กฏหมายค่าเลี้ยงดูบุตร

สองสัปดาห์ที่แล้วดิฉันลงเรื่องเกี่ยวกับว่าถ้าทำใบเขียวไม่ผ่าน ทางอิมมิเกรชั่นจะส่งโนติสแจ้งให้คุณไปปรากฏตัวที่ศาลและอาจถูกส่งกลับได้ เหตุผลที่ไดเร็คเต้อร์ของอิมมิเกรชั่นรีบผ่านกฎนี้ออกมา เนื่องจากคดี Duran Gonzales ที่พึ่งตัดสินออกมาเมื่อต้นปีนี้ อนุญาตให้คนที่ขณะถูกดำเนินเรื่องเนรเทศสามารถยื่นเรื่องขอผ่อนผันและยื่นเรื่องขอเปลี่ยนสถานภาพพร้อมกันได้ ซึ่งตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นจะไม่อนุมัติ เมื่อเคสนี้ผ่านออกมา ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นรีบออกกฎให้เจ้าหน้าที่ยื่นโนติสให้ผู้ที่ทำใบเขียวไม่ผ่านไปขึ้นศาลทันที (ปัจจุบันจะให้เวลานานกว่า อิมมิเกรชั่นจะดำเนินเรื่องขับไล่หลังที่ทำใบเขียวไม่ผ่าน) ตอนนี้พวกองค์กรทนายความอิมมิเกรชั่นได้ซูอัยการให้หยุดดำเนินเรื่องขับไล่และให้ใช้คดี Gonzales เป็นบรรทัดฐาน ไงคะ สบายใจขึ้นนิดหนึ่งไมคะ อย่างไรก็ตาม ข้อเตือนคือ แต่ละเจ้าหน้าที่แต่ละออฟฟิส แต่ละเคส ผลจะออกมาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่และการปฏิบัติของแต่ละออฟฟิส ข้อแนะนำคือ เมื่อยื่นเรื่องขอใบเขียว ให้ทำให้ดีที่สุด เพื่อจะไม่มีปัญหาภายหลัง
กฎหมายใหม่ค่าเลี้ยงดูบุตร
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2006 มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ Child Support ออกมาใหม่ ตามกฎหมายเก่าผู้ค้างเงินไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเกิน $5,000 ขึ้นไป ไม่สามารถทำพาสปอร์ตอเมริกันได้ หรืออาจถูกยกเลิกพาสปอร์ตได้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป รัฐบาลได้ลดจำนวนเงินจาก $5,000 เป็น $2,500 เท่านั้น
ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือ ชายลด์ ซัพพอร์ท
ตามกฎหมายอเมริกันถ้าคุณมีบุตรในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นบุตรนอกสมรส บุตรเกิดในสมรสแต่ไม่ใช่ลูกคุณ (นอกจากคุณจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ลูกคุณ ภายในสองปีหลังจากเด็กเกิด) คุณมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูบุตร จนกระทั่งเด็กอายุ 18 ปี การไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรมีความผิดตามกฎหมาย ถือเป็นคดีอาญา กฎหมายนี้ใช้กับทั้งพ่อและแม่ ถ้าเด็กอยู่กับพ่อ แม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเช่นกัน ในคอลัมน์นี้ดิฉันจะสมมติว่าเป็นฝ่ายผู้ชายที่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ผลจากการไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ถ้าผู้หญิงไปกินเวลแฟร์หรือขอสวัสดิการรัฐ หรือฟ้องศาลว่าคุณไม่จ่าย ผลคือ คุณไม่สามารถขอใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่ได้ มีปัญหาเมื่อจะทำซิติเซ่น หรือถ้าเป็นซิติเซ่น ถ้าติดค่าเลี้ยงดูบุตรเกิน $2,500 ไม่สามารถขอพาสปอร์ตได้ ติดคุก รัฐแจ้งนายจ้างและบังคับให้นายจ้างหักเงินออกจากเงินเดือนจ่ายเงินคืนรัฐ (เผลอๆถูกเชิญออกจากงาน) รัฐบาลพยายามอกกฎหมายเข้มงวดมากขึ้น ที่รัฐต้องยื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะถ้าคุณไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร และแม่หรือพ่อเด็กไปกินเวลแฟร์ รัฐตกที่นั่งต้องเลี้ยงดูลูกคุณ (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ค่าเลี้ยงดูบุตร” ได้ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มสอง บท . “หย่าร้าง” หน้า 2-15 ถึง 2-17)
ข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร
ถ้าพ่อแม่หย่ากัน พ่อแม่ไม่สามารถตกลงกันเองว่าไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร เพราะกฎหมายมองในรูปว่าพ่อหรือแม่ไม่สามารถสละสิทธิ์ค่าเลี้ยงดูบุตรแทนตัวบุตรได้ เพราะเงินนั้นเป็นเงินของเด็กที่จะดำรงชีวิตความเป็นอยู่ได้โดยไม่อดหยาก จำนวนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรจะเป็นไปตามสูตรและปรับขึ้นลงได้ขึ้นอยู่กับรัฐและฐานะการเงินของพ่อหรือแม่ ในกรณีเด็กนอกสมรส พ่อยังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเช่นกัน(โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับผลการไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ในหนังสือ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มสอง บท . “ความอาญาที่ควรรู้” หน้า 7-6 Failure to Pay Child Support)
ปัญหาเรื่องค่าเลี้ยงดู
ถึงแม้ปัจจุบันดิฉันเลิกทำเคสหย่าร้าง แต่ในฐานะที่ดิฉันทำเคสอิมมิเกรชั่นดิฉันจะเห็นปัญหาเกี่ยวกับเคสอิมมิเกรชั่นผลมาจากค่าเลี้ยงดูบุตร และบางครั้งไม่ใช่ความผิดของพ่อเด็ก เลยขอเขียนเป็นข้อเตือน ตัวอย่าง
แต่งงานปลอมเพื่อขอใบเขียว
กรณีนี้คือฝ่ายชายแต่งงานกับซิติเซ่นหญิง ฝ่ายหญิงมีแฟนหรือ “ผัว” อยู่แล้ว เกิดท้องและมีลูกระหว่างสมรสกับ “ผัว” ทางฝ่ายชายที่ทำใบเขียวก็ดีใจ เพื่อจะได้สัมภาษณ์ขอใบเขียวได้ง่ายขึ้น ข้อเตือนคุณผู้ชายนะคะ อย่ายอมเป็นอันขาด เพราะไม่คุ้มค่ะ คุณจะต้องติดจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็กไปจนเด็กอายุ 18 ปี เพราะเด็กในสมรสตามกฎหมายถือว่าคุณเป็นพ่อ นอกจากคุณจะปฏิเสธและพิสูจน์ว่าคุณไม่ใช่พ่อเด็กภายในสองปีนับจากเด็กเกิด (ซึ่งส่วนมากก็จะไม่กล้าทำเนื่องจากกลัวจะเรื่องแดงขึ้นว่าแต่งปลอม) เพราะถ้าฝ่ายหญิงไปขอสวัสดิการรัฐหรือกินเวลแฟร์เมื่อไร คุณตกที่นั่งต้องใช้เงินรัฐไปอีกหลายปีจนเด็กอายุ 18
พ่อจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรแต่แม่ยังขอสวัสดิการรัฐ
อีกกรณีที่ดิฉันเห็นคือ สามีภรรยามีลูกด้วยกันและเลิกกันด้วยดี สามีจ่ายเงินให้ภรรยาเป็นเงินสดทุกครั้งเมื่อภรรยาขอ อาจขอเงินค่าเสื้อผ้า หรืออาหารเด็ก หรือค่าเช่าบ้าน ตัวภรรยาไปขอสวัสดิการรัฐใช้ในฐานะแม่โสดหรือ single parent ในกรณีนี้แม่มักกรอกข้อมูลและต้องแจ้งว่าพ่อไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ถึงจะได้สวัสดิการมากขึ้น ทางรัฐเมื่อตามตัวพ่อเด็กพบ ส่วนมากจากข้อมูลภาษีที่คุณยื่น ก็ฟ้องร้องพ่อเด็กเรียกเก็บเงินคืน ตัวพ่อก็ต้องไปขึ้นศาลพิสูจน์ว่าจ่ายเงินสดให้ภรรยา ถ้าพ่อพิสูจน์ได้ ตัวผู้หญิงก็ตกที่นั่งลำบากเพราะฉ้อฉลเงินรัฐบาล แต่ถ้าพ่อพิสูจน์ไม่ได้ตัวเองก็ตกที่นั่งลำบาก กรณีนี้ผลลัพธ์ออกมา ลำบากทั้งสองฝ่าย ข้อแนะนำ สำหรับพ่อ เวลาคุณจ่ายเงินให้แม่เด็กไม่ว่าจะเป็นค่าอะไรก็ตามหรือให้ค้สยเสน่หาหรือความสงสาร ขอให้จ่ายเป็นเช็คทุกครั้งและจ่ายรายเดือนตรงตามจำนวนที่ตกลงจากศาลตอนหย่า ถ้าคุณต้องการจ่ายนอกเหนือต่างหากได้ด้วยความเสน่หาหรือสงสารก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ให้จ่ายเป็นเช็คเช่นกัน ส่วนข้อเตือนสำหรับผู้หญิง โปรดอย่าทำ คุณตัดอนาคตตัวเองและของผู้ชาย เพราะเท่ากับคุณฉ้อฉลเงินรัฐ คดีฉ้อฉลถือเป็นความร้ายแรงเข้าไปถึงความประพฤติ เพราะถ้าคุณยังไม่เป็นซิติเซ่น คุณจะมีปัญหาตอนทำซิติเซ่น สัปดาห์หน้าดิฉันจะตอบจดหมายที่ค้างๆนะคะ

กฏระเบียบอิมมิเกรชั่นใหม่ เริ่มใช้ 1 ต.ค. 2006

ตั้งแต่เกิดการปฏิรูปการเมืองบ้านเราเมื่อวันที่ 19 กันยาที่ผ่านมา เลยเซ็งๆ ไม่ได้เขียนคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้ว จนได้ข่าวว่าแต่งตั้งนายกชั่วคราวได้แล้ว จึงต้องรีบทำใจกลับมาเขียนคอลัมน์ต่อ
ตอนนี้กฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ค่อยๆเปลี่ยนไปในทางเข้มงวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เกสท์เวิ้ร์คเค่อร์โปรแกรมที่โรบินฮู้ดหลายคนตั้งตารอคอยหวังจะได้ใบเขียวในอนาคต ก็ยังไม่มีทีท่าจะผ่านออกมาเร็วๆนี้

ทำใบเขียวติดขัดอาจถูกส่งกลับ
เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2006 ตามเม็มโมจากไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่น นาย Michael Aytes ถึงหน่วยงานอิมมิเกรชั่นว่า ในกรณีที่เคสขอใบเขียวในอเมริกาไม่ผ่าน (เคสเปลี่ยนสถานภาพ หรือ Adjustment of Status รวมขอใบเขียวแต่งงาน ใบเขียวครอบครัวและใบเขียวแรงงาน เป็นต้น) เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องส่งโนติสแจ้งผู้ยื่นเรื่องว่าไม่ผ่านและแนบจดหมายแจ้งให้ไปปรากฏตัวที่ศาลอิมมิเกรชั่นทันที (Notice to Appear) และผู้นั้นจะถูกดำเนินเรื่องส่งกลับและไม่สามารถรับอาสากลับเอง หรือเปลี่ยนทำเคสอื่น หรือขอคงไว้ซึ่งวีซ่าเดิม
ก่อนหน้านี้ถ้าคุณทำเรื่องใบเขียวไม่ผ่าน จะใช้เวลากว่าจะดำเนินเรื่องขับไล่ คุณมีเวลาที่จะรับอาสาเดินทางออกนอกประเทศได้เอง หรืออาจมีเวลาแต่งงานกับซิติเซ่นและทำใบเขียว หรือหย่าและแต่งใหม่ทัน หรืออาจขอเปลี่ยนเป็นวีซ่าอื่นในกรณีที่วีซ่ายังไม่ขาด หรือยังคงไว้ซึ่งวีซ่าเดิม เช่น คนถือวีซ่าท่องเที่ยว ทำใบเขียวแต่งงานไม่ผ่านอาจรับอาสาเดินทางออกไปเองและขอให้คงวีซ่าท่องเที่ยวของตนไว้ ซึ่งหลัง 1 ตุลาคม ตามเม็มโมนี้ คุณจะทำไม่ได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ถ้าคุณถูกดำเนินเรื่องขับไล่ถือเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด เพราะจะเป็นปัญหาทำเรื่องกลับเข้าอเมริกาไม่ได้ตลอดชีวิต เพราะถ้าเป็นกรณีรับอาสาเดินทางออกเอง จะไม่เป็นประวัติเสียและสามารถพยายามทำเรื่องเข้าอเมริกาได้
ผลต่อคุณ
สิ่งที่กลุ่มทนายอิมมิเกรชั่นเป็นห่วงคือ เคสขอใบเขียวที่มีปัญหาบางครั้งเพียงเล็กน้อย เช่น อาจเป็นการขาดเอกสาร หรือส่งหลักฐานเพิ่มไม่ทัน หรือผู้ยื่นไม่ได้รับจดหมายนัดจากอิมมิเกรชั่น เป็นต้น ตามระเบียบใหม่นี้เคสอาจถูกปฏิเสธได้ง่ายๆ และเมื่อลูกความได้รับโนติสให้ไปศาล ถึงแม้จะเป็นการผิดพลาดเล็กน้อยที่อาจแก้ไขได้ แต่หลังจากได้รับโนติสแล้วจะเป็นการยากที่จะไปเบรกเรื่องและแก้ไขจากปลายเหตุ เพราะระบบงานอิมมิเกรชั่นปัจจุบันแยกออกเป็นหลายแผนก เมื่อคุณถูกโนติสดำเนินเรื่องขับไล่ ทุกแผนกจะมีบันทึกประวัติของคุณ ถึงแม้เรื่องจะแก้ไขได้ภายหลัง แต่หลายครั้งที่ประวัตินั้นไม่ถูกลบจากระบบ ทุกครั้งที่คุณเดินทางเข้าออกประเทศ ก็อาจเป็นปัญหาได้
ปัญหา
กลุ่มทนายอิมมิเกรชั่นเชื่อกันว่า ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นออกเม็มโมครั้งนี้เนื่องจากต้นปีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินคดีชนะให้ผู้ที่ถูกดำเนินเรื่องเนรเทศ สามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวได้ในขณะถูกดำเนินเรื่อง ไดเร็คเต้อร์รีบออกเม็มโมประกาศระเบียบใหม่ นี่คือปัญหาระบบกฎหมายที่นี่ เพราะถึงแม้จะมีตัวบทกฎหมายอิมมิเกรชั่นก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันไดเร็คเต้อร์อาจตีความหมายออกมาอย่างหนึ่งและผ่านเม็มโมระบุระเบียบการวางไก๊ดไลน์ ให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นก็จะปฎิบัติตามทันที จนกว่าจะมีคดีขึ้นถึงศาล และถึงแม้ศาลจะตัดสินให้เคสชนะ แต่จะเป็นเพียงเคสต่อเคส ตัวบทกฎหมายไม่ได้เปลี่ยน ทนายก็จะพยายามนำเคสนั้นมาเป็นบรรทัดฐานใช้กับเคสต่อไป ถ้าเราได้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นที่ใจกว้างหน่อยยอมรับเคสบันทัดฐานเป็นตัวอย่าง เคสเราก็จะผ่านไปได้สวย แต่ถ้าแจ๊คพ็อทพบเจ้าหน้าที่ๆไม่สน และตีความหมายเคสแตกต่างไป เคสก็จะถูกปฎิเสธ ผู้ยื่นส่วนมากก็มักจะยอมรับและเลิกราไปเพราะไม่มีเงินสู้ค่าทนายไปต่อสู้ถึงขั้นศาล (โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ “ระบบกฎหมาย” และ “การขัดกันระหว่างกฎหมายอิมมิเกรชั่นและกฎหมายรัฐ” ได้ในหนังสือ อยู่อเมริกา หน้า 19 และ สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง หน้า 1-2 และ 1-8)
ข้อแนะนำ
การทำอิมมิเกรชั่นเคสแต่ละเคสต้องละเอียดมากๆ การเตรียมเอกสาร การกรอกข้อมูลในเอกสาร ถึงการสัมภาษณ์แต่ละตอนต้องอาศัยความรู้และความละเอียด ดิฉันเคยเชื่อว่าถ้าเคสคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณอาจทำเองก็ได้หรือไปหาแทนะช่วยกรอกฟอร์ม (แทนะสามารถกรอกฟอร์มได้อย่างเดียว ให้คำปรึกษาไม่ได้) แต่หลายปีที่ดิฉันทำเคสมาและอ่านคดี หรือได้ยินปัญหามา ตั้งแต่เล็กกลายเป็นใหญ่ เดี๋ยวนี้ดิฉันจะไม่แนะนำให้ทำเคสเองเลย กฎหมายอิมมิเกรชั่นมีแต่จะซับซ้อนและมีช่องโหว่มากขึ้น แต่ละเจ้าหน้าที่ แต่ละออฟฟิส มองรูปเคสออกมาต่างๆกัน และผลจะออกมาต่างกันได้ โดยเฉพาะเม็มโมระเบียบที่ผ่านออกมาใช้นี้ เริ่มกับเคสที่ยื่นหลังวันที่ 1 ตุลาหรือเคสที่ตัดสินหลังวันที่ 1 ตุลา รวมเคสที่สัมภาษณ์หลังวันที่ 1 ตุลา