อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก

อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก America, The Greatest Country on Earth

ในที่สุด “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Republican National Convention RNC) และ “เดโมแครท แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Democratic National Convention DNC) พึ่งสิ้นสุดไป เป็นการฉลองของแต่ละพรรค มีการประกาศชื่อตัวแทนพรรค (ผู้ที่ได้“เดเลเกท”หรือคะแนนสูงสุด) อย่างเป็นทางการ  และตัวแทนพรรคจะประกาศชื่อ “รันนิ่ง เมท” (Running Mate) หรือว่าที่รองประธานาธิบดีในวันนั้น นาย“ดอนัลด์ ทรัมพ์”(Donald Trump) ได้เป็นผู้นำพรรครีพับ บลิคกัน และเขาเลือก นาย“ไมค์ เพ๊นซ์”(Mike Pence) ผู้ว่าหรือ “กัฟวันเน่อร์”(Governor) รัฐอินเดียน่าเป็น“รันนิ่ง เมท”  ส่วนเดโมแครท นาง“ฮิลลารี่ คลินตัน” (Hillary Clinton) ได้เป็นผู้นำพรรค เธอเลือกนาย“ทิม เคน” (Tim Kane) วุฒิสมาชิกหรือ “เซเนเต้อร์” (Senator) รัฐเวอร์จิเนีย  เป็น“รันนิ่ง เมท” พรรค“รีพับบลิคกัน” ระหว่าง 18-21 ก.ค. ส่วน“เดโมแครท” 25– 28 ก.ค.

ดิฉันกลับจากเที่ยวยุโรปวันที่ 17 ก.ค. ทันได้ดูแนชันเนิล คอนเว็นชั่นพอดี ดิฉันไม่ได้ติดตาม “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” เพราะ“เจ๊ทแล๊ก” (Jet Lag) และขี้เกียจฟัง “ทรัมพ์” พ่น แต่ได้ติดตาม“เดโมแครติค แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” วันแรกนาง “มิชเช็ล โอบาม่า” ภรรยาป.ธ.น.โอบาม่า ออกมาพูด ประโยคที่เธอพูดติดใจดิฉันมากคือ “America, The Greatest Country on Earth” (อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก) เพราะตอนกลับจากยุโรป เมื่อลงจากเครื่องบินเหยียบเท้าแผ่นดินอเมริกาเท่านนั้น รู้สึกเหมือนขื้นสวรรค์

เที่ยวยุโรป

ไปยุโรปคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉันซื้อทัวร์บริษัท“โกลบัสทัสร์” (Globus Tour) และเลือกเที่ยวยุโรปตอนใต้ประเทศในกลุ่มคาบสมุทรไอบีเรีย หรือ“ไอบีเรีย  เพ็นนินสุล่าา” (Iberia Peninsula) รวม เสปน ปอร์ตุเกส ช่องแคบจิบรอลต้า และมอร็อคโค 13 วัน ทุกครั้งที่เราไปยุโรปจะไปประเทศทางเหนือ เราออกจากลอสแอนเจลิสวันที่ 4 ก.ค. วันชาติอเมริกา “อินดีเพ็นเด็นท์ เดย์” (Independent Day) ถึง “มาดริด” (Madrid) เมื่อหลวงเสปนบ่ายวันที่ 5 ก.ค. วันรุ่งขึ้น 6 ก.ค. โปรแกรมตระเวนเมือง“มาดริด” เราสวนทางกับ “มิชเช็ล โอบาม่า” ลูกสาว 2 คน “มาเลีย” “ซาช่าห์” (Malia & Sasha) อยู่ที่เมืองมาดริดพอดี เธอมา“โพรโมท”การศึกษาของผู้หญิง และพา “มาเลีย” ลูกสาวคนโตที่พึ่งจบไฮสกูลมาดู “มหาวิทยาลัยที่เมืองเซวีล” (University of Seville) ตามช่าวในเสปนว่า “มาเลีย”คิดจะมาเรียนที่นี่ 1 ปี คณะเธอพึ่งออกจากมาดริดก่อน 1 วัน โชคดีการจราจรไม่ติดขัด เรานอน“มาดริด” 2 คืน

ซาลามังคา

วันที่  7 ก.ค. เราออกเดินทางโดยรถทัวร์จากมาดริดซึ่งอยู่ภาคกลางของประเทศ ไปทางตะวันตกเมือง “ซาลามังคา” (Salamanca) ระหว่างทางเราแวะเมือง “ซะโกเวีย” (Segovia) ดูสะพานส่งน้ำที่ชาวโรมันสร้าง 2000 กว่าปี “โรมัน อะคัวร์ดัค”(Roman Aqueduct) เราไปถึงเมือง “ซาลามังคา” เย็น ที่พักสุดยอด เป็นพระอารามหรือ“มอนัสเตรี่” (Monastery) เก่าแก่มากกว่า 700 ปี  ปัจจุบันเป็นโรงแรม สปา ชื่อ “ฮาเซียนด้า ซอริต้า” (Hacienda Zorita) สวยสุด วิว ทิวทัศน์ ก่อนเข้าสถานที่ เราเห็นแกะที่เขาเลี้ยง ฟาร์มต้นมะกอก ต้นองุ่น “เกรพไวน์” “มอนัสเตรี่” นี้มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์  ประมาณปี ค.ศ. 1492  “คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” ได้มาพักที่นี่ ตอนที่เขาเข้าพบ “กษัตริย์และราชืนีแห่งสเปน คิง เฟอร์ดินาน และควีนอิสซาเบลล่า” (King Ferdinand and Queen Isabella) เพื่อขอให้ท่านสปอนเซ่อร์การเดินทางไปแผ่นดินใหม่ “อีสท์ อินดิส” (East Indies) หรือ“อินเดียฝั่งตะวันออก” เพื่อแสวงหาเครื่องเทศ ไฮท์ไลท์ของทัวร์นี้ คือ ดิฉันได้นอนห้องที่“คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” นอน  ห้องเบอร์ 18 (ดูรูป ข้างใน และวิวข้างนอก) ชื่อหน้าห้องเขียน CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN แปลตรงตัว คือ ห้องของ พลเรือเอก คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส ภาษาสแปนิชสะกดชื่อ “คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” เป็น  Cristóbal Colón ภาษาอิตาเลียนสะกด Cristoforo Colombo  โคลัมบัสเป็นชาวอิตาเลียน ส่วนภาษาลาตินสะกด Christophorus Columbus ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองได้ห้องประวัติศาสตร์ พอดีเพื่อนทัวร์ชาวเปอร์โตริกัน ขึ้นมาดูห้อง พอเห็นป้ายหน้าห้อง กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ว่าดิฉันได้นอนห้อง คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส  (ใครจะอ่านออกเน๊อะ) โปรแกรมวันนั้น อาหารเย็นมี “ไวน์   เทสติ้ง” (Wine tasting) เทสท์ น้ำมันมะกอก และเนยแข็ง ซึ่งทำเองที่นั่น “ออแกนนิค”แท้ ยกเว้นไวน์ที่เสริฟชื่อ La Rioja มาจากทางเหนือของสเปน

CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN
CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN
เตียงที่เรานอน คงไม่ใช่เตียงโคลัมบัส
เตียงที่เรานอน คงไม่ใช่เตียงโคลัมบัส
Picture3
ห้องน้ำ เห็นวิวข้างนอก
วิวนอกห้องนอนและห้องน้ำ
วิวนอกห้องนอนและห้องน้ำ

ลิสบอน “ลิสโบว่า”

เราออกจาก “ซาลามังคา” วันที่ 8 ก.ค. รถขับต่อไปทางตะวันตก ไปเมือง “ลิสบอน” เมืองหลวงประเทศปอร์ตุเกส ภาษา “ปอร์ตุกีส” สะกด “Lisboa” อ่าน “ลิสโบว่า” เรานอนที่นั่น 2 คืน ระหว่างทาง เราหยุดดู สถานที่มีปาฏิหารเจ้าแม่ฟาติมา เรียก “บาสิลิก้า” (Basilica) เลยพึ่งรู้ความแตกต่างระหว่าง “คาทริดัล” (Cathedral) และ “บาสิลิก้า” “คาทริดัล” คือโบสถ์ เป็นสถานที่ๆท่าน “บิชอบ” เคยมาเทศ ส่วน  “บาสิลิก้า” คือ สถานที่ๆมีปาฏิหาร ดิฉันชอบ “ลิสโบว่า” ค่าครองชีพถูก บ้านเมืองน่าอยู่ อากาศดีเพราะอยู่ติดทะเล เราทานอาหารมีชื่อของลิสโบว่า คือ หอยทากตัวเล็ก เรียก “สเนลส์” (Snails หรือ Caracois) (ดูรูป) เป็นอาหารแกล้มกับถั่วปากอ้า อร่อยสุดยอดกินกับเบียร์ท้องถิ่น และอีกอันที่ชอบคือ “ฟาโด มิวสิค”เป็นเพลงไสตล์ประจำชาติ จะมีร้องทั่วไปตามร้านอาหาร “ฟาโด ไสตล์” เป็นเพลงที่ออกความรู้สึกมาก มักเกี่ยวกับความหวังและการรอคอยคนรักกลับมากจากเรือประมง

คืนวันที่ 9 เรายังอยู่ “ลิสโบว่า” คืนนั้นตรงกับวันแข่ง บอลยูโร รอบชิงชนะเลิส ระหว่างปอร์ตุเกส และฝรั่งเศษ พวกเรานั่งดูในล็อบบี้โรงแรมเชียร์ช่วยกันลุ้นทีมปอร์ตุเกส เพราะหัวหน้าทัวร์เราเป็น ชาวปอร์ตุกีส ชื่อ Luis ผลคือ ปอร์ตุเกสชนะ 1-0 รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค. เราโชคดีอีก ออกจาก ลิสโบว่าแต่เช้าเลี่ยงการจราจรติดขัด เพราะวันอาทิตย์เขามีการฉลองใหญ่ ปิดถนนหลายสาย

หอยทากตัวน้อย และถั่วปากอ้า
หอยทากตัวน้อย และถั่วปากอ้า

เซวิล (เซวีย่า)

วันที่ 10 ก.ค.เราออกจาก ลิสโบว่า ไปเมือง “เซวิล” หรือ “เซวีย่า” (Seville) เราเคลื่อนขบวงไปทางไต้เข้าแคว้น “แอนดาลูเซีย” ตอนใต้ของเสปน (สเปนมี 17 แคว้นหรือ “รีเจียน” และมี 50 จังหวัด) เราโชคดีอีก ที่สวนทางกับป.ธ.น. โอบาม่า เพราะตามหมายกำหนดการโอบาม่าจะมาเจอครอบครัวและไปเมืองเซวิลเพื่อพบกับกษัตริย์เสปน  แต่ต้องเปลี่ยนแผนกลับเมกากระทันหัน เนื่องจากเหตุการณ์วุ่นวานน่าสลดใจที่ เมือง ดัลลัส เท็กซัส คืนวัน พฤหัส ที่ 7 ก.ค. ที่มี“สไน้เป้อร์” ยิงตำรวจตาย 5 ศพ  เราได้เลี่ยงการจราจรติดขัดอีกครั้งหนึ่ง  ที่เซวีย่า เราได้เห็น“มหาวิทยาลัยเซวีย่า”ที่ “มาเลีย”คิดจะไปเรียน ซึ่งเคยเป็นโรงงานทำยาสูบเก่า เราพักที่เซวีย่า 2 คืน ได้ผ่านเห็นที่ไปดูเต้นรำ “เฟลมเม็งโก้” (Flamenco) และดื่ม เหล้าผสม“แซงเกรียร์” (Sangria) สองอย่างนี้มีชื่อมากในแคว้น “แอนดาลูเซีย” อาหารอีกจานที่ดิฉันชอบมากในสเปนคืออาหารจานเล็กๆเรีนก “ทา ปาส” (Tapas) ดิฉันชอบแฮมหรือ “ฮาโมน” (Jamon) ทานกับมะกอก ฮาโมนมีหลายราคามากตั้งแต่กิโลละ 50-500 ยูโร

แฮม หรือ “ฮาโมน” (Jamon)
แฮม หรือ “ฮาโมน” (Jamon)

ทานเจียร์

วันที่ 12 ก.ค. เราออกจากเซวีย่าไป เมือง “ทานเจียร์ หรือ ทานจ่ะ”  (Tangier, Tanja) ประเทศมอร็อคโค เราต้องนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติค เมืองทานจ่ะ บ้านเมือง อาคารมีวัฒนธรรมและศิลปะผสมระหว่าง มัสลิม คริสเตียน และยิว เมืองนี้เป็นเมืองทัวริสท์  อากาศดี  ติดทะเล กษัตริย์ซาอุมีบ้านพักตากอากาศที่นั่น  ประเทศมอร็อคโคเป็นประเทศที่สงบสุข ดูเหมือนยุโรปและอาหรับไม่มีใครต้องการแตะต้อง เรานอนที่นั่น 1 คืนทานอาหารอาหรับและได้ดูระบำหน้าท้องหรือ “แบลลี่ ด๊านซ์” (Belly dance)

คอสต้า เดลซอล

วันที่ 13 ก.ค. เราออกจากทานเจียร์กลับเข้าเสปน ไปเมืองคอสต้า เดลซอล (Costa Del Sol) แปลว่า “ซันนี่ โคสท์” (Sunny Coast) มีแดด 320 วันใน 1 ปี เราพัก 2 คืน เป็นเมืองตากอากาศ ติดชายทะเล อากาศดี อาหารทะเลสดอร่อย  วันรุ่งขึ้น เราไปเที่ยงช่องแคบจิบรอลต้า (Strait of Gibraltar) ไปเช้าเย็นกลับ จิบรอลต้าเป็นประเทศหนึ่งของ “ยู เค” หรือ “ยูไนเต็ด คิงดอม” บ้านเมืองเจริญ ทัวร์พาเราไปดูลิง ที่ถ้ำ “เซ็นท์ ไมเคิล เคฟ” (Saint Michael’s Caves) เหมือนลิงเมืองเพชรบ้านเรา ดิฉันไม่ตื่นเต้นเท่าไร เพราะระหว่างทางไปหัวหิน ผ่านเมืองเพชรก็จะเห็นลิงหน้าเขาวังเดินทั่ว สนุกก็ตอนดูพวกทัวร์กรี๊ดกร๊าด

กรานาด้า

วันที่ 15 ก.ค. เช้าวันนั้นฟังข่าว เมือง“นีซ” (Nice) ประเทศฝรั่งเศษ ที่ผู้ก่อการร้ายขับรถบรรทุกเข้าถนนที่มีผู้คนกำลังฉลองวันชาติกัน มากกว่า 77 คนเสียชีวิต วันนั้นทุกคนรู้สึกเหี่ยว   เราออกจากคอสต้า เดลซอล แต่เช้าไปเมือง “กรานาด้า”  (Granada) แปลว่าลูกทับทิม ที่นี่เราไปดูปราสาท “อัลฮัมบรา” (Alhambra) เคยเป็นบ้านพักร้อนของกษัตริย์  ทัวร์นี้ดู ปราสาท และโบสถ์ จนตาลาย  ดิฉันเป็นประเภทชอบดูบ้านเมือง เดินตลาด ดูความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น และทานอาหารท้องถิ่นมากกว่า  แต่ก็ดีที่ได้เห็นปราสาท “อัลฮัมบรา”  เพราะในบ้านปาล์มฮิลส์ หัวหิน มีคนไทยที่แต่งกับสามีฝรั่งได้ไปเที่ยวปราสาท “อัลฮัมบรา”มา  เธอหลงไหลมันมาก กลับมาสร้างบ้านจำลองปราสาท “อัลฮัมบรา” ในปาล์มฮิลส์ ดิฉันไม่เคยเข้าไปข้างในบ้านเธอ  เห็นแต่ข้างนอก ใหญ่มากค่ะ ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านดิฉัน  ขนาดบ้านเราเท่ากับเรือนคนใช้ของเธอ  เรานอนที่กรานาด้า 1 คืน

กลับมาดริด

วันที่ 16 ก.ค. เราออกจากเมือง “กรานาด้า” กลับมาดริด ระหว่างทางแวะเมือ ง “โทลิโด้” (Toledo) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของเสปน หยุดระหว่างทางและแวะ โบสถ์ อีกเป็นโปสถ์สุดท้าย  Thank God!

ทุกครั้งที่ไปเที่ยวนอกประเทศกับมา ก็จะคิดเช่นนี้ตลอดว่า แต่ละประเทศทั่วโลกมีปัญหาทั้งนั้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ค่าครองชีพ การเมือง ผู้อพยพ ผู้ก่อการร้าย เป็นต้น  อเมริกามีปัญหาเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วดิฉันคิดว่า คุณภาพชีวิต และความปลอดภัยในอเมริกามีมากที่สุด  “อเมริกา ประเทศที่ดีที่สุดในโลก