค์กรตลาดประกันสุขภาพเถียงว่า ในบทบัญญัติหรือ“โพรวิชั่น”(Provision)ของกฎหมายฉบับนี้กำกวม ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกลางมอบหมายรัฐให้ต้องตั้งองค์กร ศาลตัดสินแบบแคบๆโดยตีความหมายว่า “โพรวิชั่น” ของกฎหมายว่า ไม่กำกวมรัฐบาลกลางมีอำนาจที่จะมอบหมายให้รัฐได้ (คือ คำตัดสินเราสูงสุด) การตัดสินคดีนี้ถือเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของ ป.ธ.น. โอบาม่า

คดี“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

หนึ่งวันหลังศาลตัดสินคดีโอบาม่าแคร์ ศาลสูงสุดได้ตัดสินคดี“เซมเซ็กส์แมริเอจ” ชื่อคดีคือ Obergefell v. Hodges ให้โจทก์ชนะ คดีนี้โจทก์ซูผู้ว่ารัฐโอไฮโอ ว่ากีดกัน“เซมเซ็กส์แมริเอจ” เรื่องคือ นาย Obergefell ได้จดทะเบียนสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”กับพารท์เน่อร์อย่างถูกกฎหมายในรัฐแมรี่แลนด์ วันที่ 11 กค 2013 ตอนนั้นพาร์ทเน่อร์ป่วยอยู่ขั้นสุดท้าย เขาทั้งสองกลับไปรัฐโอไฮโอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นพาร์ทเน่อร์ตาย โจทก์ไปที่สำนักงานเขตรัฐเพื่อให้ใส่ชื่อเขาเป็นคู่สมรสลงในใบมรณะบัตรแต่ทางเขตไม่ยอม เนื่องจากรัฐฟลอริด้าไม่ยอมรับการสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”จากรัฐอื่น ศาลได้ตัดสินคดีนี้ว่า รัฐฟลอริด้าได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญส่วนบุคคลและไม่ให้ความเสมอภาคต่อบุคลล นอกจากนี้ศาลตัดสินกว้างออกไปอีกว่า นับจากนี้ต่อไปรัฐทุกรัฐต้องรับจดการจะทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกันว่าถูกกฎหมาย และต้องรับทะเบียนสมรส “เซมเซ็กส์แมริเอจ”จากรัฐอื่น

คำตัดสินนี้ถือว่าเป็นชัยชนะอย่างใหญ่หลวงของคู่สมรส“เซมเซ็กส์”เพศเดียวกัน เพราะพวกเขาถูกกีดกันในแง่กฎหมายที่จะได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลเบี่ยงคู่สมรสระหว่างหญิงชาย เช่น ประกันสุขภาพ  ภาษี เงินช่วยแม่หม้ายพ่อหม้าย เงินประกันสังคม เงินเกษียรและบำนาญ เป็นต้น นอกเหนือจากการกีดกันทางด้านจิตใจ และปฏิกริยาการแสดงออกจากคนภายนอกที่ไม่ชอบพวก GLBTQ (ย่อมาจาก G- Gay “เกย์”  L-Lesbian “เลสเบี้ยน” B- Bisexual “ไบเซ็กชัวล” (รักร่วมได้ทั้งสองเพศ) T-Transgender “ทรานสเจ็นเด้อร์”(ผู้แปลงเพศ) Q-Queer “เควียร์” (การร่วมเพศระหว่างชายและชายแบบพิสดาร) อันนี้ห้ามจิตใจกันไม่ได้ แต่กฎหมายรัฐต้องให้ความเสมอภาภต่อพลเมืองทุกคน

ดิฉันซึ้งคำกล่าวโดยท่านตุลาการ“เคเนดี้” มาก ที่กล่าวในคำตัดสิน เลยต้องแปลมาให้อ่านกัน

“ไม่มีการ “ผูกมัดหรือมารวมกัน”(“ยูเนียน” Union) ใดยิ่งใหญ่เท่าการสมรส เพราะมันรวมความรัก ความซื่อสัตย์ การอุทิศตน การเสียสละ และความเป็นสถาบันครอบครัว ในการจดทะเบียนสมรส การมารวมกันของคนสองคนกลายเป็นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยเป็นมา ดั่งผู้ที่มายื่นคำร้องเหล่านี้ พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า การสมรสนั้น รวบรวมในรูปของความรักที่ยืนหยัดแม้กระทั่งหลังตายไปแล้ว มันเป็นการไม่ถูกที่จะบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่เคารพในมโนคติของการสมรส พวกเขาต้องการให้เรารู้ว่า เขาเคารพการสมรส เคารพอย่างอย่างลึกซึ้งมาก พวกเขาต้องหาวิธีที่จะทำให้เขามีความรู้สึกเต็มเปี่ยมในตัวเขาเอง ความหวังของพวกเขาไม่ได้ต้องการให้เราประณามพวกเขาให้ผจญอยู่กับความปล่าวเปลี่ยว แยกพวกเขาออกจากวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม พวกเขาขอร้องในสายตาของกฎหมายให้เกียรติและศักดิ์ศรีต่อพวกเขา ฉะนั้นรัฐธรรมนูญให้สิทธินี้ต่อพวกเขา”

“No union is more profound than marriage, for it embodies the highest ideals of love, fidelity, devotion, sacrifice, and family. In forming a marital union, two people become something greater than once they were. As some of the petitioners in these cases demonstrate, marriage embodies a love that may endure even past death. It would misunderstand these men and women to say they disrespect the idea of marriage. Their plea is that they do respect it, respect it so deeply that they seek to find its fulfillment for themselves. Their hope is not to be condemned to live in loneliness, excluded from one of civilization’s oldest institutions. They ask for equal dignity in the eyes of the law. The Constitution grants them that right.”

โปรดอ่านเพิ่มความรู้เเกี่ยวกับ “ระบบศาล อำราจการปกครองรัฐและรัฐบาลกลาง และสิทธิรัฐธรรมนูญ” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” บทที่ 1 ระบบปกครองและกฎหมาย คุณสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้จากดิฉัน เล่มละ $55 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308