ใครคือ “บิดา”

สวัสดีค่ะ  Happy Fall!! เข้าฤดูใบไม้ร่วงได้เกือบ 3 สัปดาห์เมื่อ 22 กันยาที่ผ่านมา  ใบไม้เป็นสีน้ำตาลแดงร่วงในพาร์ค สวยงามมากเลยค่ะ อากาศก็ดีสุดบ้านดิฉันอยู่ห่างทะเลประมาณ 8 ไมล์ ซึ่งหน้าบ้านดิฉันหันหาทิศใต้ เราได้ลมจากทะเลอากาศจึงดีมาก หลับสบาย เขียนคราวหน้าดิฉันจะไปถ่ายรูปใบไม้ร่วงในพาร์คให้ดูค่ะ

เข้าเรื่องเราดีกว่า  เดือนที่แล้วมีลูกความได้ใบเขียวจากการแต่งงานซึ่งตอนนี้หย่าแล้ว มาหาดิฉันต้องการทำซิติเซ่น ไม่มีปัญหากฎหมาย แต่มีปัญหาว่าเขาไม่ได้จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก และแม่ของเด็กได้เคลม เวลแฟร์ (welfare) คือเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เขาไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูเพราะเด็กไม่ใช่ลูกเขาถึงแม้เด็กเกิดในสมรส ตัวเองรู้ว่าเด็กไม่ใช่ลูกตน แต่ไม่ต้องการมีปัญหาเรื่องใบเขียว ก็เลยให้ใส่ชื่อตัวเองว่าเป็นพ่อเด็ก

ตอบ  ปัญหากรณีนี้คือ เมื่อแม่เด็กขอเงินเวลแฟร์ เธอต้องกรอกข้อมูลชื่อพ่อเด็ก รัฐก็จะตามเรียกเก็บเงินจากพ่อเด็กให้ใช้เงินคืน  ถ้าไม่จ่าย ผลคือ 1. พ่อเด็กจะถูกยึดใบขับขี่ (ผลให้ไปทำงานไม่ได้) 2. ถ้าพ่อเด็กทำงานรัฐบาลจะส่งโนติสไปที่ทำงาน ทางที่ทำงานต้องหักเงินจำนวนหนึ่งออกจากเงินเดือน (นอกจากจะอับอายขายหน้า) 3. กรณีหนี้ค่าเลี้ยงดูเด็กเกิน $2,500 เหรียญ ถ้าเป็นอเมริกันซิติเซ่นจะไม่สามารถขอหรือต่อพาสปอร์ตอเมริกันได้ กรณีคนไทย อาจเป็นไปได้ถ้าคุณคุณเดินทางออกนอกประเทศและตอนขากลับเข้ามาด้วยพาสปอร์ตไทย อาจมีปัญหาได้เช่นกัน

ใครคือ บิดา 

บิดา ตามความหมายกฎหมายไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแท้ๆ (Biological Father หรือ Natural Father) ของเด็ก คุณอาจต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก  จนกระทั่งเด็กอายุบรรลุนิติภาวะ 18 ปี ตามกฎหมายคาลิฟอร์เนีย หรือ 19 ปี ถ้าเด็กยังเรียนอยู่ไฮสกูล หรือเลิกจ่ายถ้าเด็กแต่งงานก่อนอายุ 18 ปี   ในกรณีข้างล่างนี้  

สันนิษฐานว่าเป็นบิดา

ถ้าเด็กเกิดในสมรส ตามกฎหมายให้สันนิษฐานว่าสามีเป็นบิดา (Presumed Father) เมื่อหย่าสามีต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก  ถึงแม้คุณไม่ใช่พ่อเด็กก็ตาม พ่อจริงไม่ต้องจ่าย  นอกจากสามีจะยื่นเรื่องฟ้องศาลปฏิเสธความเป็นบุตรภายใน 2 ปี ถ้าเด็กอายุเกิน 2 ปี ถึงแม้ว่ามารู้ทีหลังว่าเด็กไม่ใช่ลูกของตนก็ยังต้องผิดชอบจ่ายค่าเลี้ยงดู กฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองเด็ก เพราะศาลถือว่า 2 ปีแรกของเด็ก สถานะความผูกพันระหว่างพ่อและเด็กแน่นแฟ้นแล้ว  จะเป็นผลหรือแผลเป็นของเด็กไปตลอดชีวิต 

กรณีเด็กเกิดภายใน 300 วันหลังสามีภรรยาแยกกันอยู่ถาวรหรือหย่า (จำนวนวันอาจแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับกฎหมายรัฐ) ก็ให้สันนิษฐานวาสสามีเป็นพ่อของเด็ก

ปฏิเสธความเป็นบุตร 

กรณีสามีไม่ใช่บิดาของเด็ก คุณสามารถยื่นฟ้องศาลปฏิเสธความเป็นบุตร เรียก Paternity Suit ได้ คุณต้องยื่นฟ้องภายใน 2 ปีหลังเด็กเกิดหรือหลังจากที่ได้รับแจ้งว่าคุณมีบุตร เช่นคุณกับภรรยาไม่ได้อยู่ด้วยกัน  ถ้าผ่าน 2 ปีไปแล้วคุณหมดสิทธิอ้างว่าเด็กไม่ใช่บุตรของคุณ ถึงแม้พิสูจน์ออกมาทีหลังว่าเด็กไม่ใช่บุตรของคุณ เมื่อหย่าคุณต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก

บุตรนอกสมรส

ถ้าฝ่ายหญิงไม่ได้สมรสในขณะนั้น และมีบุตรนอกสมรส (Illegitimate child) เธอใส่ชื่อบิดาเป็นพ่อของเด็ก ตัวบิดาต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก นอกจากคุณจะปฏิเสธและพิสูจน์ โดย DNA ได้ว่าคุณไม่ใช่พ่อของเด็ก หรือถ้าแม่ไม่ได้ใส่ชื่อพ่อเด็ก แต่ไปใส่ชื่อภายหลังหรือไปเติมนามสกุลพ่อเด็กให้ลูกภายหลัง ต้องเช็คกฎหมายในรัฐที่เด็กเกิด แต่ละรัฐมีกฎหมายแตกต่างกัน บางรัฐพ่อต้องยินยอมให้ใส่ชื่อตนเองว่าเป็นพ่อเด็ก หรือ/และมาเซ็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่

บุตรบุญธรรม 

ถ้าคุณรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย (Adopted Child) เมื่อหย่าคุณมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก พ่อแท้ๆของเด็กไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู

บุตรเลี้ยง

บุตรเลี้ยง (Step Child) คือเด็กที่เป็นลูกติดจากภรรยา ตามกฎหมายลูกเลี้ยงและพ่อเลี้ยงไม่มีความสัมพันธ์กัน เมื่อหย่าคุณไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก 

เด็กเกิดจากบิดาผู้เยาว์

ถ้าฝ่ายชายอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ (Minor) และมีบุตรโดยไม่สมรสกับแม่ของเด็ก  เมื่อฝ่ายชายอายุครบบรรลุนิติภาวะ (Majority Age)  และมีงานทำ เขามีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร

เด็กที่เกิดจากการทำกิ๊ฟ

ถ้าผู้ชายให้หรือขายน้ำอสุจิให้คนอื่น (Sperm Donor) ถึงแม้ว่าคุณคือบิดาแท้ๆของเด็ก เด็กไม่ถือว่าเป็นบุตรของคุณ  คุณไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก 

เด็กฟอสเต้อร์

เด็กฟอสเต้อร์ (Foster Child) คือเด็กที่คุณรับจากรัฐมาเลี้ยงชั่วคราว เนื่องจากพ่อแม่จริงๆของเด็กไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้ หรือเด็กถูกพรากมาจากพ่อแม่ เมื่อหย่าคุณไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเด็ก 

ค่าเลี้ยงดูบุตรหลังบิดาตาย

หน้าที่บิดาที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรจะติดตัวคุณไปจนกระทั่งเด็กอายุบรรลุนิติภาวะ การตายไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะไม่เลี้ยงดูบุตร ถ้าบิดาตายและเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ มารดาหรือผู้อุปการะเด็ก สามารถฟ้องเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูบุตรจากกองมรดกของบิดาได้  

ทายาทตกหล่น 

ทายาทตกหล่น หรือ โอมิทเต็ด แอร์”(Omitted Heir) กรณีฝ่ายชายไปไข่ทิ้งไว้ที่ไหน และไม่รู้ว่าผู้หญิงท้องหรือตนมีบุตร ถ้าฝ่ายชายตายขณะเด็กอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม่เด็กสามารถฟ้องเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูบุตรจากกองมรดกของบิดาได้ 

กรณเด็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อบิดาตาย ทายาทตกหล่นสามารถฟ้องร้องเอาสมบัติได้ นอกจากบิดาจะระบุลงในพินัยกรรมหรือ ลิฟวิ่งทรัสต์ ตัดทายาทตกหล่นออกจากกองมรดก 

ข้อแนะนำ  กรณีผู้หญิงมีท้องกับแฟน และเลิกกัน และมีแฟนใหม่ตอนเด็กเกิด ต้องการใส่ชื่อแฟนใหม่เป็นพ่อของเด็ก ข้อเตือน ฝ่ายชาย  อย่าทำ อย่าทำนะคะ ไม่ว่าคุณจะทั้งรักทั้งหลงแฟนตอนนั้น หรือมีความเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหน ปัญหาเยอะตามมาทีหลัง  เมื่อเร็วนี้ดิฉันได้ยินข่าว ตามตัวอย่างนี้ ที่แฟนใหม่ของผู้หญิงให้ใส่ชื่อตนเป็นพ่อเด็ก เมื่อทั้งสองเลิกกันภายหลัง ทั้งสองเซ็นยกเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรม หลังพ่อแม่บุญธรรมได้เด็กไป พ่อจริงของเด็กรู้ภายหลัง เขาต้องการลูก ตัวพ่อจริงต้องฟ้องร้องขึ้นศาล ให่ยกเลิกบุตรบุญธรรม  พ่อเด็กชนะในที่สุด แต่ลองนึกถึงจิตใจเด็ฏสิคะ ว่ามันบั่นทอนแค่ไหน??

 

การถอนซิติเซ่น

ภายใต้คณะรัฐบาลใหม่ชุดประธานาธิบดีทรัมพ์  ระบบอิมมิเกรชั่นมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยตั้งแต่ต้นปี 2017 ตัวอย่างข้อใหญ่ๆคือ ผ่านกฎหมาย Travel ban ห้าม 7 ประเทศมุสลิมเข้าประเทศ (อ่านคอลัมน์เดือน กุมภา 2017) ยกเลิก DAPA ระงับชั่วคราว DACA (อ่านคอลัมน์เดือน มิถุนา 2017 และมกรา 2018) เปลี่ยนกฎการอยู่เกินของผู้ถือวีซ่านักเรียน(F-1) นักเรียนแลกเปลี่ยน(J-1) และ นักเรียนวิชาชีพระยะสั้น (M-1) เนื่องจากวีซ่าเหล่านี้ ถ้านักเรียนเรียนจบเมื่อไร หรือทำผิดกฎเช่นลักลอบทำงาน หรือ ไม่ไปเรียนให้ถือว่าอยู่เกิน ณ.วันนั้น ไม่ต้องรอให้ศาลตัดสินเหมือนเมื่อก่อน กฎใหม่นี้มีผลใช้วันที่ 9 สิงหาคม 2018 นี้

จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้ระยะการเดินเรื่องขอใบเขียวเข้มงวดและช้าลงมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ เคส ต่อใบเขียว 10 ปี เมื่อก่อนใช้เวลา 8-12 เดือน ปัจจุบันเกือบ 18 เดือน และเคสขอซิติเซ่น เมื่อก่อน 4 เดือน ปัจจุบัน 1 ปี

ถอนซิติเซ่น  

ข่าวล่าสุดคือ การถอนซิติเซ่น โดยรื้อเคสเก่ามาตรวจสอบ โดยเพ่งเล็งผู้ที่เปลี่ยนชื่อเพื่อทำซิติเซ่น ผู้ที่มีคดีติดตัวและไม่ได้กรอกข้อมูลในใบสมัคร สาเหตุมาจากในปี ค.ศ. 2008 เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นได้พบเคสซิติเซ่น 206 เคสที่ผู้สมัครได้ใช้ชื่อปลอม ชื่ออื่น หรือกรอกข้อมูลประวัติของคนอื่น  และรอดผ่านไปได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น แผนกตรวจจับชาวต่างชาติ เรียกสั้นๆว่า “ไอ๊ซ์” (ICE) สัพเพร่าไม่ได้เพิ่ม “เร็คคอร์ด” พิมพ์ลายนิ้วมือแบบ “ดิจิตัล” (Degital) เข้าไปในไฟล์  ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ค้นพบความบกพร่องนี้จนกระทั่ง 2 ปีให้หลังปี ค.ศ. 2010

ต่อมาเดือนกันยา ค.ศ. 2016 กระทรวงรักษาความปลอดภัยในประเทศ “Department of Homeland Security” หรือ  เรียกย่อว่า  DHS (ดี เอ็ช เอ็ส) ได้ค้นพบเคส 858 เคส ที่ผู้ยื่นเรื่องซิติเซ่นผ่านไปเรียบร้อยแล้ว มีคดีติดตัวมาก่อน  เป็นเพราะไม่สามารถเช็คพิมพ์ลายนิ้วมือแบบ “ดิจิตัล” (Degital) ได้ ตามรีพอร์ทยังกล่าวว่า “เร็คคอร์ด” พิมพ์ลายนิ้วมือได้หายไปเป็นแสนกว่าเคส

หลังจากข่างเดือนกันยายน DHS ตรวจผู้ที่ได้ซิติเซ่นที่ปลอมใช้ชื่ออื่น ปรากฎว่าพบ 95 เคสจากจำนวน 2536 ทาง DHS ได้ส่งเรื่องต่อไปให้ กระทรวงยุติธรรม “Department of Justice”เพื่อให้ดำเนินเรื่องถอนซิติเซ่น ปัจจุบันมีหลายเคสที่อยู่ในระหว่างถอนซิติเซ่น

ตั้งหน่วยงานกองกำลังพิเศษ

รัฐบาลแนะนำให้ตั้งหน่วยงาน กองกำลังพิเศษ “Task Force” (แทสค์ ฟอร์ซ) ออฟฟิสใหม่ขึ้นมาในลอสแอนเจลิส กองกำลังพิเศษนี้มีหน้าที่ตรวจเคสผู้ที่ได้ซิติเซ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ซึ่งมีมากกว่า 17 ล้านคน เพื่อเช็ค ตรวจว่าผู้ใดมีเจตนากรอกข้อมูลเท็จในใบสมัคร ไดเร็คเต้อร์อิมมิเกรชั่นคาดว่าจะค้นพบเคสเป็นพันๆเคส และจะส่งเคสที่ค้นพบไปที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อให้ดำเนินเรื่องถอนซิติเซ่น  เดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมได้ถอนซิติเซ่นบุคคลแรก

ข้อเตือน และแนะนำ

• ผู้ใดที่ถือซิติเซ่นอยู่ตอนนี้ และเคยใช้ชื่อปลอม หรือกรอกข้อมูลเท็จ หรือไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญบางอย่าง แนะนำว่าไม่ควรยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ใคร คือไม่ให้ผลประโยชน์ต่อให้คนอื่น เพราะเคสซิติเซ่นคุณของจะแดงขึ้นมา และอาจถึงถูกถอนซิติเซ่น

• ผู้ที่ถือใบเขียว 3 หรือ 5 ปี และมีคุณสมบัติที่สามารถยื่นเรื่องสมัครซิติเซ่นได้  แนะนำให้ยื่นเรื่องขอซิติเซ่นทันที  การทำซิติเซ่นมีแต่จะยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และค่าธรรมเนียมก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ดิฉันไม่แนะนำให้ยื่นเรื่องทำซิติเซ่นเอง โปรดให้ทนายเป็นผู้ยื่นเรื่อง เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง ถ้าเกิดมีการผิดพลาด ไม่ว่าข้อมูลผิด หรือระหว่างรอเรื่องคุณไปเจอปัญหาทางกฎหมาย  เรื่องก็จะหยุดชะงักทันที ปัญหาทางกฎหมายไม่ว่าจะเล็กน้อยอย่างไรหรือคุณอาจไม่ผิด แต่ 99% ถือเป็นคดีความประพฤติผิดศีลธรรม  ซึ่งคุณอาจต้องรอ 5 ปี (เพื่อพิสูจน์ว่าคุณได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี – ทำนองนั้น) ก่อนที่จะยื่นเรื่องทำซิติเซ่นใหม่ได้