อเมริกาและประธานาธิบดีผิวดำ??

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันอ่าน น.ส.พ. พบข่าวว่านาง “มิลเดร็ด เลิฟวิ่ง”(Mildred Loving) หญิงผิวดำเสียชีวิต เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พ.ค.ดิฉันจำเคสของเธอได้ดีตอนเรียนกฎหมายเนื่องจากนามสกุลเธอ “เลิฟวิ่ง=ความรัก” สมกับเคส ในเคส Loving v Virginia ปี 1967 เป็นเคสเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างผิว/เชื้อชาติ”อินเทอร์ เรเชี่ยล แมริเอจ” (Interracial marriage) ในคดีนี้ น.ส.มิลเดร็ดหญิงผิวดำและนายริชาร์ด เลิฟวิ่ง ชายผิวขาวอาศัยอยู่รัฐเวอร์จิเนีย สมัยโน้นรัฐเวอร์จิเนียมีกฎหมายห้ามการแต่งงานระหว่างผิว เขาทั้งสองได้ข้ามรัฐไปจดทะเบียนที่วอชิงตันดีซีเดือนมิถุนาปี 1958 พอทั้งสองกลับมาเวอร์จิเนีย เธอถูกจับในฐานแต่งงานอยู่กินกับคนขาว เรื่องขึ้นศาลๆตัดสินว่าเธอทำผิดกฎหมายและให้เธอเลือกจะติดคุก หรือย้ายออกจากรัฐเวอร์จิเนียและห้ามกลับเข้ารัฐ 25 ปีตราบใดที่ยังเป็นสามีภรรยา ทั้งสองจึงต้องย้ายออกไปอยู่รัฐอื่น ซึ่งทำความลำบากให้ทั้งสองเมื่อทั้งสองเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวในรัฐเวอร์จิเนีย ทั้งสองต้องแยกกันเดินทางเพราะไม่สามารถเดินทางเข้ารัฐเวอร์จิเนียพร้อมกันได้ฉันสามีภรรยา ในที่สุดนางมิลเดร็ดซูรัฐเวอร์จิเนียว่าละเมิดสิทธิความเสมอภาคของเธอ เคสนี้ขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลตัดสินวันที่ 12 มิถุนา 1967 ว่ากฎหมายที่ห้ามการแต่งงานระหว่างผิวละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ ผลจากคดีนี้ทำให้รัฐอีก 17 รัฐต้องโมฆะกฎหมายนี้ วันที่ 12 มิถุนา ถือเป็นวัน Loving Day เป็นวันฉลองการแต่งงานระหว่างผิว/เชื้อชาติ (mixed-race marriage) สามีเธอเสียชีวิตตั้งแต่ปี 1975 อายุเพียง 42 ปี (ดิฉันเดาว่า ความเป็นอยู่อย่างถูกเหยียดหยามคงบั่นทอนชีวิตจิตใจ) ส่วนนางมิลเดร็ดเสียชีวิตที่บ้านเธอในรัฐเวอร์จิเนียเมือวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา เธออายุได้ 69 ปี
คอลัมน์นี้จะคุยเรื่องการกีดกันผิวและเชื้อชาติ ประวัติความเป็นมาของคนผิวดำในอเมริกาตั้งแต่เริ่มจากสถานภาพทาส การยอมรับความเสมอภาคในสังคม มาถึง ณ. วันนี้ที่เรามี”แคนดิเดท”ผิวดำ “บาแร็ค โอบาม่า”เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
คนผิวดำรุ่นแรกในอเมริกา
ตามประวัติศาสตร์อเมริกาสมัยคริสตศักราช 1500 โคลัมบัสค้นพบอเมริกา อังกฤษสู้รบกับคนพื้นเมืองพวกอินเดียนแดง และจับจองประกาษ 13 รัฐแรกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ (ขอให้คุณอ่านประวัติศาสตร์อเมริกาในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง หน้า 2-2 หรือ/และในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 20) พวกยุโรปพากันเข้ามาบุกเบิกประเทศใหม่นี้ พวกคนอังกฤษและไอริชที่อดหยากพากันเข้ามาหางานทำในอเมริกา มาด้วยความสมัครใจบ้างถูกลักตัว(พวกเด็กกำพร้า)มาบ้าง พวกนี้ไม่มีสตังก็ตกลงให้พ่อค้าหรือนายหน้าพาขึ้นเรือมา กินอยู่ในเรือและเมื่อถึงอเมริกาก็มาทำงานใช้เงินนายหน้าค่าพามา พอมาถึงอเมริกานายจ้างจ่ายค่านายหน้า และใช้เงินค่าเดินทางค่ากินอยู่ให้นายหน้า และตกลงว่าคนงานต้องทำงานใช้นายจ้างไปจนหมดหนี้ 3-7 ปี (คล้ายแม่ครัวไทยมาทำงานในอเมริกาตอนนี้) พอครบกำหนดนายจ้างก็อาจให้ที่ดินทำกินเป็นของตัวเองต่อไป เรียกระบบคนงานนี้ว่า “อินเด็นเจ้อร์ เซอร์ว่อนส” (Indentured Servants) ซึ่งปัจจุบันผิดกฎหมายนะคะ ไม่มีการบังคับคนงานให้อยู่กับตนได้ ถ้าคนงานออกเขาเพียงติดหนี้นายจ้าง แต่ตัวเป็นอิสระได้ ตอนหลังๆนายจ้างก็ไม่แฮ็ปปี้เพราะพอหมดสัญญา ก็ต้องจ่ายค่านายหน้าหาคนงานใหม่ ภายหลังมีพ่อค้าชาวดัทช์หัวใสไปซื้อเชลยจากอัฟริกา(ในสมัยโน้นแต่ละเผ่าในอัฟริกาสู้รบกัน ฝ่ายแพ้ถูกจับตัวเป็นเชลย) และนำเชลยนักโทษนี้ไปขายในอเมริกา ว่ากันว่าซื้อมาหัวละ $25 ขายได้หัวละ $150 นายจ้างยอมสู้ราคาเพราะซื้อขาดเป็นทาส ไม่ใช่แบบ”อินเด็นเจ้อร์ เซอร์ว่อนส” คือพวกนี้ต้องทำงานอยู่กับเจ้านายไปตลอดชีวิตชั่วลูกหลาน พวกนี้ถือเป็นสมบัติของเจ้านาย ลูกหลานที่ออกมาตกเป็นทาสถือสมบัติของเจ้านายเช่นกันคือทาสชั่วโคตร นี่คือบ่อเกิดของทาสหรือ”สเล๊ฟ”(slaves) ธุรกิจค้าทาสถือเป็นธุรกิจกำไรดี เริ่มทำกันเป็นล่ำเป็นสัน คือพ่อค้า/นายหน้าจากยุโรปจะออกเรือจากยุโรปโดยขนสินค้าจากยุโรป ล่องเรือลงใต้ไปอัฟริกา แลกเปลี่ยนสินค้ากับนักโทษ หลังจากนั้นล่องเรือออกจากอัฟริกามุ่งตะวันตกไปอเมริกา หลังจากขายทาสหมดแล้ว ก็ซื้อสินค้า เช่น น้ำตาล ยาสูบและเหล้ารัม จากอเมริกา กลับไปขายในยุโรป สายล่องเรือนี้ได้ชื่อว่า “สามเหลี่ยมการค้า”หรือ”ทรายแอ็งเกิ้ล เทรด” (Triangel Trade) (ไม่แน่ใจว่าความหมายเดียวกับสามเหลี่ยมทองคำหรือไม่) ระหว่างล่องเรือจากอัฟริกาไปอเมริกา พวกทาสถูกทารุณมากได้กินข้าวและน้ำพอประทังชีวิต คุณต้องดูหนังเรื่อง Amistad เกี่ยวกับเรือที่ขนนักโทษผิวดำมาอเมริกา กินใจมาก
สงครามกลางเมืองเลิกทาส
ในปี 1750 จำนวนทาสเพิ่มมากถึง 243,000 คน เท่ากับ 40% ของประชากรในอเมริกาใน 13 รัฐแรก คนผิวดำมีการเคลื่อนไหวต้องการเป็นอิสระ รัฐทางเหนือถือเป็น”ฟรีเสตท” (free states) รัฐอิสระไม่ค้าทาส มุ่งไปทางอุตาหกรรมและการค้า ต้องการให้เลิกทาส ส่วนรัฐทางใต้ซึ่งเป็นรัฐกสิกรรมต้องการมีทาส ทาสส่วนมากอาศัยอยู่ทางใต้โดยเฉพาะใมรัฐเซาท์ คาโรไลน่า ปี 1777 รัฐเวอร์มอนท์ออกกฎหมายห้ามค้าทาสเป็นรัฐแรก รัฐที่สองคือเพนซิลเวเนีย รัฐสุดท้าที่ยกเลิกกฎหมายเลิกทาสคือรัฐ มิสซิสซิปปี้ เมือวันที่ 16 มีนาคม ปี1995 แต่ก็ยังมีเรือขนทาสเข้ามาอยู่ จนกระทั่งระหว่างปี 1861-1865 เกิดเป็นสงครามกลางเมืองหรือ “ซิวิล วอร์” (Civil war) ช่วงประธานาธิบดีลินคอล์น สู้รบระหว่างรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้ รัฐทางเหนือชนะ (ดิฉันเขียนเรื่อง “เลิกทาส” ในหนังสือ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่มหนึ่ง”หน้า 55 และสิทธิรัฐธรรมนูญหน้า 59)
สิทธิรัฐธรรมนูญว่าด้วยความเสมอภาค
หลังสงคราม”ซิวิล วอร์”ปี 1865 คองเกรสผ่านรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ระบุห้ามไม่ให้มีการค้าทาส และห้ามบังคับคนงานทำงานโดยไม่สมัครใจ ในปี1868 คองเกรสผ่านรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 14 ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อคนทุกผิว เป็นครั้งแรกที่ทาสสามารถมีนามสกุลได้ ตอนเป็นทาสคนผิวดำมีแต่ชื่อหน้า หลังจากที่ทาสได้อิสรภาพ เขาตั้งนามสกุลตนเองส่วนมากตั้งนามสกุลตามนามสกุลประธานาธิบดี นามสกุลที่ป็อปปูล่าสำหรับคนผิวดำคือ วอชิงตัน (ตามจอร์จ วอชิงตัน) และเจ็ฟเฟอร์สัน (ตามโทมัส เจ็ฟเฟอร์สัน) หลังรัฐธรรมนูญผ่าน ความเกลียดชังและกีดกันคนดำไม่ได้หายไป คนดำยังถูกกีดกันและเหยียดหยามมาตลอด โดยเฉพาะสมัยก่อนโน้นกฎหมายยังไม่ศักดิ์สิทธิเท่าสมัยนี้ ดิฉันจะลำดับเหตุการณ์จากคดีสำคัญๆดังนี้
คดี Plessey v Ferguson ปี 1896 สิบปีหลังอเม็นด์เม๊นที่ 14 ผ่าน ในคดีนี้นาย Plessy คนดำนั่งรถไฟ ซึ่งทางรถไฟจัดที่นั่งแยกระหว่างคนขาวและคนดำ นาย Plessey ได้นั่งที่นั่งของคนขาว และไม่ยอมย้ายที่นั่งเลยถูกจับ เขาซูองค์การรถไฟว่าละเมิดสิทธิความเสมอภาคของเขา คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลตัดสินว่า องค์การรถไฟไม่ได้ละเมิดสิทธิความเสมอภาคและตีความหมายของอเม็นด์เม๊นที่ 14 ว่าตราบใดที่องค์การรถไฟจัดที่นั่งให้คนขาวและคนดำ ถึงแม้จะแยกกันก็ตาม แต่ถือว่าไม่ละเมิดสิทธิความเสมอภาค ทฤษฏีนี้เป็นที่รู้จักกัน เรียก “เซ๊พเพอเรท บัท อีควล”(Separate but Equal) แปลตรงตัวคือ “แยกแต่เสมอภาค” ทฤษฎีนี้เท่ากับเปิดให้รัฐแบ่งแยกผิวมากขึ้น โดยตราบใดที่รัฐจัดส่วนหนึ่งให้คนดำแยกกับคนขาว ถือว่ารัฐไม่ละเมิดสิทธิ ผลจากกคำตัดสินและการตีความหมาย”แยกแต่เสมอภาค”นี้ ได้เพิ่มการแบ่งแยกกีดกันผิวมากขึ้นโดยเฉพาะรัฐทางใต้ สถานที่สาธารณะทุกแห่งแยกออกหมดระหว่างคนดำและขาว รวมห้องน้ำสาธารณะ โรงเรียน น้ำพุดื่มที่นั่งในรถถโดยสารสาธารณะคุ ณคงนึกภาพออกว่าส่วนที่แยกมาให้คนดำจะสกปรกแค่ไหน
คดี Brown V Board of Education ปี 1954 ทฤษฎี”แยกแต่เสมอภาค” จากคดี Plessey ปี1896 ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลที่มีการแบ่งแยกผิวมาตลอด จนกระทั่งเคส Brown ปี 1954 คดีนี้ ด.ญ. บราวน์ผิวดำ บ้านอยู่ใกล้โรงเรียนเด็กขาว แต่เนื่องจากห้ามเข้าโรงเรียนคนขาว และแถมยังไม่มีรถรับนักเรียนเด็กดำอีก เธอต้องเดินไปโรงเรียนคนดำวันละหลายไมล์ ในที่สุดพ่อแม่ ด.ญ. บราวน์ ซูกระทรวงศึกษาว่าละเมิดสิทธิความเสมอภาค คราวนี้ศาลตัดสินให้บราว์นชนะ โดยบอกว่าทฤษฎี”แยกแต่เสมอภาค”นั้นนำมาใช้กับการศึกษาไม่ได้ แต่เนื่องจากศาลตีความหมายแคบเฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น คนขาวก็ยังกีดกันคนดำต่อไป
Civil Rights Movement
หลังจากคดี Brown คนผิวดำเริ่มมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคมากขึ้นเรียก “ซิวิล ไร๊ทส์ มูฟเม๊นท์” (Civil Rights Movement) ปีต่อมา 1955 นางสาวโรซ่า พาร์ค (Rosa Park) คนดำขึ้นรถประจำทางในเมือง มอนโตโกเมอรี่ รัฐอาลาบาม่า เธอนั่งข้างหน้าและไม่ยอมลุกไปนั่งข้างหลังที่จัดให้คนดำ สมัยโน้นกีดกันมากคือ คนขาวนั่งด้านหน้า คนดำนั่งด้านหลัง คนดำต้องขึ้นประตูด้านหน้าไปจ่ายเงินก่อน แล้วต้องลงจากรถ เดินไปเข้าประตูด้านหลังเพื่อไปนั่งที่ๆจัดให้คนดำโดยเฉพาะ หลายครั้งที่รถขับออกไปโดยไม่รอให้คนดำขึ้น และคุณลองนึกภาพเวลาฝนตกหนักๆสิคะว่าลำบากแค่ไหน โรซ่า พาร์คขึ้นรถเมล์ด้านหน้าขณะฝนตกหนัก หลังจากจ่ายเงิน เธอไม่ยอมลงจากรถไปขึ้นด้านหลัง และนั่งที่ๆจัดให้คนขาวโดยเฉพาะ คนขับไล่ไม่ยอมลง เธอโดนจับและศาลสั่งให้เธอจ่ายค่าปรับในฐานะไม่เชื่อฟังเจ้าพนักงาน หลังเหตุการณ์นี้ คนผิวดำเริ่มรวมตัวมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคมากขึ้น ต้องการให้มีบริษัทขนส่งจ้างคนดำเป็นคนขับรถ ยกเลิกการแยกที่นั่ง เป็นต้น พวกคนดำนัดหมายเดินขบวน และ”บอยคอท”ไม่ขึ้นรถประจำทางจนกระทั่งบริษัทขนส่งยอมรับข้อเสนอ ตอนนั้น บาทหลวงคนดำ “มาร์ติน ลูเม่อร์ คิง” ซึ่งถือเป็น “ซิวิล ไรทส์ หลีดเด้อร์” (Civil Rights Leader) เข้าร่วมด้วย และภายหลังเป็นผู้รวมพลังคนผิวดำเป็นกรุ๊บใหญ่ขึ้นๆขยายพลังไปถึงรัฐทางใต้อื่นๆเหตุการณนี้เริ่มคุกรุ่นมาก การบอยคอทรถประจำทางนานถึง 385 วัน ในที่สุดบริษัทขนส่งต้องยอมรับข้อเสนอ ไม่งั้นก็คงล้มละลายรถว่างขาดทุนย่อยยับ
มาร์ติน ลูเท่อร์ คิง
ระหว่างปี 1957-1964 บาทหลวง “มาร์ตินลูเท่อร์ คิง” ได้รวมพลังคนดำลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเสมอภาคเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ให้ยกเลิกการแบ่งแยกผิว ขอให้ตำรวจหยุดการทารุณคนผิวดำ และเรียกร้องความยุติธรรมด้านแรงงาน บาทหลวง”คิง”สอนให้คนดำใช้วิธีต่อต้านโดยสงบไม่ให้ใช้พลังรุนแรง”นอน ไวโอเล็นซ์” (non violence) ตามวิธีของ มหัตมะ คานธี ในอินเดีย เรียกวิธีนี้ว่า “ซิวิล ดิสโอบีเดี้ยน” (Civil Disobediece) คือไม่ถึงกับทำผิดกฎหมายแต่เพียงไม่เชื่อฟังคำสั่งเจ้าหน้าที่ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคนี้หรือ”ซิวิล ไร๊ทส์ มูฟเม๊นท์”ขยายไปทั่วอเมริกา เดือนมีนาคมปี 1963 ถือเป็นวันจารึกในประวัติศาสตร์ บาทหลวง “มาร์ติน ลูเท่อร์ คิง” ได้พูดปาฐกถาต่อหน้าคนเดินขบวนเป็นล้านหน้าอนุสาวรีย์ลินคอล์น ในวอชิงตัน ดี ซี (ซึ่งมีความหมายว่า เพราะประธานาธิบดีลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีช่วงซิวิล วอร์ เพื่อให้เลิกทาส) เป็นคำปาฐกถาที่มีชื่อมากเรียก “ไอ แฮฟ เอ ดรีม สปีช” “I have a dream” Speech ที่ว่าเขามีความฝันว่า สักวันหนึ่งเขาฝันเห็นคนดำและคนขาวจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบและเท่าเทียมกัน (ช่วงสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอ็ฟ เคเนดี้) ในที่สุดปี 1964 คองเกรสผ่านกฎหมาย “ซิวิล ไรท์ส แอ็กท์ส” ห้ามสถานที่ราชการ นายจ้างกีดกันผิวและต้องให้ความเสมอภาคต่อทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะสีผิวอะไร และปีต่อมา 1965 ผ่านกฎหมายสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
บาแร็ค โอบาม่า
ตอนเที่ยวคราวที่แล้ว ดิฉันได้ดูหนังในเครื่องบินเรื่อง”เดอะ เกร๊ท ดีเบทเต้อร์ส” (The Great Debaters) ดี วี ดี พึ่งออกสัปดาห์นี้ค่ะ แปลว่า “นักโต้วาทีที่ยิ่งใหญ่”ดาราหนังผิวดำ “เด็นเซ็ล วอชิงตัน”(Denzel Washington) เล่น (สังเกตนามสกุล “วอชิงตัน” หรือเปล่าคะ??) เกี่ยวกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีชื่อของคนดำ “ไวลี่ย์ ตอลเลจ” Wiley College ในรัฐเท็กซัส เป็นเหตุการณ์เกิดช่วง Civil Rights Movement มหาวิทยาลัยนี้สอนให้นักศึกษาโต้วาที และไปแข่งตามคอลเลจคนดำด้วยกัน และในที่สุดได้ไปแข่งกับคณะโต้วาทีของ “ฮาร์วาร์ด ยูนิเวอร์ซิตี้” (Harvard University) หัวข้อ”ซิวิล ดิสโอบีเดี้ยน” (Civil Disobediece) คุณต้องเช่าดูเองนะคะ ว่าใครชนะระหว่าง Wiley College กับ Harvard University หนังดีมากๆ ทุกครั้งที่ดิฉันดูเลือกตั้ง และฟัง แคนดิเดท “บาแร็ค โอบาม่า” พูดหาเสียง เขาเก่งพูดให้เคลิ้มได้ ดิฉันจะนึกถึงหนังเรื่องนี้ เลยไปเปิดเน็ทดูประวัติเขา อยากรู้ว่าโอบาม่าเรียนจบจาก Wiley College หรือเปล่า ปรากฎว่าโอบาม่าจบ Harvard Law School!!!! ประวัติเขาโดยย่อนะคะ
โอบาม่าเกิดวันที่ 4 สิงหา 1961 (ยังหนุ่มอายุ 46 เท่านั้น) รัฐฮาวาย พ่อเป็นอัฟริกันมาจากประเทศ เคนย่า แม่เกิดรัฐแคนซัส พ่อแม่พบกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยในฮาวาย พ่อแม่เลิกกันตอนโอบาม่าอายุ 2 ชวบ แม่แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ประเทศอินโดนีเชียกัยสามีใหม่ตอนโอบาม่าอายุ 6 ขวบ โอบาม่าอยู่อินโดนีเชียจนอายุ 10 ขวบย้ายกลับไปฮาวาย เมื่อจบไฮสกูลโอบาม่าย้ายไปเรียน อ็อกซิเด็นทอลคอลเลจ ในลอสแองเจลิส 2 ปี หลังจากนั้นย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย โคลัมเบีย ในรัฐนิวยอร์ค เรียนเมเจ้อร์รัฐศาสตร์ด้านอินเตอร์ รีเลชั่นส์ หลงัจากจบทำงานได้ระยะหนึ่ง และได้กลับไปเรียนกฎหมายต่อที่ ฮาร์วาร์ด ยู จบเกียรตินิยมปี 1988 โอบาม่าทำงานบริษัท เป็นโพรเฟสเซ่อร์ และเป็นทนายความ จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นเซเนเต้อร์รัฐอิลลินอยส์ปี 2004 ปี 2008 ประกาศตัวเป็นแคนดิเดทพรรคเดโมแครท เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ไงคะ คุณคิดว่าอเมริกาพร้อมหรือยังที่จะรับประธานาธิบดีผิวดำ!

ระบบเลือกตั้งในอเมริกา

Election System in America

วี๊ค(week)ที่แล้วมีเรื่องตื่นเต้นหลายอย่าง คือ ด้านกีฬา โคบี้ บรายอั้น (Kobe Bryant) นับบาส ทีมแอล เอ เล็กเก้อร์ (L.A. Lakers) ได้รับเลือกให้เป็น “เอ็ม วี พี” คือนักบาสที่เก่งที่สุดในรอบปี (MVP ย่อมาจาก Most valuable player) และด้านเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเดโมแครทระหว่าง”ฮิลลารี่ คลินตั้น”กับ “บาแร็ค โอบาม่า” ใกล้จะจบเพราะคะแนนโอบาม่าทิ้งห่างจากคะแนนของคลินตั้นมากหลังจากผลเลือกตั้งพรายแมรี่ของรัฐ อินเดียน่าและ นอร์ท คาโรไลน่า เมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมา และอย่าลืมวันแม่(Mother’s day) วันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค. นี้ อย่าลืมไปกราบคุณแม่นะคะ ตอนคุณแม่ดิฉันยังมีชีวิตอยู่ พอวันแม่คุณแม่บอกให้ดิฉันกราบขอขมา ปีแรกก็โอเค ดิฉันก็ขอขมาและสารภาพผิดสิ่งต่างๆที่ทำไว้กับแม่ตอนเป็นวัยรุ่น พอวันแม่ปีต่อมาคุณแม่ก็บอกให้กราบขอขมาอีก ดิฉันล้งเล้งว่าลูกทำอะไรผิดเหรอ ทำดีมาทั้งปีทำไมต้องขอขมาอีก คุณแม่นึกสักพักและตอบว่า “เออน่า! ยังนึกไม่ออก แต่มันต้องมีแน่” ดิฉันยอมจำนน เลยเป็นประเพณีต้องกราบขอขมาท่านทุกปี
คอลัมน์นี้เขียนให้คุณจิระเดชผู้ทำเว๊บไซท์ให้ดิฉันและออกคอลัมน์ให้คุณอ่านสนุกทุกสัปดาห์ คุณจิระเดชขอให้ดิฉันเขียนอธิบายเรื่องเลือกตั้งในอเมริกา เพราะบอกว่าเวลาอ่านข่าวการหาเสียงระหว่างฮิลลารี่กับโอบาม่าแล้วไม่เข้าใจ ดิฉันเลยต้อง research เกี่ยวกับการเลือกตั้งทางเน็ตอยู่หลายวัน เพื่อมาเขียนให้คุณอ่านเข้าใจได้ง่ายถึงระบบเลือกตั้งในอเมริกา เริ่มตั้งแต่การเลือกหัวหน้าพรรค ไปถึงเลือกตั้งประธานาธิบดี (คอลัมน์นี้มีความรู้ข้อสอบซิติเซ่นมากมายเลยนะคะ)
พรรคการเมืองในอเมริกา
พรรคการเมืองในอเมริกาหรือ”โพลิติเคิ้ล พาร์ตี้ส์” (political parties) มีพรรคใหญ่ๆ 2 พรรคคือ พรรคเดโมแครท หรือ “เดโมแครติค พาร์ตี้” (Democratic Party) เป็นพรรคเก่าที่สุด สัญลักษณ์ของพรรคคือ “ลา”และ (2) พรรค รีพับบลิคกัน หรือ “รีพับบลิคกัน พาร์ตี้” (Republican Party) ก่อตั้งหลังเดโมแครท มีอีกชื่อเรียกย่อๆว่า “จี โอ พี” (GOP ย่อมาจาก Grand Old Party) สัญลักษณ์ของพรรคคือ “ช้าง” นอกจากสองพรรคนี้แล้วยังมีพรรคอิสระประปราย แต่พรรคอิสระไม่เคยมีใครได้เป็นประธานาธิบดี พรรคอิสระมีการตั้งหัวหน้าพรรคกันเองแบบพรรคในเมืองไทย แต่พรรครีพับบลิคกันและพรรคเดโมแครทไม่ตั้งหัวหน้าพรรค คนที่ลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคต้องหาเสียงจนชนะ จึงได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเป็นหัวหน้าพรรค และเข้าแข่งลงตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด
พรรครีพับบลิคกันและพรรคเดโมแครท
พรรครีพับบลิคกันและพรรคเดโมแครทเป็นพรรคใหญ่ ตามสถิติเก่าปี 2004 พรรคเดโมแครทมีโหวดเต้อร์ขึ้นทะเบียนเรียก “เรจิ๊สเต้อร์ โหวดเต้อร์” (registered voters) 169 ล้านคน ส่วนพรรครีพับบลิคกันมี”เรจิ๊สเต้อร์ โหวดเต้อร์” 55 ล้านคน แต่ละพรรค มี “คอมมิทที่”(committee) บริหารพรรค พรรครีพับบลิคกันบริหารโดย “รีพับบลิคกัน แนชั่นแนล คอมมิทที่” เรียกย่อๆว่า RNC (Republican National Committee) ส่วนพรรคเดโมแครทบริหารโดย”เดโมแครท แนชั่นแนล คอมมิทที่” เรียกย่อๆว่า DNC (Democratic National Committee) คอมมิทที่มีหน้าที่หาเงินเข้าพรรคและวางกฎระเบียบของพรรค สองพรรคนี้มีกฎเกณท์เลือกตั้งหัวหน้าพรรคต่างกัน
ประวัติและอุดมการณ์พรรค
ประวัติความเป็นมาของพรรคและอุดมการณ์ของสองพรรคนี้คือ พรรคเดโมแครทซึ่งเป็นพรรคแรกของอเมริกา ก่อตั้งประมาณปี ค.ศ. 1792 หลังอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ เริ่มด้วยจุดประสงค์ต้องการต่อต้านการปกครองระบอบกษัตริย์ของอังกฤษ อุดมการณ์ของพรรคคือ”โปร”(pro)ความเป็นอิสระ ให้สิทธิรัฐแต่ละรัฐปกครองตนเองไม่ชอบขึ้นกับรัฐบาลกลาง เพราะเปรียบคล้ายระบบอังกฤษ ฉะนั้นเดโมแครทจะโปรสิทธิของรัฐ (State’s rights) ซึ่งต่างกับรีพับบลิคกันซึ่งโปรรัฐบาลกลาง (Federalism) อุดมการณ์ของพรรคเดโมแครทคือ แอนไทรัฐบาลกลาง (แอนไทหรือแอนตี้ anti คำเดียวกัน แต่อ่านคนละแบบ) แอนไทภาษี แอนไทสถาบันใหญ่และนายทุน และโปรผู้บริโภค ส่วนพรรครีพับบลิคกันก่อตั้งช่วงสงครามกลางเมืองหรือ “ซิวิล วอร์” (Civil War) ปี ค.ศ. 1854 เริ่มแรกเรียกพรรค Grand Old Party หรือเรียกย่อๆว่า “จี โอ พี” (GOP) ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นพรรครีพับบลิคกัน ประธานาธิบดี ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีรีพับบลิคกันคนแรก รากฐานตอนก่อตั้งรัฐทางเหนือต้องการขยายการค้าขายและอุตสาหรรม สมัยโน้นรัฐทางใต้ทำกสิกรรมและมีทาสผิวดำทำไร่นา เดโมแครทเชื่อว่าเป็นสิทธิของรัฐ ที่รัฐไหนอยากมีทาสก็ปล่อยให้มีไป ซึ่งรัฐทางเหนือต่อต้านการค้าทาส (เดาเอาว่าต้องการทาสมาทำงานโรงงานอุตสาหกรรมแทนที่จะทำไร่นา) จึงฟอร์มพรรคใหม่รากฐาน “แอนไท สเลฟเวอรี่” (anti-slavery)อุดมการณ์พรรครีพับบบลิคกัน คือ โปรรัฐบาลกลาง (Federalism) โปรนายทุน ภาษี โปรธุรกิจใหญ่ โปรสถาบัน หรือที่เรียกว่า “คอร์ปปอเรท อเมริกา” (Corporate America) เป็นต้น
ลำดับขั้นตอนการเลือกหัวหน้าพรรค
ผู้ลงสมัครเลือกตั้งเรียก “แคนดิเดท” (candidate) แคนดิเดทแต่ละพรรคจะเริ่มประกาศตัวลงสมัครเป้นหัวหน้าพรรคล่วงหน้า 1-2 ปีก่อนเลือกตั้ง ใครจะสมัครก็ได้และแจ้งสังกัดพรรค หลังจากนั้นเริ่มแคมเปญ (campaign) ชิมลางหาเสียงและหาเงินสปอนเซ่อร์ ถ้าไม่มีคนสนับสนุนก็จะเริ่มถอนตัวไปทีละคน 2 คน จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเรียก”พรายแมรี่ อีเล็คชั่น”(Primary Election) เรียกสั้นๆว่า “พรายแมรี่” ซึ่งจะเปิดวันพรายแมรี่เป็นทางการวันอังคารแรกของเดือนกุมภาของปีที่มีการเลือกตั้งไป 4 เดือนจนถึงวันอังคารแรกของเดือนมิถุนายน ซึ่งปีนี้วันเปิดพรายแมรี่ตรงกับวันที่ 5 กุมภา และวันปิดพรายแมรี่ตรงกับวันที่ 3 มิถุนา วันแรกที่เปิดพรายแมรี่เรียกวันนั้นว่า”ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” (Super Tuesday) เพราะจะมีหลายรัฐเปิดพรายแมรี่พร้อมกัน ซึ่งปีนี้มี 22 รัฐ ตามกฎพรายแมรี่ห้ามรัฐใดเปิดพรายแมรี่ก่อนวัน”ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” ยกเว้น 2 รัฐซึ่งทำเป็นประเพณีมานาน (เหตุผลใดไม่ทราบ) คือรัฐไอโอว่า และนิวแฮมเชียร์ ที่สามารถมี”เออร์ลี่ พรายแมรี่”ได้ ก่อนวัน”ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” เลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา คือ รัฐฟลอริด้า และรัฐมิชิแกน ได้เปิดให้มีพรายแมรี่ก่อนวัน”ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” ก่อนที่จะได้โอเคจากคอมมิทที่ ซึ่งขัดกฏเกณฑ์การเลือกตั้งพรายแมรี่ ซึ่งผลพรายแมรี่ทั้งสองรัฐนี้คลินตั้นชนะโอบาม่า “คอมมิทที่”ตัดสินไม่ยอมนับคะแนนเดเลเกทส์จากสองรัฐนี้และถือเป็นคะแนนเสีย ซึ่งจุดนี้คลินตั้นกำลังต่อสู้อยู่เพื่อให้คอมมิทที่นับคะแนนของสองรัฐนี้ ตอนนี้พรรคเดโมแครทกำหนดจะมีประชุมวันที่ 31 พ.ค. เพื่อตกลงกันว่าจะเอาอย่างไรกับคะแนนเดเลเกทส์ของฟลอริด้าและมิชิแกน หลังจากปิดพรายแมรี่แต่ละพรรคก็ควรจะรู้ผลว่าใครได้เป็นหัวหน้าพรรค พรรคจะมีปาร์ตี้ใหญ่แต่งตั้งหรือ”นอมิเหนด” (nominate) ผู้นั้นเป็นหัวหน้าพรรคเป็น “เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่”(presidential nominee) อย่างเป็นทางการ และส่งตัวเข้าแข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบต่อไป วันปาร์ตี้ใหญ่ของพรรค เดโมแครท เรียก “เดโมแครติค แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Democratic National Convention) จะมีขึ้นวันที่ 25-28 สิงหา 2008 ที่เมืองเด็นเว่อร์ รัฐโคโลราโด้ ส่วนงานฉลองของพรรครีพับบลิคกัน เรียก “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Republican National Convention) จะมีวันที่ 1-4 กันยายน 2008 ที่เมือง มินนิอาโพลิส/เซ็นท์พอล รัฐมินนีโซต้า
วิธีนับคะแนนเลือกหัวหน้าพรรค
พรรคเดโมแครทและพรรครีพับบลิคกันมีวิธีนับคะแนน”เดเลเกทส์”ต่างกัน (คะแนนเสียงเรียก”เดเลเกทส์” delegates) จำนวนเดเลเกทส์แต่ละรัฐไม่เท่ากันมาจากจำนวน”เรจิ๊สเต้อร์ โหวดเต้อร์” จำนวนส.ส.และเซเนเต้อร์ คนไหนสังกัดพรรคไหนก็จะนำไปบวกจำนวนเดเลเกทส์แต่ละพรรค วิธีคำนวนจำนวนเดเลเกทส์ยุ่งยากมาก ดิฉันยังสับสนเลย เอาเป็นว่าพรรครีพับบลิคมีจำนวนเดเลเกทส์ทั้งหมด 2,381 คะแนน ถ้าแคนดิเดทคนใดได้คะแนนรวมจากเดเลเกทส์ 1,191 คะแนน คนนั้นชนะได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเลือกตั้งคราวนี้แคนดิเดทสองคนสุดท้ายของพรรครีพับบลิคกัน คือ “จอน แม็คเคน”(John McCain) และ “ไม๊ค์ ฮัคคาบี้”(Huckabee) ซึ่ง”แม็คเคน”แม้ยังได้คะแนนไม่ครบ 1,191 แต่เพราะคะแนนทิ้งห่างจาก”ฮัคคาบี้”มาก “ฮัคคาบี้”จึงถอนตัวเป็นแคนดิเดทเมื่อวันที่ 6 มีนา 2008 เท่ากับ”แม็คเคน”ได้เป็นหัวหน้าพรรครีพับบลิคกันโดยปริยาย ส่วนพรรคเดโมแครทมีจำนวนเดเลเกทส์ทั้งหมด 4,049 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเดเลเกทส์จากรัฐ3,249 บวกคะแนนจาก “เดเลเกทส์วงใน” เรียก”ซุปเป้อร์-เดเลเกทส์” (Super-Delegates) อีก 796 คะแนน วิธีนับคะแนนคือถ้าแคนดิเดทคนใดได้คะแนนรวมจากเดเลเกทส์ 2,025 คะแนน คนนั้นชนะได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค
คะแนน”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์” (Super-Delegates)
ระบบ”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์”เป็นระบบของพรรคเดโมแครท รีพับบลิคกันไม่มีคะแนน”ซุปเป้อร์เดเลเกทส์” ที่มาของ”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์”คือ ตอนสมัยเลือกตั้งปี 1976 ที่ “จิมมี่ คาร์เต้อร์” (Jimmy Carter) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี พวกพรรคเดโมแครทต้องการให้แคนดิเดทชื่อ”จอร์จ แม็กกัฟเวิ่น” (George McGovern) เป็นประธานาธิบดี แต่ประชาชนกลับเลือกคาร์เต้อร์ซึ่งเป็นม้ามืด ทำให้พรรคไม่แฮ็ปปี้หาว่าพลเมืองเลือกคนที่ไม่มีประสบการณ์มาเป็นประธานาธิบดี พรรคไม่ต้องการให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก เลยกำหนดคะแนนเสียงจากวงในมาเพิ่มเรียก”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์”ซึ่งนำมาใช้ปี 1984 คนที่จะได้เลือกเข้ามาเป็น”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์”ส่วนมากจะมาจากนักการเมืองที่เป็นเดโมแครททั้งหลาย รวมสมาชิกจาก”เดโมแครท แนชั่นแนล คอมมิทที่”หรือ DNC, เซเนเต้อร์ และ ส.ส. เดโมแครท และประธานาธิบดีเดโมแครทที่พ้นตำแหน่งแล้ว (ซึ่งบิล คลินตัน เป็นหนึ่งในสมาชิก”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์”) ปัจจุบันมีคะแนนจาก”ซุปเป้อร์ เดเลเกทส์”ทั้งหมด 796 คะแนน สมาชิกซุปเป้อร์เดเลเกทส์สามารถ”แคสท์”(cast)โหวดได้ไปจนถึงก่อนวัน “คอนเวนชั่น แนชันแนล ปาร์ตี้” ซึ่งเป็นวันที่จะนอมิเหนดหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ ซึ่งตอนนี้สมาชิก”ซุปเป้อร์เดเลเกทส์”หลายคนได้”แคสท์”โหวดแล้ว แต่ยังเหลืออีกหลายคนที่ยัง ซึ่งมากพอที่จะพลิกล็อกแคนดิเดทคนใดคนหนึ่งให้ชนะได้ในกรณีที่คะแนนเดเลเกทส์สูสีกันเช่นนี้ ระหว่างคลินตั้นกับโอบาม่า
คะแนนเสียงระหว่างคลินตั้นและโอบาม่า
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาที่ผ่านมามีพรายแมรี่ 2 รัฐ คืออินเดียน่าและ นอร์ท คาโรไลน่า ผลคือ โอบาม่าชนะขาดลอยในรัฐนอร์ท คาโรไลน่า ส่วนคลินตั้นชนะอินเดียน่าอย่างหวุดหวิดคือ 51-49% ซึ่งรวมคะแนนเดเลเกทส์ทั้งหมดจากรัฐและซุปเป้อร์เดเลเกทส์ที่แคสท์โหวดบ้างแล้ว คลินตั้นมี 1,681 โอบาม่ามี 1,836 ห่างกัน 155 คะแนน โอบาม่า need คะแนนเพิ่มเพียง 189 คะแนนก็จะชนะ อบ่างไรก็ตามคลินตั้นประกาศสู้ต่อไปอีก ตอนนี้ยังเหลือพรายแมรี่อีก 5 รัฐ คือ รัฐWest Virginia(13 พ.ค.) Oregon และ Kentucky(20 พ.ค.) Puerto Rico(1 มิ.ย.)และ Montana(3 มิ.ย.) ที่เหลือ เธอต้องชนะรัฐเหล่านี้ซึ่งยาก แต่เธอยังมีความหวังที่จะได้คะแนนจากซุปเป้อร์เดเลเกทส์เพิ่มและคะแนนจากรัฐฟลอริด้าและมิชิแกน ถ้าคอมมิทที่ตกลงกันได้ในวันที่ 31 พ.ค. หลังผลจากพรายแมรี่รัฐอินเดียน่า และ นอร์ท คาโรไลน่าวันที่ 6 ที่ผ่านมาโชว์ความหวังของคลินตั้นริบหรี่ พรรคเริ่มกดดันให้คลินตั้นถอนตัว (แทนที่จะคอยจนจบพรายแมรี่ 3 มิถุนา หรือเธอมีสิทธิที่จะรอไปจนถึงวันแนชั่นแนล คอนเว็นชั่น ปาร์ตี้วันที่ 25 ส.ค.เพื่อให้พรรคประกาศเป็นทางการก็ได้ นอกจากโหวดจาก”ซุปเป้อร์เดเลเกทส์”จะเข้ามาหมดและคอมมิทที่แก้ปัญหาคะแนนเดเลเกทส์ของรัฐฟลอริด้าและมิชิแกน จนเธอชัวร์ว่าโอบาม่าชนะเด็ดขาด เธอถึงจะถอนตัวตอนนั้น) เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพรรค เพราะยิ่งพรรคได้หัวหน้าพรรคเร็วเท่าไรจะเป็นผลดีต่อพรรค เพื่อพรรคจะมีเวลาหาเสียงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้เร็วขึ้น เพราะตอนนี้”แม็คเคน”หัวหน้าพรรครีพับบลิคกันได้เปรียบเพราะพี่แกเริ่มหาเสียงตั้งแต่เดือน มี.ค.หลังที่ “ฮัคคาบี้”ถอนตัว
การเลือกตั้งประธานาธิบดี
การเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือ “เพรสสิเด๊นเชี่ยล อีเล็กชั่น” (presidential election) มีทุก 4 ปี ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเทอมละ 4 ปี รับตำแหน่งสูงสุดได้ 2 เทอม คุณสมบัติประธานาธิบดี คือ ต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป เกิดในอเมริกาและอยู่ในอเมริกาอยางน้อย 14 ปี(ไม่ต้องมีปริญญา) ปัจจุบันประธานาธิบดีคือ จอร์จ บุช(จูเนียร์) รับตำแหน่งเทอมที่สอง การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นวันที่ 4 พ.ย. 2008 (อังคารแรกของเดือนพฤษจิกายน) หลังจากนั้นประธานาธิบดีคนใหม่เข้าสาบานตนขึ้นรับตำแหน่งเรียก “อินอ๊อกกิวเรชั่น”(inauguration) เดือนมกราคมถัดไป
ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดี
ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีเรียก “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” (Electoral College) โดยคะแนนรวมของ”อีเล็กทอเริล คอลเลจ”มีทั้งหมด 538 คะแนน ตัวแลขคะแนน 538 นี้เอามาจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. รวม 435 คนเท่ากับ 435 คะแนน บวกจำนวนเซเนเต้อร์ 100 คน เท่ากับ 100 คะแนน และบวกอีก 3 คะแนนจากเขต”วอชิงตัน ดีซี” (วอชิงตันดีซี ไม่ใช่รัฐ เป็นเพียงเขตหรือ “ดิสตริค” คล้ายๆอำเภอ ปกครองตนเองภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง แต่เนื่องจากมีคนอาศัยอยู่และผู้คนมีสิทธิโหวด ฉะนั้นรัฐบาลกำหนดให้เขตนี้ 3 คะแนน) รวมท้งหมดจึงเป็น 538 คะแนน แคนดิเดทที่ได้คะแนน 270 คะแนน(คือมากว่าครึ่ง) คนนั้นชนะและได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี ระบบเลือกตั้งแบบนี้ระบุในรัฐธรมนูญกำหนดให้ทั้งประชาชนและรัฐบาลมีอำนาจในการเลือกตั้งร่วมกัน ฉะนั้นแทนที่จะนับคะแนนจากจำนวนคนที่โหวดต่อคน รัฐบาลจึงตั้งจำนวนคะแนนนี้ออกมา โดยเอาจำนวน ส.ส. เป็นหลัก เพราะจำนวน ส.ส.แบ่งเป็นเขตตามจำนวนประชากรในรัฐ รัฐใดมีประชากรหนาแน่น รัฐนั้นก็จะมีมากเขตและมาก ส.ส. (โปรดดูรูป สหรัฐอเมริกาและคะแนน “อีเล็กทอเริล คอลเลจ”ของแต่ละรัฐ) ถ้าพรรคใดได้เสียงข้างมากในรัฐ พรรคนั้นจะได้คะแนน”อีเล็กทอเริล คอลเลจ” ทั้งรัฐ (ไม่แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์แบบตอนเลือกพรายแแมรี่) ตัวอย่าง รัฐเพนซิลเวเนีย ถ้าวันเลือกตั้งประธานาธืบดีเดโมแครทได้เสียงข้างมาก เดโมแครทจะได้คะแนนทั้งหมด 21 คะแนน และรีพับบลิคกันได้ 0 เป็นต้น ฉะนั้นคุณจะเห็นได้ว่าแคนดิเดทพยายามหาเสียงตามรัฐใหญ่เพราะถ้าได้ชนะรัฐใหญ่ๆ เช่น คาลิฟอร์เนีย (55คะแนน) เท็กซัส(34) นิวยอร์ค(31) เพนซิลเวเนีย(21) อิลลินอยส์(21) และโอไฮโอ(20)โอกาสชนะสูง
หวังว่าข้อมูลนี้ให้ความกระจ่างพอควรนะคะ ถ้าคุณอ่านคอลัมน์นี้จบ ดิฉันการันตีได้ว่าคุณมีความรู้เรื่องเลือกตั้งมากกว่าคนอเมริกันส่วนมาก ถ้าไม่แน่ใจ คุณที่มีสามีเป็นฝรั่งลองถามคำถามเกี่ยวกับเลือกตั้งเขา ถ้าตอบไม่ได้ลองอธิบายให้เขาฟัง รับรองว่าเขาต้องทึ่งคุณสุดๆ