ทนายความ รุจีรัตน์ โททาริ

ใบเขียวพี่น้องภายใต้มาตรา 245i

ควันหลงโยคะ

สัปดาห์ที่แล้วดิฉันเขียนเรื่องโยคิณีทนายความ เรื่องดิฉันไปเรียนจบหลักสูตรครูสอนโยคะ หลังจากลงคอลัมน์ดิฉันได้ feed back จากแฟนๆดังนี้

ควันหลงโยคะ

“ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปอ่านคอลัมน์ของคุณ รู้สึกปลื้มใจคุณรุจิรา (“รุจีรัตน์”ค่ะ)มากๆ รู้สึกภูมิใจว่ามีคุณที่เป็นผู้หญิงไทยที่เก่งมากๆ คุณเป็นหน้าเป็นตาให้กับชาติบ้านเมืองไทยอย่างยิ่งและยังจรรโลงสังคมด้วยการเขียนบอกเล่าข้อมูลดีๆเป็นวิทยาทานให้คนทั่วไปที่ไม่รู้และคิดไม่ถึงอีกด้วย ดิฉันขอให้คุณประสบความสำเร็จในทุกเรื่องและเจริญๆยิ่งขึ้นไปด้วยนะคะ……….”   “โยคะ–คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เลือกทางที่ถูก” “I am so proud of you, P Ruji, you are my inspiration!” “ดิฉันอยากเรียนโยคะกับคุณ จะต้องทำอย่างไร และจะเปิด class สอนเมื่อไร”

ขอบคุณมากๆๆๆๆค่ะ ดิฉันดีใจมีแฟนๆ ติดตามอ่านคอลัมน์ และสนับสนุนการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของดิฉัน สามีดิฉันเองยังติดตามการเคลื่อนไหวของดิฉัน เขาว่าดิฉันมีกิจกรรมและไอเดียใหม่ๆมาเซอร์ไพรส์เขาอยู่เสมอ นอกจากโยคะแล้วตอนนี้ดิฉันยังเข้าครัวลองทำอาหารทุกชาติ และค้นพบว่าตัวเองชอบทำขนมมากๆ (ปล่อยให้สามีเป็นแผนกอาหาร เพราะเขาทำกับข้าวอร่อยไม่อยากแย่งหน้าที่) ตั้งแต่ขนมเค็ก ขนมปังโดยเฉพาะขนมปังอาหรับพิต้า (pita bread) ขนมหวานของอาหรับต่างชนิด(สามีเป็นชาวอาหรับ) ขนมใข่ของฝรั่งเศษเรียก“แม็ดดาลีน”ขนมของว่างทานเล่นกับน้ำชา อังกฤษเช่นสโกน (scones) และยังแถมทำแยมต่างชนิดเองเพื่อทานกับสโกน เพื่อนบ้านก็จะมานั่งทานกาแฟและเป็นหนูตะเภาลองทานขนมแต่ละชนิดของดิฉันทุกวันเสาร์ แฮ็ปปี้ทั้งคนทำและคนทาน เลยรู้ว่าการทำขนมหวานอร่อยๆๆเป็นวิธี “ชนะมิตรและจูงใจคน”ได้อย่างดี

เรื่องสอนโยคะ

ดิฉันกำลังวางแผนอยู่ค่ะเพราะแถวบ้านก็มีเพื่อนบ้านคนไทยหลายคนที่อยากเรียนโยคะกับดิฉัน ดิฉันเชื่อว่าดิฉันจะสอนได้ดีเนื่องจากเพิ่งเรียนจบหลักสูตรมา ความรู้กำลังแน่นอยากถ่ายทอด นึกถึงตอนเรียนจบทนายใหม่ๆ ได้ไปกวดวิชาก่อนสอบ “บาร์ เอ็กแซม” หรือ “เนฯ” วันเรียนจบครูกวดวิชาให้พรพวกเราว่า “พวกคุณตอนนี้ความรู้แน่นมากกว่าทนายที่ทำมานาน เพราะคุณพึ่งติวจบวิชาทุกสาขา ขออวยพรให้คุณสอบผ่านและขอให้นำความรู้นี้ไปใช้ในทางที่ถูก และเป็นทนายที่ดี” ตอนดิฉันจบคอร์สโยคะ ครูก็ให้คติและสติพวกเราว่า “สอนเพื่อเรียน หรือ Teach to learn อย่าเป็นครูเพื่อแสดงอำนาจ ทักษะที่ดีของการสอนคือ รักในสิ่งที่ตนทำ ให้โดยไม่เห็นแก่ตัว รักและเมตตา” ดิฉันตั้งใจจะถือคตินี้เมื่อสอน สรุป ดิฉันตั้งใจจะสอนโยคะ วันพุธและอาทิตย์ เวลา 9.30 น.พุธ 1 ชั่วโมง คิดว่าวันอาทิตย์จะสอน 1 ชั่วโมง 15 นาที ฝึกลมปราณ 15 นาที และโยคะ 1 ชั่วโมง ที่สตูดิโอ(บ้านดิฉัน) ซึ่งมีเนื้อที่จำกัด ถ้าผู้ใดสนใจเชิญติดต่อค่ะ คุณๆจะเป็นนักเรียนรุ่นแรกของดิฉัน

เรื่องอาชีพทนาย

ตามที่แฟนบางคนถามมาว่าจะเลิกเป็นทนายไปเป็นครุสอนโยคะหรือ ไม่เลิกค่ะ แฮ้ปปี้มากๆ เป็นโยคิณีทนายความ การฝึกโยคะช่วยให้ดิฉันเป็นทนายที่ดีขึ้น

ใบเขียวพี่น้องภายใต้มาตรา 245i

กลับมาเรื่องอิมมิเกรชั่น พอดิฉันกลับจากเรียนโยคะ ก็เจองานประดังจากเคสใบเขียวพี่น้องที่ลูกความได้ยื่นกันไว้ระหว่างมกรา-เมษาปี 2001 ภายใต้มาตรา 245i เพราะตอนนี้โควต้าหรือ “พรายออริตี้เดท” กรุ๊บพี่น้องคือกรุ๊บ 4 (คุณสามาาถเช็ค priority date ได้ใน www.travel.state.gov under Immigrant Visas, Priority Date) มาถึงแล้วเร็วกว่ากำหนด ก่อนดิฉันไปโยคะ เดือนมิถุนา กรุ๊บพี่น้องโควต้าอยู่เดือนกันยา 2000 ระหว่างเรียนโยคะเดือนกรกฎา โควต้ากระโดดมาเดือนมกรา 2001 ดิฉันก็กะกลับมามีเวลาทำเคส ที่ไหนได้พอกลับมาเช็คเข้าไปปรากฎว่าเขาโพสโควต้าของเดือนสิงหาว่ากรุ๊บพี่น้องกระโดดเป็นเดือนมิถุนา 2001 ดิฉันตั้งตัวแทบไม่ทัน ตอนนี้ก็เลยปั่นรีบทำเคสพี่น้อง ทุกคนแฮ็ปปี้หลังจากที่คอยกันมานาน ดิฉันสังเกตุอยู่อย่างคือ พี่น้องซิติเซ่นที่ยื่นเรื่องใบเขียวให้พี่น้องโรบินฮู้ดของตน แต่ละคนกุลีกุจอให้ความร่วมมือกับดิฉันมากๆ ขอเอกสารอะไรรีบส่งให้หมด ซึ่งต่างกับเคสใบเขียวคู่สมรส ที่คู่สมรสบางคู่ต้องค่อยๆประคับประคองความสัมพันธ์ เพื่อให้การขอใบเขียวไปอย่างราบรื่น เลยสรุปได้ว่า “พี่น้อง ยังไงก็ไม่ทิ้งกัน”

ใบเขียวพี่น้องภายใต้มาตรา 245i

โดยปกติเมื่อคุณวีซ่าขาดและกลายเป็นโรบินฮู้ดแล้ว คุณไม่สามารถรับใบเขียวในอเมริกาได้ ต้องกลับไปรับที่เมืองไทย ซึ่งเสี่ยงกลับมาอเมริกาอีกไม่ได้ ยกเว้นใบเขียวแต่งงานกับซิติเซ่น ซิติเซ่นทำให้พ่อแม่ หรือพ่อแม่ทำให้ลูกอายุต่ะกว่า 21 ปี ถึงจะรับใบเขียวในอเมริกาได้ กฎนี้ทำให้เป็นปัญหาต่อสมาชิกครอบครัวในกรุ๊บอื่นๆโดยเฉพาะกรุ๊บพี่น้อง ที่พี่หรือน้องที่เป็นซิติเซ่นสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้พี่น้องอาจต่างพ่อหรือต่างแม่ได้ แต่เนื่องจากใบเขียวพี่น้องใช้เวลานานมากประมาณ 10 ปี พี่น้องที่รออยู่ในอเมริกาก็จะเถื่อนเป็นโรบินฮู้ด และเมื่อโควต้ามาถึงก็ไม่สามารถรับใบเขียวได้ นอกจากจะมีกฎหมายเรียกมาตรา 245i เข้ามาช่วย มาตรา 245i นี้ช่วยให้โรบินอู้ดที่เข้ามาอเมริกาก่อน วันที่ 20 ธันวาคม 2000 และได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ก่อนวันที่ 30 เมษา 2001 รับใบเขียวในอเมริกาโดยจ่ายค่าปรับนอกเหนือจากค่าอิมมิเกรชั่นปกติอีกคนละ $1,000  โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ มาตรา 245i ในหนังสือ“สิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งเล่มใหม่”  หน้า 2-5 และ 4-8 และ/หรือในหนังสือชีวิตโรบินฮู้ดหน้า 28ประโยชน์ของมาตรา 245i คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้กับดิฉัน แฟนที่เมืองไทยสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308

การรักษาสิทธิภายใต้มาตรา 245i

ถ้าคุณได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวภายใต้มาตรา 245i คู่สมรสคนเก่าของคุณที่จดทะเบียนสมรสก่อนหน้ายื่นเรื่อง และบุตร สามารถคงสิทธินี้ไปได้ตลอด ในกรณีที่คู่สมรสหรือบุตรเกิดขาดคุณสมบัติที่จะได้ใบเขียวตอนนี้ แต่เขาสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวในอนาคตและใช้สิทธิภายใต้มาตรา 245i นี้ได้ตัวอย่าง

คุณหย่ากับคู่สมรสเก่า

กรณีพี่น้องซิติเซ่นยื่นใบเขียวให้ คู่สมรสและบุตรอายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานจะได้ใบเขียวพ่วงตามคุณด้วย กรณีคุณหย่ากับคู่สมรสเก่าที่คุณจดทะเบียนก่อนหน้ายื่นเรื่อง คุณสมรสเก่าก็จะไม่ได้ใบเขียวตามคุณ แต่สมมติในอนาคตเขามีนายจ้างจะยื่นเรื่องขอใบเขียวคนงานให้ หรืออาจถูกใบเขียวล็อตโต้ ซึ่งปกติเขาจะรับใบเขียวในอเมริกาไม่ได้เพราะเขาเป็นโรบินฮู้ด แต่ในกรณีนี้จะยื่นได้เพราะคู่สมรสคุณสามารถรักษาสิทธิภายใต้มาตรา 245i ของคุณได้

คู่สมรสใหม่

กรณีคุณแต่งงานใหม่กับโรบินฮู้ด คู่สมรสคนใหม่ของคุณจะได้ใบเขียวพ่วงตามคุณ ไม่สำคัญว่าเขาจะเข้ามาหลัง วันที่ 20 ธันวาคม 2000 เพราะคู่สมรสที่พ่วงไม่ต้องพิสูจน์หลักฐานว่าอยู่ในอเมริกาก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2000

ลูกอายุเกิน 21 ปี

กรณีลูกอายุเกิน 21 ปีหรือ age out และไม่ได้ปกป้องใน Child Status Protection Act เด็กก็จะได้รักษาสิทธิภายใต้มาตรา 245i จากคุณ ตามตัวอย่างข้างต้นเช่นกัน

โยคิณีทนายความ

สวัสดีค่ะ ดิฉันไม่ได้เขียนคอลัมน์ 5 สัปดาห์ หายไปเรียนหลักสูตรครูสอนโยคะ Yoga Teacher Training Course หรือ YTT หนึ่งเดือน ตอนนี้เรียนจบ รับประกาศนียบัตรเมื่อวันที่ 15 กรกฎา เท่ากับตอนนี้ดิฉันเป็น “โยคิณี” เต็มตัวแล้ว หลักสูตรนี้เป็นคอร์ส 200 ชั่วโมง (ปัจจุบันมีหลักสูตร 200 และ 500 ชั่วโมง ที่ดิฉันไปเรียนคือ 200 ชั่วโมง) ดิฉันไปอยู่กินนอนอยู่ที่“เมานท์ มาดอนน่า เซ็นเต้อร์” (Mount Madonna Center) ซึ่งอยู่ในเมือง Watsonville ทางคาลิฟอร์เนียตอนเหนือ ตั้งอยู่บนเขาสวยงานมากคล้ายวัดป่าธรรมชาติสมัยก่อนโน้น เพียงแต่เนื้อที่ใหญ่มาก 300 กว่าเอเค่อร์   ระหว่างดิฉันไปอยู่มีอีเมล์ลูกความและแฟนคอลัมน์บอกมาว่าเหงาจังไม่มีคอลัมน์อ่าน ตอนนี้ก็ขอแชร์ประสบการณ์ให้แฟนๆฟังว่าดิฉันไปลำบากยากแค้นมาอย่างไร

หลักสูตรครูสอนโยคะ

ตามที่เคยเล่าให้ฟังว่า ดิฉัน”อิน”กับโยคะมากและได้โยคะมาปีครึ่งแล้ว ทุกวันๆละ 1 ชั่วโมง 6 วันต่ออาทิตย์ เนื่องจากเริ่มเป็นความดันและโคเลสเตอรอลสูง แต่ดิฉันไม่ยอมกินยา เลยตัดสินใจออกกำลังและลองไปโยคะโดยไม่ได้ตั้งใจปรากฎว่าชอบขึ้นมาก็เลยฝึกจนติด (ตอนนี้สุขภาพดีสุดๆ ความดัน 120/80 โคเลสเตอรอล180 โดยไม่เคยแตะยา) เลยตัดสินใจไปเรียนหลักสูตรให้มันรู้ดีขึ้นว่าเราทำท่าผิดถูกอย่างไร เก๊าะเลยไปลงเรียนคอร์ส ปัจจุบันในรัฐคาลิฟอร์เนียยังไม่มีกฎข้อบังคับว่าครูสอนโยคะต้องมีประกาศนียบัตรอย่างใด แต่มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะต้องมี ปัจจุบันมีสมาคมเรียกYoga Alliance ออกไก๊ดไลน์หลักสูตรครูสอนโยคะซึ่งเป็นที่รับรองทั่วไป และสตูดิโอโยคะส่วนมากจะต้องการให้ครูของเขาจบหลักสูตร อย่างไรก็ตามโรงเรียนที่ดิฉันไปเรียนเป็นที่รับรองของสมาคม Yoga Alliance

เมานท์ มาดอนน่า เซ็นเต้อร์

ดิฉันเลือกไปเรียนที่ เมานท์ มาดอนน่า เซ็นเต้อร์ เพราะอยากจบเร็วๆ ที่นี่มีหลักสูตร 28 วันต้องไปกินนอนอยู่ที่นั่นเลย  เพราะสถานที่อื่นๆส่วนมากจะเรียนวันเสาร์ อาทิตย์ทั้งวัน หรือตอนค่ำ และใช้เวลา 4-5 เดือนกว่าจะจบ ตารางเรียนดิฉันคือตื่นตี 5 และเข้าเรียนตั้งแต่ 5.30 ถึง 8.30 น. วันละ 15 ชั่วโมง ที่นี่เสริฟอาหารมังสะวิรัตอย่างเข้มงวดคือไม่มีปลา ไม่มีไข่  ดิฉันหวังว่าจะได้ลดน้ำหนัก จึงเลือกไปเรียนที่นี่ แต่ที่ไหนได้……………

สามวันแรก

ไปถึงวันแรกดิฉันได้รับการต้อนรับจาก ครูฮิปปี้ทั้งหลายแต่ละคนมีดอกไม้ทัดหู เวลาพูดตัวโยกไปมาตามสายลม และส่งดอกไม้ให้ดิฉันและบนป้ายชื่อดิฉัน มีอักษร “โอม” เป็นภาษาสันสกฤตอยู่ตรงหัวมุม ดิฉันก็เริ่มมีความรู้สึกกระอักกระอ่วน ว่านี่ดิฉันมาอยู่ใน “ฮิปปี้ คอมมิวนิตี้” หรือนี่ ในคอร์สนี้มีนักเรียนทั้งหมด 48 คน และ 2 วันแรกออกไปสองก็เหลือ 46 คน ผู้ชาย 8 คน นอกนั้นเป็นหญิง อายุระหว่าง 17-66 ปี ในห้องเรียนไม่มีเก้าอี้ ครูและนักเรียนต้องนั่งกับพื้นตลอด 28 วัน พอเข้าห้องเรียนครั้งแรก  ก็เริ่มด้วยการ “โอม” ก่อน ดิฉันก็ต่อต้านโดยหุบปากไม่ยอมโอม หลังจากนั้นก็แจกตารางเรียน พอเห็นหลักสูตรแล้วดิฉันจะเป็นลม วิชาแรกคือ เรียนวิธีทำความสะอาดชำระร่างกายแบบต่างๆเรียก “ชัท คาร์มา” (Shat Karma) รวมทั้งล้างจมูก ฝึกล้างทอง และดีท็อกส์ หลังจากนั้นนั่งหายใจฝึกลมปราณ “ปรานายามะ” และทำวิปัสนา รวมทั้งหมด 3 ชั่วโมง จึงพักทานข้าวเช้า ทานเสร็จกลับมาเรียนภาคทฤษฏี 2 ชั่วโมงรออาหารย่อย และหลังจากนั้นก็ทำโยคะ 90 นาที ทานข้าวกลางวันเสร็จวันก็เรียนทฤษฎีต่อ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเรียนหลักสูตรครูสอนโยคะและฝึกท่าโยคะที่ถูกวิธี เสร็จแล้วทานอาหารเย็น พักนานหน่อย หลังจากนั้นเป็นโปรแกรมเปิดเริ่มระหว่าง 7.00 – 8.30 น แต่ละวันโปรแกรมเรียนต่างกัน  ดิฉันได้รูมเมทเป็นชาวคาเนเดี้ยนจากแคนาดา เราไม่ได้คุยกันมากนัก สองคืนแรกดิฉันนอนไม่หลับเครียดไปหมด ปวดไหล่ ปวดคอด้วยความเครียด ต้องกินยาแก้ปวดหัว อยากกลับบ้านท่าเดียวแต่เสียดายตังเพราะจ่ายค่าเล่าเรียนไปแล้วสี่พันกว่าเหรียญ อ้อ!และที่บนเขานี้สัญญานโทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมีใช้มือถือและอีเมล์ลำบากมากไม่รู้เป็นเพราะไอ้เจ้าไอโฟน 4G รุ่นใหม่หรือเปล่า ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนติดคุก อยากจะกรี๊ด

ปลายสัปดาห์แรก

คืนวันที่สามดิฉันตัดสินใจไม่ยอมกินยาแก้ปวดหัว คิดว่าต้องทนและต้อง(ดันทุรัง)เรียนให้จบ ตอนนั้นดิฉันได้รู้จักเพื่อนสองคนชื่อ “ซาร่า”อายุ 17 และ“เจนนิค่า”อายุ 30 เราปรับทุกข์สุขกัน พอคืนวันที่ 4 ตอนเย็นหลังทานข้าวเสร็จ ซาร่า เจนนิค่าและดิฉันชวนกันไปแวะฟังสวดที่วัดอินเดียเรียกวัดหนุมาน เฟลโลว่ชิป ซึ่งอยู่ทางผ่านระหว่างตึกเรียนและห้องอาหาร ที่นั่นจะมีสวดทุกเย็นระหว่าง 6.30 -7.00 น  เรียกการสวดนี้ว่า “อารตี” (Arati) ก็ดูท่าสนุกดี ดิฉันตัดสินใจว่าถ้าตนเลิกต่อต้านและยอมเออ ออไปกับเขายิ่งเร็วเท่าไรก็จะดีกับตัวเอง ก็เลยทำตัวสนุก ไปนั่งตบมือ ร้องเพลงสวดตาม เขา พอถึงเวลา“โอม”ก็โอมตาม มีความรู้สึกว่าตัวเหมือนพวก “ฮารี คริชนา” พอสวดเสร็จแต่ละคนก็เดินลุกไปให้คนสวดเจิมหน้าผากสีแดงแบบคนอินเดีย ดิฉันก็เอากับเขาด้วย เสียดายไม่ได้ถ่ายรูป คืนนั้นดิฉันหายเครียดก็เลยนอนหลับได้ แต่ก็ยังไม่อยากตื่นเมื่อนาฬิกาปลุก

สัปดาห์ที่สอง

สัปดาห์ที่สองดิฉันมีความรู้สึกดีขึ้นมาก พอดิฉันเริ่มสบายใจเลยเริ่มสังเกตุเห็นธรรมชาติที่นี่ว่ามันสวยและสงบจริงๆ เราจะนั่งทานอาหารกันตรงระเบียงเวลาอากาศดีๆแต่ส่วนมากอากาศจะเย็นช่วงเช้าเพราะหมอกเยอะ ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่แบบ Red Wood มีกวาง มีไก่งวงเดินเพ่นพ่าน มีนกต่างชนิดสวยงามมาก บางวันมองจากหน้าต่างห้องนอนดิฉันจะมีกวางแม่ลูกเดินเล็มหญ้า ตอนนี้ดิฉันเริ่มตื่นเองก่อนตี 5 ก่อนนาฬิกาปลุก และจะรีบเข้าห้องน้ำ ที่นี่มีป้ายติดขอให้อาบน้ำไม่เกิน 3 นาที อยู่ที่นี่เราอยู่แบบสมถะจริงๆ สัปดาห์นี้ดิฉันสามารถนั่งวิปัสนาและนั่งกับพื้นโดยไม่ยุกยิกนัก  เราเรียนวิธีฝึกลมปราณมากกว่า 10 วิธี วิชาที่เรียนเริ่มน่าสนใจมากขึ้น ไม่เหมือนสัปดาห์แรกที่เรียนเกี่ยวกับปรัชญาโยคะจาก Yoga Sutra ซึ่งยิ่งฟังยิ่งงง ตอนนี้เพื่อนๆร่วมชั้นเริ่มเข้ากันได้และเปิดใจคุยกันมากขึ้น ครูแต่ละคนมีความรู้จริง ดูนิสัยดี และเอาใจใส่ให้ความรู้ต่อนักเรียน อย่างไรก็ตามทางด้านสปิริตช่วล (Spiritual) ดิฉันก็ยังกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก มีความรู้สึกว่าเขาพยายามสอนหลักศาสนาฮินดีหรืออะไรสักอย่างให้เรา แต่เมื่อพยายามฟังๆแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับหลักศาสนาพุทธแล้วก็ใกล้เคียงกันมาก เขาก็เชื่อในกรรมเก่าภาษาสันสกฤตเรียก Samskara และมีข้อปฏิบัติเหมือนศีล 5 มียามะ นิยามะ อหิมสา เป็นต้น ดิฉันเลยยอมทนๆฟังและทำความเข้าใจ ถือว่าเรียนเพื่อฟื้นฟูหลักศาสนาพุทธ สัปดาห์นี้เราเริ่มเรียนวิชาที่ดิฉันชอบคือ แอนนาโตมี่ (Anatomy) เกี่ยวกับสรีระในร่างกาย อายุรเวช และภาษาสันสกฤตเบื้องต้น ซึ่งน่าสนใจมาก เลยรู้ว่าภาษาไทยหลายคำที่รากศัพท์มาจากสันสกฤต โดยเฉพาะท่าโยคะต่างๆซึ่งเราต้องจำศัพท์ภาษาสันสกฤต และสัปดาห์นี้เราได้ฝึกสอนโยคะ โดยแยกกรุ๊บเป็นกรุ๊บเล็กประมาณ 10 คน แต่ละกรุ๊บมีครูหนึ่งคนและผู้ช่วยครูสามคน เราได้ฝึกท่าโยคะต่างๆ ดิฉันเริ่มเรียนท่าต่างๆที่ถูกวิธี โดยครูจะชี้ให้ดูถึงระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายและโยงกับท่าอาสนะโยคะต่างๆ ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนกับเรียนโยคะใหม่หมด โดยเรียนรู้ว่าหลายท่าที่ดิฉันเคยทำนั้นไม่ถูกวิธี  อ้อลืมบอกว่าอาหารเจที่นี่ใช้ได้ แต่ที่นี่ไม่เสริฟของหวานและไม่มีกาแฟ มีแต่ชา แต่พอวันพุธที่สอง มีเซอร์ไพรส์โดยมีกาแฟตอนเช้า และมื้อกลางวันมีขนม “แครอท เค้ก” ทุกคนตื่นเต้นมากๆทานกันจนอิ่ม แทบจะทำโยคะช่วงบ่ายไม่ไหว ตลอดที่อยู่ 28 วัน มีเสริฟขนมหวาน 3 ครั้งและกาแฟสองครั้ง

สัปดาห์ที่สาม

สัปดาห์สาม เราทั้งสาม ซาร่า เจนนิค่า และดิฉันตะบะแตก ใจตรงกันว่าเราต้องออกไปเห็นโลกภายนอก ที่นี่เราต้องขับรถลงจากเขาประมาณ 20 นาที จะลงมาเข้าเมืองกิลรอยที่มี “เอ๊าท์เล็ท เซ็นเต้อร์” (Outlet Center) ใหญ่มาก เราลงมานั่งทาน

แฮมเบอร์เก้อร์ที่ In and Out Burgers เราตะกละกันมาก กินเบอร์เก้อร์ ฟรายส์ และมิลค์ เช๊ค พอทานเสร็จก็รู้สึกปั่นป่วนในท้องกันทั้งสามคน หลังจากนั้นเราก็โดดเรียนหนึ่งวิชา ไปนวดอโรม่าคนละชั่วโมง สัปดาห์นี้เราต้องฝึกสอนนักนักเรียนด้วยกัน โดยแบ่งกรุ๊บละ 6 คน ครูหนึ่งคน จาก 6 คนแบ่งเป็นกรุ๊บหนึ่งและกรุ๊บสอง กรุ๊บละ 3 คน เราสามคนต้องโคกันสอนโยคะโดยแบ่งสอนคนละ 30 นาที รอบ 1,2,3 ใน 3 วันเราจะสลับกันคือเมื่อครบ 3 วันเท่ากับหนึ่งคนได้สอนทั้ง class เต็ม 90 นาที และขณะที่เราสอนอีกกรุ๊บเป็นนักเรียน และพอกรุ๊บเราสอนเสร็จ เรากลายเป็นนักกเรียนและเขาสอนเรา 3 วัน พอเรียนจบครูต้องเกรดและแต่ละคนให้ feed back ตั้งแต่คำพูดกริยาท่าทาง เสียงดังฟังชัดหรือไม่ เป็นต้น ดิฉันได้เรียนรู้มากว่าการสอนนั้นไม่ใช่ง่าย ไม่เหมือนตอนเราเป็นนักเรียนง่ายกว่าเยอะ เป็นครูนี่ต้องให้ ให้ และให้ แต่นักเรียนได้แต่รับ นอกจากสอนโยคะแล้ว เราต้องฝึกสอนวิธีนั่งลมปราณและวิธีนั่งวิปัสนา อาทิตย์นี้สนุกมากเราได้เรียนวิธีสอนโยคะเด็ก สอนผู้สูงอายุและผู้ที่มีสรีระที่เรียนลำบากเช่นคนอ้วนและคนที่มีบาดเจ็บ และยังเรียนวิธีโยคะกับพารท์เน่อร์อีกด้วย

สัปดาห์ที่สี่

สัปดาห์สุดท้ายเราทุกคนเริ่มเศร้าที่ใกล้จะจบและเราจะจากกัน เพราะเรากลายเป็นเพื่อนกันหมด แทบจะไม่เชื่อว่าสัปดาห์สุดท้ายนี้เวลาจะผ่านไปเร็วมาก ไม่เหมือนสัปดาห์แรกที่รู้สึกว่านาฬิกาหยุดนิ่งอยู่กับที่ หลายคนพอคุยกันก็จะเริ่มร้องไห้ ที่เราจะจากกัน สองวันสุดท้ายเราเรียนเกี่ยวกับหลักการเป็นครูที่ดี ทุกคนตื่นเต้นกันมากทั้งกล้าทั้งกลัว ดิฉันมีความรู้สึกเหมือนเด็กที่เริ่มปีกกล้าขาแข็ง จะบินออกจากรังไปเผชิญโลกภายนอกด้วยตนเอง

เรียนครั้งนี้ดิฉันได้ความรู้อื่นๆนอกเหนือจากการปฏิบัติโยคะมากเกินคาด ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีสุดๆ ดิฉันมีความรู้สึกว่าตนได้ทำบุญให้ให้พ่อแม่และคุณยาย โดยนั่งวิปัสนาให้ท่านและกินเจ(ถึงแม้จะไม่เคร่งนัก) ตอนดิฉันอายุ 16 คุณแม่และคุณยายเคยเอาดิฉันไปอยู่วัดเพื่อปฏิบัติธรรมเกือบ 2 สัปดาห์ แต่ดิฉันไม่ได้รับอะไรมาเลยตอนนั้น เลยถือว่าได้ทดแทนตอนนี้  หลังจากดิฉันเคลียร์งานเสร็จสัปดาห์นี้ ดิฉันจะต่อยๆวางแผนสอนโยคะ วันละ 1 ชั่วโมง 2-3 วันต่อสัปดาห์ ใครสนเชิญค่ะ