Affidavit of Support

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา อิมมิเกรชั่นออกกฎใหม่เกี่ยวกับการเซ็น “แอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ท” ซึ่งมีผลบังคับใช้สำหรับเคส หรือไปสัมภาษณ์หลังวันที่ 21 กรกฎาคม 2006 กฎหมายนี้ดีทำให้การเซ็นซัพพอร์ทง่ายขึ้น
แอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ท
“แอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ท” (Affidavit of Supprt) หลายคนเรียกย่อๆว่า เซ็น “ซัพพอร์ท” ใช้ในอิมมิเกรชั่น สำหรับเคสทำใบเขียวครอบครัว และเคสใบเขียวนายจ้างเฉพาะกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างเป็นญาติพี่น้องกัน เมื่อซิติเซ่นหรือผู้ถือใบเขียวยื่นเรื่องทำใบเขียวให้ครอบครัว รวมคู่สมรส ลูก พ่อ แม่ และพี่ น้อง ตัวซิติเซ่นสปอนเซ่อร์ต้องเซ็นใบ “แอฟฟิเดวิท ออฟ ซัพพอร์ท” การันตีว่าตนจะรับผิดชอบใช้เงินรัฐบาลถ้าคนที่ตนทำใบเขียวให้ไปกินเวลแฟร์หรือใช้เบเนฟิดของรัฐบาลบางประเภท ตัวซิติเซ่นสปอนเซ่อร์ต้องแสดงภาษีว่าตนมีรายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด ถ้าตัวซิติเซ่นมีรายได้ไม่พอ เขาจำเป็นต้องหาคนอื่นที่มีรายได้ดีช่วยเซ็นเป็น “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์” ด้วย
หลักฐานแสดง
ตามกฎเก่า
สปอนเซ่อร์ต้องแสดงภาษีย้อนหลัง 3 ปีและก็อปปี้เพย์โรลเช็ค (payroll checks) ล่าสุด 2 เดือนย้อนหลัง หรือ/และจดหมายรับรองจากนายจ้าง ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจหรือทำงานส่วนตัว ต้องแสดงเพิ่มคือ ทะเบียนการค้าหรือ business license และถ้าสปอนเซ่อร์มีรายได้ไม่พอ แต่มีทรัพย์สินมาก เขาสามารถแสดงทรัพย์สินได้ โดยทรัพย์สินต้องมีมูลค่า (assets) มากกว่ากำหนดรายได้ขั้นต่ำ 5 เท่า ตัวอย่าง ตามกฎรายได้ขั้นต่ำของสมาชิกในครอบครัว 2 คนต้องมีอย่างน้อย $16,500 ต่อปี หมายความว่าสปอนเซ่อร์ต้องมีทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า $82,500 ($16,500 x 5)
ส่วน“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”อาจเป็นใครก็ได้ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เป็นต้น ต้องแสดงหลักฐานเหมือนกันกับตัวสปอนเซ่อร์ และต้องมีรายได้ของเขาคนเดียวพอเพียงที่จะเซ็นซัพพอร์ทได้ลำพัง ไม่ใช่เอารายได้ไปรวมกับรายได้ของสปอนเซ่อร์ ยกเว้นในกรณีที่“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”อยู่บ้านเดียวกันกับตัวสปอนเซ่อร์และดองกัน กรณีนี้ตัว “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์”สามารถเอารายได้ตนเองบวกกับรายได้ของสปอนเซ่อร์ได้
ตามกฎใหม่
ตามกฎใหม่ข้อเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามอย่างคือ
สปอนเซ่อร์ต้องแสดงภาษีปีล่าสุดเพียงปีเดียวแทนที่จะเป็นสามปี แต่ขอก็อปปี้เพย์โรลมากขึ้นคือ 6 เดือนย้อนหลัง และ จดหมายรับรองจากนายจ้าง
ในกรณีที่คุณทำใบเขียวแต่งงานและมีลูกติด ตามกฎหมายเก่าคุณต้องใช้ “จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์” คนเดียวเป็นสปอนเซ่อร์ให้เด็กทุกคน แยกสปอนเซ่อร์ไม่ได้ แต่ตามกฎหมายใหม่ คุณสามารถใช้“จ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์” ได้ถึงสองคนสำหรับเด็กแต่ละคน เช่นลูกสอง สามารถใช้สปอนเซ่อร์สองคนเซ้นให้ลูกแต่ละคนได้
กรณีที่สปอนเซ่อร์มีรายได้ไม่พอ แต่มีทรัพย์สินมาก เขาสามารถแสดงทรัพย์สินได้ โดยทรัพย์สินต้องมีมูลค่ามากกว่ากำหนดรายได้ขั้นต่ำเพียง 3 เท่าแทนที่จะเป็น 5 เท่าตามกฎหมายเก่า ตามตัวอย่างข้างต้น รายได้ขั้นต่ำของสมาชิกในครอบครัว 2 คนต้องมีอย่างต่ำ $16,500 ต่อปี หมายความว่าทรัพย์สินต้องมีมูลค่ามากกว่า $49,500 ($16,500 x 3)
นอกจากนี้กรณีที่ตัวคนทำใบเขียวเองได้ทำงานเสียภาษีมา 40 ควอร์เต้อร์ หรือ 10 ปี ไม่จำเป็นต้องมีสปอนเซ่อร์เซ็น
ไงคะ กฎหมายใหม่นี้คงช่วยได้บ้างนะคะ

ปัญหาทำใบเขียวแต่งงานเมื่อเดินทางกลับไทย

สัปดาห์นี้จะตอบคำถามอีเมล์เกี่ยวกับการหย่าร้าง และปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหญิงเดินทางกลับเมืองไทยหลังแต่งงาน หรือขณะยื่นเรื่องขอและรอใบเขียว และหลังวีซ่าขาด

คำถามที่หนึ่ง

ดิฉันมีปัญหาเกี่ยวกับใบเขียวแต่งงานค่ะ คือดิฉันได้วีซ่าโอแพร์ (J-1 วีซ่า) เดือนมีนา 2008 ทำงานกับ Host family และได้ต่อวีซ่าอีก 1 ปีถึงมีนา 2010 และตลอดเวลาทำงานกับ Host family ถึงมีนา ดิฉันได้แต่งงานกับแฟนต้นปี 2009 แฟนได้ทำเรื่องขอใบเขียวแต่งงานเดือน ก.พ. ปี 2010 ระหว่างคอยทางอิมมิเกรชั่นขอเอกสารเพิ่มเกี่ยวกับรายได้ แต่เพราะแฟนมีรายได้ไม่พอเขาจึงส่งจดหมายไปอิมมิเกรชั่นขอพักเรื่องใบเขียว 2 ปี และบอกให้ดิฉันกลับเมืองไทย ดิฉันก็กลับเมืองไทยเดือน พ.ค. 2010 ตอนนี้แฟนบอกว่าได้รับจดหมาย deny เรื่องจากอิมมิเกรชั่น ซึงดิฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี และตอนนี้ก็มีปัญหากับแฟน ดิฉันอยากกลับไปเมกา จะพยายามขอให้แฟนยื่นเรื่องทำใบเขียวให้อีกครั้ง ดิฉันมีคำถามดังนี้

  1. สามียื่นเรื่องขอใบเขียวให้ใหม่ได้หรือไม่
  2. รายได้สามีประมาณ $40,000 แต่มีหนี้สินมากกว่ารายได้ จะต้องมีจ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์หรือไม่
  3. จะมีปัญหากลับเข้าอเมริกาไหมที่ดิฉันอยู่เกินวีซ่า
  4. ดิฉันจะต้องรอนานเท่าไร ถึงจะขอวีซ่ากลับไปเมกาใหม่ได้ อยากขอวีซ่านักเรียนไปทำปริญญาโท หรือวีซ่าท่องเที่ยวก็ได้
  5. ถ้าสามีไปมีแฟนใหม่ เราจะฟ้องร้องสามีได้ไหมเพราะเรื่องใบเขียวยังคาราคาซังยังงี้
  6. ถ้าสามีหย่าเราจะรู้ได้ยังไง

ตอบ

  1. สามีสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ใหม่ได้ค่ะ แต่ต้องยื่นผ่าน Consular processing คือผ่านเข้าสถานทูตอเมริกันในเมืองไทย และถ้าคุณมีสามารถทำวีซ่าเข้าอเมริกาได้ คุณก็สามารถปรับสถานภาพ (adjust status) เปลี่ยนเอาเรื่องเข้าอิมมิเกรชั่นได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น (คุณสามารถรายละเอียด “ขอใบเขียวผ่านสถานทูตหรืออิมมิเกรชั่น” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บทใบเขียว หน้า 4-1 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคลับเมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)
  2. ตามกฎหมายอิมมิเกรชั่น ซิติเซ่นผู้ยื่นใบเขียวให้ต้องมีรายได้ต่อปีขั้นต่ำตามที่อิมมิเกรชั่นกำหนด ถ้ารายได้สปอนเซ่อร์ไม่พอ จึงต้องมีจ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์มาช่วยเซ็น อิมมิเกรชั่นดูจากรายได้ตามที่แจ้งภาษีเท่านั้นค่ะ เขาจะไม่คำนวนมาหักลบกับหนี้สินค่ะ รายได้ขั้นต่ำสำหรับสมาชิกสองคนในครอบครัว ในกรณีคุณคือสามีและภรรยา รายอย่างต่ำคือ $18,388 ซึ่งสามีมีรายได้พอ จึงไม่ต้องมีจ๊อยนท์ สปอนเซ่อร์ค่ะ
  3. ภายใต้ unlawful presence ถ้าผู้ใดวีซ่าขาดเกิน 6 เดือนแต่ไม่เกิน 1 ปี ห้ามกลับเข้าประเทศ 3 ปี ถ้าขาดเกิน 1 ปี ห้ามกลับเข้าประเทศ 10 ปี (คุณสามารถรายละเอียด unlawful presence “กฎหมายอยู่เกิน” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่ง” บท กฏหมายคนเข้าเมือง หน้า 2-7) กรณีคุณเนื่องจากคุณต้อวีซ่าโอแพร์อีก 1 ปี และคุณทำงานกับ host family มาตลอดจนหมดวีซ่า คุณกลับหลังวีซ่าเพียงแค่ 2 เดือน ฉะนั้นไม่เป็นปัญหาค่ะ และอีกอย่างคือ สามียื่นเรื่องทำใบเขียวให้คุณเดือนกุมภาก่อนที่วีซ่ายังไม่ขาด ก็เท่ากับคุณอยู่โดยไม่เถื่อน เพราะเมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงาน ณ. วันที่อิมมิเกรชั่นรับเรื่องของคุณเท่ากับสถานภาพคุณคงไว้ ณ. วันนั้น
  4. เนื่องจากคุณไม่แบล็กลิสท์คือประวัติไม่เสีย คุณไม่ต้องคอยค่ะ คุณสามารถพยายามยื่นขอวีซ่าได้เลย ซึ่งจะผ่านหรือไม่ผ่านขึ้นอยู่กับทางสถานทูต
  5. คงไม่ได้มั๊งคะ นึกข้อข้อกล่าวหาไม่ออก การไปมีแฟนใหม่ไม่เกี่ยวกับการทำเรื่องขอใบเขียวให้คุณที่ยังค้างอยู่
  6. ถ้าสามีหย่าจะรู้ได้ค่ะ เพราะตามกฎหมายรัฐทุกรัฐเวลาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นเรื่องหย่า จะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายคือต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ โดย serve notice หรือ summons ให้คุณ ถึงแม้คุณจะอยู่เมืองไทยก็ตาม

คำถามที่สอง

หนูมีเรื่องขอให้คุณช่วยด้วยค่ะ คือตอนนี้หนูอยู่เมืองไทย หนูแต่งงานกับสามี ซึ่งมีแค่ใบเขียว เรามีลูกหนึ่งคน ลูกเกิดในอเมริกา ตอนนี่้หนูโดนสามีฟ้องหย่าโดยที่หนูไม่รู้มาก่อน เหตุผลเพราะสามีหนูเขามีชู้ เขาจะไปทำใบเขียวให้เมียใหม่เขา หนูถือวีซ่าท่องเที่ยวน่ะค่ะ หนูจะกลับไปเมกาได้ไหม ตอนนี้เขาก็ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ถ้าศาลสั่งให้หย่าจะทำยังไงได้คะ(โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายหย่า ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มสอง” บท “หย่าร้าง)

ตอบ จดหมายฉบับนี้ข้อมูลไม่ละเอียด ดิฉันจะพยายามตอบตามคำถามนะคะ

สามีฟ้องหย่า

ตามจดหมายแสดงว่าการหย่ายังไม่สิ้นสุด กระบวนการทางกฎหมายการหย่าเป็นกฎหมายรัฐ บางรัฐต้องมีเหตุผลในการหย่า บางรัฐไม่ต้องมี เช่นรัฐคาลิฟอร์เนียไม่จำเป็นต้องมีเพียงแต่บอกว่าเข้ากันไม่ได้ ศาลก็ให้หย่า แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยื่นเรื่องหย่าได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย โดยเริ่มจากฝ่ายที่ฟ้องหย่าส่งหมายศาลไปให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังถูกฟ้องหย่า วิธีส่งต้องผ่านตามกระบวนการทางกฎหมายรัฐที่ผู้ยื่นและผู้รับอยู่ กรณีคุณและกรณีตามจดหมายฉบับแรกที่คุณอยู่เมืองไทย การยื่นหมายศาลต้องถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทยด้วย สรุปว่าตอนนี่้คุณคงได้รับหมายศาลแล้วถึงรู้ว่ากำลังถูกฟ้องหย่า

ค่าเลี้ยงดูบุตร

ตามกฎหมายบิดา และมารดามีหน้าที่เลี้ยงดูบุตร ถ้าบุตรอยู่กับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งยังต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดูบุตรจนกระทั่งบุตรอายุ 18 ปี ถ้าบุตรอยู่กับคุณ สามีต้องส่งค่าเลี้ยงดูบุตร ตามกฎหมายรัฐจะมีวิธีคำนวนค่าเลี้ยงดูบุตร และเขาต้องส่งตามจำนวนนั้น ส่วนมากเมื่อการหย่าสิ้นสุดลงเขาต้องเริ่มจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร คุณสามารถขอให้ศาลสั่งให้เขาจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรระหว่างรอเรื่องหย่าสิ้นสุดลงได้ ดิฉันแนะนำให้คุณปรึกษาทนายในรัฐที่สามีอยู่ปัจจุบันนี้ เรื่องที่ว่าศาลสั่งให้หย่าและคุณจะทำยังไง คือเรื่องหย่าเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล คือคุณจะไม่ยอมหย่าไม่ได้ คือในที่สุดก็ต้องหย่าน่ะค่ะ แต่การหย่าของคุณจะไม่ง่ายนักเพราะคุณมีบุตรด้วยกัน เพราะจะมีประเด็นเรื่องค่าเลี้ยงดูมาเกี่ยว คงต้องมีการทำข้อตกลงและทั้งสองฝ่ายเซ็นยินยอมก่อน คงใช้เวลาค่ะ ข้อเตือนนะคะ ดิฉันเคยเห็นใบหย่าที่คนไทยจ้างแทนะทำและมีการปลอมลายเซ็นอีกฝ่าย และการหย่าได้สิ้นสุดลงโดยอีกฝ่ายไม่เคยเซ็น ขอให้คุณพยายามจ้างทนายให้ติดตามเรื่อง

กลับไปเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวได้ไหม

ถ้าคุณมีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้ว คุณสามารถเดินทางไปอเมริกาได้ แต่ถ้าคุณอยู่เกินวีซ่ามาก่อน ภายใต้กฎหมาย unlawful presence เจ้าหน้าที่่อิมมิเกรชั่นที่สนามบินอาจไม่ให้คุณเข้าอเมริกาและส่งคุณกลับก็ได้ ดิฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกอยู่กับคุณที่เมืองไทยหรือไม่ ถ้าลูกอยู่กับคุณ ถ้าคุณจะมาอเมริกาจริงๆ คุณก็อาจเสี่ยงบินมากับลูกและนำเอกสารเกี่ยวกับเรื่องหย่าติดตัวมาด้วย ถ้าเจอปัญหาที่เจ้าหน้าที่จะไม่ให้เข้าเพราะคุณเคยอยู่เกิน คุณอาจต้องขอความเห็นใจจากอิมมิเกรชั่นว่าจะมาทำเรื่องหย่าให้เสร็จ ถ้าลูกอยู่กับคุณตอนนี้ที่เมืองไทย คุณอาจเจออีกปัญหาเรื่องพาเด็กซิติเซ่นออกนอกประเทศ ถ้าทางพ่อเขาจะเอาเรื่อง

ข้อแนะนำ จากสองกรณีข้างต้นนี้ ขอเตือนว่าระหว่างทำใบเขียวและรอใบเขียวแต่งงาน อย่าเดินทางกลับเมืองไทย เพราะอาจกลับเข้ามาไม่ได้ และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องหย่าร้าง การหย่าร้างในอเมริกาฝ่ายหญิงจะไม่เสียเปรียบโดยเฉพาะในกรณีที่มีบุตร