ยื่นขอใบเขียวในอเมริกาหรือกงสุล

Adjustment of Status or Consular Processing
เป็นไงคะ แฟน Lakers เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เมษา เราแข่งเกม 4 กับเด็นเว่อร์ และชนะ 4 เกมรวด (ทั้งหมด 7 เกม ผู้ชนะ 4 ต่อ 3 ได้แอ็ดแว๊นซ์) ดิฉันนั่งเชียร์ ไม่ได้เขียนคอลัมน์จนเช้าวันอังคารนี้

สัปดาห์ที่แล้วในอเมริกาเป็น “เอิร์ทซ์ วี๊ค” (earth week) แปลเป็นไทยไม่ออกค่ะ แต่คือวันที่เรารำลึกถึงสิ่งแวดล้อมและร่วมมือหรือรณรงค์กันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะนับวันสิ่งแวดล้อมเสื่อมลง ทรัพยากรธรรมชาติก็สูญหายไปถ้าไม่อนุรักษ์เดี๋ยวนี้โลกคงไม่น่าอยู่ไปถึงลุฏหลาน ในอเมริกานับว่าการอนุรักษ์ดีมาก ทั้งในจิตสำนึกคนและกฎหมาย หลายเมืองพยายามแบ่งพื้นที่ให้มีความเขียวหลายเปอร์เซ็น โดยมีพาร์ค ป่าธรรมชาติตามเขา(ห้ามเผาป่า) บังคับให้หน้าบ้านมีหญ้ามากเปอร์ซ็นต์กว่าซีเมนท์ เป็นต้น สัแดาห์ที่แล้วดิฉันก็ได้ทำส่วนของตนเองคือ ดิฉันใส่พัดลมโซล่าใน”แอ๊ตทิค”(attic หรือห้องเพดานใต้หลังคา) เป็นพัดลมหมุนโดยใช้พลังแสงอาทิตย์ไม่ใช่ไฟฟ้า นอกจากจะประหยัดพลังงานค่าไฟเดือนละ $25 และค่าไฟแอร์อีก $$ ยังทำให้บ้านชั้นบนตัดความร้อนมากกว่าครึ่ง ดีมากนะคะถ้าใครสนใจ บริษัทชื่อ Solarlite อยู่ในเมือง Santa Ana อย่างไรก็ตามวิธีง่ายๆที่คุณแต่ละคนช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติได้ทุกวัน คือใช้ถุงผ้าไปจ่ายกับข้าวหรือช็อปปิ้งแทนที่จะใช้ถุงพลาสติกแต่ถ้าจำเป็นจริงๆใช้ถุงกระดาษค่ะ และรีซายเคิลมัน

คำถาม

มีอีเมล์คำถามเเกี่ยวกับขอใบเขียวดังนี้ ผมเพิ่มอายุครบ 21 ปี คุณแม่ซิติเซ่นได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมเข้ามาในอเมริกาตั้งแต่กลางเมษา 2008 ผมยังเรียนไม่จบปริญญาตรี อยากกลับไปเมืองไทยเรียนต่อให้จบ พอจะมีหนทางไหนบ้างเพราะผมกะจะเดินทางกลับเมืองไทยเดือนพฤษภา และกลับมาเมกาใหม่เดือนตุลา และกลับไปไทยอีกปลายๆเดือนตุลา เรียนจนจบปี 4 ซึ่งจะจบเดือนมีนา 2009 ถึงค่อยย้ายมาอยู่อเมริกา ซึ่งทนายบอกว่าผมทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะจะอยู่ในอเมริกาไม่ครบ 210 วันในแต่ละปีเพื่อรักษาสิทธิเพื่อทำซิติเซ่น และเขาจะยึดใบเขียวผมไปเลย แต่ทนายอีกคนบอกว่าผมสามารถยื่นขอวีซ่า Travel อะไรไม่ทราบ ที่เสียค่าธรรมเนียม 300 กว่าเหรียญ ผมสามารถออกนอกประเทศเป็นปี จริงไหมครับ ผมไม่สนใจระยะเวลาในการรอเพื่อยื่นซิติเซ่น เราไม่ยื่นได้หรือไม่ และอีกข้อคือ ผมสามารถไปขอใบโซเชียลและบัตรไอดีในระหว่างรอใบเขียวได้หรือไม่ และเมื่อผมได้ใบเขียวจะเป็นใบเขียว 10 ปีใช่หรือไม่

ตอบ

คำถามคุณมีหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก จะตอบให้ละเอียดเลยนะคะ

กรุ๊บอิมมีเดียทเรเลทีฟ

คุณแม่ซิติเซ่นทำถูกที่รีบยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณก่อนคุณอายุ 21 ปีณ.วันยื่น เท่ากับคุณตกอยู่ในกรุ๊บอิมมีเดียท เรเลทีฟ (Immediate Relatives) หน้า 4-8 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งคือไม่ต้องรอโควต้าขอใบเขียวได้เร็วภายใน 6-7 เดือน เพราะถ้าคุณแม่ไม่รีบยื่นคุณจะตกกรุ๊บเป็นกรุ๊บเพร็ฟเฟอเร็นซ์ไปต้องคอยใบเขียวอีกนาน

ปรับสถานภาพหรือคอนซูล่า พรอเซสซิ่ง

หน้า 4-3 ถึง 4-5 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่า ถ้าตัวอยู่อเมริกาต้องยื่นขอใบเขียวในอเมริกาและรอเรื่องอยู่ในอเมริกาเรียกปรับสถานภาพหรือ”แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” (Adjustment of Status) แต่ถ้าตัวอยู่เมืองไทย ถึงขอใบเขียวผ่านสถานทูตหรือ”คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง” (Consular Processing) ถูกต้องในกรณีที่คนอยู่ในอเมริกาเถื่อนคือวีซ่าขาดแล้วต้องขอใบเขียวในอเมริกาหรือ”แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส”เท่านั้นเพราะห้ามเดินทางออกนอกประเทศไม่งั๊นกลับเข้ามาไม่ได้ ส่วนคนที่อยุ่ในอเมริกาด้วยวีซ่าที่ยังไม่ขาด เช่นกรณีคุณที่ยังถือวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ คุณสามารถเลือกที่จะ”แอ๊ดจัสท์เ สแตตัส”ในอเมริกาหรือ”คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง”ในไทยได้แล้วแต่สถานการณ์ของคุณ

“แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส”

ระเบียบการขอใบเขียวปรับสถานภาพหรือ”แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” เป็นขั้นตอนเดียว คือยื่นเรื่องกรอกฟอร์มทั้งหมดครั้งเดียวเข้าอิมมิเกรชั่น คนที่อยู่ในอเมริกาและวีซ่าขาดแล้วจะไม่มีทางเลือกต้องยื่นเรื่อง”แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” รับใบเขียวในอเมริกาเท่านั้น เพราะถ้าคุณเดินทางออกนอกประเทศ คุณไม่สามารถกลับเข้ามาใหม่ได้ภายใต้กฎหมาย “อันลอว์ฟูล เพรสเซ่นท์” หน้า 2-9และ 3-6 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง(unlawful presence คืออยู่เกิน 1 ปีห้ามกลับเข้าประเทศ 10 ปี) ค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่นซึ่งพึ่งขึ้นหลังวันที่ 30 กรกฎาคม 2007เป็น$1,365(รวมค่าทำ”เวิ๊ร์คเพอร์มิท”คือใบทำงาน และ”แอ็ดแว๊นซ์พาโรล” คือใบอนุญาตให้คุณเดินทางเข้า ออกประเทศขณะรอเรื่องใบเขียวได้) ข้อเตือน คุณที่วีซ่าขาดแล้วตอนยื่นเรื่องไม่ need”แอ็ดแว๊นซ์พาโรล”นะคะหน้า 4-15 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง เพราะเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้อยู่ดี “แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” ปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากยื่นเรื่องได้ 1-1/2 เดือนคุณจะได้นัดพิมพ์นิ้วมือ หลังจากนั้นประมาณ 2-3 เดือนคุณถึงจะได้ใบเวิ๊ร์คเพอร์มิทและแอ็ดแว๊นซ์ พาโรล และหลังจากนั้นอีก 1-2 เดือนได้สัมภาษณ์ เวลาสัมภาษณ์ในอเมริกา ทั้ง”เพอร์ทิชันเน่อร์” (petitioner คือผู้ยื่นเรื่อง)และเบเนฟิเชียรี่ (beneficiary คือผู้รับใบเขียว) ต้องไปด้วยกัน เมื่อสัมภาษณ์ผ่าน คุณควรได้ใบเขียวทางไปรษณีย์ประมาณ 2-4 สัปดาห์ทางไปรษณีย์

“คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง”

ระเบียบการขอใบเขียวผ่าน”คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง” แบ่งเป็นสองขั้นตอนคือ (หนึ่ง) “เพอร์ทิชันเน่อร์” ยื่นคำร้องเข้าอิมมิเกรชั่นจ่ายค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่นขั้นแรก $355 เมื่อเรื่องแอ็พพรูฟประมาณ 3-4 เดือน เอกสารจะส่งไปที่ “แนชั่นแนลวีซ่า เซ็นเท่อร์” (National Visa Center) ตอนนั้นคุณต้องยื่นฟอร์มเพิ่มและจ่ายค่าธรรมเนียมขั่นที่สองให้ Department of State $470 หลังจากขั้นนี้ผ่าน เรื่องจะส่งไปสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือนผู้รับจะได้รับเอกสารเตรียมเรียกไปสัมภาษณ์ที่สถานทูต เวลาสัมภาษณ์ผู้รับใบเขียวไปคนเดียวได้ ตัวผู้ยื่นหรือ”เพอร์ทิชันเน่อร์” ไม่ต้องไป เมื่อเรื่องผ่าน ทางสถานทูตจะแสตมป์อิมมิแกรนท์วีซ่าในพาสปอร์ตให้มีอายุ 6 เดือน หมายความว่าคุณสามารถเดินทางเมื่อไรก็ได้ภายใน 6 เดือนนั้น

เคสคุณ

กรณีคุณ ถ้าทนายที่ยื่นเรื่องให้คุณรู้เรื่องราวของคุณละเอียดอย่างที่คุณเล่าให้ดิฉันฟังว่าคุณต้องกลับไปเรียนให้จบและค่อยกลับมาเมกาหลังมีนา 2009 ดิฉันเชื่อว่าเขาจะแนะนำให้คุณแม่ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณผ่าน”คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง” เพราะวิธีนี้คุณไม่ต้องบินไปบินมาหมดค่าเครื่องบินเพื่อมาพิมพ์นิ้วมือและมาสัมภาษณ์และกลับไปเรียนต่อ และยังได้จ่ายค่าธรรมเนียมอิมมิเกรชั่นถูกลงเ $825 ($355+470) แทนที่จะเป็น $1,365 เพราะหลังเรื่องผ่านแล้ว คุณมีเวลาบินภายใน 6 เดือน คุณสามารถยืดเวลาไปถึงมีนา 2009 รอให้เรียนจบและค่อยย้ายมาอยู่อเมริกา อีกข้อที่ดีถ้าคุณยื่นเรื่องเข้า”คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง”ถ้าอยู่ๆคุณเปลี่ยนใจเดินทางกลับมาอเมริกาหรือเปลี่ยนใจไม่กลับไทย คุณสามารถเปลี่ยนจาก”คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง”ไปเป็น”แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส” รับใบเขียวในอเมริกาได้โดยไม่ยุ่งยาก ซึ่งในทางตรงข้ามถ้าคุณจะเปลี่ยนจาก “แอ๊ดจัสท์เม๊นท์ ออฟ สแตตัส”เป็น “คอนซูล่า พรอเซสซิ่ง”จะยากกว่ามาก

เอกสารเดินทางหรือรีเอ็นทรี่ เพอร์มิท

เอกสารเดินทางหรือ Travel document ที่อีกทนายพูดถึงเขาหมายความถึงคือ “รีเอ็นทรี่ เพอร์มิท” (Reentry permit)หน้า 4-17สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง คนไทยจะเรียกพาสปอร์ตขาว เพราะเป็นคล้ายหนังสือเดินทางเล่มขาว ค่าธรรมเนียม $305 หลงัจากคุณได้ใบเขียวแล้ว และคุณคิดจะอยู่นอกอเมริกาเกิน 1 ปี คุณสามารถทำ Reentry permit อยู่นอกประเทศได้เกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี

ผู้ถือใบเขียวอยู่นอกอเมริกาได้นานเท่าไร

ตามความเชื่อเก่าๆที่ว่าผู้ถือใบเขียวอยู่ยอกประเทศได้ตลอด เพียงเดินทางกลับเข้ามาอเมริกาปีละครั้ง อยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์และกลับไปใหม่ได้ ปัจจุบันทำไม่ได้แล้วนะคะ เพราะเจ้าหน้าที่จะถือว่าคุณมีเจตนาละทิ้งถิ่นฐาน จริงๆแล้วกฎหมายเหมือนเดิมคือ การที่คุณมีใบเขียวหมายความว่าคุณมีเจตนาจะตั้งถิ่นฐานปักหลักอยู่ในอเมริกา ฉะนั้นคุณต้องอยู่ในอเมริกามากกว่าอยู่นอกประเทศ แต่เป็นเพราะเมื่อก่อนนี้เจ้าหน้าที่ไม่เข้มงวด แต่เดี๋ยวนี้การปฏิบัติหน้าที่ของอิมมิเกรชั่นเปลี่ยนไปมาก เขา”เอ็นฟอร์ซ” (enforce) กฎนี้เข้มงวดคือถ้าคุณอยู่นอกประเทศมากกว่าอยู่ในอเมริกา และโดยไม่มีหลักฐานแสดงว่าคุณมีความผูกพันกับอเมริกา (มีบ้าน ทรัพย์สิน หนี้สิน ทำงาน เป็นต้น) เจ้าหน้าที่จะสันนิษฐานว่าคุณมีเจตนาละทิ้งถิ่นฐาน ซึ่งผิดกฎใบเขียว เป็นผลอาจสูญใบเขียวได้ ฉะนั้นตามที่ทนายบอกคุณว่าถ้าคุณอยู่ในอเมริกาไม่ครบ 210 วันในแต่ละปีคุณจะเสียสิทธิทำซิติเซ่นและถูกยึดใบเขียว อันนี้เข้ากฎทำซิติเซ่น ที่คุณต้องโชว์ว่าในระยะ 5 ปีก่อนยื่นซิติเซ่น (ไม่ใช่ 5 ปีนับจากวันได้ใบเขียว) หน้า 5-5 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งคุณอยู่ในอเมริกาเกินครึ่งหนึ่งในแต่ละปี ปีหนึ่งที 365 วันหมายความว่าแต่ละปีคุณต้องอยู่ในอเมริกาเกิน 183 วัน คุณเพียงจะขาดคุณสมบัติทำซิติเซ่นช่วงนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียสิทธิตลอดไป เพราะเมื่อไรคุณย้ายมาอยู่อเมริกา ก็เริ่มนับวันใหม่ (ถ้างง ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ กฎหมายอิมมิเกรชั่นอาจสับสนหน่อยสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่ทนายจะเข้าใจ) แต่ถ้าพูดว่าจะถูกยึดใบเขียวนั้นควไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ

โซเชียลและบัตรไอดี

หลังยื่นเรื่องคุณยังไปขอบัตรโซเชียล เซ็คเคียวริตี้ (social security card คือบัตรประกันสังคม ใช้ทำงานแจ้งภาษี) และบัตรไอดี (I.D. Card ย่อมาจาก Identification Card คือบัตรประชาชนรัฐหรือใบขับขี่) ยังไม่ได้ค่ะ คุณต้องรอให้ได้เวิ๊ร์ค เพอร์มิทก่อน จึงนำใบ เวิ๊ร์ค เพอร์มิท ไปโซเชียล เซ็คเคียวริตี้ ออฟฟิสเพื่อขอบัตรโซเชียล และหลังจากนั้นจึงนำ เวิ๊ร์ค เพอร์มิทและใบเสร็จที่ไปขอบัตรโซเชียลไปขอบัตรไอดีหรือใบขับขี่ค่ะ หน้า 2-12 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง

ใบเขียว 10 ปี

ค่ะคุณจะได้ใบเขียวถาวรเลยซึ่งมีอายุ 10 ปี คือต่อทุกสิบปีหน้า4-17 สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง

ข้อมูลทั้งหมดที่ดิฉันให้นี้อยู่ในหนังสือที่ดิฉันกว่าจะรวบรวมเขียนเสร็จเป็นปี “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” มีข้อมูลให้ความรู้มากมาย ดิฉันแนะนำให้คุณที่คิดจะไปอเมริกา จะทำใบเขียว หรือขอวีซ่าให้หาซื้ออ่านก่อนที่จะไปคุยกับทนายหรือแทนะ เพื่อได้ความรู้และช่วยประหยัดเงินได้ จะว่าโฆษณาขายหนังสือก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ดิฉันพูมใจมากเมื่อเขียนสำเร็จ ดิฉันนำวิธีนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันคือหาข้อมูลก่อนที่จะวิ่งไปทำอะไรตั้งแต่เรื่องเล็กไปเรื่องใหญ่ เช่นก่อนไปช็อป ปิ้ง ดิฉันเปิดอินเตอร์เน็ทเช็ค sales ร้านนั้นๆก่อนไปช๊อป หรือก่อนไปเที่ยวประเทศใด ดิฉันหาหนังสือเกี่ยวกับประเทศอ่านและแถมฟังซีดีภาษา ให้กระดิกหูก่อนไป และตอนสามีค้นพบว่าเป็นมะเร็งขั้นต้น ก่อนดิฉันไปพบหมอ ดิฉันหาหนังสือเรื่องมะเร็งอ่านทำความรู้จักกับมันหลายเล่มจนหายกลัว ลองนำวิธีนี้ไปใช้สิคะ!!

เมื่ออิมมิเกรชั่นตามจับ

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วเริ่มบาสเก็บบอล “เพลย์ออฟส์” (Playoffs) ทีมตะวันตกที่เข้ารอบ 8 ทีม และทีมตะวันออกที่เข้ารอบ 8 ทีม แข่งกันเองในดิวิชั่น (division) คือตะวันตกแข่งในตะวันตก ตะวันออกแข่งในตะวันออก แข่งทั้งหมด 7 รอบ ผู้ชนะ 4-3 ได้ และแข่งจนเหลือทีมชนะทีมสุดท้าย ทีมที่เก่งสุดของตะวันตก ก็จะแข่งกับทีมเก่งสุดของตะวันออก ปีนี้ “แอลเอเล็กเก้อร์ส” (L.A. Lakers) เป็นนัมเบอร์วันทีมของฝั่งตะวันตกและบอสตั้นทีมเป็นนัมเบอร์วันทีมฝั่งตะวันออก เราแข่งกับเด็นเว่อร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 เมษา เราชนะ (เรานี้หมายถึง “เล็กเก้อร์ส” นะคะ เพราะนอกจากดิฉันจะเป็นแฟนเล็กเก้อร์สแล้ว ดิฉันยังอยู่มาทางแอลเออีกด้วย) เวลาดิฉันเบรคจากทำงานได้ดูบอลคลายเครียด เตือนอีกทีนะคะ อย่าแทงบอลใต้ดิน ถือเป็นอิลลีเกิ้ลแกมบลิ้ง(illegal gambling)ผิดกฎหมายอย่างแรง เป็นปัญหาใบเขียวภายหลัง (คุณสามารถอ่านประดับความรู้เกี่ยวกับกีฬาในอเมรริกาได้ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หัวข้อ “วัฒนธรรมอเมริกัน”หน้า 29 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308) นอกจากเพลย์ออฟส์แล้วรายการคลายเครียดอีกรายการคือ “อเมริกันไอเดิ้ล” (American Idol) สัปดาห์นี้เหลือ 5 คนเข้ารอบสุดท้ายแล้ว ดิฉันเชียร์ เดวิด คุ๊กส์ค่ะ (ก่อนหน้าเชียร์ไมเคิล จอน รูปหล่อ ตอนนี้ตกรอบไปแล้ว)

ระบบงานเปลี่ยนแปลงของอิมมิเกรชั่น

อารัมภบทคลายเครียดแล้วตอนนี้มาคุยซีเรียสกัน ตั้งแต่อิมมิเกรชั่นเปลี่ยนระบบงานใหม่ 1 มีนาคม 2003 โดยแยกหน่วยงานอิมมิเกรชั่นออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกเอกสาร (U.S.C.I.S. แผนกที่เรายื่นเรื่องขอใบเขียว หรือเปลี่ยนวีซ่า) แผนกศุลกากรและนายด่าน (C.B.P. เจ้าหน้าที่ศุลการักษ์ที่สนามบินและนายด่านตามชายแดน) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายจับกุม (จับลูกเดียว แผนกนี้เรียกย่อๆว่า “ไอซ์” (ICE ย่อจาก Immigration and Custom Enforcement) แผนกนี้ก็ทำหน้าที่ดีเหลือเกิน มีหน้าที่จับโรบินฮู้ดและผู้ทำผิดกฎอิมมิเกรชั่นได้รวดเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่อิมมิเกรชั่นจะแยกหน่วยงาน โดย เฉพาะระยะหลังๆนี้ที่มีการถกเรื่องผ่านกฎหมาย เกสท์ เวิ๊ร์คเค่อร์ (Guest Workers) ทางส.ส. และเซเนท ต้องการเห็นเจ้าหน้าที่แผนก ICE ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องชายแดนและคนที่อยู่ผิดกฎหมายก่อนที่จะผ่านกฎหมายใหม่ จึงต้องมีการเร่งโชว์ผลงาน ทำให้การจับกุมเร็วขึ้น

อิมมิเกรชั่นรู้ได้อย่างไรว่าคุณอยู่เถื่อน

มีหลายวิธีที่อิมมิเกรชั่นรู้ว่าคุณอยู่เถื่อน และเป็นผลให้คุณอาจถูกตามจับช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการทำผิด ดังนี้

  • ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยว เมื่อคุณเดินทางกลับเจ้าหน้าที่สายการบินจะดึงบัตรขาเข้าออกจากพาสปอร์ตคุณและแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่น ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีบันทึกนี้ ก็จะสันนิษฐานก่อนเลยว่าคุณอยู่เกิน กรณีนี้ปัญหาน้อยเพราะคนที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอเมริกาปีละหลายล้านคน ไม่ค่อยจะมีเจ้าหน้าที่สนใจมาตามจับเรื่องนี้ นอกจากถ้ามีบางอย่างไปกระตุ้นให้เขาเพ่งเล็งเช่น คุณไปทำเรื่องขออยู่เที่ยวต่อ เรื่องถูกปฏิเสธ ทางอิมมิเกรชั่นจะมีเร็คคอร์ดว่าบัตรขาเข้าของคุณขาด และเพ่งเล็งว่าคุณเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ และอีกกรณีหนึ่งที่คาดไม่ถึง คือครอบครัว ลูก คู่สมรส ในเมืองไทยไปขอวีซ่าท่องเที่ยว ทางสถานทูตเช็คนามสกุลตรงกันรู้ว่า เคยออกวีซ่าท่องเที่ยวให้คุณ และคุณเดินทางเข้าอเมริกาแต่ไม่มีเร็คคอร์ด(record)เดินทางออก ทางสถานทูตอาจแจ้งไปทางอิมมิเกรชั่น
  • ผู้ถือวีซ่านักเรียน ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2003 ระบบ SEVIS เข้าที่ คือทางโรงเรียนที่ออก I-20 ให้นักเรียนต่างชาติต้องแจ้งเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นถ้าคุณย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ ไม่ไปเรียน ไม่ลงทะเบียนเรียนตอนเปิดเทอม เป็นต้น ทางอิมมิเกรชั่นจะสันนิษฐานว่าคุณอยู่เถื่อน
  • โรบินฮู้ดแต่งงานยื่นเรื่องไม่ผ่าน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงานและเรื่องไม่ผ่าน ทางอิมมิเกรชั่นจะให้จดหมายคุณสั่งให้คุณเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าคุณไม่ออก โอกาสที่เจ้าหน้าที่ตามจับสูง หรืออีกกรณีที่คุณเคยทำผิดกฎหมายอิมมิเกรชั่นแบบร้ายแรงมาก่อน หรือเคยถูกขับไล่มาก่อน เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียว หลังคุณพิมพ์นิ้วมือ เจ้าหน้าที่จะรู้ว่าคุณมีประวัติเขาจะมาตามจับขณะยื่นเรื่อง (เพียงอยู่เถื่อนวีซ่าขาด จะไม่ถูกจับ)
  • มีคนไปแจ้ง ถ้ามีคนไปแจ้งอิมมิเกรชั่นว่าคุณอยู่เถื่อนหรือเคยทำผิดกฎอิมมิเกรชั่น ที่เห็นๆส่วนมากก็จะเป็นคนใกล้ชิด เช่น นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน พาร์ทเน่อร์ธุรกิจ คนที่คุณขัดผลประโยชน์เขา คนที่คุณแต่งงานด้วย แฟนเก่า เป็นต้น (โถ! คนไทยด้วยกัน)

กระบวนการทางกฏหมาย

ตามสิทธิรัฐธรรมนูญภายใต้ บิล อ๊อฟ ไรท์ส (Bill of Rights) สิทธิเบื้องต้นใน 10 อเม็นด์เม๊นท์แรก ซึงคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในอเมริกาไม่ว่าจะอยู่เถื่อนหรือไม่ (ข้อนี้อยู่ในข้อสอบซิติเซ่นชุดใหม่ อ้อ! ซีดีชุดใหม่ “ชุดเตรียมสอบซิติเซ่น”ของดิฉันจวนเสร็จแล้วค่ะ วางจำหน่ายสิ้นเดือนเมษานี้ค่ะ มีผลใช้หลัง 1 ตุลา 2008 ผู้ยื่นเรื่องก่อนแต่สอบหลัง 1 ต.ค. สามารถเลือกสอบข้อสอบเก่าหรือใหม่ได้ แต่ถ้ายื่นหลัง 1 ต.ค. ต้องใช้ข้อสอบใหม่ ไม่ยากกว่ากันค่ะ) ระบุว่าก่อนที่คุณจะถูกจับ คุณจะต้องได้รับโนติสก่อน คือแจ้งข้อกล่าวหา มีเวลาตอบหมายศาล มีทนาย และสามารถสู้คดีได้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อนนี้ เมื่อทางที่อิมมิเกรชั่นพยายามเสริฟโนติสหรือหมายศาลให้โรบินฮู้ด โรบินฮู้ดหนี อยู่ไม่เป็นที่ทาง ไม่สามารถหาตัวเสริฟโนติสโรบินฮู้ดได้ เมื่อโรบินฮู้ดขึ้นสาล ทนายจะสามารถอ้างละเมิดสิทธิเสมอ แต่ตั้งแต่หลังปี 2003 ทางอิมมิเกรชั่นรื้อฟื้นกฎที่ว่าคนต่างชาติทุกคนที่เข้ามาในประเทศและอยู่เกิน 30 วันต้องแจ้งย้ายที่อยู่ไปที่อิมมิเกรชั่นภายใน 10 วันนับจากวันย้ายที่อยู่โดยกรอกฟอร์ม AR 11 ส่งไป ถ้าไม่แจ้งให้ถือว่ามีความผิด และข้อสำคัญคือ ทางอิมมิเกรชั่นจะถือที่อยู่ที่เขามีในเร็คคอร์ดเป็นที่อยู่ล่าสุดของคุณที่ทางอิมมิเกรชั่นใช้ติดต่อคุณ ฉะนั้นถ้าทางอิมมิเกรชั่นเสริฟโนติสคุณตามที่อยู่ล่าสุด และคุณไม่ได้รับโนติสนั้นเพราะหนีไปแล้วหรือ ??? ไม่สำคัญถือว่าทางรัฐบาลได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายแล้ว และไม่ได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณ ฉะนั้นเมื่อเขาตามถึงตัวคุณได้ เขาจะสามารถจับตัวคุณและเนรเทศคุณได้เลย (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของอิมมิเกรชั่นหลัง 11 กันยา หน้า 2-10; ระบบ SEVIS หน้า 2-11; AR 11 หน้า 2-12 ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทที่ 2 กฎหมายคนเข้าเมือง แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)

เมื่ออิมมิเกรชั่นมาเคาะประตูบ้าน

ย่อหน้านี้ดิฉันจะพูดถึงขั้นตอนเมื่อเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นนมาจับคุณถึงบ้าน และสิทธิรัฐธรรมนูญของคุณและคนอื่นที่อยู่ในบ้าน เพื่อช่วยไม่ให้คุณพูดมากไป หรือตอบคำถามในสิ่งที่ไม่ควรตอบ หรืออนุญาตให้เขาเข้าบ้านเป็นผลให้คนอื่นถูกจับไปด้วย ดังนี้

Search and Seizure Rights

ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 4 ห้ามเจ้าหน้าที่ค้น อายัด โดยไม่มีหมายค้นหรือข้อสงสัยพอเพียง เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านคุณ บ้านถือเป็นสถานที่ๆมีไปรเวซี่สูงสุด เจ้าหน้าที่จะยืนอยู่แค่หน้าประตูบ้าน และถามหาคนที่เขามาจับ เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเข้าบ้านคุณได้นอกจากคุณจะอนุญาต เขาอาจขอเข้าไปข้างใน คุณบอกปฎิเสธได้ ไม่ต้องกลัว ถามเขาว่ามีหมายค้น “เซิร์ช วอแรนท์” (search warrant)ไหม เขาอาจตอบว่าไม่มี แต่เขากลับไปเอาได้ บอกเขาให้กลับไปเอา เขาจะเข้าไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่อาจมองเข้าไปในบ้านคุณขณะคุณยืนแง้มประตู และเห็นสิ่งที่น่าสงสัยเช่น เขาถามคุณว่าอยู่กันกี่คน คุณบอกอยู่คนเดียว แต่เขาเห็นที่นอน หมอน เสื้อผ้าวางเต็มห้องรับแขก เป็นต้น เขาถามมากขึ้นๆจนคุณยอมรับ ก็จะเป็นปัญหาอีก หรือคุณอาจจมีชื่อโรบินฮู้ดคนอื่นๆที่อยู่ในบ้านคุณแปะติดอยู่ตรงตู้จดหมายนอกอพาร์ทเม๊นท์ เจ้าหน้าที่เห็นชื่อที่ตู้จดหมาย ได้เช็คประวัติเรียบร้อยก่อนมาเคาะประตูบ้าน เก๊าะจะแจ๊กพ็อตอีก ถ้าคุณอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าบ้านคุณ เขาสามารถเช็คผิวเผินได้และเดินเข้าได้ทุกห้อง และถ้าคุณมีคนอื่นหรือโรบินฮู้ดคนอื่นอาศัยอยู่ในบ้านคุณ เขาสามารถถามข้อมูล ขอเช็คไอดี (I.D. Identification) เช็คสถานภาพได้ และถ้าผู้นั้นอยู่เถื่อน เขาสามารถจับตัวไปได้ ฉะนั้นมาจับคนเดียวแต่ได้หลายคน เป็นต้น

Rights against Self Incrimination

ตามสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 5 คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามที่จะเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่สามารถถามคำถามทั่วๆไปคุณได้ โดยไม่ต้องเตือนคุณว่าไม่ต้องตอบ ขอให้คุณตอบน้อยที่สุด คือถามคำ ตอบคำ ไม่ต้องรับอาสาตอบ หรืออธิบายมาก แต่ถ้าคุณไม่ต้องการตอบหรือคิดว่าถ้าตอบแล้วจะเป็นภัยต่อตัว คุณมีสิทธิปฏิเสธไม่ตอบได้ คุณบอกเขาว่าคุณต้องการถามทนายก่อนตอบ หรือถ้าคุณไม่เข้าใจคำถาม คุณบอกเขาว่าคุณไม่เข้าใจให้หาคนแปลมา กรณีนี้ระวังหน่อย เพราะเจ้าหน้าที่อาจถามต่อว่ามีใครอยู่ในบ้านที่รู้ภาษาและแปลได้ไหม (ซึ่งถ้ามีและคนนั้นเป็นโรบินฮู้ด ก็แจ๊กพ็อตอีก) ฉะนั้น ตุณต้องสำรวจสถานการของคุณเอง แต่ละเวลาแต่ละสถานการณ์จะต่างกัน ขอให้คุณระวังคำพูด (คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ สิทธิรัฐธรรมนูญเพิ่มได้ ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง บทที่ 1 กฎหมายและรูปคดี หน้า 1-3 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)