การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน

ในที่สุดอเมริกัน ไอดอล ก็ปิด “ซีซั่น ฟินาลลี่” (season finale) ไปเมื่อวันพุธที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา เดวิด คุ๊ก ชนะเป็น”อเมริกัน ไอดอล” คนใหม่มีคนโหวดเข้าไปถึง 95 ล้านคน ดิฉันเชื่อเลยเพราะบ้านดิฉันบ้านเดียวก็เท็กซ์ท์โหวดกันมากกว่า 20 ครั้ง ดิฉันเชียร์ เดวิด คุ๊ก ค่ะ และเวลาเดียวกันดิฉันก็นั่งคลิ๊กสลับช่องดูบาส “เล็กเก้อร์” แข่งกับ “สปอร์” (แซน แอนโทนิโอ ทีม) เหลือเชื่อจริงๆที่เล็กเก้อร์ล้ำหน้าเสปอร์ควอร์เต้อร์สุดท้าย ชนะได้
เมื่อวันพฤหัสที่ 15 พ.ค. 2008 ที่ผ่านมาศาลสูงสุดของรัฐคาลิฟอร์เนียตัดสินกฎหมายแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันหรือ “เกย์ แมริเอจ” (Gay Marriage) กลับมามีผลบังคับใช้ได้ 30 วันหลังจากการตัดสิน คือมีผลใช้เริ่มวันที่ 15 มิถุนายน 2008 พอวันศุกร์ดิฉันก็ได้รับโทรศัพท์แฟนคอลัมน์ทันทีถามว่าในกรณีนี้ถ้าเขาจดทะเบียนสมรสกับแฟนซึ่งเป็นเกย์ซิติเซ่น แฟนจะทำใบเขียวแต่งงานให้เขาได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ
เกย์ แมริเอจ รัฐแมสสาจูเซ็สท์
ปัจจุบันมีรัฐแมสสาจูเซ็สท์ (Massachusetts) เป็นรัฐเดียวที่ยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน หรือ “เกย์ แมริเอจ” (Gay Marriage) (ตั้งแต่นี้ดิฉันจะเรียก “เกย์” ว่า “กะเทย” ซึ่งในที่นี้รวมทั้งชายกับชาย และหญิงกับหญิง) ถ้าคุณอยู่รัฐรัฐแมสสาจูเซ็สท์ คุณสามารถจดทะเบียนสมรสกับคู่เกย์ของคุณได้อย่างถูกต้องและคุณได้สิทธิประโยชน์หรือ”เบเนฟิต”(benefits)เยี่ยงคู่สมรสหญิงชาย คือ คุณสามารถยื่นภาษีรัฐ(แต่ยื่นภาษีรัฐบาลกลางไม่ได้ เพราะรัฐบาลกลางไม่รับการแต่งงานระหว่างกะเทย) คุณมีสิทธิรับมรดก ได้ประกันชีวิต ตัดสินในกรณีดึงปลั๊กออกเมื่อคู่สมรสเป็นเจ้าหญิง(เจ้าชาย)นิทรา เป็นต้น
เกย์ แมริเอจรัฐคาลิฟอร์เนีย
ความเป็นมาของกฎหมาย “เกย์ แมริเอจ” รัฐคาลิฟอร์เนียคือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2004 รัฐคาลิฟอร์เนียผ่านร่างกฎหมายให้คู่สมรสกะเทยจดทะเบียน”เกย์ แมริเอจ”ได้ ทันทีที่กฎหมายผ่าน ถ้าจำไม่ผิดก่อนหน้าวันวาเล็นไทน์ ซิตี้ฮอล (city hall) ในเมืองซานฟรานซิสโกสั่งให้เจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนให้คู่เกย์ (เมืองซานฟรานซิสโก ได้ชื่อว่ามีเกย์อยู่มากที่สุดทางคาลิฟอร์เนียตอนเหนือ ส่วนคาลิฟอร์เนียทางใต้คือเมือง เวสท์ ฮอลลิวูด” คู่กะเทยเป็นร้อยคู่จดทะเบียนวันวาเล็นไทน์ปีนั้น ทันทีที่กฎหมายผ่านกลุ่มคนและองค์กรที่ต่อต้านการแต่งงาน”เกย์ แมริเอจ” ได้ยื่นเรื่องขึ้นศาล ต้องการให้ยกเลิกหรือ “แบน” (ban) ร่างกฎหมายนี้และขอให้หยุดออกทะเบียนสมรสให้คู่เกย์ หลังจากนั้นเรื่องติดอยู่ในศาลจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2008 ศาลสูงสุดของคาลิฟอร์เนีย (State Supreme Court) ตัดสินให้ยกเลิก “แบน” ร่างกฎหมายนี้ และให้กฎหมายเดิมของปี 2004 มีผลบังคับใช้ 30 วันหลังจากวันตัดสินนี้คือวันที 15 มิย. 2008 ฉะนั้นคุณสามารถไปจดทะเบียนวันนั้นได้ ทันทีที่คำตัดสินผ่าน เกย์หลายคู่ได้ไปซื้อทะเบียนสมรสรอที่จะไปจดทะเบียนกันวันที่ 15 มิย. คู่เกย์ที่ต้องการจดทะเบียนควรรีบไปจด เพราะมีทีท่าว่ากฎหมายนี้จะถูกโมฆะอีกได้ เนื่องจากตอนนี้กลุ่มคนและองค์กรที่ต่อต้านการแต่งงาน “เกย์ แมริเอจ” ได้เสนอ “เลจิสเลเช่อร์” (legislature) ใหม่ให้พลเมืองออกเสียงวันเลือกตั้งคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 ที่จะถึงนี้ ใน “เลจิสเลเช่อร์” ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญคาลิฟอร์เนียไม่รับการสมรส “เกย์ แมริเอจ” อันนี้เป็นวิธีเดียวที่จะทำได้ เนื่องจากเคสนี้ถึงขั้นศาลสูงสุดแล้ว ไม่สามารถลบล้างได้ นอกจากจะมีบทเฉพาะกาลเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเรียก “อเม็นด์เมนท์ ทู เดอะ คาลิฟอร์เนีย คอนสติทิ๊วชั่น” (Amendment to the California Constitution) ถ้า”เลจิสเลเช่อร์”นี้ผ่าน กฎหมาย”เกย์ แมริเอจ” ก็จะถูกโมฆะอีก
ผลของการสมรส”เกย์ แมริเอจ”
ถ้าคุณจดทะเบียนสมรส”เกย์ แมริเอจ” ในรัฐคาลิฟอร์เนียถือว่าคุณแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายเฉพาะในรัฐนี้เท่านั้น แต่ถ้าในอนาคตคุณย้ายไปอยู่รัฐอื่น รัฐอื่นๆจะไม่ยอมรับการแต่งงานของคุณ ยกเว้นรัฐแมสสาจูเซ็สท์ และรัฐนิวยอร์ค ส่วนคุณที่อยู่รัฐอื่นถ้าคิดจะบินมาจดทะเบียนสมรส”เกย์ แมริเอจ” ในรัฐคาลิฟอร์เนียก็ได้ แต่เมื่อคุณกลับไปรัฐคุณ รัฐที่คุณอยู่อาจจะไม่รับการแต่งงานว่าถูกต้องตามกฎหมาย
คู่เกย์ทำใบเขียวแต่งงานได้หรือไม่
ภายใต้กฎรัฐธรรมูญ กฎหมายการสมรสและหย่าเป็นกฎหมายของรัฐของแต่ละรัฐ รัฐบาลกลางไม่ยุ่งเกี่ยวและต้องยอมรับการสมรสและการหย่าที่ถูกต้องตามกฎหมายในรัฐนั้นๆ การเคลื่อนไหวที่จะผ่านกฎหมาย “เกย์ แมริเอจ” ครั้งแรกคือ ในปี 1995 รัฐฮาวายได้ผ่านกฎหมาย “เกย์ แมริเอจ” ทันทีที่รัฐฮาวายผ่านกฎหมาย รัฐคาลิฟอร์เนียยังไม่ยอมรับเรื่องการจดทะเบียนสมรสของกะเทย รีบผ่านกฎหมายไม่ยอมรับการแต่งงาน “เกย์ แมริเอจ” ว่าถูกต้องตามกฎหมาย เพราะกลัวว่ากะเทยในคาลิฟอร์เนียจะบินไปแต่งงานที่ฮาวาย และเมื่อย้ายกลับมา ทางรัฐคาลิฟอร์เนียต้องยอมรับการแต่งงานนั้นว่าถูกต้องตามกฎหมาย เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญรัฐแต่ละรัฐต้องยอมรับการสมรสและการหย่าของรัฐอื่นว่าถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันรัฐบาลกลางรีบตัดปัญหาผ่านกฎหมายลบล้างไม่ยอมรับการแต่งงาน”เกย์ แมริเอจ” เรียก “ดีเฟ๊นซ์ ออฟ แมริเอจ แอ๊กท์” (Defense of Marriage Act) ผ่านออกมาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1996 โดยนิยามตำ “แต่งงาน” ว่า “การแต่งงาน คือสหพันธ์ระหว่างหญิงและชายเท่านั้น” และ “ให้สิทธิแต่ละรัฐ ไม่ต้องยอมรับการแต่งงาน”เกย์ แมริเอจ” ว่าถูกต้องตามกฎหมาย” จากกฎหมาย”ดีเฟ๊นซ์ ออฟ แมริเอจ แอ๊กท์”รัฐบาลกลางไม่ให้สิทธิประโยชน์ต่อคู่สมรสเกย์ เท่ากับเกย์ไม่สามารถขอใบเขียวแต่งงานให้คู่สมรสตนได้ (ดิฉันเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ “เกย์ แมริเอจ” ในหนังสือ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่มสอง” บท “การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน” หน้า 47;”GayRights” หน้า 55 และ “การกีดกันกะเทย” หน้า 85 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้ที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630 แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)

อเมริกาและประธานาธิบดีผิวดำ??

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันอ่าน น.ส.พ. พบข่าวว่านาง “มิลเดร็ด เลิฟวิ่ง”(Mildred Loving) หญิงผิวดำเสียชีวิต เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พ.ค.ดิฉันจำเคสของเธอได้ดีตอนเรียนกฎหมายเนื่องจากนามสกุลเธอ “เลิฟวิ่ง=ความรัก” สมกับเคส ในเคส Loving v Virginia ปี 1967 เป็นเคสเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างผิว/เชื้อชาติ”อินเทอร์ เรเชี่ยล แมริเอจ” (Interracial marriage) ในคดีนี้ น.ส.มิลเดร็ดหญิงผิวดำและนายริชาร์ด เลิฟวิ่ง ชายผิวขาวอาศัยอยู่รัฐเวอร์จิเนีย สมัยโน้นรัฐเวอร์จิเนียมีกฎหมายห้ามการแต่งงานระหว่างผิว เขาทั้งสองได้ข้ามรัฐไปจดทะเบียนที่วอชิงตันดีซีเดือนมิถุนาปี 1958 พอทั้งสองกลับมาเวอร์จิเนีย เธอถูกจับในฐานแต่งงานอยู่กินกับคนขาว เรื่องขึ้นศาลๆตัดสินว่าเธอทำผิดกฎหมายและให้เธอเลือกจะติดคุก หรือย้ายออกจากรัฐเวอร์จิเนียและห้ามกลับเข้ารัฐ 25 ปีตราบใดที่ยังเป็นสามีภรรยา ทั้งสองจึงต้องย้ายออกไปอยู่รัฐอื่น ซึ่งทำความลำบากให้ทั้งสองเมื่อทั้งสองเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวในรัฐเวอร์จิเนีย ทั้งสองต้องแยกกันเดินทางเพราะไม่สามารถเดินทางเข้ารัฐเวอร์จิเนียพร้อมกันได้ฉันสามีภรรยา ในที่สุดนางมิลเดร็ดซูรัฐเวอร์จิเนียว่าละเมิดสิทธิความเสมอภาคของเธอ เคสนี้ขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลตัดสินวันที่ 12 มิถุนา 1967 ว่ากฎหมายที่ห้ามการแต่งงานระหว่างผิวละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ ผลจากคดีนี้ทำให้รัฐอีก 17 รัฐต้องโมฆะกฎหมายนี้ วันที่ 12 มิถุนา ถือเป็นวัน Loving Day เป็นวันฉลองการแต่งงานระหว่างผิว/เชื้อชาติ (mixed-race marriage) สามีเธอเสียชีวิตตั้งแต่ปี 1975 อายุเพียง 42 ปี (ดิฉันเดาว่า ความเป็นอยู่อย่างถูกเหยียดหยามคงบั่นทอนชีวิตจิตใจ) ส่วนนางมิลเดร็ดเสียชีวิตที่บ้านเธอในรัฐเวอร์จิเนียเมือวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา เธออายุได้ 69 ปี
คอลัมน์นี้จะคุยเรื่องการกีดกันผิวและเชื้อชาติ ประวัติความเป็นมาของคนผิวดำในอเมริกาตั้งแต่เริ่มจากสถานภาพทาส การยอมรับความเสมอภาคในสังคม มาถึง ณ. วันนี้ที่เรามี”แคนดิเดท”ผิวดำ “บาแร็ค โอบาม่า”เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
คนผิวดำรุ่นแรกในอเมริกา
ตามประวัติศาสตร์อเมริกาสมัยคริสตศักราช 1500 โคลัมบัสค้นพบอเมริกา อังกฤษสู้รบกับคนพื้นเมืองพวกอินเดียนแดง และจับจองประกาษ 13 รัฐแรกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ (ขอให้คุณอ่านประวัติศาสตร์อเมริกาในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง หน้า 2-2 หรือ/และในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 20) พวกยุโรปพากันเข้ามาบุกเบิกประเทศใหม่นี้ พวกคนอังกฤษและไอริชที่อดหยากพากันเข้ามาหางานทำในอเมริกา มาด้วยความสมัครใจบ้างถูกลักตัว(พวกเด็กกำพร้า)มาบ้าง พวกนี้ไม่มีสตังก็ตกลงให้พ่อค้าหรือนายหน้าพาขึ้นเรือมา กินอยู่ในเรือและเมื่อถึงอเมริกาก็มาทำงานใช้เงินนายหน้าค่าพามา พอมาถึงอเมริกานายจ้างจ่ายค่านายหน้า และใช้เงินค่าเดินทางค่ากินอยู่ให้นายหน้า และตกลงว่าคนงานต้องทำงานใช้นายจ้างไปจนหมดหนี้ 3-7 ปี (คล้ายแม่ครัวไทยมาทำงานในอเมริกาตอนนี้) พอครบกำหนดนายจ้างก็อาจให้ที่ดินทำกินเป็นของตัวเองต่อไป เรียกระบบคนงานนี้ว่า “อินเด็นเจ้อร์ เซอร์ว่อนส” (Indentured Servants) ซึ่งปัจจุบันผิดกฎหมายนะคะ ไม่มีการบังคับคนงานให้อยู่กับตนได้ ถ้าคนงานออกเขาเพียงติดหนี้นายจ้าง แต่ตัวเป็นอิสระได้ ตอนหลังๆนายจ้างก็ไม่แฮ็ปปี้เพราะพอหมดสัญญา ก็ต้องจ่ายค่านายหน้าหาคนงานใหม่ ภายหลังมีพ่อค้าชาวดัทช์หัวใสไปซื้อเชลยจากอัฟริกา(ในสมัยโน้นแต่ละเผ่าในอัฟริกาสู้รบกัน ฝ่ายแพ้ถูกจับตัวเป็นเชลย) และนำเชลยนักโทษนี้ไปขายในอเมริกา ว่ากันว่าซื้อมาหัวละ $25 ขายได้หัวละ $150 นายจ้างยอมสู้ราคาเพราะซื้อขาดเป็นทาส ไม่ใช่แบบ”อินเด็นเจ้อร์ เซอร์ว่อนส” คือพวกนี้ต้องทำงานอยู่กับเจ้านายไปตลอดชีวิตชั่วลูกหลาน พวกนี้ถือเป็นสมบัติของเจ้านาย ลูกหลานที่ออกมาตกเป็นทาสถือสมบัติของเจ้านายเช่นกันคือทาสชั่วโคตร นี่คือบ่อเกิดของทาสหรือ”สเล๊ฟ”(slaves) ธุรกิจค้าทาสถือเป็นธุรกิจกำไรดี เริ่มทำกันเป็นล่ำเป็นสัน คือพ่อค้า/นายหน้าจากยุโรปจะออกเรือจากยุโรปโดยขนสินค้าจากยุโรป ล่องเรือลงใต้ไปอัฟริกา แลกเปลี่ยนสินค้ากับนักโทษ หลังจากนั้นล่องเรือออกจากอัฟริกามุ่งตะวันตกไปอเมริกา หลังจากขายทาสหมดแล้ว ก็ซื้อสินค้า เช่น น้ำตาล ยาสูบและเหล้ารัม จากอเมริกา กลับไปขายในยุโรป สายล่องเรือนี้ได้ชื่อว่า “สามเหลี่ยมการค้า”หรือ”ทรายแอ็งเกิ้ล เทรด” (Triangel Trade) (ไม่แน่ใจว่าความหมายเดียวกับสามเหลี่ยมทองคำหรือไม่) ระหว่างล่องเรือจากอัฟริกาไปอเมริกา พวกทาสถูกทารุณมากได้กินข้าวและน้ำพอประทังชีวิต คุณต้องดูหนังเรื่อง Amistad เกี่ยวกับเรือที่ขนนักโทษผิวดำมาอเมริกา กินใจมาก
สงครามกลางเมืองเลิกทาส
ในปี 1750 จำนวนทาสเพิ่มมากถึง 243,000 คน เท่ากับ 40% ของประชากรในอเมริกาใน 13 รัฐแรก คนผิวดำมีการเคลื่อนไหวต้องการเป็นอิสระ รัฐทางเหนือถือเป็น”ฟรีเสตท” (free states) รัฐอิสระไม่ค้าทาส มุ่งไปทางอุตาหกรรมและการค้า ต้องการให้เลิกทาส ส่วนรัฐทางใต้ซึ่งเป็นรัฐกสิกรรมต้องการมีทาส ทาสส่วนมากอาศัยอยู่ทางใต้โดยเฉพาะใมรัฐเซาท์ คาโรไลน่า ปี 1777 รัฐเวอร์มอนท์ออกกฎหมายห้ามค้าทาสเป็นรัฐแรก รัฐที่สองคือเพนซิลเวเนีย รัฐสุดท้าที่ยกเลิกกฎหมายเลิกทาสคือรัฐ มิสซิสซิปปี้ เมือวันที่ 16 มีนาคม ปี1995 แต่ก็ยังมีเรือขนทาสเข้ามาอยู่ จนกระทั่งระหว่างปี 1861-1865 เกิดเป็นสงครามกลางเมืองหรือ “ซิวิล วอร์” (Civil war) ช่วงประธานาธิบดีลินคอล์น สู้รบระหว่างรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้ รัฐทางเหนือชนะ (ดิฉันเขียนเรื่อง “เลิกทาส” ในหนังสือ “รวมคอลัมน์กฎหมายเล่มหนึ่ง”หน้า 55 และสิทธิรัฐธรรมนูญหน้า 59)
สิทธิรัฐธรรมนูญว่าด้วยความเสมอภาค
หลังสงคราม”ซิวิล วอร์”ปี 1865 คองเกรสผ่านรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ระบุห้ามไม่ให้มีการค้าทาส และห้ามบังคับคนงานทำงานโดยไม่สมัครใจ ในปี1868 คองเกรสผ่านรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 14 ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อคนทุกผิว เป็นครั้งแรกที่ทาสสามารถมีนามสกุลได้ ตอนเป็นทาสคนผิวดำมีแต่ชื่อหน้า หลังจากที่ทาสได้อิสรภาพ เขาตั้งนามสกุลตนเองส่วนมากตั้งนามสกุลตามนามสกุลประธานาธิบดี นามสกุลที่ป็อปปูล่าสำหรับคนผิวดำคือ วอชิงตัน (ตามจอร์จ วอชิงตัน) และเจ็ฟเฟอร์สัน (ตามโทมัส เจ็ฟเฟอร์สัน) หลังรัฐธรรมนูญผ่าน ความเกลียดชังและกีดกันคนดำไม่ได้หายไป คนดำยังถูกกีดกันและเหยียดหยามมาตลอด โดยเฉพาะสมัยก่อนโน้นกฎหมายยังไม่ศักดิ์สิทธิเท่าสมัยนี้ ดิฉันจะลำดับเหตุการณ์จากคดีสำคัญๆดังนี้
คดี Plessey v Ferguson ปี 1896 สิบปีหลังอเม็นด์เม๊นที่ 14 ผ่าน ในคดีนี้นาย Plessy คนดำนั่งรถไฟ ซึ่งทางรถไฟจัดที่นั่งแยกระหว่างคนขาวและคนดำ นาย Plessey ได้นั่งที่นั่งของคนขาว และไม่ยอมย้ายที่นั่งเลยถูกจับ เขาซูองค์การรถไฟว่าละเมิดสิทธิความเสมอภาคของเขา คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลตัดสินว่า องค์การรถไฟไม่ได้ละเมิดสิทธิความเสมอภาคและตีความหมายของอเม็นด์เม๊นที่ 14 ว่าตราบใดที่องค์การรถไฟจัดที่นั่งให้คนขาวและคนดำ ถึงแม้จะแยกกันก็ตาม แต่ถือว่าไม่ละเมิดสิทธิความเสมอภาค ทฤษฏีนี้เป็นที่รู้จักกัน เรียก “เซ๊พเพอเรท บัท อีควล”(Separate but Equal) แปลตรงตัวคือ “แยกแต่เสมอภาค” ทฤษฎีนี้เท่ากับเปิดให้รัฐแบ่งแยกผิวมากขึ้น โดยตราบใดที่รัฐจัดส่วนหนึ่งให้คนดำแยกกับคนขาว ถือว่ารัฐไม่ละเมิดสิทธิ ผลจากกคำตัดสินและการตีความหมาย”แยกแต่เสมอภาค”นี้ ได้เพิ่มการแบ่งแยกกีดกันผิวมากขึ้นโดยเฉพาะรัฐทางใต้ สถานที่สาธารณะทุกแห่งแยกออกหมดระหว่างคนดำและขาว รวมห้องน้ำสาธารณะ โรงเรียน น้ำพุดื่มที่นั่งในรถถโดยสารสาธารณะคุ ณคงนึกภาพออกว่าส่วนที่แยกมาให้คนดำจะสกปรกแค่ไหน
คดี Brown V Board of Education ปี 1954 ทฤษฎี”แยกแต่เสมอภาค” จากคดี Plessey ปี1896 ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลที่มีการแบ่งแยกผิวมาตลอด จนกระทั่งเคส Brown ปี 1954 คดีนี้ ด.ญ. บราวน์ผิวดำ บ้านอยู่ใกล้โรงเรียนเด็กขาว แต่เนื่องจากห้ามเข้าโรงเรียนคนขาว และแถมยังไม่มีรถรับนักเรียนเด็กดำอีก เธอต้องเดินไปโรงเรียนคนดำวันละหลายไมล์ ในที่สุดพ่อแม่ ด.ญ. บราวน์ ซูกระทรวงศึกษาว่าละเมิดสิทธิความเสมอภาค คราวนี้ศาลตัดสินให้บราว์นชนะ โดยบอกว่าทฤษฎี”แยกแต่เสมอภาค”นั้นนำมาใช้กับการศึกษาไม่ได้ แต่เนื่องจากศาลตีความหมายแคบเฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น คนขาวก็ยังกีดกันคนดำต่อไป
Civil Rights Movement
หลังจากคดี Brown คนผิวดำเริ่มมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคมากขึ้นเรียก “ซิวิล ไร๊ทส์ มูฟเม๊นท์” (Civil Rights Movement) ปีต่อมา 1955 นางสาวโรซ่า พาร์ค (Rosa Park) คนดำขึ้นรถประจำทางในเมือง มอนโตโกเมอรี่ รัฐอาลาบาม่า เธอนั่งข้างหน้าและไม่ยอมลุกไปนั่งข้างหลังที่จัดให้คนดำ สมัยโน้นกีดกันมากคือ คนขาวนั่งด้านหน้า คนดำนั่งด้านหลัง คนดำต้องขึ้นประตูด้านหน้าไปจ่ายเงินก่อน แล้วต้องลงจากรถ เดินไปเข้าประตูด้านหลังเพื่อไปนั่งที่ๆจัดให้คนดำโดยเฉพาะ หลายครั้งที่รถขับออกไปโดยไม่รอให้คนดำขึ้น และคุณลองนึกภาพเวลาฝนตกหนักๆสิคะว่าลำบากแค่ไหน โรซ่า พาร์คขึ้นรถเมล์ด้านหน้าขณะฝนตกหนัก หลังจากจ่ายเงิน เธอไม่ยอมลงจากรถไปขึ้นด้านหลัง และนั่งที่ๆจัดให้คนขาวโดยเฉพาะ คนขับไล่ไม่ยอมลง เธอโดนจับและศาลสั่งให้เธอจ่ายค่าปรับในฐานะไม่เชื่อฟังเจ้าพนักงาน หลังเหตุการณ์นี้ คนผิวดำเริ่มรวมตัวมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเสมอภาคมากขึ้น ต้องการให้มีบริษัทขนส่งจ้างคนดำเป็นคนขับรถ ยกเลิกการแยกที่นั่ง เป็นต้น พวกคนดำนัดหมายเดินขบวน และ”บอยคอท”ไม่ขึ้นรถประจำทางจนกระทั่งบริษัทขนส่งยอมรับข้อเสนอ ตอนนั้น บาทหลวงคนดำ “มาร์ติน ลูเม่อร์ คิง” ซึ่งถือเป็น “ซิวิล ไรทส์ หลีดเด้อร์” (Civil Rights Leader) เข้าร่วมด้วย และภายหลังเป็นผู้รวมพลังคนผิวดำเป็นกรุ๊บใหญ่ขึ้นๆขยายพลังไปถึงรัฐทางใต้อื่นๆเหตุการณนี้เริ่มคุกรุ่นมาก การบอยคอทรถประจำทางนานถึง 385 วัน ในที่สุดบริษัทขนส่งต้องยอมรับข้อเสนอ ไม่งั้นก็คงล้มละลายรถว่างขาดทุนย่อยยับ
มาร์ติน ลูเท่อร์ คิง
ระหว่างปี 1957-1964 บาทหลวง “มาร์ตินลูเท่อร์ คิง” ได้รวมพลังคนดำลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเสมอภาคเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง ให้ยกเลิกการแบ่งแยกผิว ขอให้ตำรวจหยุดการทารุณคนผิวดำ และเรียกร้องความยุติธรรมด้านแรงงาน บาทหลวง”คิง”สอนให้คนดำใช้วิธีต่อต้านโดยสงบไม่ให้ใช้พลังรุนแรง”นอน ไวโอเล็นซ์” (non violence) ตามวิธีของ มหัตมะ คานธี ในอินเดีย เรียกวิธีนี้ว่า “ซิวิล ดิสโอบีเดี้ยน” (Civil Disobediece) คือไม่ถึงกับทำผิดกฎหมายแต่เพียงไม่เชื่อฟังคำสั่งเจ้าหน้าที่ การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคนี้หรือ”ซิวิล ไร๊ทส์ มูฟเม๊นท์”ขยายไปทั่วอเมริกา เดือนมีนาคมปี 1963 ถือเป็นวันจารึกในประวัติศาสตร์ บาทหลวง “มาร์ติน ลูเท่อร์ คิง” ได้พูดปาฐกถาต่อหน้าคนเดินขบวนเป็นล้านหน้าอนุสาวรีย์ลินคอล์น ในวอชิงตัน ดี ซี (ซึ่งมีความหมายว่า เพราะประธานาธิบดีลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีช่วงซิวิล วอร์ เพื่อให้เลิกทาส) เป็นคำปาฐกถาที่มีชื่อมากเรียก “ไอ แฮฟ เอ ดรีม สปีช” “I have a dream” Speech ที่ว่าเขามีความฝันว่า สักวันหนึ่งเขาฝันเห็นคนดำและคนขาวจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบและเท่าเทียมกัน (ช่วงสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอ็ฟ เคเนดี้) ในที่สุดปี 1964 คองเกรสผ่านกฎหมาย “ซิวิล ไรท์ส แอ็กท์ส” ห้ามสถานที่ราชการ นายจ้างกีดกันผิวและต้องให้ความเสมอภาคต่อทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะสีผิวอะไร และปีต่อมา 1965 ผ่านกฎหมายสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
บาแร็ค โอบาม่า
ตอนเที่ยวคราวที่แล้ว ดิฉันได้ดูหนังในเครื่องบินเรื่อง”เดอะ เกร๊ท ดีเบทเต้อร์ส” (The Great Debaters) ดี วี ดี พึ่งออกสัปดาห์นี้ค่ะ แปลว่า “นักโต้วาทีที่ยิ่งใหญ่”ดาราหนังผิวดำ “เด็นเซ็ล วอชิงตัน”(Denzel Washington) เล่น (สังเกตนามสกุล “วอชิงตัน” หรือเปล่าคะ??) เกี่ยวกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีชื่อของคนดำ “ไวลี่ย์ ตอลเลจ” Wiley College ในรัฐเท็กซัส เป็นเหตุการณ์เกิดช่วง Civil Rights Movement มหาวิทยาลัยนี้สอนให้นักศึกษาโต้วาที และไปแข่งตามคอลเลจคนดำด้วยกัน และในที่สุดได้ไปแข่งกับคณะโต้วาทีของ “ฮาร์วาร์ด ยูนิเวอร์ซิตี้” (Harvard University) หัวข้อ”ซิวิล ดิสโอบีเดี้ยน” (Civil Disobediece) คุณต้องเช่าดูเองนะคะ ว่าใครชนะระหว่าง Wiley College กับ Harvard University หนังดีมากๆ ทุกครั้งที่ดิฉันดูเลือกตั้ง และฟัง แคนดิเดท “บาแร็ค โอบาม่า” พูดหาเสียง เขาเก่งพูดให้เคลิ้มได้ ดิฉันจะนึกถึงหนังเรื่องนี้ เลยไปเปิดเน็ทดูประวัติเขา อยากรู้ว่าโอบาม่าเรียนจบจาก Wiley College หรือเปล่า ปรากฎว่าโอบาม่าจบ Harvard Law School!!!! ประวัติเขาโดยย่อนะคะ
โอบาม่าเกิดวันที่ 4 สิงหา 1961 (ยังหนุ่มอายุ 46 เท่านั้น) รัฐฮาวาย พ่อเป็นอัฟริกันมาจากประเทศ เคนย่า แม่เกิดรัฐแคนซัส พ่อแม่พบกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยในฮาวาย พ่อแม่เลิกกันตอนโอบาม่าอายุ 2 ชวบ แม่แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ประเทศอินโดนีเชียกัยสามีใหม่ตอนโอบาม่าอายุ 6 ขวบ โอบาม่าอยู่อินโดนีเชียจนอายุ 10 ขวบย้ายกลับไปฮาวาย เมื่อจบไฮสกูลโอบาม่าย้ายไปเรียน อ็อกซิเด็นทอลคอลเลจ ในลอสแองเจลิส 2 ปี หลังจากนั้นย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย โคลัมเบีย ในรัฐนิวยอร์ค เรียนเมเจ้อร์รัฐศาสตร์ด้านอินเตอร์ รีเลชั่นส์ หลงัจากจบทำงานได้ระยะหนึ่ง และได้กลับไปเรียนกฎหมายต่อที่ ฮาร์วาร์ด ยู จบเกียรตินิยมปี 1988 โอบาม่าทำงานบริษัท เป็นโพรเฟสเซ่อร์ และเป็นทนายความ จนกระทั่งได้รับเลือกเป็นเซเนเต้อร์รัฐอิลลินอยส์ปี 2004 ปี 2008 ประกาศตัวเป็นแคนดิเดทพรรคเดโมแครท เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ไงคะ คุณคิดว่าอเมริกาพร้อมหรือยังที่จะรับประธานาธิบดีผิวดำ!