อะไรใหม่ในอิมมิเกรชั่น

สวัสดีค่ะ ดิฉันไม่ได้เขียนคอลัมน์หลายสัปดาห์ มีแฟนคอลัมน์จดหมายมาตามและโทรมาแจ้งว่าติดต่อดิฉันไม่ได้เนื่องจากเบอร์โทรออฟฟิสดิฉันในหนังสือพิมพ์ตรงกรอบโฆษณาขายหนังสือ ลงผิดเป็น 714-944-5958 ดิฉันแจ้งแก้กับเสรีชัยแล้วค่ะ จกโน้ตลงเลยนะคะ เบอร์โทรออฟฟิสที่ถูกต้องคือ 714-994-5958 ถือโอกาสขอบคุณผู้ที่ส่งก๊าร์ดปีใหม่ให้ดิฉันทุกคนด้วยค่ะ ดิฉันเปิดอ่านทุกใบ และแฮ็ปปี้ที่สามารถ “ให้” วิทยาทานต่อคุณๆได้

พาสปอร์ตเข้าออกเม็กซิโก

เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค 2007 นี้ อเมริกันซิติเซ่นต้องแสดงพาสปอร์ตเมื่อเดินทางเข้าออกเม็กซิโก และเบอร์มิวด้า คุณต้องแสดงพาสปอร์ตอเมริกันเมื่อกลับเข้าอเมริกา ก่อนหน้านี้ไม่ต้อง กฎนี้ใช้เฉพาะเดินทางด้วยสายการบินเท่านั้น ถ้าคุณไปทางเรือหรือขับรถ คุณไม่ต้องแสดงพาสปอร์ตตอนเข้าประเทศ แต่ดิฉันแนะนำให้คุณนำพาสปอร์ตติดตัวถ้าคุณไปเรือ เพราะถ้ามีปัญหาบางอย่าง เช่น คุณเจ็บป่วยกะทันหันและต้องบินกลับเข้าอเมริกา คุณจะไม่สามารถเข้าอเมริกาได้ถ้าไม่มีพาสปอร์ต ข้อนี้เกี่ยวกับพาสปอร์ตอย่างเดียวนะคะ อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับวีซ่า ผู้ถืออเมริกันพาสปอร์ตไม่ต้องทำวีซ่าเข้าประเทศเม็กซิโกหรือเบอร์มิวด้า

ส่วนผู้ถือใบเขียวเมื่อบินไปเม็กซิโกต้องนำพาสปอร์ตไทยและขอวีซ่าเข้าเม็กซิโกก่อน เพราะคนไทยเข้าเม็กซิโกต้องขอวีซ่าถึงแม้คุณจะมีใบเขียวก็ตาม ใบเขียวใช้สำหรับตอนเข้าประเทศอเมริกาเท่านั้น เช่นเดียวกับผู้ถือใบเขียวเดินทางไปยุโรปต้องขอวีซ่าก่อนไปเช่นกัน ส่วนบินไปเบอร์มิวด้าดิฉันไม่แน่ใจว่าผู้ถือใบเขียวต้องขอวีซ่าเข้าหรือไม่ ขอให้คุณเช็คกับเทรเวลเอเย่นก่อนซื้อตั๋วหรือเช็คเข้าเว๊บไซท์เบอร์มิวด้า

ข้อสอบซิติเซ่นใหม่

ต้นปี 2008 อิมมิเกรชั่นจะเปลี่ยนข้อสอบซิติเซ่นใหม่ ซึ่งคำถามจะเน้นให้ผู้สอบเข้าใจถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองอเมริกัน ข้อสอบจะโฟกัสถึง ระบอบประชาธิปไตย สิทธิและหน้าที่ของซิติเซ่น ภูมิศาสตร์ ประชาธิปไตยอเมริกัน ตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์อเมริกา ระบอบรัฐบาล และความรู้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สอง เหตุผลในการเปลี่ยนข้อสอบ เนื่องจากข้อสอบเก่า ะคนจะจำข้อสอบเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่เข้าใจความหมายและเข้าซึ้งถึงความเป็นอเมริกัน

ตอนนี้ข้อสอบใหม่อยู่ในขั้นทดลอง เรียก Pilot test “ไพล็อตเทสท์” โดยมีการนำข้อสอบมาทดลองใช้ใน 10 เมือง คือ Albany NY; Boston Mass; Charleston SC; Denver Colo; El Paso TX; Kansas City MO; Miami Fla; San Antonio TX; Tucsan Ariz; และ Yakima Wash.เพื่อจะดูว่าข้อสอบข้อไหนยากที่คนผิดกันมาก เขาจะได้ดึงข้อสอบนั้นออกไป ผู้ที่ไปสอบซิติเซ่นใน 10 เมืองนี้สามารถเลือกขอใช้ข้อสอบซิติเซ่นชุดใหม่ได้ ถ้าผ่านก็เท่ากับผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่จะให้โอกาสคุณสอบข้อสอบเก่าแทนทันที ดิฉันเชื่อว่าเป็นโอกาสดีสำหรับคุณที่อยู่หนึ่งใน 10 เมืองนี้ที่จะขอใช้ข้อสอบใหม่ เพราะเท่ากับคุณมีสองโอกาส ถ้าไม่ผ่านอันแรกก็อาจจะผ่านอันที่สอง

หลังจากที่ดิฉันอ่าน“ไพล็อตเทสท์” 144 ข้อ คำตอบข้อสอบแทบทั้งหมดอยู่ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” ในบทเหล่านี้ คือ บทข้อมูลพื้นฐาน บทการปกครอง บทประวัติย่ออเมริกา บทภูมิภาคและอากาศ บทการแบ่งเขตและวันหยุด และ บทวัฒนธรรมอเมริกัน ดิฉันภูมิใจมากในหนังสือของตัวเองที่ดิฉันทันสมัยกว่าอิมมิเกรชั่น ที่ออกหนังสือมาตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อให้คนไทยในอเมริการู้จักอเมริกา ความเป็นอยู่และหน้าที่ในการเป็นแขกบ้านเขา หรือหน้าที่พลเมืองดีของเขา ก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะนึกแนวข้อสอบซิติเซ่นออก ดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งอ่านเข้าใจง่ายยิ่งกว่าอ่านหนังสืออ่านเล่น) คุณจะเข้าใจและสอบผ่าน ซึ่งดีกว่าไปนั่งท่องจำข้อสอบซิติเซ่นเป็นนกแก้วนกขุนทอง ปีหน้าเมื่อข้อสอบใหม่ผ่านมาใช้ ดิฉันจะทำเทปข้อสอบใหม่ขายให้ค่ะ

Guest Worker Program

ส่วนกฎหมายใหม่ Guest Worker Program ที่จะช่วยโรบินฮู้ดในอเมริกาที่ทำงานในอเมริกา สามารถได้ใบทำงานและใบเขียวในอนาคต ยังไม่มีอะไรใหม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเองก็วุ่นวาย เพราะตั้งแต่การเลือกตั้งกลางสมัยเมื่อเดือน พ.ย. ที่แล้ว พรรคเดโมแครทได้มีเสียงข้างมากในสภา บุชซึ่งเป็นพรรครีพลับบลิคกัน ก็วุ่นวายเรียกคะแนนเสียงจากคนกลับมาและวุ่นเรื่องส่งทหารเพิ่มไปอิรัก (เหตุผลใหญ่ที่คะแนนตก) ลูกความโรบินฮู้ดหลายคนโทรมาถามว่าจะมีความหวังบ้างไหมว่ากฎหมายนี้จะออก “มีค่ะ” อิมมิเกรชั่นรีฟอร์ม (ปฏิรูป) ต้องมีแน่ๆมันจะถึงจุดระเบิดแล้ว ทั้งพรรครีพับบลิคกันและพรรคเดโมแครตพยายามเอาใจกลุ่มลาติโน่ (เม็กซิกัน) ที่จะหาเสียงกับพวกเขาปีหน้า แต่ก็ยังดูใจเสียงโหวด เพราะยังต้องเอาใจคนอเมริกันด้วยเพราะคนอเมริกันที่แอนไท (แอนตี้) กฎหมายนี้มีมาก ถ้ากฎหมายผ่านจะออกมาในรูปอะลุ่มอล่วย แต่ต้องผ่านออกมาแน่ๆ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้าเดือน พ.ย. ปี 2008 อดใจคอยนะคะ คนไหนคอยไม่ไหว ถ้ามีโอกาสแต่งงานก็แต่งเลยนะคะ ปีใหม่ทีไรดิฉันจะนึกถึงเพลงเบิร์ด ที่ว่า “สวัสดี สวัสดี สวัสดีปีใหม่ ใครรักใครให้ได้แต่งงานกัน”

เทศกาลให้

อีกไม่กี่วันก็จะคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่แล้ว ขออวยพรเลยนะคะ เผื่อไม่ได้คุยกันสัปดาห์หน้า ขอให้สุขสันต์วันคริสต์มาสและปีใหม่คะ คอลัมน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เป็นคอลัมน์ที่เขียนยากสำหรับดิฉัน เพราะตัวเองก็จะบิสซี่กับครอบครัวและคนรอบข้างในขณะที่พยายามรีบทำงานให้เสร็จ

New Year Resolution
พอใกล้ๆปีใหม่ คุณจะได้ยินคนถามบ่อยๆว่า นิวเยียร์เรสโซลูชั่นของคุณคืออะไร (What is your New Year’s Resolution?) “คุณตั้งเข็มหรือโกล (goal) อะไรสำหรับปีใหม่นี้” ตามโพลในอเมริกา นิวเยียร์เรสโซลูชั่นที่ป็อปปูล่ามากคือลดน้ำหนักหรือเลิกบุหรี่ ดิฉันไม่ชอบตั้งโกลระยะยาวหรือ long term goal เพราะมันยากที่จะทำสำเร็จ ดิฉันชอบตั้งโกลระยะสั้น อาจเป็นวันต่อวันหรือต่อสัปดาห์ เพราะจะทำสำเร็จง่ายกว่า และเมื่อสำเร็จปุ๊บก็ตั้งโกลใหม่ ไม่จำเจน่าเบื่อ โกลประจำวันของดิฉันถ้าจะยืมไปใช้บ้างก็ได้นะคะ คือ “ให้”การให้ของดิฉันมีความหมายกว้างมาก ไม่เพียงแต่ไปทำบุญทำทานเท่านั้น ดิฉันโชคดีหน่อยที่สามารถ“ให้”ได้ทุกวันเนื่องจากอาชีพทนายความอำนวย เพราะดิฉันต้อง“ให้วิทยาทาน”รายวันอยู่แล้วต่อคนแปลกหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาและรายสัปดาห์เขียนคอลัมน์กฎหมายนี้

ให้ครอบครัวหรือคนรัก
ถ้าอาชีพคุณไม่อำนวยที่จะพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าทุกวันอย่างดิฉัน แต่คุณก็ยัง“ให้”ได้เริ่มจากครอบครัวซึ่งถือเป็นสังคมแรกของมนุษย์ การให้ไม่ได้หมายถึงแต่ให้ของขวัญปีใหม่หรือหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอย่างเดียว ดิฉันหมายถึงรวมการให้อื่นๆในสิ่งที่จับต้องไม่ได้เช่น “ให้เวลา” กับครอบครัว เวลาคุณอยู่บ้านร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ดิฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆทุกวันเสาร์พี่น้อง 5 คนนั่งครบหน้าครบตากันเป็นชั่วโมงที่โต๊ะอาหารนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ 4 กระป๋องใหญ่ (ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณพ่อประหยัดมาก หรือมีจุดประสงค์ให้ลูกๆได้นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน) หรือ “ให้คำชม” ดิฉันจำได้ว่าคุณแม่ดิฉันชอบชมลูกคนอื่น ดิฉันต้องเตือนคุณแม่ว่าให้ชมลูกตนเองบ้าง ฉะนั้นนึกถึงสิ่งดีของลูกและคนรักและให้คำชมเขา และอย่าลืมพูดขอบใจหรือขอบคุณในสิ่งเล็กๆน้อย ดิฉันจำได้ว่าเวลาที่ดิฉันโทรศัพท์ไปหาคุณแม่ คุณแม่จะบอกว่า “ขอบใจนะ ลูก” แค่นี้เราก็รู้ว่าแม่รักและดีใจที่เราโทรไป

ให้เพื่อนบ้าน
Love Thy neighbors อันนี้ต้องขอยืมหลักพระคัมภีร์มาใช้ว่า “ให้รักเพื่อนบ้านของท่าน” เพื่อนบ้านถือเป็นสังคมที่ใกล้ชิดรองมาจากครอบครัว คุณจะไม่มีความสุขเลยถ้าคุณทะเลาะหรือไม่ถูกชะตากับเพื่อนบ้าน ลองหัดยิ้มและ say hello กับเพื่อนบ้านทุกครั้งที่คุณเห็นเขา ถ้าคุณขับรถผ่านเห็นเพื่อนบ้านยืนอยู่หน้าบ้าน ก็ออกแรงนิดหน่อยโดยเปิดกระจกและตะโกนทักเขา หรือโบกมือให้เขาทุกครั้งที่คุณขับรถสวนกัน เวลาคุณจะไม่อยู่บ้านก็ไปฝากบ้านกับเขาสั่งเสียเพื่อนบ้าน ถ้าคุณมีต้นไม้ยื่นไปบ้านเขาและมีผลไม้ก็ไปเสนอให้เขาเก็บกิน ถ้าเขามีผลไม้ยื่นมาบ้านคุณก็ไปขออนุญาตเขาเก็บกิน และภายหลังค่อยคุยกันเรื่องช่วยกันตัดกิ่งไม้ ถ้าคุณจะจัดงานเลี้ยงปีใหม่ก็ไปบอกกล่าวเขาว่าขออนุญาตเสียงดังหน่อยนะ และถึงวันงานก็นำกับข้าวไทยไปให้เขาสักจาน แค่นี้คุณก็จะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

ให้คนงานและคนรู้จักข้างเคียง
คนข้างเคียงนี้ดิฉันรวมหมด ทั้งเพื่อนฝูง ลูกจ้าง คนงาน คนที่ให้บริการเรา เช่น บุรุษหรือสตรีไปรษณีย์ คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน กับเพื่อนฝูงก็ “ให้เวลา” “ให้อภัย” แบ่งเวลาโทรไปเม๊าท์กัน อย่าคิดเล็กคิดน้อย อย่าลืมว่าคนยิ่งสนิทรักก็จะขัดใจกันมาก ก็หัด“ให้อภัย” กัน ส่วนลูกจ้างที่ทำงานโดยเฉพาะลูกจ้างร้านอาหารไทย ก็“ให้หรือแผ่เมตตา”ต่อลูกจ้าง (ดิฉันเชื่อว่าคนงานร้านอาหารไทยไม่ว่าจะเป็นคนเสริฟหรือคนครัวเขาทำงานหนักมาก นึกภาพยืนผัดหรือเดินเสริฟอาหารทั้งวันๆละ 12 ชั่วโมงคงปวดหลังมาก) ให้เขาพักบ้าง ให้เขาออกไปทำธุระ และอย่าลืมให้ “โบนัส” เป็นสินน้ำใจเขาสิ้นปี ดิฉันรู้จักนายจ้างรวยๆหลายคนที่ไปทำบุญเป็นประจำ แต่ลืม “ให้” ลูกน้องหรือคนงาน สำหรับคนที่ให้บริการเรา รวมบุรุษหรือสตรีไปรษณีย์(ถึงแม้ทางไปรษณีย์จะไม่สนับสนุนให้คนงานรับทิป ตามกฎถ้าทิปไม่เกิน $20 เขาอนุญาตค่ะ) คนเก็บขยะ คนสวน ช่างทำผมประจำ แม่บ้านทำความสะอาดบ้าน อย่าลืมใส่ซองของขวัญปีใหม่ให้เขานะคะ

ให้คนแปลกหน้า
ดิฉันเคยเห็นคนใส่เสื้อยืด T-shirt เขียนข้างหน้าว่า smile, it confuses people “ยิ้ม มันจะทำให้คนสับสน” ดิฉันอ่านแล้วก็ขำเพราะคนอ่านยิ้มแต่คนใส่ไม่ยักยิ้ม ปีใหม่นี้คุณอาจตั้ง goal ด้วยการ “แผ่เมตตา” โดยเริ่มจาก“ยิ้มให้”คนแปลกหน้า (รับรองว่าโลกที่ยุ่งเหยิงจะสว่างไสวมากขึ้น) แต่ละวันให้คิดว่าวันนี้คุณ “ยิ้ม” แล้วหรือยัง ตัวอย่าง เวลาขับรถถ้าถูกแซง แทนที่จะยกนิ้วกลางให้ ก็ยิ้มให้แทน โดยเฉพาะเทศการช๊อปปิ้งนี้เวลาจะจอดรถถ้าจะแย่งกันจอดรถก็“ให้”คนอื่นเขาจอดไปก่อน คิดว่าเราจอดรถไกลดีกว่าได้เดินออกกำลัง

ให้ประเทศ
คุณเคยได้ยินคำขวัญของประธานาธิบดี John F. Kennedy หรือไม่คะที่ว่า “ไม่ถามว่าประเทศทำอะไรให้เรา ให้ถามว่าเราทำอะไรให้ประเทศบ้าง” นอกจากให้สังคมเล็ก ถ้าคุณมีโอกาส คุณควรจะเริ่มคิดให้สังคมใหญ่ คือทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ภาษาฝรั่งเรียก “ซิวิค ดิวตี้” (civic duty) ซิวิค ดิวตี้ คือหน้าที่พลเมืองดีต่อประเทศชาติ เช่น ออกเสียงเลือกตั้ง จงรักภักดีต่อชาติ เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นการอาสาสมัครต่างๆ เช่น ถ้าในเมืองที่คุณอยู่มีงานอะไร คุณอาจจะรับอาสาไปช่วย เช่น วันเลือกตั้ง ทางซิตี้ที่คุณอยู่อาจต้องการพลเมืองอาสาสมัครช่วยนับคะแนน เป็นต้น ปีนี้เป็นปีแรกที่ดิฉันอาสาสมัครทำโปรเจ็คต่างๆให้ซิตี้ออฟ ลา พาลม่า เป็นเมืองที่ดิฉันอาศัยอยู่ (เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ใน ออเร็นจ์ เคาน์ตี้ ติดแอลเอ เคาน์ตี้ มีพื้นที่เพียง 1.8 ตารางไมล์ มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยนะคะ เพราะปีนี้เรามี ซิตี้ เคาน์ซิล ไทยคนแรกคือ คุณเฮ็นรี่ เจริญ) เนื่องจากดิฉันตกกระไดพลอยโจนกับลูกชายที่รบเร้าให้ดิฉันพาเขาไปสมัครเป็นตำรวจอาสาสมัคร ดิฉันก็ต้องตามไปสถานีตำรวจช่วยลูกกรอกฟอร์ม เลยถูกตำรวจชวนให้ไปเป็นอาสาสมัครด้วย ตอนนี้ดิฉันก็ต้องเจียดเวลาเดือนละหนึ่งถึงสามวันไปอาสาสมัครช่วยเขียนคอลัมน์ให้ตำรวจในหนังสือพิมพ์รายเดือน และต้องไปมีทติ้งเดือนละครั้ง ไม่ใช่ง่ายๆเพราะเวลาดิฉันจะปลีกตัวไปจากงานและครอบครัวยากมาก แต่ก็โอเค ผลที่ได้กลับก็ถือว่าเป็นการดี เพราะนอกจากจะถือว่าเป็น ซิวิค ดิวตี้ หน้าที่พลเมืองดีอย่างหนึ่งแล้ว การที่มีอาสาสมัครเดินเข้าออกในกรมตำรวจอย่างอิสระ จะทำให้ตำรวจเกรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ในขอบเขตและไม่กล้าใช้อำนาจเกิน พวกอาสาสมัครทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ watchdog ไปในตัว ผลพลอยได้อื่นๆจากอาสาสมัครคือ ดิฉันรู้จักตำรวจแทบทุกคนในซิตี้และคนอาสาสมัครอื่นๆ และได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะจะถูกเรียกไปเรียนเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ เช่นดิฉันเพิ่งไปเรียนหลักสูตร 8 สัปดาห์ วิธีช่วยตนเอง ครอบครัวและคนอื่นในยามที่มีภัยภิบัติฉุกเฉิน เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยจากผู้ก่อการร้าย เป็นต้น และดิฉันได้ไปฝึกซ้อมยิงปืน และเรียนเกี่ยวกับแก๊ง การค้าของเถื่อนต่างๆ เป็นต้น ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อตน และทำเพื่อชาติ อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้กลับคืน คือ ครอบครัวพากพูมใจมากที่ดิฉันไปอาสาสมัคร ก็ทำให้ดิฉันอิ่มใจไปด้วย
สรุป อย่าลืมนะคะ มาตั้ง new year resolution กันเถอะค่ะ ให้ๆบ้าง จำได้ว่าน้องชายดิฉันเคยพูดว่า การให้คนอื่น ก็เหมือน ให้ตนเอง เพราะมันทำให้เรามีความสุข