เดินทางระหว่างแอ็พพลายใบเขียว

ประกาศ ดิฉันจะไม่อยู่(อีกแล้ว) ไปเมืองไทย 3 สัปดาห์ค่ะ เปิดออฟฟิสทำงานใหม่วันที่ 29 มีนาต่ะ เลขายังคงมาทำงานปกติ ถ้าคุณต้องการติดต่อดิฉันด่วน โปรดอีเมล์หาดิฉันได้ค่ะที่ attorneyruji@aol.com เมื่อดิฉันยื่นเรื่องทำใบเขียวให้ลูกความ ประเภทมีโควต้าจะใช้เวลานานหลายปี ประเภทนอกโควต้าจะใช้เวลาเพียง 4-5 เดือน(โปรดอ่านข้อมูลเพิ่มในหนังสือ“สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่งใหม่” หัวข้อ “โควต้าใบเขียว และ “ใบเขียวครอบครัว” หน้า 4-2 และ 4-3แฟนคอลัมน์ในอเมริกาสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน หรือในเมืองไทยสั่งซื้อจากคุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308) ดิฉันจะได้ยินคำถามจากลูกความแทบทุกเคสว่า ระหว่างคอยเรื่องจะขึ้นเครื่องบินเพียงเดินทางในประเทศ หรือบินกลับเมืองไทยได้ไหม คำตอบคือ บินกลับเมืองไทยไม่ได้ถ้าตอนยื่นเรื่องคุณเป็นโรบินฮู้ดแล้ว ส่วนขึ้นเครื่องบินในประเทศ โดยปกติได้ค่ะถ้าคุณมีไอดีแสดง อาจเป็นใบขับขี่หรือพาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุ แต่ขอให้ระวังตัว ดังตัวอย่างเรื่องจริงที่ดิฉันอ่านจาก“บล๊อก”อิมมิเกรชั่น เขียนโดยทนายอิมมิเกรชั่น ลงวันที่ 14 กุมภาที่ผ่านมา ดังนี้ ตัวอย่างเรื่องจริง ทนายอิมมิเกรชั่นได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวคนงานให้ลูกความ ซึ่งเป็นนางพยาบาลชาวฟิลิปปินส์ นายจ้างเป็นโรงพยาบาลในรัฐคาลิฟอร์เนีย เธอและครอบครัวเข้าอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวพยาบาลอยู่ ระหว่างคอยเรื่อง เธอได้ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” (Work Permit) และทำงานที่โรงพยาบาลอย่างถูกกฎหมาย เธออาศัยอยู่แถวเมือง “เอ็ล เซ็นโทร่”(El Centro) อยู่เขตแซนดิเอโก้ (San Diego) ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของรัฐคาลิฟอร์เนียติดชายแดนเม็กซิโก เมื่อเดือนกุมภาที่ผ่านมา เป็นวันเกิดสามี เธอสามีและลูกๆได้ขับรถจาก “เอ็ล เซ็นโทร่” เพื่อไปเที่ยวเมือง “พาล์ม สปริงส์” (Palm Springs) ตอนเช้าเพื่อฉลองวันเกิดสามี ระหว่างทางได้ผ่านด่านอิมมิเกรชั่นเป็น“เช็ค พอยนท์” ส่วนมากจะตรวจดูว่ามีรถลักพาพวกเม็กซิกันลักลอบประเทศผ่านชายแดนหรือไม่ ซึ่งโดยปกติเจ้าหน้าที่ก็จะยืนโบกมือให้รถผ่าน เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นเรียกรถเธอหยุด และขอตรวจเอกสาร เธอได้แสดงใบ“เวิ๊ร์ค เพอร์มิท”และพาสปอร์ตของลูกๆซึ่งบัตรขาเข้าหรือ I-94 ในพาสปอร์ตของลูกๆได้หมดอายุแล้ว เธอบอกเจ้าหน้าที่ว่าเธออยู่ในระหว่างรอเรื่องใบเขียวอยู่ เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารแล้วได้บอกเธอว่า พวกคุณอยู่อย่างไม่ถูกต้อง เพราะดูจากพาสปอร์ตของเด็ก บัตรขาเข้าของเด็กขาดแล้ว เธอทำผิดกฎหมายอย่างนี้อาจโดนข้อกล่าว ลำเลียงคนเถื่อนได้ หรือ “ทรานสปอร์ตทิ่ง อิลลีเกิ้ล เอเลี่ยนส์” (Transporting illegal aliens) ตอนนี้ฉันจะต้องกักตัวพวกเธอไว้ก่อน เพื่อรอดำเนินการเนรเทศ และเจ้าหน้าที่สั่งให้ทุกคนลงจากรถ นางพยาบาลได้พยายามโทรหาทนาย แต่ทนายไม่อยู่ เธอได้ฝากข้อความไว้ว่าเธอถูกจับกักตัว ให้โทรเข้ามือถือด่วน เมื่อทนายมาถึงที่ทำงานได้โทรไปหาเธอที่มือถือ เธอบอกทนายว่าเธอถูกอิมมิเกรชั่นกักตัวที่ด่าน ระหว่างเธอพูดกับทนาย ทนายได้ยินในแบ๊คกราวนด์เป็นเสียงสุนัขเห่า และเสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนบอกให้ลูกความวางหู บอกว่าตรงนี้เป็นเขตห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ “เซ็คเคียวร์ แอเรีย” (Secured area) ทนายบอกลูกความขอพูดโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น เจ้าหน้าที่ตอบผ่านลูกความว่า“ฉันไม่ต้องการพูดกับทนาย”และลูกความได้วางหูไป ทนายไม่ทันจับใจความได้ว่าลูกความถูกจับที่ไหน แต่ทางด่วนจาก El Centro ไป Palm Springs มีสองทางคือ สาย 86 กับสาย 15 ทนายจึงโทรไปหาอิมมิเกรชั่นแผนกศุลการักษ์และตรวจชายแดน “คัสต้อม แอนด์ บอร์เด้อร์ พาโทรล” (Customs and Border Patrol หรือเรียกย่อว่า CBP) และขอพูดกับทนายของ CBP ที่นั่น ทนายได้อธิบายถึงสถานการณ์ให้ทนายของ CBP ฟังว่าลูกความอยู่อย่างถูกกฎหมายเพราะเธอได้แอ็พพลายใบเขียวและกำลังรอเรื่องอยู่ ทนายของ CBP ตอบว่าตอนนี้ลูกความของคุณอยู่ในอเมริกาเถื่อนแล้ว ลูกความของคุณไม่มีสิทธิรอเรื่องใบเขียวอยู่ในอเมริกา พวกเขาต้องกลับไปรอเรื่องในประเทศของเขา ทนายก็พยายามใจเย็นค่อยๆอธิบายถึงกฎหมายให้ทนายของ CBP ฟังว่า ตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นว่า ผู้ที่กำลังแอ็พพลายขอปรับสถานภาพ สามารถอยู่รอเรื่องในอเมริกาได้ ไม่อย่างงั้นทางอิมมิเกรชั่นจะออก “ใบเวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ให้ทำงานทำไม (หาสวรรค์อะไร อันนี้ดิฉันเติมเอง) และทนายก็แฟกส์ใบเสร็จจากอิมมิเกรชั่นเป็น “โนติส รีซีท” (Notice Receipt) ของฟอร์ม I-485 ไปให้ทนายของ CBP และขอให้เขาเช็คเร็คคอร์ดของลูกความ ทนายของ CBP บอกว่าแล้วเขาจะเช็คดูและจะโทรกลับไปใน 1 ชั่วโมง แต่ปรากฎว่าไม่มีใครโทรกลับไป ทนายรอจนกระทั่ง 5 โมงเย็น หลังจากนั้นทนายเลยเช็คเบอร์โทรศัพท์ของ “ซุปเปอร์ไวเซ่อร์” ของ CBP และโทรเข้าไปหา “ซุป” โดยตรง ทนายอธิบายสถานการณ์ให้ “ซุป” ฟัง ซุปตอบบอกทนายว่า “เวิ๊ร์ค เพอร์มิทของลูกความของคุณหมดอายุแล้ว แต่ลูกความยังคงทำงานอยู่ ฉะนั้นถือว่าผิดกฎหมาย ผมจำต้องออก “โนติสไปปรากฎตัว” เรียก “โนติส ทู แอ็พเพียร์” (Notice to Appear) และลูกความของคุณต้องไปศาลอิมมิเกรชั่น ตอนนั้นทนายไม่แน่ใจว่าลูกความได้ส่งเรื่องต่ออายุเวิ๊ร์ค เพอร์มิทไปหรือยัง เพราะเนื่องจากหลายครั้งที่ลูกความต้องการต่อ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” เองเพื่อประหยัดเงินค่าทนาย อย่างไรก็ตามทนายก็ยังพยายามอธิบายให้ทนาย CBP ฟังต่อว่า “ตอนนี้ลูกความกำลังรอเรื่องใบเขียวอยู่อย่างถูกต้อง ถ้าเธอไปศาลผู้พิพากษาก็จะตัดสินปล่อยตัวเขาอยู่ดี ทำให้เสียเวลาและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์” ซุปตอบกลับว่า “คุณอาจพูดถูก แต่เราทำหน้าที่ของเรา เราปล่อยให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินแล้วกัน” หลังจากนั้นก็วางหูไป ทนายจึงรีบไปเช็คเคสลูกความปรากฎว่า ทนายเป็นคนยื่นเรื่องต่อเวิ๊ร์ค เพอร์มิท และลูกความได้ใบตอบรับเรียบร้อยแล้ว ทนายเลยรีบถ่ายสำเนาเวิ๊ร์ค เพอร์มิท และโทรกลับไปหาซุปอีก และแฟกส์ สำเนาเวิ๊ร์ค เพอร์มิทที่ยังไม่หมดอายุไปให้ดู ซุปตอบว่าขอเขาเช็คดูอีกที และบอกให้ทนายโทรกลับไปอีก 45 นาที หลังจากนั้นทนายโทรกลับไป ปรากฏว่าซุปไม่อยู่ และเจ้าหน้าที่คนอื่นรับสาย เจ้าหน้าที่บอกทนายว่าเขายังเช็คเรื่องไม่เสร็จ และบอกให้โทรกลับไปใหม่ตอนทุ่มหนึ่ง ตอนหนึ่งทุ่มทนายโทรกลับไป แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้ หลังจากนั้นสักครู่ใหญ่ ลูกความโทรหาทนาย บอกว่าอิมมิเกรชั่นปล่อยตัวแล้ว สรุปสามีฉลองวันเกิดอยู่ในห้องขังทั้งวัน คุณสามารถอ่านข้อมูลในหนังสือเล่มใหม่ “ชีวิตโรบินฮู้ด” หัวข้อ “ระวังการขับรถและการเดินทาง” หน้า 52 ดิฉันเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ละเอียดมาก สถานภาพระหว่างรอใบเขียว ตามกฎอิมมิเกรชั่น หลังจากที่คุณยื่นเรื่องปรับสถานภาพ(ขอใบเขียวในอเมริกา)เข้าอิมมิเกรชั่น ในแง่กฎหมายสถานภาพของคุณจะกลายเป็น “ผู้ถูกทัณฑ์บน” หรือ “พาโรลลี่” (Parolee) คือไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานภาพอะไรเช่น สถานภาพนักท่องเที่ยว (ถือวีซ่า B-1/B-2) หรือสถานภาพนักเรียน (ถือวีซ่า F-1) หรือสถานภาพโรบินฮู้ด คือวีซ่าขาดแล้ว เป็นต้น แต่หลังจากยื่นเรื่องทุกคนจะกลายเป็นสถานภาพผู้ถูกทัณฑ์บน และตอนนั้นถ้าคุณทำอะไรผิดกฎหมาย คุณอาจถูกจับได้ เช่น สมมติคุณถือวีซ่านักเรียนและคุณสามารถทำงานได้ถูกต้อง แต่ระหว่างขอใบเขียว วิธีที่คุณจะทำงานอย่างถูกต้องในแง่กฎหมายคือ คุณต้องได้ “เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ก่อน แต่จริงๆแล้วในภาคปฏิบัติทุกคนก็ทำงานกันต่อไปแทนที่จะหยุดชะงัก และรอให้ได้เวิ๊ร์ค เพอร์มิทถึงกลับไปทำต่อ เช่นในกรณีเรื่องตัวอย่างข้างต้น คือถ้าคุณถูกอิมมิเกรชั่นจับเมื่อไรไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถหาข้อกล่าวหาใส่คุณจนได้ เช่นตัวอย่างในเรื่องนี้ ข้อกล่าวหา Transporting illegal aliens เนื่องจากลูกโรบินฮู้ดนั่งอยู่ในรถ หรือถ้าเกิดคุณมีโรบินฮู้ดพักอยู่ในบ้านคุณ คุณก็อาจถูกข้อกล่าวหา “ให้ที่อยู่อาศัยต่อโรบินฮู้ด” หรือ “ฮาร์เบ้อริ่ง อิลลีเกิ้ล เอเลี่ยนส์” (Harboring illegal aliens) เป็นต้น สรุปได้ว่า ขอให้คุณอ่านเรื่องตัวอย่างนี้เป็นอุทธาหรณ์ ไม่ประมาทแต่ก็ไม่ต้องหวาดกลัวเกินไปถึงกับประสาทเสีย ถ้าคุณเป้นโรบินฮู้ด ขอให้ระวังการเดินทาง และมีความเป็นอยู่อย่างเงียบๆไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น เพราะถ้ามีปัญหาอิมมิเกรชั่นเกิดขึ้นจะเสียทั้งเงินและเวลา และเป็นประสบการณ์ที่แย่สุดๆถ้าต้องถูกกักตัวอยู่ในห้องขัง

คำถามเกี่ยวกับวีซ่าท่องเที่ยว

เดือนกุมภาปีนี้เป็น Leap Year มี 29 วัน เผลอแป๊บเดียวเข้ามีนาจะเข้าฤดูใบไม้ผลิวันที่ 20 มีนานี้ และวันที่ 9 มีนาเป็นวัน เดย์ไลท์ เซฟวิ่งไทม์ คือในอเมริกาต้องเปลี่ยนเวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเพื่อประหยัดพลังงาน เราเปลี่ยนเวลาปีละ 2 ครั้ง ฤดูสปริง (Spring) หรือฤดูใบไม้ผลิ และฤดูฟอล (คนอเมริกันเรียก Fall แปลเช่นเดียวกับคำว่า fall ตกลงมา คนอังกฤษเรียก”ออทั้ม”Autumn) หรือฤดูใบไม้ร่วงคือใบไม้ผลัดใบตกลงมาจากต้น ในเมืองไทยเราไม่มีการเปลี่ยนเวลา ฉะนั้นบางทีจะงงเวลาคนไทยโทรไปคาลิฟอร์เนีย ว่าเดี๋ยวห่างกันเวลา 14 ชั่วโมงบ้า บางทีก็ 15 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาไปเวลาระหว่างไทยกับคาลิฟจะต่างกัน 14 ชั่วโมงนะคะแทนที่จะเป็น 15 ชั่วโมง วิธีจำในการเปลี่ยนเวลาคือ ฤดูสปริง เข็มจะสปริงไปข้างหน้าหรือ สปริงฟอร์เวิอร์ด (spring forward) ส่วนฤดูฟอล จะฟอลแบ๊กเวิอร์ด (fall backward) คือเวลาหกล้มจะหล่นจะหงายหลัง (คุณหาอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การแบ่งเขตเวลาและวันหยุด ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 27) คอลัมน์วี๊คนี้ดิฉันรวบรวมอีเมล์คำถามเกี่ยวกับวีซ่าท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆมีวีซ่าท่องเที่ยวอยู่แล้วควรไปขอวีซ่านักเรียนที่สถานทูตอเมริกันหรือไปเปลี่ยนวีซ่าในอเมริกา

ถ้าคุณต้องการไปเรียนหนังสือจริงๆ คุณอาจไปขอวีซ่านักเรียนจากสถานทูตหรือไปด้วยวีซ่าท่องเที่ยวและไปเปลี่ยนวีซ่าที่อเมริกาได้ค่ะ ดิฉันขอเตือนว่าคนที่ต้องการขอวีซ่านักเรียนต้องมีความตั้งใจมาเรียนหนังสือจริงๆและต้องเรียนฟูลไทม์ จริงๆห้ามทำงาน ถ้าคุณไม่มีเจตนาเรียนจริงๆจังๆเพียงเพื่ออู้เวลาต่อเพื่อทำงาน ก็แนะนำว่าไม่ต้องขอ เพราะตั้งแต่ปี 2003 ไป ทางรัฐบาลเปลี่ยนระบบวีซ่านักเรียนใหม่หมด โดยให้ทางโรงเรียนแจ้งไปที่อิมมิเกรชั่นถ้านักเรียนขาดเรียน หรือทำงาน หรือย้ายโรงเรียน เป็นต้น ฉะนั้นถ้าคุณถือวีซ่านักเรียนและโดดเรียน ทางโรงเรียนจะแจ้งเข้าไปที่อิมมิเกรชั่นและโอกาสที่จะถูกจับส่งกลับเมืองไทยเร็วมากภายในหนึ่งปี

วีซ่าท่องเที่ยวจะหมดทำเรื่องขออยู่ต่อ(เพื่อทำงาน)ต้องทำอย่างไร

เมื่อคุณเข้ามาอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว ส่วนมากเจ้าหน้าที่ ต.ม. จะแสตมป์ให้อยู่ได้สูงสุด 6 เดือน คุณอาจยื่นเรื่องขออยู่ต่อได้ในกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ ดิฉันไม่แนะนำให้ยื่นเรื่องอยู่ต่อถ้าไม่จำเป็นสุดๆจริงๆเพราะส่วนมากจะถูกปฏิเสธ และเมื่อถูกปฏิเสธและคุณไม่กลับไทย โอกาสที่คุณจะถูกจับสูง เพราะเวลาคุณยื่นเรื่องขออยู่ต่อและไม่ผ่านเท่ากับคุณโบกธงแดงเรียกให้เขามาจับคุณ แต่ถ้าคุณอยู่เฉยๆจนวีซ่าขาดไปเท่ากับอยู่เถื่อนเป็นโรบินฮู้ดแบบเงียบๆ ตามสถิตินักท่องเที่ยวเข้าอเมริกาปีละเป็นล้าน ยากที่จะเก็บข้อมูลได้ว่าใครอยู่เกินกำหนด แต่เวลาคุณยื่นเรื่องเข้าไปขออยู่ต่อหรือเปลี่ยนวีซ่าและเรื่องไม่ผ่าน ชื่อคุณก็จะปรากฎขึ้นหน้าจอ

ถ้าวีซ่าท่องเที่ยวขาดแล้วเปลี่ยนวีซ่าหรือทำใบเขียวได้หรือไม่

ถ้าบัตรขาเข้าหรือที่รู้จักกันว่า “วีซ่าเล็ก” ขาดแล้วคุณไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่าอื่นในอเมริกาได้เลยค่ะ ถึงแม้วีซ่าใหญ่ยังไม่ขาดก็ตาม แต่คุณสามารถแต่งงานกับอเมริกันซิติเซ่นและให้คู่สมรสแอ็พพลายใบเขียวแต่งงานให้ได้ และถ้าคุณมีลูกติดมาด้วยถ้าลูกยังอายุต่ำกว่า 18 ปี ณ.วันที่คุณจดทะเบียน คู่สมรสคุณสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกพร้อมคุณได้ หรือถ้าคุณมีลูกที่เป็นซิติฌซ่นอายุเกิน 21 ปี ลูกสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้คุณได้ หรือพ่อแม่ซิติเซ่นสามารถแอ็พพลายใบเขียวให้ลูกที่อายุต่ำกว่า 21 ปีที่ยังไม่แต่งงานได้

บินเข้าเมกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าเล็กขาดแล้วจะแต่งงานกับซิติเซ่นต้องกลับไปยื่นเรื่องที่เมืองไทยหรือไม่

ไม่ต้องค่ะ ถ้าวีซ่าเล็กหรือบัตรขาเข้า (I-94) ขาดแล้ว คุณห้ามเดินทางออกนอกประเทศนะคะ ไม่อย่างงั๊นจะกลับเข้าเมกาใหม่ไม่ได้นานถึง 10 ปีภายใต้กฎหมาย Unlawful Presence คุณต้องยื่นเรื่องทำใบเขียวแต่งงานในเมกาอย่างเดียวเท่านั้น และคุณคอยเรื่องอยู่ในเมกาจนกว่าจะได้ใบเขียวค่ะ

ถ้าแฟนขอวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อบินมาแต่งงานในเมกาและวีซ่าไม่ผ่านจะเป็นปัญหาตอนทำใบเขียวไหม

ไม่ค่ะ ตอนสัมภาษณ์ถ้าถูกถามเรื่องวีซ่าท่องเที่ยว ก็ให้แฟนตอบความจริงว่า คุณอยากให้บินไปแต่งงานแต่เมื่อไม่ผ่าน คุณจึงบินมาเมืองไทยแต่งงานและยื่นใบเขียวให้

ตอนนี้ถือวีซ่าท่องเที่ยววีซ่ายังไม่ขาด มีร้านอาหารจะสปอนเซ่อร์ทำใบเขียวให้ได้หรือไม่

ได้ค่ะ แต่ระหว่างคอยเรื่องคุณต้องกลับเมืองไทยคอยเรื่อง เนื่องจากระหว่างรอใบเขียววีซ่าคุณต้องยังไม่ขาด และคุณห้ามทำงานไปคอยไป คุณไม่สามารถอยู่ในเมกาคอยเรื่องใบเขียวได้ ปัจจุบันคอยโควต้าใบเขียวคนครัวประมาณ 3 ปีค่ะ

ถือวีซา J-1 เป็นโอแพร์จะเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนหรือท่องเที่ยวได้หรือไม่

วีซ่า J-1 เป็นวีซ่าแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หรือนักเรียนทุน หรือนักเรียนแลกเปลี่ยน ฉะนั้นวีซ่า J-1 บางประเภทมีเงื่อนไขที่คุณต้องกลับไปอยู่ประเทศสองปีหลังวีซ่าหมดอายุ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม ขอให้คุณดูบนวีซ่าอเมริกันจะมีโน้ตเขียนไว้ว่า “Subject to two years residency requirement” หรือ “Not subject to two years residency requirement” ถ้าอันแรกหมายความว่าคุณต้องกลับไปอยู่ประเทศไทยก่อนจะทำวีซ่ากลับมาใหม่ ฉะนั้นจะขอเปลี่ยนเป็นวีซ่าอื่นคุณต้องยื่นเรื่องขอผ่อนผันหรือ “เว๊บเว่อร์” (Waiver) เข้าไปก่อน แต่ถ้าคุณ Not subject to คือไม่มีเงื่อนไขต้องกลับ คุณอาจพยายามขอเปลี่ยนวีซ่าได้จากวีซ่า J-1 เป็นวีซ่านักเรียน F-1 แต่จาก J-1 เปลี่ยนเป็นวีซ่าท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้ค่ะ ขอแนะนำให้กลับไปไทยและขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาใหม่จากสถานทูต ผู้ที่เคยมีวีซ่า J-1 และปฏิบัติตามกฎจะขอวีซ่าท่องเที่ยวไปเมกาได้ไม่ยากนัก(คุณสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ “กฎหมายอิมมิเกรชั่น” ได้ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มหนึ่ง” หัวข้อ วีว่าใหญ่วีซ่าเล็ก หน้า 3-5; Unlawful Presence หน้า 2-9; วีซ่าท่องเที่ยว นักเรียน และ J-1 หน้า 3-7 ถึง 3-11 แฟนคลับเมืองไทยสามารถสั่งซื้อหนังสือของดิฉันได้จากคุณนิ้งหน่องที่เบอร์ 081-480-4308)