ปีใหม่กฎหมายใหม่

สวัสดีปีใหม่ค่ะ  ดิฉันกลับจากเมืองไทยคืนวันที่ 31 ธ.ค. สะสางงานใกล้เสร็จ  แฮ็ปปี้มาก  ขออวยพรให้แฟนๆตั้งจุดมุ่งหมายอะไรขอให้ก้าวตามจุดมุ่งหมายนั้นและทำสำเร็จนะคะ

ทุกปีใหม่ แต่ละรัฐจะมีกฏหมายใหม่ที่ผ่านมาระหว่างปี  และมีผลบังคับใช้เริ่มวันที่ 1 มกรา  คุณสามารถเช็คกฎหมายใหม่จาก “กูเกิ้ล”  new laws for 2016 ในรัฐตนเองได้ ในที่นี้ดิฉันจะพูดถึงแต่กฎหมายในรัฐคาลิฟอร์เนียที่สำคัญเท่านั้น

การจราจร

  • ห้ามผู้ขับรถใส่หูฟัง ระหว่างขับรถ รวมมอเตอร์ไซด์ และรถจักรยาน  โปรดเตือนเด็กด้วยที่ชอบใส่หูฟังขณะขี่จักรยาน
  • กฎหมายใหม่อนุญาตให้ ผู้เสก็ตบอร์ดที่มีไฟฟ้า (รูป 1) รวมทั้ง Hoverboard (รูป 2) ใช้เลนรถจักรยานวิ่งได้ แทนที่จะไปใช้ฟุตปาท

กฎหมายอิมมิเกรชั่น

  • กรณีโรบินฮู้ดไปเป็นพยานคดีอาชญากรรมให้ตำรวจ ตำรวจต้องเขียนใบ “เซอร์ติฟาย” ให้ว่าผู้นั้นได้ไปเป็นพยาน เพื่อพยานจะได้ไปขอวีซ่า U ซึ่งเป็นวีซ่าที่อิมมิเกรชั่นออกให้โดยเฉพาะสำหรับพยานคดีอาญา
  • เด็กโรบินฮู้ดที่อายุต่ำกว่า 19 ปี สามารถรักษาพยาบาลฟรีภายใต้ “เมดิคาล” (medical)

การศึกษา/นักเรียน

  • รัฐระงับการ “สอบออก” เรียก “ไฮสกูล เอ็กส์ซิท เอ็กแซม” (High School Exit Exam) เป็นเวลา 3 ปี เด็กในรัฐคาลิฟอร์เนีย เมื่อเรียนจบไฮสกูล ต้องผ่านข้อสอบของรัฐ ก่อนที่โรงเรียนจะออก ประกาศ สนียบัตรให้  กฎนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ช่วยเด็กจำนวนประมาณ 32,000 กว่าคนที่เรียนจบไฮสกูล ที่ไม่ได้ใบประกาศเนื่องจากสอบ“ไฮสกูล เอ็กส์ซิท เอ็กแซม” ไม่ผ่าน

กฎหมายแรงงาน

  • ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐขึ้นจากชั่วโมงละ $9.00 เป็น $10.00 นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2016
  • กฎหมายใหม่เกี่ยวกับแรงงานมีมากกว่า 10 ฉบับ ในด้านกีดกันเรื่องเพศ ศาสนา และสิทธิส่วนตัวเกี่ยวกับการเช็คข้อมูลคนงานหรือผู้สมัครงานจากโซเชียลมีเดียต่างๆ ถ้าคุณสนใจโปรดถาม “อากู๋” นะคะ

อย่าลืมว่า ปีนี้เป็นปีเลือกคั้งประธานาธิบดีใหม่ นะคะ  เลือกตั้ง ป.ธ.น. มีทุก 4 ปี  ตรงกับวันอังคารที่สองของเดือน พฤศจิกายน  ปีนี้คือ 8 พ.ย.  เร็วเนอะ ปีนี้เข้าปีที่ 8 ที่ ป.ธ.น. โอบาม่า ดำรงตำแหน่ง  ดิฉันยังจำได้ตอนที่โอบาม่าชนะเสียงข้างมากได้เป็นประธานาธิบดี   ดิฉันดีใจมากๆที่ได้ประธานาธิบดีผิวดำ  มีความคิดว่าอเมริกามาไกล  จากประวัติศาสตร์ที่คนผิวดำ ถือว่าเป็นทาสมาก่อน  มีการซื้อขายกัน  พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งนามสกุล เพราะไม่ถือว่าเป็นคน แต่เป็นเพียงสมบัติของนาย   ห้ามมีการศึกษา (คือไม่ต้องการให้ทาสอ่านออกเขียนได้)  หลังจากรัฐธรรมนูญบท อเม็นด์เม๊นท์ที่ 13 เลิกทาส (ปี ค.ศ. 1865) และ 14 (ปี ค.ศ. 1868) ผ่าน ให้ทุกคนที่เกิดในอเมริกามีสิทธิเท่าเทียมกัน  มันก็เป็นเพียงแต่ตำรา  คนผิวดำก็ยังถูกกีดกัน ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับคนขาว คนผิวดำได้ต่อสู้เพื่อความเสมอภาคมาตลอด ดิฉันดูหนังเรื่อง “เซลม่า” (Selma) ในเครื่องบินตอนบินกลับไทยเดือนธันวา ดูไปน้ำตาไหลไป ที่คนดำถูกตำรวจขาวตีด้วยไม้ตะบอง   กีดกันกั้นไม่ให้คนดำออกเสียงเลือกตั้ง  (ดิฉันเขียนหนีงสือ หัวข้อ ประวัติศาสตร์อเมริกา ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” เล่มละ $35   สั่งซื้อได้โดยตรงจากดิฉัน Ruji Totari  PO Box 552 Cypress, CA 90630) ถ้าคุณเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกาแล้วคุณจะ “อิน” เรื่องเลือกตั้ง  ดิฉันยังคิดว่าถ้าคราวนี้ “ฮิลลารี่ คลินตัน” ชนะเลือกตั้ง   ก็จะจารึกลงในประวัติศาสตร์อเมริกันว่า เธอเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรก

ผู้ใดที่ถือใบเขียวที่มีคุณสมบัติทำทำซิติเซ่นได้ แนะนำให้ทำนะคะ  ตอนนี้เป็นโอกาศดีที่จะรีบทำซิติเซ่น เพราะรัฐบาลโอบาม่า ตั้งนโยบายและชักชวนให้ผู้ถือใบเขียวทำซิติเซ่น  เพื่อจะได้เลือกตั้งครั้งใหญ่ปีนี้  ทำใช้เวลาภายใน 4 เดือนก็เสร็จค่ะ

วิกฤติลี้ภัยสงครามซีเรีย

 

ดิฉันหายไปนานไม่ได้เขียนคอลัมน์เป็นเดือนเพราะมัวแต่บินเพื่อสะสมไมล์ไทย !! เดือน ก.ค. ตอนดิฉันอยู่ไทย การบินไทยประกาศหยุดบิน แอล เอ-กรุงเทพวันที่ 25 ตุลาคม 2015 นี้ ซึ่งดิฉันตั้งใจบินอีกครึ่งเทียวไปไทยเดือน พ.ย. เพื่อต่อบัตรทองก่อนสิ้นปี แผนปั่นป่วนไปหมด เลยบินไปกระบี่และญี่ปุ่น สรุปตอนนี้ได้ไมล์ครบแล้วค่ะ

วันนี้มาคุยเรื่อง“วิกฤติลี้ภัยสงคราม” หรือ“ไมเกรชั่น ไคร๊ซิส” (Migration Crisis) ของชาวซีเรียซึ่งตอนนี้เป็นข่าวต่อเนื่องในระยะ 2-3 สัปดาห์นี้ ผู้ลี้ภัยเป็นแสนๆหนีจากซีเรีย เข้าทะลักเข้าประเทศในสหภาพยุโรป ข่าวที่ประทับใจดิฉันมาก  คือที่นายกรัฐมนตรีหญิงเยอรมัน นางแองเกล่า เมอร์เคล (Angela Merkel) ประกาศเปิดรับผู้ลี้ภัยซีเรียนเข้าเยอรมัน ในขณะที่รัฐบาล“ฮังกาเรียน”รีบสร้างรั้วที่ด่านตอนใต้ระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย”เพื่อยับยั้งกั้นไม่ให้ผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ดูรูป 1 และ 2 ดิฉันจึงซึ้งในความเป็นผู้นำของนางเมอร์เคิลมากที่ตัดสินใจฉับพลัน ในขณะที่ประเทศอื่นๆกำลังคิดว่าจะเอาไงดีกับพวกลี้ภัย นอกจากนั้นเธอยังเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปกระจายโควต้าต้อนรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศอีกด้วย

รั้วกั้นระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย” 
รั้วกั้นระหว่างประเทศฮังการีและประเทศ “เซอร์เบีย”

 

ผู้ลี้ภัยซีเรียนที่สถานีรถไฟในประเทศเยอรมนี
ผู้ลี้ภัยซีเรียนที่สถานีรถไฟในประเทศเยอรมนี

 

 

สงครามกลางเมืองซีเรีย

ซีเรียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาหรับตั้งอยู่ในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ พรมแดนทิศตะวันตกจดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจดประเทศตุรกี ทิศตะวันออกจดอิรัก ทิศใต้จดจอร์แดน และติดตะวันตกเฉียงใต้จดอิสราเอล กรุงดามัสกัสเป็นเมืองหลวง ชาวอาหรับซุนนีย์ * (ดูหมายเหตุ) เป็นกลุ่มประชากรใหญ่ที่สุดในประเทศซีเรีย สงครามกลางเมืองซีเรียเกิดขึ้นวันที่ 15 มีนาคม 2011 (2554) โดยเริ่มจากประชาชนเดินขบวน ประท้วงรัฐบาลชุดประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด เรียกร้องให้ประธานาธิบดี อัสซาด ลาออกจากตำแหน่ง   และยุบพรรค “บะอัษ” ซึ่งตระกูลอัสซาด ได้ปกครองประเทศมากว่า 40 ปี ในเดือนเมษายนรัฐบาลสั่งทหารให้เปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม การเดินขบวนประท้วงจึงพัฒนาเป็นการกบฏ และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด ในเดือนมิถุนายน 2013 (2556) เกิดเหตุการณ์ที่ทั่วโลกตะลึงและเศร้าสลด เมื่อมีรายงานการยิงระเบิดก๊าซพิษซารินใส่กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ราย หลังจากนั้นสงครามก็คุกรุ่นขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อย เนื่องจากได้มีหลายกลุ่มองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  และยังได้มีแรงเงินหนุนจากประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ (เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลซีเรียชนะ เกรงว่าประเทศซีเรียจะแข็งแกร่งมากขึ้นและอาจเสี่ยงกับเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศตน)  กลุ่มองค์กรที่ถือโอกาสเข้ามาร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  ที่มีความแข็งแกร่งมากคือกลุ่ม“ไอซิส”นำโดยนาย “อาบู บักร อัลบักดาดี” (Abu Baker Al Baghdadi)  สงครามซีเรีย ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดและจบลง สหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งสรุปความรุนแรงของภัยพิบัติทางมนุษยธรรมในประเทศซีเรีย  ชาวซีมากกว่า 6.5 ล้านคน พลัดถิ่น มากกว่า 3 ล้านคนหนีลี้ภัยออกนอกประเทศ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเกิน 200,000 คน และหลายล้านคนถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพการดำรงชีพเลวและการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 

ค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองดามัสกัส ในซีเรีย ภาพถ่ายปี 2014 (2557)
ค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองดามัสกัส ในซีเรีย ภาพถ่ายปี 2014 (2557)

 

แผนที่ภาพทางลี้ภัยจากซีเรียเข้าประเทศอื่นๆ
แผนที่ภาพทางลี้ภัยจากซีเรียเข้าประเทศอื่นๆ

*หมายเหตุ

ชาวมุสลิมแบ่งแยกความเชื่อออกเป็น 2 นิกาย คือกลุ่ม“ซุนนี่ห์” (Sunni) และกลุ่ม“ชิอะห์” (Shia) ความแตกต่างระหว่าง 2 นิกายมีมาตั้งแต่หลังศาสดามูฮัมหมัดเสียชีวิต เรื่องการเลือกผู้นำหลังจากท่าน กลุ่มแรก“กลุ่มชิอะห์” เชื่อว่าผู้นำต้องเป็นผู้มีสายเลือดขององค์ศาสดาและผู้ที่ท่านเลือกไว้ ส่วนอีกกลุ่ม “กลุ่มซุนนี่ห์” เชื่อว่าองค์ศาสดามีเจตนาให้พวกกลุ่มสาวกเลือกผู้นำกันเองคือ เลือกผู้ที่เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้นำทางการเมืองและสังคมเท่านั้น เรียก“คาลิฟะ”(Caliph) ปัจจุบันประมาณ 85- 90% เปอร์เซ็นต์ นับถือนิกายซุนนี่ห์ และ 10-15% นับถือนิกายชีอะห์

ความเป็นมาของ “ไอซิส”

“ไอซิส”(ISIS) ย่อจาก “อิสลามมิค เสตท ออฟ อิรัก แอนด์ ซีเรีย” (Islamic State of Iraq and Syria) เป็นองค์กรอิสระตั้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 1980 (2523) ตอนเริ่มช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก  พวกเขา มีการเคลื่อนไหวเพื่อต้องการเป็นอิสระจากรัฐที่มีอยู่ โดยต้องการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาใหม่ และมีการปกครองโดยใช้กฏหมาย “ชารีอะ” ” (Sharia Law) ซึ่งเป็นกฎหมายทางศีลธรรมของศาสนาอิสลาม ช่วงแรกๆองค์กรไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เมื่อสงครามอิหร่าน-อิรักสิ้นสุดลงปี 1988 (2531) องค์กรได้เข้าไปรวมกลุ่มกับกลุ่มอื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวทางการทหาร จนกระทั่งปี 1999 (2542) องค์กรได้เข้ารวมกับกลุ่มกับนักรบ“อัลกออิดะ”กลุ่มมุสลิมซุนนี่ห์หัวรุนแรง นำโดยผู้นำชาวจอร์แดน นาย “อัล ซาร์กาวี” (al Zarkawi) เดือนตุลาคม 2004 (2547) นาย อัล ซาร์กาวี ได้สาบานตนซื่อสัตย์ต่อ “โอซาม่า บินลาเด็น” (Osama Bin Laden) และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น“อาคี” (AQI) ย่อมาจาก “อัลไคด้า อิน อิรัก” (al-Queda in Iraq) หลังจากนั้นกลุ่มอาคิได้ไปรวมกับกลุ่มกบฎอื่นๆในอิรัก  ในปี 2006 (2549) นาย อัล-ซาคาวี ถูกสังหารโดยกองกำลังสหรัฐฯหลังจากนั้นกลุ่มได้เปลี่ยนชื่อจาก AQI เป็น “ไอซิ” (ISI ย่อจาก Islamic State of Iraq) และได้แต่งตั้งผู้นำใหม่ ชื่อ นาย “อาบู อับดุลลา อัล ราชีด อัล-บัคดาดี” (Abu Abdullah al-Rashid al-Baghdadi)  และ นาย “อาบู อายุบ อัลมาซรี” ( Abu Ayyub al-Masri)  ทั้งสองถูกสังหาร ระหว่างการปะทะกับกองทหารสหรัฐในปี 2010 (2553) นาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี” ชาวอิรัก ได้ถูกเลือกให้เป็นผู้นำใหม่

นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี (Abu Baker Al Baghdadi)
นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี (Abu Baker Al Baghdadi)

ในปี  2013 (2556)  นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี มีความเห็นไม่ตรงกับผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์” นาย “อัยมาน อัล ซอวาฮีรี” นายบัคคาดีต้องการรุกรานเข้าประเทศซีเรีย ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามกลางเมืองคุกรุ่น นาย อาบู บัค อัล-บัคดาดี จึงประกาศตัวเป็นอิสระจากกลุ่ม “อัลกออิดะ” หลังจากนั้น ไอซิได้ขยายเข้าไปในประเทศซีเรียและได้ควบคุมพื้นที่เพิ่มในทางตอนเหนือของซีเรีย กลุ่มจึงได้เปลี่ยนชื่อจาก“ไอซิ” เป็น “ไอซิล” (ISIL) ย่อจาก “อิสลามมิค เสตท ออฟ เดอะ เล๊ฟเว่น” (Islamic State of Iraq and the Levant) คำว่า “เล๊ฟเว่น” (Levant) หมายถึง ประเทศซีเรียที่ยิ่งใหญ่ (The greater Syria) หรืออีกชื่อคือ “ไอซิส” (ISIS) ที่เรารู้จักกัน

กลุ่ม“ไอซิส” เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในซีเรียตั้งแต่ เมษายน 2013 ถึงปัจจุบัน ชาวผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนซีเรียได้กล่าวว่า  ISIS มีความแข็งแกร่งที่สุด และมีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้นเพราะมีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ในช่วงต้นเดือน มิถุนายน 2014(2557)  หลังจากมีการโจมตีครั้งใหญ่ในอิรัก ISIS ได้รายงานว่า เขาได้ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองซูล  เป็นเมืองใหญ่อันดับสองในอิรัก และยังได้ควบคุมพื้นที่ เมืองติกริต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการอำนวยการบริหารราชการของ เขตมลฑล ซาลาฮะ อัดดีน ด้วยเป้าหมายเข้ายึดครองเมืองแบกแดด หลังจากนั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2014(2557) ไอซิส เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น “ไอ เอ็ส” (IS) ย่อจาก”อิสลามมิค เสตท” และประกาศผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิสลามทั่วโลกคือนาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี” ภาษาอารบิค เรียก “คาลิฟะ” (Caliphate) แต่กลุ่มประเทศในสมาชิกสันนิบาตอาหรับ (The Arab League) ประกาศไม่ยอมรับ อิสลามมิค เสตท และนาย “อาบู บัค อัล-บัคดาดี”เป็นคาลิฟะ

การล้างเผ่าพันธ์

เมื่อดิฉันอ่านข่าวและเห็นรูป “วิกฤติการลี้ภัยสงคราม” ของชาวซีเรียนครั้งนี้ และรูปกินใจหลายรูป มีทั้งคนเตะผู้ลี้ภัย และโอบกอด เอาน้ำดื่มให้ผู้ลี้ภัย และการฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยระเบิดก๊าซพิษ ทำให้ดิฉันนึกย้อนถึง“ฮิตเล่อร์” ที่จากผู้นำคนๆเดียวสามารถชักจูงปั่นหัวให้คนลุกฮือจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง การกระทำของฮิตเล่อร์ที่ฆ่าหมู่ชาวยิว เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธ์หรือ “เอ็ทซนิค เคล็นซิ่ง” (Ethnic Cleansing) ซึ่งดิฉันเคยไปเห็นค่ายกักกันคนยิวและห้องปล่อยก๊าซพิษ คล้ายห้องน้ำใหญ่มีหัวก๊อก เหมือนหัวก๊อกน้ำแต่จริงๆแล้วเป็นหัวก๊อกปล่อยก๊าซ ลองนึกภาพพวกเชลยถูกลำเลียง (เขาคิดว่าไปอาบน้ำ)เข้าห้องน้ำและถูกดมก๊าซแทน เศร้ามากๆ  การกระทำของฮิตเล่อร์ เป็นอุทธาหรณ์และความอับอายของชาวเยอรมันที่จารึกในประวัติศาสตร์มาถึงปัจจุบัน  ดิฉันนึกว่าเป็นไปได้ไหมที่นายกเยอรมัน “นางแองเกล่า เมอร์เคล” นึกเหมือนดิฉันที่สงสารผู้ลี้ภัยเหล่านี้  และเป็นผู้นำประกาศเปิดอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยก่อนประเทศยุโรปอื่นๆ