ทนายความ รุจีรัตน์ โททาริ

มารู้จัก Dubai

ดิฉันกลับจากเมืองไทยคืนวันศุกร์ที่แล้ว และได้นำลมร้อนและแสงแดดกลับมาด้วย ตั้งแต่ดิฉันกลับมาอากาศสบายมากไม่หนาวเข้ากระดูกและฝนตกอย่างที่เพื่อนอีเมล์ไปบ่น trip นี้ดิฉันเครียดตั้งแต่ก่อนไป ทั้งเรื่องน้ำท่วม ต้องไปขึ้นศาล งานทก็ทำไม่ทัน พอถึงเมืองไทย วันรุ่งขึ้นดิฉันก็บินต่อไปดูไบ (Dubai) ไปเยี่ยมน้องเขยและครอบครัวซึ่งทำงานอยู่ที่นั้น พอถึงดูไบก็ล้มเลยนอนซม 1 วัน 1 คืนเต็ม (ดิฉันไม่เคยป่วยมานานมากๆ) นี่เป็นครั้งที่สองที่ดิฉันไปดูไบ ครั้งแรกต้นปี 2008 คราวนี้ดิฉันไม่ได้ไปเที่ยวไหนมากไม่เหมือน trip แรก  เพราะดูไบในสายตาของดิฉันก็คือ ลาส เวกัส ดีๆนั่นเอง โรงแรม แสงสี ตึกระฟ้า อากาศร้อน แห้ง แดดเปรี้ยง ดูเผินๆดูไบไม่ค่อยมี “คัลเช่อร์” (culture) หรือวัฒนธรรมเท่าไร ดิฉันเลยพยายามเจาะลึกดู “ดูไบ”คราวนี้ เพื่อหา “คัลเช่อร์” และความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ฉะนั้นคอลัมน์นี้เขียนเกี่ยวกับดูไบในสายตาของดิฉัน ที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมตะวันออกกลาง(อาหรับ)เนื่องจากอยู่กินกับสามีอาหรับมา 20 กว่าปี

ประวัติดูไบ

ย้อนกลับไปประมาณ ค.ศ. 1833 ดูไบตั้งอยู่ในทะเลทรายอาเรเบีย แถบตะวันออกกลาง ซึ่งสมัยโน้นจะมีคนแต่ละเผ่าอยู่กัน คนพื้นเมืองของดูไบคือชนเผ่า“บานียาส”อยู่กันกระจัดกระจายในทะเลทราย ทะเลทรายในดูไบแห้งแล้งไม่มีบ่อน้ำ โอเอซิส (Oasis) เลย ภายหลังตระกูล “มักตูม” (ตระกูลนี้ยังปกครองมาถึงปัจจุบัน) ได้นำชนเผ่าบานียาสอพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบปากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งแถบนั้นอุดมสมบูรณ์ พวกเขาทำการประมงและฟาร์มไข่มุก ภายหลังแถบนี้กลายเป็นศูนย์กลางท่าเรือของการค้าทางทะเล และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าชาวอิหร่านและอินเดียได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำการค้าขายในดูไบมากขึ้น ผู้ที่ล่องเรือเข้ามาทำการค้าขายจะเจอปัญหาปะทะกับพวกโจรสลัด “พายเร็ทส์” (Pirates) สมัยโน้นอังกฤษเป็นประเทศมหาอำนาจได้เข้ามาให้ความอารักขาจากการปล้นจากโจรสลัด ดูไบจึงตกอยู่ในการปกครองภายใต้อารักขาของอาณานิคมอังกฤษมาตลอด จนถึงช่วงทศวรรษ 1960 ได้มีการค้นพบบ่อน้ำมันในดูไบและแคว้นอาบู  ดาบี (Abu Dhabi) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของดูไบ ทำให้ดูไบ และ อาบู ดาบี รวยขึ้นข้ามคืน ภายหลังอังกฤษได้ถอนการปกครองออกจากดูไบ   ในปี ค.ศ. 1971 โดยการนำของผู้นำของ อาบู ดาบี ได้รวบรวมแคว้น 7 แคว้นที่อยู่เรียบอ่าวเปอร์เซีย เข้าด้วยกันสำเร็จ และได้ก่อตั้งเป็นประเทศเรียก “สหรัฐอาหรับเอมาเร็ทซ์” 7 แคว้นนี้ปัจจุบันเรียกเป็นรัฐ มี อาบู ดาบี (Abu Dhabi), อัชมาน (Ajman), ดูไบ (Dubai), ฟูใจราฮ์ (Fujairah), รัสอัล คัยเม (Ras al-Khaimah), ชาร์จาห์ (Sharjah), และ อึมมาล คูเวน (Umm al-Quwain) ดูไบพื้นที่ประมาณ 1,588 ตารางไมล์ ตั้งอยู่ตอนเหนือของ “ดิ เอมาเร็ทซ์” และทางตะวันออกเฉียงใต้ของ “อาเรเบียน เพนนินซูล่า” (Arabian Peninsula) ทางตะวันตกของดูไบติดอ่าวเปอร์เชีย(คนอาหรับเรียก อ่าวอาหรับ เพราะอ่าวนี้ติดสองด้านระหว่างอาหรับและอิหร่านหรือเปอร์เซีย) ประเทศโอมาน (Oman) และ ซาอุดี อาเรเบีย (Saudi Arabia) และติดทะเลร่วมชายแดนประเทศ อิรัก คูเหวต บาฮ์เรน คาทาร์ และอิหร่าน (Iraq, Kuwait, Bahrain, Qatar, และ Iran)

ระบบปกครองของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”

คุณจะเจ้าใจระบบปกครองของ “ดิ เอมาเร็ทซ์” ได้ง่ายโดยดิฉันจะเปรียบเทียบกับการปกครองของอเมริกา ดังนี้ “สหรัฐอาหรับเอมาเร็ทซ์” หรือ”ยูไนเต็ด อาหรับ เอมาเร็ทซ์” (United Arab Emirates) เรียกย่อว่า ยู เอ อี (UAE) หรือ “ดิ เอมาเร็ทซ์” (The Emirates) ส่วน “สหรัฐอเมริกา” หรือ “ยูในเต็ด เสตทส์ ออฟ อเมริกา” (United States of America) เรียกย่อว่า ยู เอส เอ (USA)  “ดิ เอมาเร็ทซ์” มีทั้งหมด 7 รัฐ อเมริกามี 50 รัฐ แต่ละรัฐมีการปกครองอิสระเหมือนกัน ผู้นำของแต่ละรัฐใน “ดิ เอมาเร็ทซ์” เรียก “ชีค” (Sheik) ตามหนังสือในประวัติศาสตร์บางทีใช้ศัพท์เรียกผู้นำว่า“เอเมียร์” (Emir) ผู้นำรัฐในเมกาเรียก”ผู้ว่า”หรือ “กัฟวันเน่อร์” (governor) ผู้นำประเทศเรียก ประธานาธิบดีหรือ “เพรสสิเด๊นท์” เหมือนกับเมกา ประธานาธิบดีของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”คือผู้นำของ อาบู ดาบี ชื่อ “ชีค คาลิฟ่า” (Sheik Khalifa) ของเมกา คือ “ประธานาธิบดี โอบาม่า” เมืองหลวงของ“ดิ เอมาเร็ทซ์” คือ อาบู ดาบี เมืองหลวงของเมกา คือ วอชิงตัน ดีซี โปรดอ่านข้อมูลเกี่ยวกับอเมริกา ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 15-16 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคอลัมน์ในไทย สามมารถซื้อหนังสือได้จากคูณนิ้งหน่อง เบอร์โทร 081-480-4308  การปกครองของเมกาคือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงภายใต้ระบอบรัฐธรมนูญ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ระบบการปกครองของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาในปี 1971 แต่การปกครองจริงๆแล้วอาจเรียกได้ว่าเป็นระบอบปกครองแบบกษัตริย์ก็ได้ และการปฏิบัติต่างๆรวมการปกครอง อาหาร เสื้อผ้า มาจากคำสอนใน”โคราน” (Koran) ทั้งนั้น ในประเทศอาหรับผู้นำหรือ “ชีค” มีอำนาจสูงสุด ศาสนาประจำชาติของ“ดิ เอมาเร็ทซ์”  คือ ศาสนาอิสลาม สกุลเงินคือ “เดอร์ฮัม” (Durham) 1 เดอร์ฮัม = 3.65 เหรียญสหรัฐ วันหยุดสุดสัปดาห์คือวันศุกร์และเสาร์

ดูไบปัจจุบัน

ดูไบในศตวรรษที่ 20 กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง เป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกที่สำคัญ ผู้นำของดูไบชื่อ “ชีค โมฮัมหมัด” (Sheik Mohammed) รายได้ส่วนใหญ่ของดูไบมาจากชาวต่างชาติและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นรัฐที่มั่งคั่งที่สองรองจาก อาบู ดาบี เนื่องจากอาบู ดาบี มีน้ำมัน มากกว่า    “ชีค คาลิฟ่า” แห่งอาบู ดาบี และ “ชีค โมฮัมหมัด” แห่งดูไบ ก็ดองๆกัน ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ  ปี 2008 อสังหาราคาตกมากๆ เศรษฐกิจดูไบหยุดชงัก  การก่อสร้างต่างๆในดูไบหยุดนิ่ง “ชีค คาลิฟ่า” ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยดูไบ และได้สร้างตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกที่ร้างอยู่สำเร็จ และได้ตั้งชื่อตึกนี้ให้เป็นเกียรติต่อชีค คาลิฟ่า เรียก “คาลิฟ่า ทาวเว่อร์” ภาษาอาหรับเรียก “Burj Khalifa” (ดูรูป คาลิฟ่า ทาวเว่อร์ ถ่ายตอนกลางคืน ขณะเราคอยดูระบำน้ำพุ) รอบๆบริเวณเป็นช็อปปิ้งมอล โรงแรม และออฟฟิสธุรกิจมากมาย ตอนกลางคืนหน้าโรงแรมจะมีระบำน้ำพุหรือ“วอเท่อร์ โชว์” ซึ่งแบบเดียวกับที่ลาส เวกัสหน้าโรงแรม “เบลลาจิโอ” (Bellagio) ผู้ที่ดีไซน์ระบำน้ำพุ ของดูไบเป็นคนเดียวกับผู้ที่ดีไซน์ “วอเท่อร์ โชว์” ของ“เบลลาจิโอ” (เงินเนรมิตได้หมด) เราได้ไปนั่งดื่มกาแฟและเดินเล่น ดู “วอเท่อร์ โชว์” ก็สวยดี ตึกรามบ้านช่องในดูไบส่วนมากเป็นสไตล์ตะวันตก ถ้าจะดูเขตเก่าๆที่เป็นของเก่าก็คงเป็นแถวตลาดเก่าหรือ “ซุก” (Souk ภาษาอาหรับ) บริเวณ “ซุก”เขตนี้ นี้เรียก “เดียร่า” (Deira) ซึ่งอยู่ติดคลองดูไบ คลองนี้ไม่ใช่คลองธรรมชาติ แต่เป็นคลองที่เขาได้ขุดขึ้นมา ลึกมาก พอที่เรือขนาดใหญ่ๆสามารถแล่นผ่านได้สบาย บริเวณนี้เป็นที่คนเข้ามาทำการค้าขายในอดีต แถบนี้ได้ปรับปรุงใหม่ทันสมัย แต่ยังพอเห็นร่องรอยเก่าๆอยู่ ดิฉันชอบไปเดินแถบซุคนี้ จากที่เราอยู่เราต้องนั่งเรือข้ามฟากคลองดูไบเข้าไปในซุก (ดูรูปซุค เดียร่า  ถ่ายจากเรือที่เรากำลังเข้าเรียบฝั่ง) ดูไบเป็นเมืองทันสมัย และรับอิทธิพลตะวันตกไว้มาก ดูไบมีนโยบายต้อนรับชาวตะวันตก โดยยอมรับการแต่งตัวแบบตะวันตก คนต่างชาติสามารถแต่งตัวตามสบาย ผู้หญิง นุ่งขาสั้นได้  ใส่เสื้อไม่มีแขนคอลึกได้ (ดูรูป หลาน น้องเขย น้องสะไภ้ และดิฉัน นั่งอยู่กระไดหน้าตึกหนึ่งตรงข้ามทะเล พักเหนื่อยหลังจากเดินเล่นชายหาดหลายกิโล )ที่ beach หญิงต่างชาติใส่บิกินี่เดินกัน ในขณะที่คนท้องถิ่นยังคงแต่งตัวชุดพื้นเมืองของเขา คือ ผู้หญิงมีผ้าคลุมทั้งตัวส่วนมากสีดำ เรียก “อบายา” (abaya) และคลุมหน้า สิ่งที่สังเกตุง่ายว่ารวยคือ ผู้หญิงถือกระเป๋าและใส่รองเท้าดีไซน์เน่อร์ ที่มียี่ห้อแพงๆและทองหยองเพชรพลอย ส่วนผู้ชายดูไบส่วนใหญ่แต่งชุดอาหรับแบบเดียวกับชายมุสลิมใส่เป็นเหมือนกระโปรงกระสอบยาวสีขาวเรียก “โต๊บ” (Thobe) แต่ดิฉันเห็นหนุ่มๆรุ่นใหม่ก็แต่งตัวธรรมดาแบบชาวตะวันตก

ความเป็นอยู่และประชากรของดูไบ

คนพื้นเมืองของดูไบเองมีน้อยกว่า 20% นอกนั้นเป็นคนต่างขาติ รวมคนงานระดับกรรมกร และระดับโปรเฟสชันแนล และพวก “เอ็กซ์แปทส” (Expats ย่อมาจาก “เอ็กซเพเทรียท” หรือ Expatriates คือพวกที่ต่างชาติที่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น) ชายพื้นเมืองถ้าแต่งงานกับหญิงต่างชาติ ลูกหลานที่ออกมาถือเป็นคนดูไบจะได้เงินค่าเลี้ยงดูต่อ แต่ถ้าหญิงดูไบแต่งงานกับชาวต่างชาติ ลูกหลานไม่ถือเป็นชาวกูไบอีกต่อไปและจะไม่ได้รับเงินค่าเลี้ยงดู คนท้องถิ่นจะรวยมากเพราะรัฐบาล เลี้ยงตลอดชีพ รัฐบาลให้เงินกินแต่ละเดือน ให้ที่ดินและเงินปลูกบ้าน $500,000 (เหรียญดอลล่าร์) ต่อครัวเรือน ให้การศึกษาและการรักษาพยาบาล ฟรีหมด คนดูไบที่ทำงานก็เป็นงานกับรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีงานระดับล่าง เช่นมานั่งขายของ ขับแท็กซี่ และกรรมกร เป็นต้น ค่าครองชีพในดูไบคงคล้ายๆไทย คือถ้าไปช็อปตามช็อปปิ้ง มอล หรือจ่ายตลาดตามซุบเป้อร์มาร์เค็ต สินค้าก็จะแพง แต่ถ้าเราซื้อสินค้าตามตลาดธรรมดาหรือ “ซุค” ก็จะถูก ดิฉันชอบไปเดิน “ซุค” ตอนเช้าดิฉันจะไปเดินที่ ตลาดปลา (ซามัค = ปลา  ซุค = ตลาด) ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลหรืออ่าวอาหรับ ที่นั่นจะมีผลไม้และอาหารอื่นขายเพียบ ผลไม้ประจำชาติที่หากินได้ตลอดปีคือ อินทผลัม หรือ “เดทส” (dates) ที่บ้านน้องเขยมีต้นเดทสหลายต้นซึ่งผลไม้จะสุกกินได้ราวเดือนสิงหาคม ซึ่งน้องเขยเก็บกินได้ประมาณ 60 กิโล แจกจ่ายชาวบ้านและยังเก็บให้ดิฉันกิน น้องเขยบอกว่าเดทสมีประโยชน์มาก สมัยก่อนคนอาหรับที่เดินทางตามทะเลทรายเรียกพวก “เบดูวิน” (Bedwin) คล้ายพวกยิปซี เขาจะทานเดทส์วันละ 5 เม็ดตอนเช้าเป็นอาหารเช้าและอยู่ได้ทั้งเช้า คงเหมือนบ้านเราที่ชาวนาต้องกินข้าวเหนียวตอนเช้าเพื่อเอาแรงทำนา  การบริหารต่างๆในดูไบเป็นระบบ “โมโนโพลี่” คือรัฐบาลคุมหมด แต่ไม่มีใครบ่น เพราะเงินที่กินอยู่ทุกวันก็มาจากรัฐบาลหรือ”ชีค”นั่นเอง ตัวอย่าง รัฐบาลเป็นเจ้าขององค์การโทรศัพท์ คือระบบโมโนโพลี่ เพราะตอนที่เราอยู่ดูไบ ดิฉันมาทราบว่าสามีไม่สามารถโทรศัพท์ไปคุยกับคุณพ่อเขาที่อยู่ในประเทศอิสราเอลได้ (โดยปกติสามีจะโทรไปหาพ่อทุกวันศุกร์) เนื่องจากดูไบไม่มีสัมพันธมิตรกับอิสราเอลซึ่งเป็นประเทศยิว (ด้านการเมืองอาหรับกับยิวไม่เป็นมิตรกัน เนื่องจากความเชื่อที่ต่างกันทางศาสนา) แต่เราสามารถ “สไก๊ป” (Skype โทรผ่านอินเตอร์เน็ท) หรือไวเบ่อร์ (Viber) ได้  แต่เนื่องจากคุณพ่อแก่แล้วและไม่มีคอมหรือไอโฟนจึงไม่สามารถ skype หรือ viber ได้ ฉะนั้นสามีต้องให้พ่อไปบ้านน้องสาวและนัดวันที่เราจะ skype หาน้องสาวและคุยกับพ่อได้ เวลาน้องเขยดิฉันที่ดูไบจะบินไปเยี่ยมพ่อและพี่สาวในอิสราเอล เขาไม่สามารถบินตรงเข้าอิสราเอลได้ เขาต้องบินเข้าเมือง อัมมาน ประเทศจอร์แดน ซึ่งมีสัมพันธไมตรีกับอิสราเอล และถึงจะนั่งรถบัสจากอัมมานเข้าอิสราเอล แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว สรุปว่า ดิฉันชอบอยู่เมกาที่สุด

Share

ขอใบเขียว 10 ปีเมื่อไรถ้าเลิกกันก่อน

ประกาศ

ดิฉันไปเวเคชั่นระหว่าง วันที่ 29 ตุลา ถึง 25 พฤศจิกา  คุณสามารถติดต่อดิฉันโดย “เท็กซท์” (text) หรือ SMS ไปที่เบอร์ 714-496-4422 หรืออีเมล์ attorneyruji@aol.com หรืออีแฟกซ์ 714-475-6939 ผู้ช่วยมาทำงานปกติค่ะ

ระหว่างที่คุณอ่านคอลัมน์นี้ดิฉันคงจะถึงเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนี้ถ้าด่วนคุณสามารถติดต่อดิฉันโดย “เท็กซท์” หรือ SMS ไปที่เบอร์ 714-496-4422 ดิฉันใช้ WhatsApp และ Viber ค่ะ หรืออีเมล์ถึง attorneyruji@aol.com หรืออีแฟกซ์ได้ที่ 714-475-6939 ดิฉันกลับเมกาวันศุกร์ที่ 25 พ.ย.

ใบเขียว 2 ปีและ 10 ปี

ภายใต้กฎหมายการปกป้องการแต่งงานปลอม Immigration Marriage Fraud Amendments ที่ผ่านมามีผลบังคับใช้ปี 1986 ถ้าคุณแต่งงานกับซิติเซ่นน้อยกว่า 2 ปี เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียวแต่งงาน คุณจะได้ใบเขียวเงื่อนไข 2 ปี และระหว่าง 90 วันก่อนใบเขียวหมดอายุ คุณและคู่สมรสซิติเซ่นต้องยื่นเรื่องขอใบเขียวถาวรหรือใบเขียว 10 ปีด้วยกัน โดยกรอกฟอร์ม I-751 คุณและคู่สมรสต้องเซ็นฟอร์มด้วยกัน โปรดอ่านข้อมูลเกี่ยวกับใบเขียว 2 ปี ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่ บทที่ 5 หน้า 5-2 หัวข้อใบเขียวแต่งงาน  คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน ส่วนแฟนคอลัมน์ในไทย สามมารถซื้อหนังสือได้จากคูณนิ้งหน่อง เบอร์โทร 081-480-4308 กรณีที่คู่สมรสไม่ร่วมมือ หรือแยกกันอยู่เพราะเลิกกันแต่ยังไม่หย่า หรือกำลังหย่า หรือหย่าแล้ว หรือคุณถูกทำร้าย คุณสามารถยื่นเรื่องขอผ่อนผันหรือ “เว๊ฟเว่อร์” (waiver) ขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเองได้ โดยต้องอ้าางเหตุผลข้อใดข้อหนึ่งข้างล่างนี้ 

เหตุผลที่ยื่นใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง

เมื่อคุณยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง  คุณต้องอ้างเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งใน 5 ข้อคือ

a.         Deceased spouse คู่สมรสตาย

b.         Good faith divorce คุณแต่งงานอยู่ด้วยกันจริงฉันสามีภรรยา แต่มีปัญหาชีวิตคู่ หรือคู่สมรสไม่       ร่วมมือไม่ยอมยื่นเรื่องให้ ชีวิตคู่จึงสิ้นสุดลงด้วยการหย่า คุณอาจเป็นฝ่ายยื่นหย่า หรือคู่สมรสยื่นหย่า

c.         Battered spouse คุณถูกทารุณกรรมทางร่างกาย (ตบ ตี เป็นต้น)  หรือบั่นทอนจิตใจอย่างมากๆ ตาม  กฎใช้คำว่า “extreme mental cruelty”

d.         Battered child กรณีลูกติดของคุณที่ได้ใบเขียวเงื่อนไข 2 ปีพร้อมคุณหรือหลังจากคุณ ถ้าเด็กถูกทารุณ          e.         Extreme hardship ถ้าคุณต้องถูกยกเลิกใบเขียวและต้องถูกเนรเทศ มันจะทำให้คุณประสบความ        ลำบากมากสุดๆ

โปรดอ่านข้อมูลเกี่ยวกับใบเขียว10 ปี ในหนังสือสิทธิของฉันในอเมริกาเล่มหนึ่งใหม่” บทที่ 5 ” บทที่ 5 หน้า 5-7 หัวข้อ ขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง

ยื่นใบเขียว 10 ปีเองได้เมื่อไร

ตามกฎอิมมิเกรชั่น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลข้อใด้ข้อหนึ่งข้างต้น (อันนี้เมื่อก่อนคุณสามารถให้มากกว่าหนึ่งเหตุผล แต่ปัจจุบันบางอิมมิเกรชั่นออฟฟิสยอมเมื่อให้มากกว่า 1 เหตุผลได้ แต่บางออฟฟิสไม่ให้) คุณต้องยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีก่อนใบเขียว 2 ปีหมดอายุ นอกจากคุณมีเหตุผลที่จำเป็นหรือสุดวิสัยไม่สามารถยื่นเรื่องทัน คุณยังต้องยื่นเรื่องเข้าไปถึงแม้จะ late โดยต้องให้เหตุผลที่ดีพอ ส่วนมากทางอิมมิเกรชั่นจะอลุ่มอล่วยและยังรับเรื่อง กรณีลูกได้ใบเขียวเงื่อนไขพร้อมคุณ เวลาคุณยื่นเรื่องใส่ชื่อเด็กไปในฟอร์มเดียวกัน เมื่อเรื่องผ่านเด็กจะได้ใบเขียว 10 ปีหร้อมคุณ  แต่ถ้าเด็กได้ใบเขียวเงื่อนไขหลังคุณเกินกว่า 3 เดือน เด็กต้องยื่นเรื่องเองต่างหากโดยอ้างเหตุผลเดียวกับคุณ ประเด็นสำคัญคือ คุณควรยื่นเรื่องเมื่อไรในแต่ละกรุ๊บ

a. Deceased spouse กรณีคู่สมรสตาย คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีหลังคู่สมรสตายโดยไม่ต้องรอให้   ครบกำหนด 2 ปี แต่พยายามยื่นก่อนใบเขียวหมดอายุ

b. Good faith divorce กรณีแต่งงานจริงแต่เลิกกันก่อน 2 ปี ข้อนี้คุณต้องยื่นเรื่องหย่าก่อน ทันทีที่หย่า        สิ้นสุดลงถึงยื่นเรื่องได้  ประเด็นข้อนี้คือ ถ้าหย่ายังไม่สิ้นสุดและใบเขียว            หมดอายุก่อนจะทำอย่างไร

c. Battered spouse คุณถูกทารุณกรรม ข้อนี้คุณไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องหย่าก่อน คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว                  10 ปี ได้ก่อนใบเขียวหมดอายุ

d. Battered child ลูกของคุณที่ได้ใบเขียวเงื่อนไขถูกทารุณกรรม ถึงแม้คุณไม่ได้ถูกทารุณกรรม คุณสามารถยื่น                 เรื่องอ้างเหตุผลข้อนี้ได้  คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีได้ก่อนใบเขียวหมดอายุ

e. Extreme hardship ข้อนี้คุณไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องหย่าก่อน สามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีได้ ก่อนใบเขียว              หมดอายุ

ปัญหายื่นเรื่องเมื่อไรถ้าเลิกก่อน 2 ปี

ประเด็นที่มีปัญหามากคือ ข้อ b  เมื่อคุณยื่นเรื่องภายใต้ Good Faith Divorce ว่าคุณสามารถยื่นเรื่องได้เมื่อไร เพราะข้อนี้คุณต้องหย่าก่อนยื่น ตอนกฎหมายผ่านออกมาใหม่ๆ ปี 1986 คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวได้ทันทีหลังยื่นเรื่องหย่า โดยไม่ต้องรอให้หย่าสิ้นสุดลง ตราบใดที่หย่าสิ่นสุดลงก่อนวันไปสัมภาษณ์  ภายหลัง  ไดเร็คเต้อร์” ของอิมมิเกรชั่นออก “เม็มโม” (memo) หรือบันทึกมา 4 ครั้ง พยายามวางกฎว่าคุณต้องยื่นเรื่องเมื่อไร กรณีเลิกกันระหว่างทำเรื่องขอใบเขียว 10 ปีหรือกรณีเลิกกันก่อนยื่นเรื่อง

เม็มโม 1 ผ่านออกมาวันที่ 10 เมษา 2003 ว่า ถ้าคุณยื่นเรื่องภายใต้ข้อ b. Good faith divorce คุณต้องรอให้หย่าสิ้นสุดลงก่อนถึงยื่นได้ ห้ามยื่นเรื่องก่อนได้ใบหย่า ปัญหาคือ ถ้าเรื่องหย่าใช้เวลานาน และกว่าจะจบลงใบเขียวหมดอายุไปก่อนจะทำอย่างไร ก็เท่ากับคุณต้องยื่นเรื่อง late หลังใบเขียวหมดอายุแล้ว เท่ากับถ้าคุณทำงานบริษัทดีๆหรืองานคาสิโนที่เขาตรวจใบเขียวคุณ  คุณก็ไม่สามารถทำงานได้เพราะใบเขียวหมดอายุ และทางอิมมิเกรชั่นอาจไม่อนุมัติเรื่องเพราะยื่นเรื่อง late

เม็มโมย่อย หลังเม็มโม 1 ผ่านออกมา ทางศูนย์เนบราสก้า “Nebraska Service Center” ได้ผ่านเม็มโมย่อยออกมาวันที่ 27 ธันวา 2004 พยายามแก้ให้กระจ่างขึ้นว่า  ถ้าคุณและคู่สมรสซิติเซ่นยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยกันก่อนใบเขียวหมดอายุ แต่ระหว่างรอเรื่อง เกิดแยกกัน คุณต้องแจ้งให้อิมมิเกรชั่นรู้ และทางอิมมิเกรชั่นจะได้ส่งเรื่องต่อไปที่ออฟฟิสใกล้คุณ เพื่อเขาจะเรียกคุณสัมภาษณ์  แต่ถ้ากรณีที่หย่ากันระหว่างรอ และการหย่าสิ้นสุดลง (บางรัฐหย่าเร็วมากเพียง 1 เดือน) คุณต้องยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเองเข้าไปใหม่อีกครั้ง

เม็มโม 2 ผ่านออกมาวันที่ 30 มีนา 2005 เพื่อให้เม็มโมเดือนธันวากระจ่างขึ้นว่า  กรณีคู่สมรสแยกกันอยู่ หรือเริ่มยื่นเรื่องก่อนยื่นขอใบเขียว 10 ปี คุณไม่สามารถยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีได้ถึงแม้ว่าฝ่ายซิติเซ่นยอมเซ็นฟอร์ม I-751 หรือยื่นคนเดียวโดยขอผ่อนผัน คุณต้องคอยอย่างเดียวจนกว่าจะหย่าเสร็จ และยังแถมต่อท้ายเม็มโมอีกว่า สถานภาพของคุณอาจถูกยกเลิกและถูกดำเนินเรื่องเนรเทศได้เนื่องจากคุณยื่นเรื่อง late หลังใบเขียวหมดอายุแล้ว   คราวนี้ทนายอิมมิเกรชั่นงง!!!แทนที่จะช่วยให้กระจ่างขึ้น

เม็มโม 3 ผ่านมา 2 อาทิตย์หลังเม็มโม 2 เมื่อวันที่ 11 เมษา 2005 ว่า กรณีคู่สมรสที่แยกกันอยู่หรือเพิ่งเริ่มยื่นเรื่องหย่า และคู่สมรสซิติเซ่นไม่ยอมเซ็นด้วย คุณมี 2 “อ๊อพชั่น” คือ

  • “อ๊อพชั่น” 1  คุณยื่นเรื่องขอผ่อนผันด้วยตนเองเข้าไปตรงเวลา ภายใต้ข้อ c ทารุณกรรม และเมื่อเรื่องหย่าเสร็จสิ้น คุณได้ใบหย่า  คุณกรอกฟอร์มใหม่ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนหรือ “อเม็นด์” (amend) เข้าไปเป็นข้อ b. Good faith divorce โดยจ่ายเงินเพิ่ม $200  ข้อนี้เป็นปัญหาได้ ถ้าเรื่องหย่าเกิดล่าช้า มีปัญหาสู้กันในศาล และเกิดคุณเรียกสัมภาษณ์ก่อนคุณยื่นเรื่อง amend เข้าไป
  • “อ๊อพชั่น” 2 รอให้เรื่องหย่าสิ้นสุดก่อน  และยอมยื่นเรื่อง late ขอผ่อนผันภายใต้ข้อ b. Good faith divorce  แต่ข้อนี้ท้ายเม็มโม ไดเร็คเต้อร์สรุปเหมือนในเม็มโม 2 ข้างต้นว่า “วิธีนี้ สถานภาพของคุณอาจถูกยกเลิกและถูกดำเนินเรื่องเนรเทศได้ เนื่องจากคุณยื่นเรื่อง late หลังใบเขียวหมดอายุแล้ว”

อ่านเม็มโมนี้ คราวนี้ทนายอิมมิเกรชั่นยิ่งงงมากขึ้น

ทำอย่างไรดีถ้าเลิกกันก่อนได้ใบเขียว 10 ปี

ตั้งแต่ดิฉันทำเคสอิมมิเกรชั่นมา ดิฉันเห็นการอนุมัติใบเขียวต่างกันแต่ละออฟฟิส ไม่ว่าจะเป็นใบเขียว 2 ปีหรือ 10 ปี ใบเขียว 2 ปีไม่ค่อยมีปัญหาถ้าคุณยื่นเอกสารดีและการเตรียมตัวพร้อม แต่ใบเขียว 10 ปีที่เลิกกันก่อนมักเป็นปัญหา ดังที่คุณเห็นแต่ละเม็มโมที่ผ่านออกมาไม่ได้ช่วยให้กระจ่างขึ้น และแต่ละออฟฟิสก็ตัดสินต่างกัน บางออฟฟิสอนุมัติ บางออฟฟิสไม่  สำหรับดิฉันมักพยายามยื่นเรื่องขอผ่อนผันก่อนใบเขียวหมดอายุ ดิฉันเชื่อว่าการตัดสินขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ และระเบียบการออฟฟิสนั้น แต่แม้กระทั่งบางครั้งออฟฟิสเดียวกันยังตัดสินต่างกัน และดิฉันยังเชื่อว่าขึ้นอยู่กับข้อมูลและหลักฐานที่ยื่น และเกี่ยวกับประวัติรวมๆของตัวคุณ รวมทั้งหน้าที่การทำงานของคุณ และคู่สมรสที่เลิกกัน การงานดีหรือไม่ ยื่นภาษีหรือไม่ ทั้งระหว่างแต่งงงานและระหว่างเลิกกัน ความน่าเชื่อถือของบุคคลตอนสัมภาษณ์ เป็นต้น  เพราะดิฉันเคยยื่นบางเคสเข้าไปตรงเวลาภายใต้ข้อ b. Good faith divorce  ก่อนได้ใบหย่า และส่งใบหย่าตามไปภายหลังหลายเคสเรื่องผ่าน แต่บางเคสเรื่องไม่ผ่าน ต้องทำเรื่องใหม่ แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ถ้าคุณมีปัญหาชีวิตสมรสและต้องยื่นเรื่องขอใบเขียว 10 ปีด้วยตนเอง แนะนำว่าอย่ายื่นทำเอง

 

 

Share