เทศกาลให้

อีกไม่กี่วันก็จะคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่แล้ว ขออวยพรเลยนะคะ เผื่อไม่ได้คุยกันสัปดาห์หน้า ขอให้สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่คะ คอลัมน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นคอลัมน์ที่เขียนยากสำหรับดิฉัน เพราะตัวเองก็จะบิสซี่กับครอบครัวและคนรอบข้างในขณะที่พยายามรีบทำงานให้เสร็จ

New Year Resolution
พอใกล้ๆปีใหม่ คุณจะได้ยินคนถามบ่อยๆว่า นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของคุณคืออะไร (What is your New Year’s Resolution?) “คุณตั้งเข็มหรือโกล (goal) อะไรสำหรับปีใหม่นี้” ตามโพลในอเมริกา นิวเยียร์เรสโซลูชั่นที่ป็อปปูล่ามากคือลดน้ำหนักหรือเลิกบุหรี่ ดิฉันไม่ชอบตั้งโกลระยะยาวหรือ long term goal เพราะมันยากที่จะทำสำเร็จ ดิฉันชอบตั้งโกลระยะสั้น อาจเป็นวันต่อวันหรือต่อสัปดาห์ เพราะจะทำสำเร็จง่ายกว่า และเมื่อสำเร็จปุ๊บก็ตั้งโกลใหม่ ไม่จำเจน่าเบื่อ โกลประจำวันของดิฉันถ้าจะยืมไปใช้บ้างก็ได้นะคะ คือ “ให้”การให้ของดิฉันมีความหมายกว้างมาก ไม่เพียงแต่ไปทำบุญทำทานเท่านั้น ดิฉันโชคดีหน่อยที่สามารถ“ให้”ได้ทุกวันเนื่องจากอาชีพทนายความอำนวย เพราะดิฉันต้อง“ให้วิทยาทาน”รายวันอยู่แล้วต่อคนแปลกหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาและรายสัปดาห์เขียนคอลัมน์กฎหมายนี้

ให้ครอบครัวหรือคนรัก
ถ้าอาชีพคุณไม่อำนวยที่จะพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าทุกวันอย่างดิฉัน แต่คุณก็ยัง“ให้”ได้เริ่มจากครอบครัวซึ่งถือเป็นสังคมแรกของมนุษย์ การให้ไม่ได้หมายถึงแต่ให้ของขวัญปีใหม่หรือหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอย่างเดียว ดิฉันหมายถึงรวมการให้อื่นๆในสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่น “ให้เวลา” กับครอบครัว เวลาคุณอยู่บ้านร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ดิฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆทุกวันเสาร์พี่น้อง 5 คนนั่งครบหน้าครบตากันเป็นชั่วโมงที่โต๊ะอาหารนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ 4 กระป๋องใหญ่ (ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณพ่อประหยัดมาก หรือมีจุดประสงค์ให้ลูกๆได้นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน) หรือ “ให้คำชม” ดิฉันจำได้ว่าคุณแม่ดิฉันชอบชมลูกคนอื่น ดิฉันต้องเตือนคุณแม่ว่าให้ชมลูกตนเองบ้าง ฉะนั้นนึกถึงสิ่งดีของลูกและคนรักและให้คำชมเขา และอย่าลืมพูดขอบใจหรือขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อย ดิฉันจำได้ว่าเวลาที่ดิฉันโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ คุณแม่จะบอกว่า “ขอบใจนะ ลูก” แค่นี้เราก็รู้ว่าแม่รักและดีใจที่เราโทรไป

ให้เพื่อนบ้าน
Love Thy neighbors อันนี้ต้องขอยืมหลักพระคัมภีร์มาใช้ว่า “ให้รักเพื่อนบ้านของท่าน” เพื่อนบ้านถือเป็นสังคมที่ใกล้ชิดรองมาจากครอบครัว คุณจะไม่มีความสุขเลยถ้าคุณทะเลาะหรือไม่ถูกชะตากับเพื่อนบ้าน ลองหัดยิ้มและ say hello กับเพื่อนบ้านทุกครั้งที่คุณเห็นเขา ถ้าคุณขับรถผ่านเห็นเพื่อนบ้านยืนอยู่หน้าบ้าน ก็ออกแรงนิดหน่อยโดยเปิดกระจกและตะโกนทักเขา หรือโบกมือให้เขาทุกครั้งที่คุณขับรถสวนกัน เวลาคุณจะไม่อยู่บ้านก็ไปฝากบ้านกับเขาสั่งเสียเพื่อนบ้าน ถ้าคุณมีต้นไม้ยื่นไปบ้านเขาและมีผลไม้ก็ไปเสนอให้เขาเก็บกิน ถ้าเขามีผลไม้ยื่นมาบ้านคุณก็ไปขออนุญาตเขาเก็บกิน และภายหลังค่อยคุยกันเรื่องช่วยกันตัดกิ่งไม้ ถ้าคุณจะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ก็ไปบอกกล่าวเขาว่าขออนุญาตเสียงดังหน่อยนะ และถึงวันงานก็นำกับข้าวไทยไปให้เขาสักจาน แค่นี้คุณก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

ให้คนงานและคนรู้จักข้างเคียง
คนข้างเคียงนี้ดิฉันรวมหมด ทั้งเพื่อนฝูง ลูกจ้าง คนงาน คนที่ให้บริการเรา เช่น บุรุษหรือสตรีไปรษณีย์ คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน กับเพื่อนฝูงก็ “ให้เวลา” “ให้อภัย” แบ่งเวลาโทรไปเม๊าท์กัน อย่าคิดเล็กคิดน้อย อย่าลืมว่าคนยิ่งสนิทรักก็จะขัดใจกันมาก ก็หัด“ให้อภัย” กัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงานโดยเฉพาะลูกจ้างร้านอาหารไทย ก็“ให้หรือแผ่เมตตา”ต่อลูกจ้าง (ดิฉันเชื่อว่าคนงานร้านอาหารไทยไม่ว่าจะเป็นคนเสริฟหรือคนครัวเขาทำงานหนักมาก นึกภาพยืนผัดหรือเดินเสริฟอาหารทั้งวันๆละ 12 ชั่วโมงคงปวดหลังมาก) ให้เขาพักบ้าง ให้เขาออกไปทำธุระ และอย่าลืมให้ “โบนัส” เป็นสินน้ำใจเขาสิ้นปี ดิฉันรู้จักนายจ้างรวยๆหลายคนที่ไปทำบุญเป็นประจำ แต่ลืม “ให้” ลูกน้องหรือคนงาน สำหรับคนที่ให้บริการเรา รวมบุรุษหรือสตรีไปรษณีย์(ถึงแม้ทางไปรษณีย์จะไม่สนับสนุนให้คนงานรับทิป ตามกฎถ้าทิปไม่เกิน $20 เขาอนุญาตค่ะ) คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน อย่าลืมใส่ซองของขวัญปีใหม่ให้เขานะคะ

ให้คนแปลกหน้า
ดิฉันเคยเห็นคนใส่เสื้อยืด T-shirt เขียนข้างหน้าว่า smile, it confuses people “ยิ้ม มันจะทำให้คนสับสน” ดิฉันอ่านแล้วก็ขำเพราะคนอ่านยิ้มแต่คนใส่ไม่ยักยิ้ม ปีใหม่นี้คุณอาจตั้ง goal ด้วยการ “แผ่เมตตา” โดยเริ่มจาก“ยิ้มให้”คนแปลกหน้า (รับรองว่าโลกที่ยุ่งเหยิงจะสว่างไสวมากขึ้น) แต่ละวันให้คิดว่าวันนี้คุณ “ยิ้ม” แล้วหรือยัง ตัวอย่าง เวลาขับรถถ้าถูกแซง แทนที่จะยกนิ้วกลางให้ ก็ยิ้มให้แทน โดยเฉพาะเทศการช๊อปปิ้งนี้เวลาจะจอดรถถ้าจะแย่งกันจอดรถก็“ให้”คนอื่นเขาจอดไปก่อน คิดว่าเราจอดรถไกลดีกว่าได้เดินออกกำลัง

ให้ประเทศ
คุณเคยได้ยินคำขวัญของประธานาธิบดี John F. Kennedy หรือไม่คะที่ว่า “ไม่ถามว่าประเทศทำอะไรให้เรา ให้ถามว่าเราทำอะไรให้ประเทศบ้าง” นอกจากให้สังคมเล็ก ถ้าคุณมีโอกาส คุณควรจะเริ่มคิดให้สังคมใหญ่ คือทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ภาษาฝรั่งเรียก “ซิวิค ดิวตี้” (civic duty) ซิวิค ดิวตี้ คือหน้าที่พลเมืองดีต่อประเทศชาติ เช่น ออกเสียงเลือกตั้ง จงรักภักดีต่อชาติ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นการอาสาสมัครต่างๆ เช่น ถ้าในเมืองที่คุณอยู่มีงานอะไร คุณอาจจะรับอาสาไปช่วย เช่น วันเลือกตั้ง ทางซิตี้ที่คุณอยู่อาจต้องการพลเมืองอาสาสมัครช่วยนับคะแนน เป็นต้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ดิฉันอาสาสมัครทำโปรเจ็คต่างๆให้ซิตี้ออฟ ลา พาลม่า เป็นเมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่ (เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใน ออเร็นจ์ เคาน์ตี้ ติดแอลเอ เคาน์ตี้ มีพื้นที่เพียง 1.8 ตารางไมล์ มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยนะคะ เพราะปีนี้เรามี ซิตี้ เคาน์ซิล ไทยคนแรกคือ คุณเฮ็นรี่ เจริญ) เนื่องจากดิฉันตกกระไดพลอยโจนกับลูกชายที่รบเร้าให้ดิฉันพาเขาไปสมัครเป็นตำรวจอาสาสมัคร ดิฉันก็ต้องตามไปสถานีตำรวจช่วยลูกกรอกฟอร์ม เลยถูกตำรวจชวนให้ไปเป็นอาสาสมัครด้วย ตอนนี้ดิฉันก็ต้องเจียดเวลาเดือนละหนึ่งถึงสามวันไปอาสาสมัครช่วยเขียนคอลัมน์ให้ตำรวจในหนังสือพิมพ์รายเดือน และต้องไปมีทติ้งเดือนละครั้ง ไม่ใช่ง่ายๆเพราะเวลาดิฉันจะปลีกตัวไปจากงานและครอบครัวยากมาก แต่ก็โอเค ผลที่ได้กลับก็ถือว่าเป็นการดี เพราะนอกจากจะถือว่าเป็น ซิวิค ดิวตี้ หน้าที่พลเมืองดีอย่างหนึ่งแล้ว การที่มีอาสาสมัครเดินเข้าออกในกรมตำรวจอย่างอิสระ จะทำให้ตำรวจเกรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตและไม่กล้าใช้อำนาจเกิน พวกอาสาสมัครทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ watchdog ไปในตัว ผลพลอยได้อื่นๆจากอาสาสมัครคือ ดิฉันรู้จักตำรวจแทบทุกคนในซิตี้และคนอาสาสมัครอื่นๆ และได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกไปเรียนเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ เช่นดิฉันเพิ่งไปเรียนหลักสูตร 8 สัปดาห์ วิธีช่วยตนเอง ครอบครัวและคนอื่นในยามที่มีภัยภิบัติฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยจากผู้ก่อการร้าย เป็นต้น และดิฉันได้ไปฝึกซ้อมยิงปืน และเรียนเกี่ยวกับแก๊ง การค้าของเถื่อนต่างๆ เป็นต้น ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อตน และทำเพื่อชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้กลับคืน คือ ครอบครัวพากพูมใจมากที่ดิฉันไปอาสาสมัคร ก็ทำให้ดิฉันอิ่มใจไปด้วย
สรุป อย่าลืมนะคะ มาตั้ง new year resolution กันเถอะค่ะ ให้ๆบ้าง จำได้ว่าน้องชายดิฉันเคยพูดว่า การให้คนอื่น ก็เหมือน ให้ตนเอง เพราะมันทำให้เรามีความสุข

ใบเขียวแต่งงานจากเมืองไทย

ช่วงระยะปีสองปีที่ผ่านมา ดิฉันจะทำใบเขียวแต่งงานระหว่างชายฝรั่งแต่งงานกับสาวไทยในเมืองไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยุคอินเตอร์เน็ต ก็จะมีการติดต่อออนไลน์มากขึ้น เวลาดิฉันทำใบเขียวแต่งงานและเห็นสามีฝรั่งรักและให้เกียรติสาวไทย ดิฉันก็จะแฮ็ปปี้สุดๆ แต่ถ้าเห็นคู่ที่ฝรั่งพูดถึงสาวไทยโดยไม่ให้เกียรติกัน ดิฉันก็แฮ็ปปี้น้อยลงและปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณทนายทำตัวเป็นกลางทำเคสให้สำเร็จไป (ถึงแม้ใจไม่ค่อยเป็นกลางเพราะต้องเห็นใจสาวไทยแน่นอน) สิ่งที่ดิฉันให้คุณได้คือ ให้ความรู้กฎหมายต่อคุณผู้หญิงไทยที่ทำใบเขียวแต่งงานและอยู่ๆก็ย้ายไปอยู่ต่างแดนโดยไม่มีแบ็คกราวนด์กฎหมายและรู้สิทธิตนเอง เพราะถ้าคุณมีความรู้ด้านกฎหมายเท่ากับคุณมีอาวุธคุ้มครองตัวคุณเอง เพื่อสามีฝรั่งหรือสามีไทยที่ทำใบเขียวนำคุณมาจากเมืองไทยก็จะให้เกียรติคุณและไม่เหยียบย่ำคุณ
ขั้นตอนและระยะเวลาทำใบเขียวแต่งงาน
ก่อนจดทะเบียน
กรณีที่แฟนฝรั่งบินมาจดทะเบียนที่เมืองไทย ก่อนที่คุณทั้งสองจะไปจดทะเบียน แฟนฝรั่งต้องไปสถานทูตอเมริกันไปขอใบคล้ายๆใบรับรองสถานภาพว่าตนเป็นโสดสามารถจดทะเบียนกับหญิงไทยได้ เรียกใบแวริฟิเคชั่น ออฟ สแตตัส (Verification of Status) เขาต้องนำพาสปอร์ตอเมริกัน และถ้าเขาเคยจดทะเบียนมาก่อนให้เขานำใบหย่าไปด้วย เขาให้ข้อความต่อหน้าท่านกงสุล จ่ายค่าธรรมเนียมและทางกงสุลออกใบรับรองให้ เมื่อได้รับรองซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเขาก็ต้องนำไปแปลเป็นไทยและนำไปให้กระทรวงการต่างประเทศรับรอง ขอแนะนำให้นำไปให้สถานที่รับแปลเอกสารแปลและเขารับไปยื่นที่กระทรวงการต่างประเทศให้เสร็จ คุณอาจขอรายชื่อร้านแปลเอกสารจากสถานทูตได้ หลังจากคุณได้เอกสารกลับมาแล้ว คุณทั้งสองก็สามารถจูงมือกันไปจดทะเบียนได้ที่อำเภอหรือสำนักงานเขต ถ้าแฟนเป็นคนไทยที่โอนสัญชาติเป็นอเมริกันซิติเซ่น วิธีที่ถูกต้องคือทำตามข้างต้น หรือถ้าแฟนคนไทยยังมีทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนไทย ก็อาจจะเดินขึ้นอำเภอจดทะเบียนได้เลยในฐานะคนไทย แต่ถ้าทางอำเภอทราบว่าผู้ชายโอนสัญชาติแล้วอาจจะไม่รับจดทะเบียนและส่งกลับไปทำตามขั้นตอนข้างต้น
พิธีแต่งงาน
คุณอาจมีพิธีแต่งงานหรือไม่มีก็ได้ไม่จำเป็น ดิฉันมีลูกความทำพิธีสมรสที่โรงพยาบาลสงฆ์และทำบุญไปในตัว ซึ่งดิฉันว่าสวีทมากๆนอกจากจะเซฟเงินค่ากินเลี้ยงเอาเงินนั้นไปทำบุญให้พระสงฆ์แล้ว ดิฉันเชื่อว่าแฟนฝรั่งจะทึ่งที่ได้เห็นพิธีไทย แฮ็ปปี้ที่ได้ประหยัดเงิน (โดยทั่วไปฝรั่งเป็นคนประหยัดนะคะ) และดิฉันเชื่อว่าฝรั่งจะให้เกียรติคุณมากขึ้น หรือถ้าคุณอาจจะมีแต่งานเลี้ยงฉลองกันเองในครอบครัวก็ได้ อย่างไรก็ตามขอให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เพื่อแสดงต่อกงสุลวันสัมภาษณ์
เปลี่ยนนามสกุล
คุณอาจเปลี่ยนนามสกุลตามสามีหรือไม่เปลี่ยนโดยยังคงใช้นามสกุลไทยของคุณได้ ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอเมริกันยอมรับค่ะ ถ้าคุณไม่เปลี่ยน เวลาคุณขอพาสปอร์ตไทยคุณยังคงชื่อและนามสกุลไทยอยู่ เวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นชื่อและนามสกุลไทย แต่ถ้าคุณต้องการใช้นามสกุลฝรั่ง เมื่อคุณขอพาสปอร์ตก็ใส่นามสกุลฝรั่งเลย หรือถ้ามีพาสปอร์ตอยู่แล้ว เพียงนำทะเบียนสมรสและไปขอแก้ชื่อที่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น และเวลาขอใบเขียว ใบเขียวก็จะเป็นนามสกุลฝรั่งตามสามี ตามความเห็นดิฉัน ใจดิฉันชอบที่จะใช้นามสกุลไทยในเอกสารราชการต่างๆ เช่นพาสปอร์ต ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน เป็นต้น เมื่อคุณไปถึงอเมริกาถ้าคุณเปลี่ยนใจอยากใช้นามสกุลฝรั่ง หรือสามีงอแงอยากให้คุณใช้นามสกุลเขา คุณสามารถใช้นามสกุลเขาได้ โดยไม่ต้องไปยื่นทำเรื่องขอแก้ไขพาสปอร์ตหรือใบขียวของคุณ วิธีเปลี่ยนนามสกุลคือโดยการเริ่มใช้นามสกุลฝรั่งตามสามี เช่นเมื่อไปสมัครงาน ขอ ใบขับขี่ ใบโซเชียล บัตรเครดิต เป็นต้น
เตรียมเอกสารขอใบเขียว
ฝ่ายคุณต้องเตรียมเอกสารดังนี้ คือรูปถ่ายหน้าตรงแบบพาสปอร์ต 2×2 นิ้วหนึ่งใบ สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาใบเกิด ถ้าไม่มีให้ใช้สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนแทน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อทุกใบ (ถ้ามี) สำเนาใบหย่าทุกใบกับสามีเก่าทุกคน (ถ้าคุณเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน) เอกสารเหล่านี้เป็นภาษาไทยและแปลเป็นภาษาอังกฤษทางสำนักงานเรารับแปล และสำเนาพาสปอร์ต ที่เราต้องใช้เพราะต้องการดูคำสะกดชื่อและนามสกุลของคุณ เพราะปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศสะกดชื่อและนามสกุลให้คุณเมื่อคุณไปทำพาสปอร์ต ถ้าคุณมีบุตรขอสำเนาใบเกิดบุตรด้วย
ทำใบเขียวให้บุตรพร้อมคุณ
ถ้าคุณมีลูกติด และถ้าสามีโอเค สามีสามารถยื่นเรื่องทำใบเขียวให้ลูกคุณได้พร้อมตอนยื่นเรื่องให้คุณในฐานะลูกเลี้ยง ตราบใดที่ลูกคุณอายุต่ำกว่า 18 ปี ณ. วันที่คุณจดทะเบียนและลูกยังเป็นโสด ถ้าลูกอายุเกิน 18 แล้วหรือจดทะเบียนแล้ว สามีไม่สามารถทำเรื่องให้ลูกได้ คุณต้องรอจนกว่าคุณจะได้ใบเขียวหรือเป็นซิติเซ่นก่อนคุณถึงจะยื่นเรื่องให้ลูกเองภายหลังได้ หรือในกรณีที่คุณและสามีไม่พร้อมที่จะเอาลูกไปอเมริกาทันที สามีอาจยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกคุณภายหลังได้
ระยะเวลาคอย
เมื่อสามีกลับอเมริกา ทางเราจะยื่นเรื่องขอใบเขียวไปที่อิมมิเกรชั่น ปัจจุบันเรียก U.S. Citizenship and Immigration Services ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือนก่อนจะเรียกสัมภาษณ์ (ถ้าเรื่องผ่านด้วยดี คือทางสามีร่วมมือกับทนายส่งเอกสารต่างๆที่ขอ) ตัวคุณจะต้องเซ็นเอกสาร 2 แผ่นคือ ฟอร์ม G-325 Biographic Data เป็นประวัติส่วนตัวของคุณ เช่นที่อยู่ ที่ทำงานปัจจุบันรวมระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และอีกเอกสารหนึ่งคือ DS 230 I เป็นเอกสารเกี่ยวกับประวัติคุณเช่นกัน ใบนี้เซ็นทีหลังเมือเรื่องผ่านแล้ว
รวบรวมเอกสารระหว่างคอย
ระยะเวลาคอยเรื่องดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดสำหรับคนที่มีความรัก ดิฉันแนะนำให้คุณเอ็นจอยเวลาที่คุณอยู่เมืองไทยก่อนไปอเมริกา เพราะเมื่อคุณไปถึงอเมริกาแล้วคุณจะคิดถึงบ้านเรา ตอนนี้คุณก็บิสซี่ (keep busy) รวบรวมเอกสารและหลักฐานเตรียมไปสัมภาษณ์ ดังนี้คือ เอกสารตัวจริงตามข้างต้น คือ ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ ใบแต่ง ใบหย่า เป็นต้น ส่วนหลักฐานจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าคุณแต่งงานจริงคือมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา รวม หลักฐานการติดต่อก่อนและหลังแต่งงาน เช่น จดหมายติดต่อ การ์ดวันเกิด วันวาเล็นไทน์ เป็นต้น โดยเก็บตัวจดหมายและซองที่มีไปรษณีย์ประทับตรา อีเมล์ติดต่อกัน ให้พรินท์อีเมล์ของคุณและสามีเก็บไว้ หลักฐานการส่งเงินที่สามีซัพพอร์ท รูปถ่ายคู่และหมู่และรูปถ่ายพิธีแต่งงาน การ์ดเชิญแต่งงาน (ถ้ามี) สำเนาการเดินทางที่สามีเข้าเมืองไทยมาหาคุณ เป็นต้น
รายได้สามี
เอกสารหนึ่งที่สามีต้องยื่นคือ หลักฐานการเงินว่าสามีมีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูหรือซัพพอร์ทคุณหรือไม่ รัฐบาลไม่ต้องการให้คุณไปเป็นภาระสังคมกินสวัสดิการรัฐบาล (ตอนนี้เป็นตอนที่คุณจะรู้ว่าสามีทำงานดี มีเงินเดือนดีหรือเปล่า) ถ้าสามีมีรายได้ไม่พอตามที่กฎหมายกำหนด เขาอาจหาคนช่วยเซ็นร่วม ผู้นั้นอาจเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องได้
วันสัมภาษณ์
วันสัมภาษณ์ คุณสามารถไปคนเดียวได้ สามีไม่จำเป็นต้องบินมา หรือสามีอาจไปสัมภาษณ์ด้วยได้ เมื่อคุณได้รับจดหมายเรียกสัมภาษณ์ คุณจะมีเวลาระหว่าง 2-4 สัปดาห์ที่จะเตรียมเอกสารตามรายการที่ระบุในจดหมาย นอกจากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้น คุณต้องไปถ่ายรูป ตรวจร่างกายตามรายชื่อหมอที่ให้ และไปขอประวัติจากสันติบาล ถ้าคุณมีปัญหากฎหมาย คุณต้องแจ้งให้ทนายทราบล่วงหน้า ถ้าคุณเคยพยายามขอวีซ่าไปอเมริกามาก่อนและไม่ผ่าน ไม่ป็นไร แต่ทางกงสุลจะดูประเด็นเหล่านั้นว่าคุณแต่งงานจริงหรือเปล่าหรือเพียงเพื่อจะไปอเมริกา วันสัมภาษณ์ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและถามคำถามต่างๆเกี่ยวกับตัวคุณและสามี เช่นคุณทั้งสองรู้จักกันอย่างไร ข้อมูลและประวัติเกี่ยวกับสามี ว่ามีพี่น้องกี่คน พ่อแม่อยู่ไหน เป็นต้น ข้อสำคัญคือ ณ. วันที่ยื่นเรื่องถึงวันเรียกสัมภาษณ์ คุณไม่ควรย้ายที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ เพราะเอกสารจะส่งไปให้คุณตามที่อยู่ตอนยื่นเรื่อง ถ้าคุณย้ายที่อยู่และไม่ได้แจ้ง เอกสารคุณอาจจะหายและคุณไม่ได้รับจดหมายนัดสัมภาษณ์ได้ เมื่อเรื่องผ่าน คุณจะกลับไปรับเอกสารและได้แสตมป์ในพาสปอร์ต และคุณสามารถเดินทางได้ทันที หรือภายใน 6 เดือน คุณจะยังไม่ได้ตัวใบเขียว คุณจะได้ใบเขียวทางไปรษณีย์ส่งไปตามที่อยู่สามีประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังจากคุณเข้าอเมริกา
ใบเขียวเงื่อนไข
ภายใต้“กฎหมายป้องกันการแต่งงานปลอม” เรียก Immigration Marriage Fraud Amendments (IMFA) ผ่านมาปี 1986 ถ้าคุณทำใบเขียวแต่งงาน และได้ใบเขียวภายในสองปีนับจากวันที่จดทะเบียนคุณจะได้ใบเขียว “ใบเขียวเงื่อนไข”หรือ Conditional Resident มีอายุ 2 ปี ซึ่งคุณและสามีต้องยื่นเรื่องด้วยกันขอใบเขียวถาวร 90 วันนับจากวันที่คุณได้ใบเขียว เมื่อเรื่องผ่านคุณถึงจะได้ใบเขียวถาวร ถ้าคุณหย่าก่อนสองปี คุณอาจจะสูญใบเขียวได้ นอกจากคุณจะยื่นเรื่องขอผ่อนผัน ซึ่งยากที่จะได้ นอกจากกรณีที่คุณถูกสามีทำร้ายร่างกาย ตบตี กรณีนี้คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวถาวรได้ด้วยตนเอง โดยสามีไม่ต้องเซ็น
ดิฉันเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับสิทธิของคนไทยในอเมริกา รวมหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง และเล่มสอง” และหนังสือ “อยู่อเมริกา” ขอให้คุณเช็คเข้า website ของดิฉัน www.rujirat.com คุณสามารถหาซื้อหนังสือได้ในเมืองไทยค่ะ