เมื่ออิมมิเกรชั่นตามจับ

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วเริ่มบาสเก็บบอล “เพลย์ออฟส์” (Playoffs) ทีมตะวันตกที่เข้ารอบ 8 ทีม และทีมตะวันออกที่เข้ารอบ 8 ทีม แข่งกันเองในดิวิชั่น (division) คือตะวันตกแข่งในตะวันตก ตะวันออกแข่งในตะวันออก แข่งทั้งหมด 7 รอบ ผู้ชนะ 4-3 ได้ และแข่งจนเหลือทีมชนะทีมสุดท้าย ทีมที่เก่งสุดของตะวันตก ก็จะแข่งกับทีมเก่งสุดของตะวันออก ปีนี้ “แอลเอเล็กเก้อร์ส” (L.A. Lakers) เป็นนัมเบอร์วันทีมของฝั่งตะวันตกและบอสตั้นทีมเป็นนัมเบอร์วันทีมฝั่งตะวันออก เราแข่งกับเด็นเว่อร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เมษา เราชนะ (เรานี้หมายถึง “เล็กเก้อร์ส” นะคะ เพราะนอกจากดิฉันจะเป็นแฟนเล็กเก้อร์สแล้ว ดิฉันยังอยู่มาทางแอลเออีกด้วย) เวลาดิฉันเบรคจากทำงานได้ดูบอลคลายเครียด เตือนอีกทีนะคะ อย่าแทงบอลใต้ดิน ถือเป็นอิลลีเกิ้ลแกมบลิ้ง(illegal gambling)ผิดกฎหมายอย่างแรง เป็นปัญหาใบเขียวภายหลัง (คุณสามารถอ่านประดับความรู้เกี่ยวกับกีฬาในอเมรริกาได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หัวข้อ “วัฒนธรรมอเมริกัน”หน้า 29 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308) นอกจากเพลย์ออฟส์แล้วรายการคลายเครียดอีกรายการคือ “อเมริกันไอเดิ้ล” (American Idol) สัปดาห์นี้เหลือ 5 คนเข้ารอบสุดท้ายแล้ว ดิฉันเชียร์ เดวิด คุ๊กส์ค่ะ (ก่อนหน้าเชียร์ไมเคิล จอน รูปหล่อ ตอนนี้ตกรอบไปแล้ว)

ระบบงานเปลี่ยนแปลงของอิมมิเกรชั่น

อารัมภบทคลายเครียดแล้วตอนนี้มาคุยซีเรียสกัน ตั้งแต่อิมมิเกรชั่นเปลี่ยนระบบงานใหม่ 1 มีนาคม 2003 โดยแยกหน่วยงานอิมมิเกรชั่นออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกเอกสาร (U.S.C.I.S. แผนกที่เรายื่นเรื่องขอใบเขียว หรือเปลี่ยนวีซ่า) แผนกศุลกากรและนายด่าน (C.B.P. เจ้าหน้าที่ศุลการักษ์ที่สนามบินและนายด่านตามชายแดน) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายจับกุม (จับลูกเดียว แผนกนี้เรียกย่อๆว่า “ไอซ์” (ICE ย่อจาก Immigration and Custom Enforcement) แผนกนี้ก็ทำหน้าที่ดีเหลือเกิน มีหน้าที่จับโรบินฮู้ดและผู้ทำผิดกฎอิมมิเกรชั่นได้รวดเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะแยกหน่วยงาน โดย เฉพาะระยะหลังๆนี้ที่มีการถกเรื่องผ่านกฎหมาย เกสท์ เวิ๊ร์คเค่อร์ (Guest Workers) ทางส.ส. และเซเนท ต้องการเห็นเจ้าหน้าที่แผนก ICE ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องชายแดนและคนที่อยู่ผิดกฎหมายก่อนที่จะผ่านกฎหมายใหม่ จึงต้องมีการเร่งโชว์ผลงาน ทำให้การจับกุมเร็วขึ้น

อิมมิเกรชั่นรู้ได้อย่างไรว่าคุณอยู่เถื่อน

มีหลายวิธีที่อิมมิเกรชั่นรู้ว่าคุณอยู่เถื่อน และเป็นผลให้คุณอาจถูกตามจับช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการทำผิด ดังนี้

  • ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยว เมื่อคุณเดินทางกลับเจ้าหน้าที่สายการบินจะดึงบัตรขาเข้าออกจากพาสปอร์ตคุณและแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีบันทึกนี้ ก็จะสันนิษฐานก่อนเลยว่าคุณอยู่เกิน กรณีนี้ปัญหาน้อยเพราะคนที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอเมริกาปีละหลายล้านคน ไม่ค่อยจะมีเจ้าหน้าที่สนใจมาตามจับเรื่องนี้ นอกจากถ้ามีบางอย่างไปกระตุ้นให้เขาเพ่งเล็งเช่น คุณไปทำเรื่องขออยู่เที่ยวต่อ เรื่องถูกปฏิเสธ ทางอิมมิเกรชั่นจะมีเร็คคอร์ดว่าบัตรขาเข้าของคุณขาด และเพ่งเล็งว่าคุณเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ และอีกกรณีหนึ่งที่คาดไม่ถึง คือครอบครัว ลูก คู่สมรส ในเมืองไทยไปขอวีซ่าท่องเที่ยว ทางสถานทูตเช็คนามสกุลตรงกันรู้ว่า เคยออกวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณ และคุณเดินทางเข้าอเมริกาแต่ไม่มีเร็คคอร์ด(record)เดินทางออก ทางสถานทูตอาจแจ้งไปทางอิมมิเกรชั่น
  • ผู้ถือวีซ่านักเรียน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2003 ระบบ SEVIS เข้าที่ คือทางโรงเรียนที่ออก I-20 ให้นักเรียนต่างชาติต้องแจ้งเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นถ้าคุณย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ ไม่ไปเรียน ไม่ลงทะเบียนเรียนตอนเปิดเทอม เป็นต้น ทางอิมมิเกรชั่นจะสันนิษฐานว่าคุณอยู่เถื่อน
  • โรบินฮู้ดแต่งงานยื่นเรื่องไม่ผ่าน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงานและเรื่องไม่ผ่าน ทางอิมมิเกรชั่นจะให้จดหมายคุณสั่งให้คุณเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าคุณไม่ออก โอกาสที่เจ้าหน้าที่ตามจับสูง หรืออีกกรณีที่คุณเคยทำผิดกฎหมายอิมมิเกรชั่นแบบร้ายแรงมาก่อน หรือเคยถูกขับไล่มาก่อน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียว หลังคุณพิมพ์นิ้วมือ เจ้าหน้าที่จะรู้ว่าคุณมีประวัติเขาจะมาตามจับขณะยื่นเรื่อง (เพียงอยู่เถื่อนวีซ่าขาด จะไม่ถูกจับ)
  • มีคนไปแจ้ง ถ้ามีคนไปแจ้งอิมมิเกรชั่นว่าคุณอยู่เถื่อนหรือเคยทำผิดกฎอิมมิเกรชั่น ที่เห็นๆส่วนมากก็จะเป็นคนใกล้ชิด เช่น นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน พาร์ทเน่อร์ธุรกิจ คนที่คุณขัดผลประโยชน์เขา คนที่คุณแต่งงานด้วย แฟนเก่า เป็นต้น (โถ! คนไทยด้วยกัน)

กระบวนการทางกฏหมาย

ตามสิทธิรัฐธรรมนูญภายใต้ บิล อ๊อฟ ไรท์ส (Bill of Rights) สิทธิเบื้องต้นใน 10 อเม็นด์เม๊นท์แรก ซึงคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในอเมริกาไม่ว่าจะอยู่เถื่อนหรือไม่ (ข้อนี้อยู่ในข้อสอบซิติเซ่นชุดใหม่ อ้อ! ซีดีชุดใหม่ “ชุดเตรียมสอบซิติเซ่น”ของดิฉันจวนเสร็จแล้วค่ะ วางจำหน่ายสิ้นเดือนเมษานี้ค่ะ มีผลใช้หลัง 1 ตุลา 2008 ผู้ยื่นเรื่องก่อนแต่สอบหลัง 1 ต.ค. สามารถเลือกสอบข้อสอบเก่าหรือใหม่ได้ แต่ถ้ายื่นหลัง 1 ต.ค. ต้องใช้ข้อสอบใหม่ ไม่ยากกว่ากันค่ะ) ระบุว่าก่อนที่คุณจะถูกจับ คุณจะต้องได้รับโนติสก่อน คือแจ้งข้อกล่าวหา มีเวลาตอบหมายศาล มีทนาย และสามารถสู้คดีได้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อนนี้ เมื่อทางที่อิมมิเกรชั่นพยายามเสริฟโนติสหรือหมายศาลให้โรบินฮู้ด โรบินฮู้ดหนี อยู่ไม่เป็นที่ทาง ไม่สามารถหาตัวเสริฟโนติสโรบินฮู้ดได้ เมื่อโรบินฮู้ดขึ้นสาล ทนายจะสามารถอ้างละเมิดสิทธิเสมอ แต่ตั้งแต่หลังปี 2003 ทางอิมมิเกรชั่นรื้อฟื้นกฎที่ว่าคนต่างชาติทุกคนที่เข้ามาในประเทศและอยู่เกิน 30 วันต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วันนับจากวันย้ายที่อยู่โดยกรอกฟอร์ม AR 11 ส่งไป ถ้าไม่แจ้งให้ถือว่ามีความผิด และข้อสำคัญคือ ทางอิมมิเกรชั่นจะถือที่อยู่ที่เขามีในเร็คคอร์ดเป็นที่อยู่ล่าสุดของคุณที่ทางอิมมิเกรชั่นใช้ติดต่อคุณ ฉะนั้นถ้าทางอิมมิเกรชั่นเสริฟโนติสคุณตามที่อยู่ล่าสุด และคุณไม่ได้รับโนติสนั้นเพราะหนีไปแล้วหรือ ??? ไม่สำคัญถือว่าทางรัฐบาลได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว และไม่ได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณ ฉะนั้นเมื่อเขาตามถึงตัวคุณได้ เขาจะสามารถจับตัวคุณและเนรเทศคุณได้เลย (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของอิมมิเกรชั่นหลัง 11 กันยา หน้า 2-10; ระบบ SEVIS หน้า 2-11; AR 11 หน้า 2-12 ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทที่ 2 กฎหมายคนเข้าเมือง แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)

เมื่ออิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูบ้าน

ย่อหน้านี้ดิฉันจะพูดถึงขั้นตอนเมื่อเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นนมาจับคุณถึงบ้าน และสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณและคนอื่นที่อยู่ในบ้าน เพื่อช่วยไม่ให้คุณพูดมากไป หรือตอบคำถามในสิ่งที่ไม่ควรตอบ หรืออนุญาตให้เขาเข้าบ้านเป็นผลให้คนอื่นถูกจับไปด้วย ดังนี้

Search and Seizure Rights

ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 4 ห้ามเจ้าหน้าที่ค้น อายัด โดยไม่มีหมายค้นหรือข้อสงสัยพอเพียง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านคุณ บ้านถือเป็นสถานที่ๆมีไปรเวซี่สูงสุด เจ้าหน้าที่จะยืนอยู่แค่หน้าประตูบ้าน และถามหาคนที่เขามาจับ เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเข้าบ้านคุณได้นอกจากคุณจะอนุญาต เขาอาจขอเข้าไปข้างใน คุณบอกปฎิเสธได้ ไม่ต้องกลัว ถามเขาว่ามีหมายค้น “เซิร์ช วอแรนท์” (search warrant)ไหม เขาอาจตอบว่าไม่มี แต่เขากลับไปเอาได้ บอกเขาให้กลับไปเอา เขาจะเข้าไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่อาจมองเข้าไปในบ้านคุณขณะคุณยืนแง้มประตู และเห็นสิ่งที่น่าสงสัยเช่น เขาถามคุณว่าอยู่กันกี่คน คุณบอกอยู่คนเดียว แต่เขาเห็นที่นอน หมอน เสื้อผ้าวางเต็มห้องรับแขก เป็นต้น เขาถามมากขึ้นๆจนคุณยอมรับ ก็จะเป็นปัญหาอีก หรือคุณอาจจมีชื่อโรบินฮู้ดคนอื่นๆที่อยู่ในบ้านคุณแปะติดอยู่ตรงตู้จดหมายนอกอพาร์ทเม๊นท์ เจ้าหน้าที่เห็นชื่อที่ตู้จดหมาย ได้เช็คประวัติเรียบร้อยก่อนมาเคาะประตูบ้าน เก๊าะจะแจ๊กพ็อตอีก ถ้าคุณอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าบ้านคุณ เขาสามารถเช็คผิวเผินได้และเดินเข้าได้ทุกห้อง และถ้าคุณมีคนอื่นหรือโรบินฮู้ดคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านคุณ เขาสามารถถามข้อมูล ขอเช็คไอดี (I.D. Identification) เช็คสถานภาพได้ และถ้าผู้นั้นอยู่เถื่อน เขาสามารถจับตัวไปได้ ฉะนั้นมาจับคนเดียวแต่ได้หลายคน เป็นต้น

Rights against Self Incrimination

ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 5 คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามที่จะเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่สามารถถามคำถามทั่วๆไปคุณได้ โดยไม่ต้องเตือนคุณว่าไม่ต้องตอบ ขอให้คุณตอบน้อยที่สุด คือถามคำ ตอบคำ ไม่ต้องรับอาสาตอบ หรืออธิบายมาก แต่ถ้าคุณไม่ต้องการตอบหรือคิดว่าถ้าตอบแล้วจะเป็นภัยต่อตัว คุณมีสิทธิปฏิเสธไม่ตอบได้ คุณบอกเขาว่าคุณต้องการถามทนายก่อนตอบ หรือถ้าคุณไม่เข้าใจคำถาม คุณบอกเขาว่าคุณไม่เข้าใจให้หาคนแปลมา กรณีนี้ระวังหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่อาจถามต่อว่ามีใครอยู่ในบ้านที่รู้ภาษาและแปลได้ไหม (ซึ่งถ้ามีและคนนั้นเป็นโรบินฮู้ด ก็แจ๊กพ็อตอีก) ฉะนั้น ตุณต้องสำรวจสถานการของคุณเอง แต่ละเวลาแต่ละสถานการณ์จะต่างกัน ขอให้คุณระวังคำพูด (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ สิทธิรัฐธรรมนูญเพิ่มได้ ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทที่ 1 กฎหมายและรูปคดี หน้า 1-3 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)

ปัญหาทำใบเขียวแต่งงานเมื่อเดินทางกลับไทย

สัปดาห์นี้จะตอบคำถามอีเมล์เกี่ยวกับการหย่าร้าง และปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหญิงเดินทางกลับเมืองไทยหลังแต่งงาน หรือขณะยื่นเรื่องขอและรอใบเขียว และหลังวีซ่าขาด

คำถามที่หนึ่ง

ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับใบเขียวแต่งงานค่ะ คือดิฉันได้วีซ่าโอแพร์ (J-1 วีซ่า) เดือนมีนา 2008 ทำงานกับ Host family และได้ต่อวีซ่าอีก 1 ปีถึงมีนา 2010 และตลอดเวลาทำงานกับ Host family ถึงมีนา ดิฉันได้แต่งงานกับแฟนต้นปี 2009 แฟนได้ทำเรื่องขอใบเขียวแต่งงานเดือน ก.พ. ปี 2010 ระหว่างคอยทางอิมมิเกรชั่นขอเอกสารเพิ่มเกี่ยวกับรายได้ แต่เพราะแฟนมีรายได้ไม่พอเขาจึงส่งจดหมายไปอิมมิเกรชั่นขอพักเรื่องใบเขียว 2 ปี และบอกให้ดิฉันกลับเมืองไทย ดิฉันก็กลับเมืองไทยเดือน พ.ค. 2010 ตอนนี้แฟนบอกว่าได้รับจดหมาย deny เรื่องจากอิมมิเกรชั่น ซึงดิฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี และตอนนี้ก็มีปัญหากับแฟน ดิฉันอยากกลับไปเมกา จะพยายามขอให้แฟนยื่นเรื่องทำใบเขียวให้อีกครั้ง ดิฉันมีคำถามดังนี้

  1. สามียื่นเรื่องขอใบเขียวให้ใหม่ได้หรือไม่
  2. รายได้สามีประมาณ $40,000 แต่มีหนี้สินมากกว่ารายได้ จะต้องมีจ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์หรือไม่
  3. จะมีปัญหากลับเข้าอเมริกาไหมที่ดิฉันอยู่เกินวีซ่า
  4. ดิฉันจะต้องรอนานเท่าไร ถึงจะขอวีซ่ากลับไปเมกาใหม่ได้ อยากขอวีซ่านักเรียนไปทำปริญญาโท หรือวีซ่าท่องเที่ยวก็ได้
  5. ถ้าสามีไปมีแฟนใหม่ เราจะฟ้องร้องสามีได้ไหมเพราะเรื่องใบเขียวยังคาราคาซังยังงี้
  6. ถ้าสามีหย่าเราจะรู้ได้ยังไง

ตอบ

  1. สามีสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ใหม่ได้ค่ะ แต่ต้องยื่นผ่าน Consular processing คือผ่านเข้าสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย และถ้าคุณมีสามารถทำวีซ่าเข้าอเมริกาได้ คุณก็สามารถปรับสถานภาพ (adjust status) เปลี่ยนเอาเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น (คุณสามารถรายละเอียด “ขอใบเขียวผ่านสถานทูตหรืออิมมิเกรชั่น” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทใบเขียว หน้า 4-1 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคลับเมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)
  2. ตามกฎหมายอิมมิเกรชั่น ซิติเซ่นผู้ยื่นใบเขียวให้ต้องมีรายได้ต่อปีขั้นต่ำตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด ถ้ารายได้สปอนเซ่อร์ไม่พอ จึงต้องมีจ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์มาช่วยเซ็น อิมมิเกรชั่นดูจากรายได้ตามที่แจ้งภาษีเท่านั้นค่ะ เขาจะไม่คำนวนมาหักลบกับหนี้สินค่ะ รายได้ขั้นต่ำสำหรับสมาชิกสองคนในครอบครัว ในกรณีคุณคือสามีและภรรยา รายอย่างต่ำคือ $18,388 ซึ่งสามีมีรายได้พอ จึงไม่ต้องมีจ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์ค่ะ
  3. ภายใต้ unlawful presence ถ้าผู้ใดวีซ่าขาดเกิน 6 เดือนแต่ไม่เกิน 1 ปี ห้ามกลับเข้าประเทศ 3 ปี ถ้าขาดเกิน 1 ปี ห้ามกลับเข้าประเทศ 10 ปี (คุณสามารถรายละเอียด unlawful presence “กฎหมายอยู่เกิน” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บท กฏหมายคนเข้าเมือง หน้า 2-7) กรณีคุณเนื่องจากคุณต้อวีซ่าโอแพร์อีก 1 ปี และคุณทำงานกับ host family มาตลอดจนหมดวีซ่า คุณกลับหลังวีซ่าเพียงแค่ 2 เดือน ฉะนั้นไม่เป็นปัญหาค่ะ และอีกอย่างคือ สามียื่นเรื่องทำใบเขียวให้คุณเดือนกุมภาก่อนที่วีซ่ายังไม่ขาด ก็เท่ากับคุณอยู่โดยไม่เถื่อน เพราะเมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงาน ณ. วันที่อิมมิเกรชั่นรับเรื่องของคุณเท่ากับสถานภาพคุณคงไว้ ณ. วันนั้น
  4. เนื่องจากคุณไม่แบล็กลิสท์คือประวัติไม่เสีย คุณไม่ต้องคอยค่ะ คุณสามารถพยายามยื่นขอวีซ่าได้เลย ซึ่งจะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่กับทางสถานทูต
  5. คงไม่ได้มั๊งคะ นึกข้อข้อกล่าวหาไม่ออก การไปมีแฟนใหม่ไม่เกี่ยวกับการทำเรื่องขอใบเขียวให้คุณที่ยังค้างอยู่
  6. ถ้าสามีหย่าจะรู้ได้ค่ะ เพราะตามกฎหมายรัฐทุกรัฐเวลาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นเรื่องหย่า จะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายคือต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ โดย serve notice หรือ summons ให้คุณ ถึงแม้คุณจะอยู่เมืองไทยก็ตาม

คำถามที่สอง

หนูมีเรื่องขอให้คุณช่วยด้วยค่ะ คือตอนนี้หนูอยู่เมืองไทย หนูแต่งงานกับสามี ซึ่งมีแค่ใบเขียว เรามีลูกหนึ่งคน ลูกเกิดในอเมริกา ตอนนี่้หนูโดนสามีฟ้องหย่าโดยที่หนูไม่รู้มาก่อน เหตุผลเพราะสามีหนูเขามีชู้ เขาจะไปทำใบเขียวให้เมียใหม่เขา หนูถือวีซ่าท่องเที่ยวน่ะค่ะ หนูจะกลับไปเมกาได้ไหม ตอนนี้เขาก็ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ถ้าศาลสั่งให้หย่าจะทำยังไงได้คะ(โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายหย่า ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสอง” บท “หย่าร้าง)

ตอบ จดหมายฉบับนี้ข้อมูลไม่ละเอียด ดิฉันจะพยายามตอบตามคำถามนะคะ

สามีฟ้องหย่า

ตามจดหมายแสดงว่าการหย่ายังไม่สิ้นสุด กระบวนการทางกฎหมายการหย่าเป็นกฎหมายรัฐ บางรัฐต้องมีเหตุผลในการหย่า บางรัฐไม่ต้องมี เช่นรัฐคาลิฟอร์เนียไม่จำเป็นต้องมีเพียงแต่บอกว่าเข้ากันไม่ได้ ศาลก็ให้หย่า แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยื่นเรื่องหย่าได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย โดยเริ่มจากฝ่ายที่ฟ้องหย่าส่งหมายศาลไปให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังถูกฟ้องหย่า วิธีส่งต้องผ่านตามกระบวนการทางกฎหมายรัฐที่ผู้ยื่นและผู้รับอยู่ กรณีคุณและกรณีตามจดหมายฉบับแรกที่คุณอยู่เมืองไทย การยื่นหมายศาลต้องถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทยด้วย สรุปว่าตอนนี่้คุณคงได้รับหมายศาลแล้วถึงรู้ว่ากำลังถูกฟ้องหย่า

ค่าเลี้ยงดูบุตร

ตามกฎหมายบิดา และมารดามีหน้าที่เลี้ยงดูบุตร ถ้าบุตรอยู่กับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งยังต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดูบุตรจนกระทั่งบุตรอายุ 18 ปี ถ้าบุตรอยู่กับคุณ สามีต้องส่งค่าเลี้ยงดูบุตร ตามกฎหมายรัฐจะมีวิธีคำนวนค่าเลี้ยงดูบุตร และเขาต้องส่งตามจำนวนนั้น ส่วนมากเมื่อการหย่าสิ้นสุดลงเขาต้องเริ่มจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร คุณสามารถขอให้ศาลสั่งให้เขาจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรระหว่างรอเรื่องหย่าสิ้นสุดลงได้ ดิฉันแนะนำให้คุณปรึกษาทนายในรัฐที่สามีอยู่ปัจจุบันนี้ เรื่องที่ว่าศาลสั่งให้หย่าและคุณจะทำยังไง คือเรื่องหย่าเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล คือคุณจะไม่ยอมหย่าไม่ได้ คือในที่สุดก็ต้องหย่าน่ะค่ะ แต่การหย่าของคุณจะไม่ง่ายนักเพราะคุณมีบุตรด้วยกัน เพราะจะมีประเด็นเรื่องค่าเลี้ยงดูมาเกี่ยว คงต้องมีการทำข้อตกลงและทั้งสองฝ่ายเซ็นยินยอมก่อน คงใช้เวลาค่ะ ข้อเตือนนะคะ ดิฉันเคยเห็นใบหย่าที่คนไทยจ้างแทนะทำและมีการปลอมลายเซ็นอีกฝ่าย และการหย่าได้สิ้นสุดลงโดยอีกฝ่ายไม่เคยเซ็น ขอให้คุณพยายามจ้างทนายให้ติดตามเรื่อง

กลับไปเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวได้ไหม

ถ้าคุณมีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว คุณสามารถเดินทางไปอเมริกาได้ แต่ถ้าคุณอยู่เกินวีซ่ามาก่อน ภายใต้กฎหมาย unlawful presence เจ้าหน้าที่่อิมมิเกรชั่นที่สนามบินอาจไม่ให้คุณเข้าอเมริกาและส่งคุณกลับก็ได้ ดิฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกอยู่กับคุณที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้าลูกอยู่กับคุณ ถ้าคุณจะมาอเมริกาจริงๆ คุณก็อาจเสี่ยงบินมากับลูกและนำเอกสารเกี่ยวกับเรื่องหย่าติดตัวมาด้วย ถ้าเจอปัญหาที่เจ้าหน้าที่จะไม่ให้เข้าเพราะคุณเคยอยู่เกิน คุณอาจต้องขอความเห็นใจจากอิมมิเกรชั่นว่าจะมาทำเรื่องหย่าให้เสร็จ ถ้าลูกอยู่กับคุณตอนนี้ที่เมืองไทย คุณอาจเจออีกปัญหาเรื่องพาเด็กซิติเซ่นออกนอกประเทศ ถ้าทางพ่อเขาจะเอาเรื่อง

ข้อแนะนำ จากสองกรณีข้างต้นนี้ ขอเตือนว่าระหว่างทำใบเขียวและรอใบเขียวแต่งงาน อย่าเดินทางกลับเมืองไทย เพราะอาจกลับเข้ามาไม่ได้ และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องหย่าร้าง การหย่าร้างในอเมริกาฝ่ายหญิงจะไม่เสียเปรียบโดยเฉพาะในกรณีที่มีบุตร