การถอนซิติเซ่น

ภายใต้คณะรัฐบาลใหม่ชุดประธานาธิบดีทรัมพ์  ระบบอิมมิเกรชั่นมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยตั้งแต่ต้นปี 2017 ตัวอย่างข้อใหญ่ๆคือ ผ่านกฎหมาย Travel ban ห้าม 7 ประเทศมุสลิมเข้าประเทศ (อ่านคอลัมน์เดือน กุมภา 2017) ยกเลิก DAPA ระงับชั่วคราว DACA (อ่านคอลัมน์เดือน มิถุนา 2017 และมกรา 2018) เปลี่ยนกฎการอยู่เกินของผู้ถือวีซ่านักเรียน(F-1) นักเรียนแลกเปลี่ยน(J-1) และ นักเรียนวิชาชีพระยะสั้น (M-1) เนื่องจากวีซ่าเหล่านี้ ถ้านักเรียนเรียนจบเมื่อไร หรือทำผิดกฎเช่นลักลอบทำงาน หรือ ไม่ไปเรียนให้ถือว่าอยู่เกิน ณ.วันนั้น ไม่ต้องรอให้ศาลตัดสินเหมือนเมื่อก่อน กฎใหม่นี้มีผลใช้วันที่ 9 สิงหาคม 2018 นี้

จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้ระยะการเดินเรื่องขอใบเขียวเข้มงวดและช้าลงมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ เคส ต่อใบเขียว 10 ปี เมื่อก่อนใช้เวลา 8-12 เดือน ปัจจุบันเกือบ 18 เดือน และเคสขอซิติเซ่น เมื่อก่อน 4 เดือน ปัจจุบัน 1 ปี

ถอนซิติเซ่น  

ข่าวล่าสุดคือ การถอนซิติเซ่น โดยรื้อเคสเก่ามาตรวจสอบ โดยเพ่งเล็งผู้ที่เปลี่ยนชื่อเพื่อทำซิติเซ่น ผู้ที่มีคดีติดตัวและไม่ได้กรอกข้อมูลในใบสมัคร สาเหตุมาจากในปี ค.ศ. 2008 เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้พบเคสซิติเซ่น 206 เคสที่ผู้สมัครได้ใช้ชื่อปลอม ชื่ออื่น หรือกรอกข้อมูลประวัติของคนอื่น  และรอดผ่านไปได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น แผนกตรวจจับชาวต่างชาติ เรียกสั้นๆว่า “ไอ๊ซ์” (ICE) สัพเพร่าไม่ได้เพิ่ม “เร็คคอร์ด” พิมพ์ลายนิ้วมือแบบ “ดิจิตัล” (Degital) เข้าไปในไฟล์  ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นพบความบกพร่องนี้จนกระทั่ง 2 ปีให้หลังปี ค.ศ. 2010

ต่อมาเดือนกันยา ค.ศ. 2016 กระทรวงรักษาความปลอดภัยในประเทศ “Department of Homeland Security” หรือ  เรียกย่อว่า  DHS (ดี เอ็ช เอ็ส) ได้ค้นพบเคส 858 เคส ที่ผู้ยื่นเรื่องซิติเซ่นผ่านไปเรียบร้อยแล้ว มีคดีติดตัวมาก่อน  เป็นเพราะไม่สามารถเช็คพิมพ์ลายนิ้วมือแบบ “ดิจิตัล” (Degital) ได้ ตามรีพอร์ทยังกล่าวว่า “เร็คคอร์ด” พิมพ์ลายนิ้วมือได้หายไปเป็นแสนกว่าเคส

หลังจากข่างเดือนกันยายน DHS ตรวจผู้ที่ได้ซิติเซ่นที่ปลอมใช้ชื่ออื่น ปรากฎว่าพบ 95 เคสจากจำนวน 2536 ทาง DHS ได้ส่งเรื่องต่อไปให้ กระทรวงยุติธรรม “Department of Justice”เพื่อให้ดำเนินเรื่องถอนซิติเซ่น ปัจจุบันมีหลายเคสที่อยู่ในระหว่างถอนซิติเซ่น

ตั้งหน่วยงานกองกำลังพิเศษ

รัฐบาลแนะนำให้ตั้งหน่วยงาน กองกำลังพิเศษ “Task Force” (แทสค์ ฟอร์ซ) ออฟฟิสใหม่ขึ้นมาในลอสแอนเจลิส กองกำลังพิเศษนี้มีหน้าที่ตรวจเคสผู้ที่ได้ซิติเซ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ซึ่งมีมากกว่า 17 ล้านคน เพื่อเช็ค ตรวจว่าผู้ใดมีเจตนากรอกข้อมูลเท็จในใบสมัคร ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นคาดว่าจะค้นพบเคสเป็นพันๆเคส และจะส่งเคสที่ค้นพบไปที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อให้ดำเนินเรื่องถอนซิติเซ่น  เดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมได้ถอนซิติเซ่นบุคคลแรก

ข้อเตือน และแนะนำ

• ผู้ใดที่ถือซิติเซ่นอยู่ตอนนี้ และเคยใช้ชื่อปลอม หรือกรอกข้อมูลเท็จ หรือไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญบางอย่าง แนะนำว่าไม่ควรยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ใคร คือไม่ให้ผลประโยชน์ต่อให้คนอื่น เพราะเคสซิติเซ่นคุณของจะแดงขึ้นมา และอาจถึงถูกถอนซิติเซ่น

• ผู้ที่ถือใบเขียว 3 หรือ 5 ปี และมีคุณสมบัติที่สามารถยื่นเรื่องสมัครซิติเซ่นได้  แนะนำให้ยื่นเรื่องขอซิติเซ่นทันที  การทำซิติเซ่นมีแต่จะยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และค่าธรรมเนียมก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ดิฉันไม่แนะนำให้ยื่นเรื่องทำซิติเซ่นเอง โปรดให้ทนายเป็นผู้ยื่นเรื่อง เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง ถ้าเกิดมีการผิดพลาด ไม่ว่าข้อมูลผิด หรือระหว่างรอเรื่องคุณไปเจอปัญหาทางกฎหมาย  เรื่องก็จะหยุดชะงักทันที ปัญหาทางกฎหมายไม่ว่าจะเล็กน้อยอย่างไรหรือคุณอาจไม่ผิด แต่ 99% ถือเป็นคดีความประพฤติผิดศีลธรรม  ซึ่งคุณอาจต้องรอ 5 ปี (เพื่อพิสูจน์ว่าคุณได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี – ทำนองนั้น) ก่อนที่จะยื่นเรื่องทำซิติเซ่นใหม่ได้

FOLLOWING TO JOIN ตามไปเมกาภายหลัง

วันนี้คุยเรื่องกรณีคุณได้ใบเขียวและครอบครัวได้ใบเขียวติดตามคุณในฐานะ “ดีริเวทีฟ เบนิฟิเชียรี่” แต่พวกเขาหรือบางคนไม่พร้อมที่จะไปพร้อมคุณได้   เขาสามารถตามไปได้ภายหลัง ภายใต้กฎ “ฟอโลอิ้ง ทู จอยน์”  (Following to Join) โดยมีกฎเกณท์ข้างล่างนี้

เคสตัวอย่าง

แม่เป็นซิติเซ่น ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูกสาวสมมติชื่อ “อร” อายุ 33 ปีไม่แต่งงาน(หรือหย่า) มีลูกเล็ก 2 คน (ในกรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 1  ลูกซิติเซ่นอายุเกิน 21 ปีไม่สมรส ใช้เวลาคอยโควต้าประมาณ 7 ปี+  กรุ๊บนี้สามารถพ่วงลูกที่ยังอายุไม่เกิน 21 ปีได้ คือเด็กจะได้ใบเขียวด้วย) เมื่อโควต้ามาถึง ลูกสาวได้ใบเขียว แต่เด็กยังเล็ก แม่ยังไม่พร้อมที่จะเอาลูก 2 คนไปอเมริกาด้วย อรจึงตัดสินใจให้ลูกอยู่กับพ่อเด็กในเมืองไทย  และเธอไปอเมริกาคนเดียวก่อน

3  ปีให้หลัง แม่ของอรเสียชีวิต  ขณะนั้นเด็กอายุ 18 และ 19 ปี อรต้องการทำเรื่องเอาลูกไปอเมริกา มี 2 วิธีคือ เธอยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ลูก ในกรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ แม่ใบเขียวขอใบเขียวให้ลูกอายุต่ำกว่า 21  ปีไม่สมรส ใช้เวลาคอยโควต้าประมาณ 2 ปี+) หรือภายใต้กฎ “ฟอโลอิ้ง ทู จอยน์”  ในฐานะผู้ติดตาม “ดีริเวทีฟ เบนิฟิเชียรี่” คือพ่วงตามใบเขียวแม่ไปอเมริกาภายหลัง (ใบเขียวที่แม่อรยื่นให้อร ถึงแม้แม่ของอรเสียชีวิตแล้วก็ตาม) ซึ่งวิธีนี้เด็กจะได้ไปเร็วกว่า ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่า และไม่เสี่ยงกับเด็กอายุเกิน 21 เรียก “เอจ เอ๊าท์” (age out) เพรราะถ้าเรื่องเสร็จไม่ทันก่อนเด็กอายุ 21เด็กจะตกไปอยู่กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 2B  ลูกใบเขียวอายุเกิน 21 ปีไม่สมรส  ซึ่งใช้เวลาคอยโควต้าประมาณ 7 ปี+

เงื่อนไขกฎ“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์”  

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างเแม่กับเด็กต้องเกิดขึ้นแล้ว ตอนที่แม่ของอรยื่นเรื่องใบเขียวให้อร ตามเคสตัวอย่าง ตอนที่แม่ของอรยื่นเรื่องใบเขียวให้อร เด็กทั้งสองคนเกิดแล้วและแม่ของอรได้ใส่ชื่อเด็กทั้งสองในฟอร์ม I-130

  2. เด็กต้องยังอายุไม่เกิน 21 ปีและไม่สมรส ตอนจะยื่น“ฟอโลอิ้ง ทู จอยน์ ตามเคสตัวอย่าง เด็ก 18 และ 19 ปี

  3. สถานภาพของ “อร” ยังต้องเหมือนเดิม  คือ อรถือใบเขียว และไม่สมรส ถ้าอรไปแต่งงานในระหว่าง 3 ปีนั้นอรไม่สามารถทำเรื่องให้เด็กภายใต้กฏ“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์” ได้

วิธียื่น

• อรต้องยื่นเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นในอเมริกา ฟอร์ม I-824 ค่าธรรมเนียม $465 พร้อมเอกสารและหลักฐาน แสดงสถานภาพ และความสัมพันธ์ ระหว่างแม่และเด็ก คุณสามารถอ่านรายละเอียดเอกสารต้องยื่น www.uscis.gov

• หลังจากทางอิมมิเกรชั่นแอ็พพรูฟเรื่อง  อิมมิเกรชั่นจะส่งเรื่องไปที่สถานทูตอเมริกาเพื่อดำเนินเรื่องต่อไป ขั้นตอนเดียวกับตอนที่อรยื่นเอกสารเพื่อไปสัมภาษณ์

หมายเหตุ

กฎ“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์”  ใช้ได้กับกรุ๊บใบเขียวเพร็ฟเฟอเร็นซ์ครอบครัวทุกกรุ๊บ ที่สามารถพ่วงเด็กได้ คือ กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 1   กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 2 A และ B  กรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 3 และกรุ๊บ เพร็ฟเฟอเร็นซ์ 4   และกรุ๊บใบเขียวคนงาน ตัวอย่าง ใบเขียวพ่อครัว กรณีภรรยาและลูกยังไม่พร้อมที่จะไปอเมริกา เขาสามารถตามไปได้ภายหลังภายใต้“ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์” ตราบใดที่เด็กยังอายุต่ำกว่า 21 ปี (คุณสามารถอ่านเพิ่มเติม เรื่องโควต้าใบเขียว และกรุ๊บใบเขียวแจ่ละกรุ๊บ ในหนังสือ “กฎมายอิมมิเกรชั่น” สั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉันราคา $65  โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ข้อแนะนำ

ดิฉันไม่แนะนำให้เด็ก “ฟอโลวอิ้ง ทู จอยน์” ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะมีตัวอย่างหลายเคส ที่พ่อแม่ตั้งทำเรื่องเอาเด็กมาทีหลัง รอให้เด็กเรียนจบ ม.6 ก่อน ซึ่งช่วงวัยรุ่นนั้นเป็นอายุหัวเลี้ยวหัวต่อจริงๆ หลายเคสที่เด็กเจอปัญหาทางกฎหมาย เช่น เด็กใช้หรือขายยาเสพติด เด็กท้อง เด็กขับรถซิ่งชนคนตาย เป็นต้น ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสไม่ได้ไปอเมริกาตลอดชีวิต ฉะนั้นทางที่ดีที่สุด แนะนำว่าให้พากันไปอเมริกาทั้งครอบครัว รับใบเขียวก่อน  และถ้าจำเป็นต้องกลับไปไทย ค่อยเดินทางกลับไปภายหลัง