คำตัดสินจากศาลสูงสุด

สัปดาห์ที่แล้ว 25 มิ.ย 2015 และ 26 มิ.ย 2015 ศาลสูงสุดสหรัฐ “ยู เอ็ส ซุพพีมคอร์ท” (U.S. Supreme Court) ได้ตัดสินคดีสำคัญมาก 2 คดี คือ (1) คดีประกันสุขภาพฉบับ“โอบาม่าแคร์”(ObamaCare) โจทก์คือรัฐ 26 รัฐซูรัฐบาลกลางว่ารัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับให้รัฐต้องช่วยจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พลเมืองในรัฐ  ผลคดีคือ จำเลยคือรัฐบาลกลางชนะ เท่ากับโอบาม่าแคร์มีผลบังคับใช้ต่อไป และ (2) คดี “เซมเซ็กส์แมริเอจ”(Same Sex Marriage) โจทก์ซูรัฐโอไฮโอที่ไม่ยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันที่ถูกกฎหมายมาจากรัฐอื่น ผลคดี โจทก์ชนะ รัฐทุกรัฐต้องยอมรับการสมรสระหว่างเพศเดียวกันจากรัฐอื่น และขยายกว้างขึ้นคือทุกรัฐต้องยอมรับการจดทะเบียนสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ว่าถูกกฎหมาย

คดี “โอบาม่าแคร์”

“โอบาม่าแคร์” เป็นชื่อสมญานามเพราะ ป.ธ.น. โอบาม่า เป็น ป.ธ.น. คนแรกที่ดันกฎหมายฉบับปฏิรูประบบสาธารณสุข ของอเมริกาฉบับแรกผ่านสำเร็จในปี 2010 มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2014 ชื่อเต็มยศคือ Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) แปลตรงตัวคือ “กฎหมายปกป้องคนไข้และให้คนไข้จ่ายไหว” จุดมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยผู้มีรายได้ต่ำ และต้องการให้ประชาชนทุกคนมีประกันสุขภาพ ปัจจุบันคนอเมริกันมากกว่า 45 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพเนื่องจากค่าเบี้ยประกันแพงมาก (ดิฉันจ่ายค่าประกันสุขภาพเดือนละ $1,100 สามีภรรยา นี่กรณีสุขภาพดีนะคะไม่เคยป่วยหนัก) ในอเมริกาคนที่มีประกันสุขภาพได้มาจาก (1) จากที่ทำงานโดยนายจ้างจ่ายส่วนหนึ่งและลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งโดยหักจากเงินเดือน  (2) ซื้อประกันเอง (3) จากรัฐบาล เรียก “เมดิแคร์” (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และคนไข้ขั้นสุดท้าย และ“เมดิเคด” (Medicaid) สำหรับครอบครัวและเด็กที่มีรายได้ต่ำ ก่อนหน้า“โอบาม่าแคร์”อเมริกาเป็นประเทศเดียวในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพสำหรับประชาชนทุกคน

ภายใต้กฎหมายคนที่อยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมายทุกคนที่ไม่มีประกันสุขภาพต้องซื้อประกันสุขภาพ โดยสามารถซื้อได้จากองค์กรเรียกตลาดประกันสุขภาพ (Health Insurance Marketplace) ในราคาถูกที่เขาสามารถซื้อไหวโดยเงินช่วยมากจากรัฐบาลกลางและรัฐที่คุณอยู่และจากภาษี ตามกฎหมายรัฐบาลกลางสามารถมอบหมายให้รัฐตั้งองค์กรซึ่งจะเป็นหน่วยงานดูแลเรื่องการซื้อประกันสุขภาพ หน่วยงานเปิดให้คนไม่มีประกันสุขภาพซื้อประกันภายใต้“โอบาม่าแคร์”ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2014 (แต่ละปีจะเปิดช่วงเวลาให้ซื้อได้) ผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพจะถูกปรับในรูปภาษีปลายปี  หลังจากโอบาม่าแคร์ผ่านพรรครีพับบลิคกันได้ต่อต้านมาตลอดและได้ซูรัฐบาลกลางมากกว่า 1 ครั้งเพื่อพยายามล้มกฎหมายแต่ไม่ชนะ ในแง่การเมืองคงไม่ต้องการให้ ป.ธ.น. โอบาม่าซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครทได้ชื่อเสียงซึ่งจะจารึกลงในประวัติศาสตร์

ในคดี“โอบาม่าแคร์” ชื่อคดีคือ King v. Burwell เป็นเคสจากรัฐฟลอริด้า โจทก์หรือ “เพลนทิฟ” (Plaintiff) ในที่นี้คือ ชื่ออัยการสูงสุดหรือ“แอ็ทเทอร์นี้ เจนเนอรัล” (Attorney General) รัฐฟลอริด้าและรัฐอีก 25 รัฐ คือ Alabama, Alaska, Arizona, Colorado, Georgia, Indiana, Michigan, Mississippi, Nebraska, Nevada, North Dakota, Ohio, Idaho, Iowa, Kansas, Louisiana, Maine, Pennsylvania, South Carolina, South Dakota, Texas, Utah, Washington, Wisconsin, and Wyoming เข้ามาเอี่ยวเป็นโจทก์ด้วย จำเลยหรือ “ดีเฟ็นเด้นท์” (Defendant) ในที่นี้คือ ชื่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ หรือ “ยูเอ็ส แฮ็ลท์แอนด์ฮิวแมนเซอร์วิสเซ็ส” (U.S. Health and Human Services) ประเด็นคือ รัฐไม่ต้องการแชร์ค่าใช้จ่าย คือไม่ต้องการดึงงบเงินของรัฐมาช่วยจ่ายค่าประกัน โดยรัฐฟลอริด้าและอีก 25 รัฐที่ยังไม่ยอมตั้งองค์กรตลาดประกันสุขภาพเถียงว่า ในบทบัญญัติหรือ“โพรวิชั่น”(Provision)ของกฎหมายฉบับนี้กำกวม ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกลางมอบหมายรัฐให้ต้องตั้งองค์กร ศาลตัดสินแบบแคบๆโดยตีความหมายว่า “โพรวิชั่น” ของกฎหมายว่า ไม่กำกวมรัฐบาลกลางมีอำนาจที่จะมอบหมายให้รัฐได้ (คือ คำตัดสินเราสูงสุด) การตัดสินคดีนี้ถือเป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของ ป.ธ.น. โอบาม่า

คดี“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

หนึ่งวันหลังศาลตัดสินคดีโอบาม่าแคร์ ศาลสูงสุดได้ตัดสินคดี“เซมเซ็กส์แมริเอจ” ชื่อคดีคือ Obergefell v. Hodges ให้โจทก์ชนะ คดีนี้โจทก์ซูผู้ว่ารัฐโอไฮโอ ว่ากีดกัน“เซมเซ็กส์แมริเอจ” เรื่องคือ นาย Obergefell ได้จดทะเบียนสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”กับพารท์เน่อร์อย่างถูกกฎหมายในรัฐแมรี่แลนด์ วันที่ 11 กค 2013 ตอนนั้นพาร์ทเน่อร์ป่วยอยู่ขั้นสุดท้าย เขาทั้งสองกลับไปรัฐโอไฮโอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นพาร์ทเน่อร์ตาย โจทก์ไปที่สำนักงานเขตรัฐเพื่อให้ใส่ชื่อเขาเป็นคู่สมรสลงในใบมรณะบัตรแต่ทางเขตไม่ยอม เนื่องจากรัฐฟลอริด้าไม่ยอมรับการสมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”จากรัฐอื่น ศาลได้ตัดสินคดีนี้ว่า รัฐฟลอริด้าได้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญส่วนบุคคลและไม่ให้ความเสมอภาคต่อบุคลล นอกจากนี้ศาลตัดสินกว้างออกไปอีกว่า นับจากนี้ต่อไปรัฐทุกรัฐต้องรับจดการจะทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกันว่าถูกกฎหมาย และต้องรับทะเบียนสมรส “เซมเซ็กส์แมริเอจ”จากรัฐอื่น

คำตัดสินนี้ถือว่าเป็นชัยชนะอย่างใหญ่หลวงของคู่สมรส“เซมเซ็กส์”เพศเดียวกัน เพราะพวกเขาถูกกีดกันในแง่กฎหมายที่จะได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลเบี่ยงคู่สมรสระหว่างหญิงชาย เช่น ประกันสุขภาพ  ภาษี เงินช่วยแม่หม้ายพ่อหม้าย เงินประกันสังคม เงินเกษียรและบำนาญ เป็นต้น นอกเหนือจากการกีดกันทางด้านจิตใจ และปฏิกริยาการแสดงออกจากคนภายนอกที่ไม่ชอบพวก GLBTQ (ย่อมาจาก G- Gay “เกย์”  L-Lesbian “เลสเบี้ยน” B- Bisexual “ไบเซ็กชัวล” (รักร่วมได้ทั้งสองเพศ) T-Transgender “ทรานสเจ็นเด้อร์”(ผู้แปลงเพศ) Q-Queer “เควียร์” (การร่วมเพศระหว่างชายและชายแบบพิสดาร) อันนี้ห้ามจิตใจกันไม่ได้ แต่กฎหมายรัฐต้องให้ความเสมอภาภต่อพลเมืองทุกคน

ดิฉันซึ้งคำกล่าวโดยท่านตุลาการ“เคเนดี้” มาก ที่กล่าวในคำตัดสิน เลยต้องแปลมาให้อ่านกัน

“ไม่มีการ “ผูกมัดหรือมารวมกัน”(“ยูเนียน” Union) ใดยิ่งใหญ่เท่าการสมรส เพราะมันรวมความรัก ความซื่อสัตย์ การอุทิศตน การเสียสละ และความเป็นสถาบันครอบครัว ในการจดทะเบียนสมรส การมารวมกันของคนสองคนกลายเป็นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยเป็นมา ดั่งผู้ที่มายื่นคำร้องเหล่านี้ พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า การสมรสนั้น รวบรวมในรูปของความรักที่ยืนหยัดแม้กระทั่งหลังตายไปแล้ว มันเป็นการไม่ถูกที่จะบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่เคารพในมโนคติของการสมรส พวกเขาต้องการให้เรารู้ว่า เขาเคารพการสมรส เคารพอย่างอย่างลึกซึ้งมาก พวกเขาต้องหาวิธีที่จะทำให้เขามีความรู้สึกเต็มเปี่ยมในตัวเขาเอง ความหวังของพวกเขาไม่ได้ต้องการให้เราประณามพวกเขาให้ผจญอยู่กับความปล่าวเปลี่ยว แยกพวกเขาออกจากวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม พวกเขาขอร้องในสายตาของกฎหมายให้เกียรติและศักดิ์ศรีต่อพวกเขา ฉะนั้นรัฐธรรมนูญให้สิทธินี้ต่อพวกเขา”

“No union is more profound than marriage, for it embodies the highest ideals of love, fidelity, devotion, sacrifice, and family. In forming a marital union, two people become something greater than once they were. As some of the petitioners in these cases demonstrate, marriage embodies a love that may endure even past death. It would misunderstand these men and women to say they disrespect the idea of marriage. Their plea is that they do respect it, respect it so deeply that they seek to find its fulfillment for themselves. Their hope is not to be condemned to live in loneliness, excluded from one of civilization’s oldest institutions. They ask for equal dignity in the eyes of the law. The Constitution grants them that right.”

โปรดอ่านเพิ่มความรู้เเกี่ยวกับ “ระบบศาล อำราจการปกครองรัฐและรัฐบาลกลาง และสิทธิรัฐธรรมนูญ” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” บทที่ 1 ระบบปกครองและกฎหมาย คุณสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้จากดิฉัน เล่มละ $55 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308

วันโยคะสากลโลก 21 มิถุนา

วันที่ 21 มิถุนายน 2015 วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เป็นวันโยคะสากลโลก หรือ “อินเตอร์แนชันเนิล เดย์ ออฟ โยคะ” (International Day of Yoga) โดย 175 ประเทศในกลุ่มสหประชาชาติได้ลงมติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2014 ที่ผ่านมาให้วันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันอินเตอร์แนชันเนิล เดย์ ออฟ โยคะ” ฉะนั้นปีนี้จึงเป็นปีแรก  ข้อเสนอนี้มาจากนายกรัฐมนตรีอินเดีย “นาเร็นดรา โมดิ” (Narendra Modi) ซึ่งท่านได้เสนอในที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อวันที่ 27กันยา 2014 ขอให้ตั้งวันโยคะโลกขึ้นมาด้วยเหตุผลว่า “โยคะเป็นสิ่งล้ำค่าเก่าแก่ของชาวอินเดียมีมานานเป็นพันๆปี โยคะเป็นการบริกรรมที่นำจิตใจและร่างกายมารวมกันในรูปของการกระทำ และหยุดยั้งการกระทำ โยคะให้ความสงบสุขระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เป็นการบำบัดโดยธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความสุข โยคะไม่เกี่ยวกับการออกกำลังกายแต่เป็นการค้นพบตัวเอง โลกที่เราอยู่ และธรรมชาติ ด้วยการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและพัฒนาจิตสามัญสำนึก เหล่านี้จะช่วยให้เราปรับตัวให้เข้ากับภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงในโลกนี้ได้”– (คำแปล คำพูดของท่านโมดิจากวิกิ)

ทำไมวันที่ 21 มิถุนา

ท่านโมดิได้เสนอวันที่ 21 มิถุนาเป็นวันโยคะสากลโลก ในอเมริกาวันที่ 21 มิถุนาเป็นวันแรกของฤดูร้อน เป็นวันที่กลางวันยาวที่สุดในรอบปี เรียก “ซัมเม่อร์ โซลสติส” (Summer Solstice) ภาษาไทยเรียกวันนี้ว่า ครีษมายัน ตามหลักศาสนาฮินดูถือเป็นวันดีเพราะเป็นวันเริ่มของเทศกาลมงคลไปจนถึงเดือนธันวาคม คนอินเดียเรียกช่วง 6 เดือนนี้ว่า “ทักษิณะยานา” (Dakshinayana) ส่วนช่วง 6 เดือนหลังจากทักษิณะยานาหมด ก็จะเข้าวันแรกของฤดูหนาว ตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม เป็นวันที่กลางวันสั้นที่สุดในรอบปี เรียก “วินเท่อร์ โซลสติส”  (Winter Solstice) ภาษาไทยเรียกวันนี้ว่า เหมายัน คนอินเดียเรียกช่วง 6 เดือนนี้ว่า “อุททะระยานา” (Uttarayana) ตามหลักศาสนาฮินดู ถือเป็นการสิ้นสุดของเทศกาลมงคล คนอินเดียจะงดงานมงคลต่างๆช่วงนี้ จะเป็นช่วงบูชา บวงสรวง และอดอาหาร สรุปวันที่ 21 มิ.ย. ถือเป็นวันดี

ข่าวเตะตา

สาเหตุที่ดิฉันเลือกเขียนหัวข้อนี้ เพราะเมื่อวันพฤหัสที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมาดิฉันอ่านหนังสือพิมพ์ แอล เอ ไทมส์ เจอคอลัมน์หัวข้อ YOGA DAY TAKES A STRESSFUL TURN คอลัมนิสท์เขียนเกี่ยวกับข่าววันโยคะสากลโลกวันที่ 21 นี้ในประเทศอินเดีย ว่าจะมีพิธีใหญ่มากที่หน้าลาน “ราชภัฐ” (ดูรูป ) ในเมือง “นิวเดลลี” เมืองหลวงของอินเดีย

ลาน “ราชภัฐ” เมือง นิวเดลลี ประเทศอินเดีย
ลาน “ราชภัฐ” เมือง นิวเดลลี ประเทศอินเดีย

rday26_9

คาดว่าจะมีผู้คนประมาณ 35,000 คนจะไปร่วมทำโยคะบทไหว้พระอาทิตย์ หรือ “สุริยา นมัสการ” 35 นาที และมีการสวด “โอม ฮาริ โอม” (Om Hari Om) เป็นบทสวดในหมู่ผู้ปฏิบัติโยคะ บทสั้นๆนี้แต่มีความหมายลึก สำหรับผู้นับถือต่างๆกัน คำแปลที่ดิฉันเลือกมาอันหนึ่งคือ “ฮาริ”แปลว่า ผู้ที่ทำให้หลุดพ้น “โอม” คือเสียงแรกที่เกิดขึ้นในโลก อาจหมายถึง การเปล่งเสียงโอม หรือการนั่งปราน หรือพระเจ้า ฉะนั้น “ฮาริ โอม” คือ “การเปล่งเสียงโอม เป็นสิ่งทำให้หลุดพ้น”

สัญญลักษณ์ของคำโอม
สัญญลักษณ์ของคำโอม

ตามหัวข้อข่าวว่า “วันโยคะสากลโลกในอินเดียนี้ทำให้คนบางกลุ่มเครียด” เพราะการจัดโยคะหมู่นี้สปอนเซ่อร์โดยรัฐบาลอินเดีย โดยใช้ลาน“ราชภัฐ” ซึ่งเป็นลานใหญ่คล้ายหน้าพระที่นั่งอนันต์ฯ ใช้สำหรับทำพิธีสวนสนามหรือพิธีสำคัญต่างๆของรัฐบาลโดยเฉพาะ ไหนจะต้องปิดถนน และไหนจะพวกข้าราชการ(รวมข้าราชการที่นับถือศาสนาอิสลาม)ต้องมาร่วมจัดงานและทหารตำรวจก็ต้องมาทำงานดูแลความปลอดภัย ท่านนายกฯโมดิจะไปร่วมพิธีด้วยถึงแม้ท่านประกาศว่าท่านจะไม่ร่วมโยคะ แต่ก็ยังทำให้ชาวมุสลิมเครียดไม่แฮ็ปปี้ เพราะพวกเขาไม่นับถือการไหว้พระอาทิตย์ (ปฏิทินของศาสนาอิสลามใช้หลักจันทรคติ ไม่ใช้สุริยะคติ) เพราะหลายคนมองโยคะเป็นลัทธิหรือศาสนา

สำหรับดิฉัน วันเสาร์นี้ดิฉันตั้งใจจะไปร่วมวันโยคะโลกที่วัดอินเดียในเมืองนอร์วอล์ค (Norwalk) ไม่ไกลจากบ้าน เริ่มตั้งแต่ 8.00-12.00 น แล้วจะมาเขียยนเล่าให้กันฟังนะคะ

Comfort Foods

สวัสดีจูนกลูม (June Gloom หรือ ขมุกขมัว มิถุนา) วันนี้เข้าเดือนมิถุนา อากาศเดือนมิถุนาเช้าจะขมุกขมัวไม่มีแดด กว่าแดดจะออกก็ราว 9-10 โมงเช้า จึงเรียกกันว่า “จูนกลูม” ปลายๆเดือนพฤษภาหรือเดือน May จะได้ชื่อว่า “เมย์ เกรย์” (May Gray) เพราะท้องฟ้าจะสีเทา อากาศคาลิฟอร์เนียเดือนนี้ยังเย็นอยู่ตอนเช้าและเย็น วันที่ 21 มิ.ย. ก็จะเช้าฤดูร้อน วันนี้เราคุยเรื่องอาหาร “คอมฟอร์ท ฟู้ด” อากาศแบบนี้บ้านเราจะทำ“คอมฟอร์ท ฟู้ด”ทานบ่อย

คอมฟอร์ท ฟู้ด (Comfort Food)

“คอมฟอร์ท ฟู้ด” (Comfort Food) คือ อาหารที่ซิมเปิ้ลๆทำไม่ยาก แต่เมื่อทานแล้วรู้สึกอุ่นกายและใจ จะทำให้คุณนึกถึงบ้านหรือตอนสมัยคุณเป็นเด็ก คือทานแล้วแฮ็ปปี้ ตัวอย่าง แม็ค(คาโรนี)แอนด์ชีส (Mac and Cheese) มีทโลฟ (Meat Loaf) บีฟสตู (Beef Stew) ชิคเก็นพ็อทพาย (Chicken Pot Pie) ชิลลี่ (Chili) กริลชีส (Grilled Cheese) และโทเมโท่ซุป (Tomato Soup) เป็นต้น “คอมฟอร์ท ฟู้ด”ของอเมริกันส่วนมากได้ชื่อว่าคาร์บ(คาร์โบไฮเดรท)สูง ตามตัวอย่างข้างต้นดิฉันได้ทำทานเองมาหมดแล้วยกเว้น“ชิคเก็นพ็อทพาย” เพราะดิฉันไม่ชอบทานพายแป้งเยอะคาร์บสูงจริงๆ “คอมฟอร์ท ฟู้ด”ที่ดิฉันทำบ่อยคือ กริลชีส (ขนมปังและเนยแข็ง) และโทเมโท่ซุป (ซุปมะเขือเมศ) (ดูรูป)

กริลชีส & ซุปมะเขือเทศ
กริลชีส & ซุปมะเขือเทศ

ทุกชาติมีอาหาร“คอมฟอร์ท ฟู้ด” สำหรับอาหาร “คอมฟอร์ท ฟู้ด”ไทยสำหรับดิฉันน่าจะเป็นข้าวคลุกปลาทู เพราะทุกครั้งที่ดิฉันทานจะนึกถึงสมัยเด็กๆที่คุณยายทำข้าวคลุกปลาทูและปั้นเป็นก้อนรีๆให้ทาน ท่านจะนั่งบนพื้นอยู่กับที่ ในขณะที่ดิฉันกินคำวิ่งรอบบ้านและกลับมากินต่อ วันแรกที่ดิฉันถึงไทย เราจะเดินไปทานอาหารที่ร้าน“อัพ ทู ยู” (Up to You) หน้าปากซอยอารี พหลโยธิน ดิฉันต้องสั่งข้าวคลุกปลาทูทุกครั้ง ส่วนอาหาร“คอมฟอร์ท ฟู้ด”อาหรับสำหรับดิฉันที่สามีทำให้ทานคือ  เรียกว่า“ฟูล” (Foul) หรือ“ฟูล มะดัมมัส” (Foul Mudammas)

 “ฟูล”

“ฟูล”หรือ“ฟูล มะดัมมัส” เป็นอาหารคนอาหรับ ตาม“วิกิ”ดั้งเดิมมาจากเมือง “นาซาเรทซ์” (Nazareth) บ้านเกิดสามี (ฉะนั้นสูตรนี้จะเป็นสูตรแท้นะคะ) ชาวอีจิปต์เคลมว่าเป็นอาหารประเทศเขา แต่ละประเทศอาจใส่เครื่องเทศแตกต่างกัน แต่วิธีทำเหมือนกัน “ฟูล” คือถั่วปากอ้าหรือ “เฟว่า บีน” (Fava Bean) “มะดัมมัส” แปลว่า ฝัง คำนี้ใช้ตามหลังชื่ออาหารถั่ว เช่น “ฟูล มะดัมมัส” และ“ฮัมมุส มะดัมมัส” (Hummus Mudammas) แต่คนจะเรียกสั้นว่า “ฟูล” หรือ “ฮัมมุส” คุณที่อยู่รัฐคาลิฟอร์เนียคงรู้จัก “ฮัมมุส” มีขายสำเร็จรูปที่ร้าน“คอสโค” ที่เมืองไทยก็มีขายที่ตลาดแม็คโคร หัวหินข้างบ้านดิฉัน และตลาดวิลล่า อาหารเมดิเตอร์เรเนียนตอนนี้ฮิทมากในคาลิฟอร์เนียพอๆกับอาหารไทย (เพื่อนบ้านที่เรามักเชิญมาทานอาหารบอกว่าบ้านดิฉันเป็น“บ้านสุขภาพสมบูรณ์แบบ”จริง คือ ผัวทำอาหารอาหรับ เมียทำอาหารไทย และยังเปิดบ้านให้เพื่อนบ้านมาโยคะอีกด้วย) “ฮัมมุส”เสริฟเย็นอาจทานเป็นอาหารหลักหรืออาหารว่างได้ โดยจิ้มหรือ “ดิ๊พ” (Dip) กับ “พิต้า ชิพ” (Pita Chip) แต่“ฟูล”เสริฟร้อนกับขนมปังพิต้าและอาจาด เช่น มะกอกดำเมดิเตอร์เรเนียน มะเขือเทศ แตงกวาสดหรือแตงกวาดอง พริกฝรั่งหวาน (Bell Pepper)  ที่ทานเป็นอาหารหลักคงเป็นเพราะทานแล้วอิ่มมาก สามีบอกที่ประเทศเขาเรียก“ฟูล”แสลงว่า “อิฐ” หรือ“Brick”คือทานแล้วอิ่ม เพราะถั่วจะขยายในท้อง

ฟูลกระป๋อง
ฟูลกระป๋อง
เครื่องปรุงฟูล
เครื่องปรุงฟูล

 เครื่องปรุง “ฟูล”

  • ฟูล 1 กระป๋องราคา 69 เซ็นต์ต้มแล้ว ที่ตลาดอาหรับ
  • กระเทียม สับ 3 กลีบ
  • มะนาว ประมาณ ½ -1 ลูก
  • เกลือ
  • น้ำมันมะกอก เอ๊กซ์ตร้า เวอร์จิน (Extra Virgin Olive Oil)
  • ผักชีฝรั่งหรือพาร์สลีย์ (Parsley)

วิธีทำ “ฟูล”

นำฟูลใส่หม้อทั้งกระป๋อง เปิดไฟกลาง ต้มจนเดือดประมาณ 10-15 นาที ปิดไฟ เทถั่วใส่ชามตื้นไม่ต้องใส่น้ำหมดมันจะเปียกเกินไป ค่อยๆเติมทีหลัง ใช้ซ่อมบดเบา (ดูรูป) เติมน้ำถั่วเพิ่มถ้าต้องการ ใส่กระเทียม เหยาะเกลือ บีบมะนาว คลุก แค่เนี๊ย เสร็จแล้วค่ะ ง่ายม๊ะ ☺

นำฟูลต้มในหม้อ
นำฟูลต้มในหม้อ
ใส่ชามตื้น ซ่อมบดเบาๆ
ใส่ชามตื้น ซ่อมบดเบาๆ
ฟูลลาดน้ำมันมะกอก และอาจาด
ฟูลลาดน้ำมันมะกอก และอาจาด

เสริฟ ใช้ช้อนปาดตรงกลางเป็นแอ่ง ลาดน้ำมันมะกอกมากๆเพราะมันดูดซึมเข้าไปในถั่ว โรยหน้าด้วยพาร์สลีย์ เสริฟกับขนมปังพิต้าร้อน (ดูรูปโฮมเมดดิฉันทำเอง) และอาจาด ขนมปังพิต้าคุณไม่ต้องทำเองค่ะ ซื้อเองทั้งอร่อยและถูก 3 ถุง $1 ที่ตลาดอาหรับ ดิฉันหัดทำเพราะเมืองไทยหาขนมปังพิต้าอร่อยๆไม่ได้ เวลาอยู่ไทยดิฉันจะทานกับขนมปังบาเก๊ท์ปิ้ง

ขนมปังพิต้าโฮมเม๊ด
ขนมปังพิต้าโฮมเม๊ด

 

วิธีทาน ใช้มือค่ะเหมือนสมัยโบราณ ใช้มือฉีกขนมปัง ปาดฟูลทาน อร่อยมากๆค่ะ ทำก็ง่าย ใช้หม้อใบเดียวไม่ต้องล้างภาชนะมาก มีประโยชน์เพราะโปรตีนทั้งนั้น และถูก อาหารทาน 2 คนแค่เหรียญกว่าเท่านั้น

Bon Appetit! ค่ะ ภาษาอาหรับเรียก “ฟัดดัลโล” แปลว่า “เชิญทานค่า” RUJIPEDIA_ATTACHMENT-4_pages

สเน่ห์ปลายจวัก

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภา ที่ผ่านมาเป็นวันแม่หรือ Mother’s Day ของอเมริกา ซึ่งจะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน พ.ค. ส่วนวันพ่อ Father’s Day ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนมิถุนา ตามสถิติวันแม่เป็นวันที่ขายดอกไม้ได้มากที่สุดมากกว่าวันวาเลนไทน์ (แม่สำคัญกว่าผัว/เมีย??) วันแม่ปีนี้ดิฉันแฮ็ปปี้มาก เหมือนเรากับลูกในที่สุดยอมรับและเคารพซึ่งกันและกัน เราค้นพบว่าเรามีอะไรหลายอย่างเหมือนๆกัน ตัวอย่าง แม่ลูกรักสุขภาพ เราโยคะ ทานอาหารปลอดสารพิษ ชอบทำกับข้าว แม่ลูกฟันฝ่าอุปสรรคเลี้ยงลูกมาลำพัง แม่ลูกมีธุรกิจของตนเองไม่ชอบเป็นลูกจ้างคนอื่น แม่ลูกสร้างสรรทำในสิ่งที่ตนรัก ตอนนี้แม่ปลูกสวนผัก ลูกเลี้ยงผึ้งและทำน้ำผึ้งเอง เป็นต้น คุณแม่ดิฉันเคยสอนว่ามีลูกเปรียบเสมือน“นมยานฟัดอก”มันก็จะตะเลงๆไปตลอดชีวิตเรา เฮ้อ! เอาว่ามา ณ.วันนี้ดิฉันแฮ็ปปี้ยังงี้ก็ดีมากๆแล้ว
เดือนพฤษภานี้ครบ 2 ปีที่ดิฉันประกาศพักงาน 1 ปีเพื่อไปเรียนหลักสูตรครูสอนโยคะเพิ่ม พอครบหนึ่งปีต้องต่อสู้กับตัวเองว่าจะเอาไงต่อไป เลือกรีไทร์หรือทำงานต่อ เลยตัดสินใจไม่เลือ ทำในสิ่งที่แฮ็ปปี้ ทำงานไปเรื่อยๆแต่ลดลงเพื่อมีเวลาทำสิ่งอื่นๆที่ตัวเองมักพูดว่า “เมื่อรีไทร์ฉันจะทำ โน่น นี่” คือทำมันซะตอนนี้ไม่ต้องรอรีไทร์

RUJIPEDIA_ATTACHMENT-4
วัยฟื้นฟู
วัยดิฉันคงเดากันได้นะคะ หลังจากวัยทำงานก็ต้องไปวัยฟื้นฟู ดิฉันฟื้นฟูสุขภาพกายอยู่แล้วคือเดินเช้าเย็นกับสามีวันละ 2 ไมล์ ไปโยคะทุกวันบวกสอนที่บ้าน (ดูรูป 1, 2 ครูและนักเรียน คนซ้ายสุดลูกสาวสอนแทนคุณแม่) ตอนนี้ฟื้นฟูสุขภาพใจเพิ่ม ทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข รวมให้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆมากขึ้น นวดตัวและนวดหน้าประจำ แต่งบ้าน ปลูกสวนครัวกินเอง (ดูรูป 3 สวนครัว มีเครื่องเทศอิตาเลี่ยนเพียบ) ทานข้าวนอกบ้านและทำอาหารใหม่ๆทุกครั้งที่เจอเมนูอาหารที่ชอบ และที่สำคัญที่สุดคือดิฉันได้ฝึกนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง (ตอนวัยทำงานถ้านอนได้ 6 ชั่วโมงก็ถือเป็นมหัศจรรย์) ตอนนี้ทำสำเร็จ ☺ รู้สึกสดชื่นมากเมื่อตื่น หน้าตาดูอิ่มเอิบและตาโตไม่บวมตุ่ยๆ อ่านพบว่าร่างกายเราสร้างเซลล์ใหม่ได้เต็มที่ และที่เห็นชัดคือการนอนเต็มที่ช่วยให้ความจำและการโฟกัสดีขึ้นมาก

สวนครัว
สวนครัว

เมนูล่าสุดพาสต้าและแลมบ์ชอพ
วันนี้มาแชร์เมนูอาหารจานใหม่ล่าสุดที่ดิฉันทำ ดิฉันและเพื่อนๆจะเจอกันทุกวันศุกร์และไปสรรหาร้านอาหารอร่อยๆทานกัน หลังจากที่เราไปทานร้านอิตาเลี่ยน Palumbo Ristorante บนถนน 5th เมือง Temecula เราสั่ง พาสต้าและแลมบ์ชอพ (Pasta and Lamb Chop) อร่อยสุดๆ และข้างๆร้าน Palumbo มีร้านขายเครื่องเทศ ดิฉันไปเจอ “เกลือเห็ดทรัฟเฟิล”หรือ “ทรัฟเฟิล ซอลท์” (Truffle salt) ดิฉันชอบใช้น้ำมันทรัฟเฟิล (Truffle oil) เหยาะในกับข้าวอยู่แล้ว (ดูรูป 4 น้ามันและเกลือทรัฟเฟิล) ดิฉันเลยสั่งซื้อ“ทรัฟเฟิล ซอลท์” ออนไลน์ซึ่งถูกกว่าที่ร้านเยอะ และลองทำพาสต้าและแลมบ์ชอพเอง ทำง่ายมากค่ะใช้เวลาเพียง 20 นาทีเสร็จ เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle mushrooms) เป็นเห็ดที่ราคาแพงที่สุดในโลกราคาต่อปอนด์ระหว่าง $1,000-4,000 แหล่งมาจากประเทศฝรั่งเศษและอิตาลี่ ที่แพงเพราะมันขึ้นใต้ดิน ชาวนาต้องใช้หมู ดมกลิ่นหาเห็ด ร้านอาหาร 5 ดาวมักจะใช้น้ำมันทรัฟเฟิลใส่อาหาร รวมทำน้ำสลัด ใส่เนื้อเสต็ค เหยาะลงในพาสต้า เป็นต้น

น้ามันและเกลือทรัฟเฟิล
น้ามันและเกลือทรัฟเฟิล

เครื่องปรุง
ดิฉันซื้อเนื้อแกะตรงซี่โครง “แลมช็อพ” (Lamb chops) ที่ Costco หนึ่งแถวมี 8 ชิ้นราคา $14 เลือกเอาแถวเล็กๆนะคะเพราะจะได้เนื้อแกะหนุ่มสาวไม่แก่ และจะไม่มีมันมาก หั่นแกะตามทางกระดูกเป็น 8 ชิ้น ทาด้วยเกลือ“ทรัฟเฟิล” และพริกไทยบนเนื้อแกะ หรือใช้เกลือ“ซีซอลท์” (sea salt) ส่วนพาสต้าดิฉันใช้ “ลิงกวินี่” (Linguini) เครื่องปรุงอื่นๆ คือกระเทียมสับ มะเขือเทศตากแดดแห้ง “ซันดรายโทเมโท่” (Sun dried tomatoes) ผักโขม “สปินิช” (Spinach) ไวน์ขาว น้ำมันมะกอก เกลือ พริกไทย เนยผงพาร์มาชอนชีส (Parmesan Cheese) และเครื่องเทศไทม์ (Thyme) และ ผักชีฝรั่งหรือพาร์สลี่ย (parsley) (สองอันนี้ไม่จำเป็นถ้าไม่มี แต่ดิฉันชอบเติมเครื่องเทศสดที่ปลูกอยู่หลังบ้าน)
วิธีทำ
ตั้งน้ำร้อนให้เดือดเตรียมไว้เพื่อลวกพาสต้า เปิดเตาบาร์ บี คิว อุณหภูมิร้อนจัดเพื่อเตรียมย่างแกะ (ถ้าไม่มีเตา BBQ ใส่กระทะร้อนจัดใส่น้ำมันมะกอกนิดนึงและนำแกะลงกระทะพอสุก กลับข้าง) เมื่อน้ำเดือดใส่เกลือลงไป และใส่พาสต้าลงไปตามวิธีใช้ข้างกล่อง พาสต้าอย่าลวกสุกต้องสุกดิบ“อัล เด็นเต้” (Al dente) ประมาณ 5 นาทีคือยังแข็งๆไม่นิ่ม ระหว่างที่ดิฉันทำพาสต้า สามีออกไปย่างแกะที่เตา BBQ) ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกเปิดไฟกลาง ใส่กระเทียมคนแป๊บเดียวพอเหลืองอ่อนๆ ใส่ ซันดรายโทเมโท่ เกลือ และใส่ไวน์ขาว (ดิฉันเทไม่ค่อยยั้งมือคงเกินกว่า 1 ถ้วย) พอพาสต้าได้ที่ คีบพาสต้าโดยตรงจากหม้อ (ไม่ต้องกรองน้ำออก) ใส่ลงไปในกระทะ ใส่ผักโขมและใส่น้ำที่ต้มพาสต้าไปหน่อยถ้ามันแห้ง ใส่ไทม์(Thyme) สปริงเคิลพาร์มาชอนชีส (Parmesan Cheese) คนสัก 2 นาที ตักใส่จาน วางแกะที่ย่างแล้วข้างบน เสริฟกับไวน์แดง (ดูรูป 5,6 before and after) ในรูปวางแค่ 2 ชิ้น แต่เราทานคนละ 4 ชิ้น

Before & After
Before & After

เมื่อก่อนดิฉันไม่เคยเชื่อเรื่อง “สเน่ห์ปลายจวัก” คิดว่ามันช่างโบราณอะไรอย่างงี้ ตอนนี้ชักเชื่อแล้วเพราะคำแรกที่เข้าปากสามี เขามองดิฉันด้วยความรัก หลังจานเกลี้ยงสามียิ้มหวานคึกคักทั้งวัน

ข่าวการเมืองและศาสนา

วันที่ 8 พฤศจิกายนปีหน้า 2016 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ฉะนั้นข่าวตั้งแต่นี้ไปจะเกี่ยวกับผู้สมัครเลือกตั้ง หรือ“เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท” (Presidential Candidates) และประเด็นสำคัญทางการเมืองต่างๆที่พลเมืองผู้ออกเสียง “โวทเต้อร์” (Voters) ต้องการได้ยินความเห็นจาก “เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท” แต่ละคน คอลัมน์วันนี้เราคุย 2 เรื่องคือ การเมืองและศาสนา “พอลิทิค แอนด์ ริลิเจี้ยน” (Polictic and Religion)  ซึ่งเป็น 2 หัวข้อสนทนาที่ดิฉันถูกสอนมาตั้งแต่มาอยู่เมกาใหม่ๆว่าต้องหลีกเลี่ยงไม่งั้นเสียเพื่อน

เรื่องการเมือง

การเลือกตั้งประธานาธิบดี (ปธน) ในอเมริกามีทุก 4 ปี ปธน อยู่ในตำแหน่งได้สูงสุด 2 เทอม คือ 8 ปี ปธน โอบาม่า (ปธน ผิวดำคนแรก) ขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นเทอมที่ 2 วันเลือกตั้งหรือ “อีเล็กชั่น” (Election) จะตรงกับวันอังคารแรกของเดือน พ.ย. การเลือกตั้งปีหน้าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 58 ของอเมริกา การเมืองในอเมริกาก้าวไปไกลมาก ตั้งแต่อเมริกาเริ่มสร้างประเทศ คนขาวผู้ชายเท่านั้นที่ออกเสียงเลือกตั้งได้ รับตำแหน่งในรัฐบาล และเป็นลูกขุนได้ คนผิวดำและผู้หญิงไม่มีสิทธิ คนผิวดำมีสถานะเป็นทาส ไม่มี“ไอเด็นติตี้” (Identity) ของตนเอง เนื่องจากทาสเป็นสมบัติของเจ้านาย คือเขาซื้อขายได้มา เจ้านายสามารถทำร้าย ทุบตี ทาสได้ ทาสห้ามเรียนหนังสือฉะนั้นพวกเขาไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ และ เพราะ จนกระทั่งเดือนมิถุนายนปี 1865 เมื่อสงครามการเมืองสิ้นสุดลงสมัย ปธน เอบราฮัม ลินคอล์น ได้ผ่านกฎหมายเลิกทาส ถึงแม้กฎหมายจะมีผลตั้งแต่นั้น แต่ในแง่ปฏิบัติก็ยังไม่เท่าเทียมกัน คนผิวดำต่อสู้มาตลอดโดยเรียกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกับคนผิวขาว เมื่อ ปธน โอบาม่า ได้รับเลือกตั้งเป็น ปธน ในปี 2008 และเลือกตั้งคราวหน้า นางฮิลลารี่ คลินตัน อดีตสตรีหมายเลข 1 พึ่งประกาศลงสมัครเลือกตั้ง “เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท” เมื่อวันที่ 12 เมษาที่ผ่านมา เราก็ต้องดูกันต่อไป สักวันหนึ่งเราอาจได้เห็น ปธน หญิง ของอเมริกาก็ได้   โปรดอ่านความรู้เพิ่มเกี่ยวกับ “ระบบปกครองของอเมริกา และสิทธิรัฐธรรมนูญ” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มใหม่” หน้า 1-3 หรือในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หัวข้อการปกครอง หน้า 18-19 คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือ “สิทธิของฉัน” เล่มละ $55 “อยู่อเมริกา” เล่มละ $35 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308

 

 

“เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท” (Presidential Candidate) หรือผู้สมัครเลือกตั้งปธน จะประกาศตัวลงสมัครเลือกตั้ง ประมาน 18 เดือนก่อนเลือกตั้ง นางฮิลลารี่ คลินตัน สังกัดพรรคเดโมแครทได้ประกาศตัวลงสมัครเลือกตั้งออนไลน์ (มาแปลก) วันอาทิตย์ที่ 12 เมษา ที่ผ่านมา ณ. วันนี้เธอเป็น“เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท”คนเดียว ของพรรคเดโมแครท ส่วนฝ่ายรีพับบลิคกันตอนนี้มี 3 “เพรสสิเด๊นท์เชี่ยล แคนดิเดท”ที่ได้ประกาศลงสมัคร คือ นายแรนด์ พอล (Rand Paul) เป็นวุฒิสมาชิกหรือ“เซเนเต้อร์”(Senator) รัฐเคนตั๊คกี้ นายเท็ด ครูซ์ (Ted Cruz) เซเนเต้อร์รัฐเท็กซัส และนาย มาร์โค รูบิโอ (Marco Rubio) เซเนเต้อร์รัฐฟลอริด้า ประวัติการต่อสู้ของผู้หญิงอเมริกันก็พอๆกับคนผิวดำ แต่ดีกว่านิดหน่อย คือ ผู้หญิงเมื่อเกิดมาตอนเป็นเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะถือเป็นสมบัติของบิดา พอบรรลุนิติภาวรจึงได้“ไอเด็นติตี้” ของตนเอง แต่ทันทีที่ผู้หญิงแต่งงาน เธอก็จะหมดสิทธิทันที เพราะตกเป็นสมบัติของสามี สามีมีสิทธิทำร้าย ตบตีเมียได้ (ไม่แน่ใจว่าขายได้หรือป่าว) ผู้หญิงมีสามีไม่มีสิทธิซูคนอื่นที่ทำร้ายเธอ สามีต้องเป็นคนซู และผู้หญิงไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งคราวหน้านางฮิลลารี่ชนะ ก็จะได้จารึกในประวัติศาสตร์ในที่สุดอเมริกามี ปธน หญิงคนแรก !!

เรื่องศาสนา

เรื่องศาสนาที่จะเป็นประเด็นหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ สิทธิเกย์/เลสเบี้ยนและเสรีภาพในการแต่งงาน “ฟรีดอม ทู แมรี่” (Freedom to Marry) ตอนเลือกตั้งสองคราวที่แล้ว โอบาม่าได้คะแนนโวทมากจากกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยน คุณหลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเกย์และเลสเบี้ยนมันเกี่ยวกับศาสนาและกฎหมายอย่างไร เกี่ยวค่ะ คือ ศาสนาหลายศาสนาถือว่าการร่วมเพศระหว่างเพศเดียวกันเป็นบาป ตามพระคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ นิวเทสตาเม๊นท์ ไบเบิลฮิบรู“ยิว” และโคราน ศาสนา“อิสลาม” เขียนไว้ว่า การร่วมเพศทางทวาร ปาก อาจเป็นระหว่างเพศเดียวกันหรือต่างเพศ และร่วมเพศกับสัตว์ ถือเป็นอาชญากรรมที่ขัดกับธรรมชาติ เรียก“ไครม อเก๊นสท์ เนเช่อร์” (Crime agaist Nature) ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะการ“อเม็นด์เม๊นท์”ที่ 1 ระบุว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อของเขา ห้ามรัฐบาลยุ่งเกี่ยว ดั่งระบุในรัฐธรรมนูญว่า “รัฐบาลต้องสร้างกำแพงระหว่างโบสถ์และรัฐ” คือห้ามจุ้น ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญบทเฉพาะการ“อเม็นด์เม๊นท์”ที่ 14 ระบุว่า รัฐบาลห้ามกีดกันคนเพราะเชื้อชาติ สีผิวและศาสนา และต้องปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกันหมด คนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะดำรงชีวิตเพื่อไปถึงซึ่งความสุข (Pursuit of Happiness) และมีเสรีภาพที่จะแต่งงาน วกกลับมาเรื่องเกย์และเลสเบี้ยน เมื่อก่อนเกย์และเลสเบี้ยนไม่เปิดตัว เพราะถูกกีดกันมากไม่งั้นไม่สามารถรับตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆหรือตำแหน่งในรัฐบาล แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป พวกเกย์และเลสเบี้ยนได้เปิดตัวมากขึ้น จึงมีการตั้งองค์กรต่อสู้เพื่อสิทธิความเสมอภาค พวกเขาต้องการที่จะได้รับผลประโยชน์ “เบเนฟิต” (Benefits) จากคู่พาร์ทเน่อร์ เช่นประกัน เงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล เช่นเดียวกับคู่สามีภรรยาหญิงชาย จนในที่สุดรัฐบางรัฐเริ่มผ่านกฎหมายยอมรับให้คู่เกย์ เลสเบี้ยนจดทะเบียนเป็นพาร์ทเน่อร์ได้ เพื่อเขาจะได้รับผลประโยชน์ และหลายรัฐมีการเคลื่อนไหวที่จะผ่าน“เซมเซ็กส์แมริเอจ” (Same Sex Marriage) ตามสิทธิรัฐธรรมนูญรัฐเป็นอำนายจองรัฐที่จะผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและหย่า รัฐบาลกลางห้ามยุ่ง รัฐบาลกลางรีบตัดไฟแต่ต้นลม ปี 1996 รัฐบาลกลางได้ผ่านกฎหมาย Defense of Marriage Act (เรียกย่อว่า “โดมา” DOMA) ระบุว่าการแต่งงานต้องเป็นระหว่างหญิงและชายเท่านั้นเรียก รัฐบาลกลางไม่ยอมรับคู่สมรสเกย์และเลสเบี้ยน = ไม่ให้ผลประโยชน์ เมื่อรัฐบาลกลางผ่านกฎหมายออกมาอย่างนี้ เท่ากับรัฐบาลกลางพังกำแพงระหว่างโบสถ์และรัฐ ในที่สุดปี 2013 ศาลสูงสุดได้ตัดสินคดี และคำตัดสินได้โมฆะ DOMA ว่าละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นอิมมิเกรชั่นซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลางจึงยอมออกใบเขียวให้คู่สมรสเกย์และเลสเบี้ยน โปรดอ่านความรู้เพิ่มเกี่ยวกับ “อำนาจรัฐ vs รัฐบาลกลาง” และ “การสมรสระหวางเพศเดียวกัน” ในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา เล่มใหม่” หน้า 30 และ 41

การกีดกันคู่เกย์รัฐอินเดียน่า

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นคือ เหตุการณ์ในรัฐอินเดียนน่าที่ผ่านมาเดือนที่แล้ว เมื่อวันที่ 26 มีนา 2015 ผู้ว่ารัฐอินเดียนน่าได้ผ่านกฎหมาย เรียก “ริลิเจียส ฟรีด้อม เรสโตเรชั่น แอ๊กท์” (Religious Freedom Restoration Act) คือ ให้เสรีภาพที่พลเมืองสามารถทำสิ่งที่เขาเชื่อตามศาสนาได้โดยไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายนี้ออกมาแก้หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาหลังจากที่รัฐบาลกลางยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ” หลังจากที่กฎหมายผ่านร้านพิซซ่าร้านหนึ่งในรัฐอินเดียนน่า เจ้าของร้านปฏิเสธไม่รับทำออเด้อร์ที่คู่เกย์สั่งทำเค็กแต่งงาน โดยต้องการให้มีตัวตุ๊กตาที่ปักบนเค็กเป็นรูปคู่เพศเดียวกัน จึงกลายเป็นข่าวใหญ่แพร่ไปตามบล็อก หลังจากนั้นมีบล๊อกลงด่าเจ้าของร้านและชักจูงให้คนบอยคอทร้านนี้ เจ้าของร้านถึงขนาดต้องปิดร้านเพราะขาดทุน ส่วนกลุ่มตรงข้ามที่เห็นด้วยกับร้านก็ลงบล็อกตอบกลับ และเรียกเงินเรี่ยไรช่วยธุรกิจเจ้าของร้าน ตามข่าวที่ดิฉันอ่านภายในอาทิตย์กว่า ได้รับเงินเรี่ยไรให้เจ้าของร้านได้ถึง $842,000

ไงคะ รัฐธรรมนูญและศาลสูงสุดในอเมริกาศักดิ์สิทธิดีไหม!!!

 

โยคะเมืองไทย

สวัสดีค่ะ หายไปเดือนนึงเพราะดิฉันพึ่งกลับจากเมืองไทยได้อาทิตย์กว่า กลับมาก็รีบทำงานค้างเลยบิสซี่ทั้งอาทิตย์ และยังต้องฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ล้ามาจากโยคะในเมืองไทย

โยคะในอเมริกา

ดิฉันเป็นลูกศิษย์โยคะจากยิม 24 Hour Fitness ตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบัน ปีนี้เข้าปีที่ 7 ที่เลือกไปยิมเพราะมันถูก มีสาขาทั่วเมกา มีคลาสโยคะและคลาสออกกำลังอื่นๆ เช่น ซุมบ้า อโรบิค พิลาเต้ เป็นต้น และอุปกรณ์ออกกำลังทุกชนิด แถมยังหลายสาขาเปิด 24 ชั่วโมงอีก ดิฉันจ่ายรายปี 2 ปีต่อครั้ง เฉลี่ย $14 ต่อเดือนเท่านั้น และที่ดิฉันชอบคือ ครูแต่ละคนสอนไสตล์ต่างกัน ระหว่าง 6 ปีดิฉันก็ได้ไปลองเรียนโยคะตามสตูดิโอ ไสตล์กุณฑาลิณีโยคะ โยคะร้อน และไทชี แต่ก็เลิกไป เพราะร่างกายกระซิบบอกว่าเพลาๆหน่อย ไสตล์โยคะในยิม ครูจะไม่ให้เราทำท่ายากๆที่อาจเป็นอันตราย เช่น เฮ๊ดแสตนด์ ขาพาดไหล่ ท่าหิงห้อย  เพราะนักเรียนมีทุกระดับ และคงกลัวนักเรียนบาดเจ็บและอาจถูกซู (คงเป็นกฏของยิม) ส่วนมากเป็นไสตล์ “หัตถะโยคะ” (Hatha Yoga)  หลังจากที่ดิฉันได้เรียนจบหลักสูตรโยคะ 500 ชั่วโมง และเรียนคอร์สโยคะต่างๆรวม “แอนนาโตมี่” (Anatomy) ได้ทำความรู้จักกับสรีระของตัว ตอนนี้ก็รู้สึกอยู่ตัว ปัจจุบันแต่ละอาทิตย์ ไปโยคะที่ยิม 6 วัน สอน 3 วันต่อ พัก 1 วัน และเดินที่ปาร์คข้างบ้านทุก เช้า เย็น เก๊าะอยู่ตัว แฮ็ปปี้ สดชื่นมากๆหลังโยคะเสร็จ ทั้งร่างกายและจิตใจ

โยคะในเมืองไทย

คราวที่แล้วดิฉันอยู่ไทย ได้ไปโยคะที่สตูดิโอ มีสอน 4 วันต่ออาทิตย์รอบเช้า นอกนั้นรอบเย็น ตอนไปลงเรียนนึกในใจว่าโย 4 วันเช้าเท่านั้นไม่พอ จะต้องไปหาสตูดิโอเรียนเพิ่มรอบเช้าอีก 2 วัน (ดิฉันไม่ชอบไปโยคะรอบเย็น สงสารสามีที่ต้องรอทานข้าวเย็น) อาทิตย์แรกดิฉันไปโย ก็ “ว๊าว” (Wow!)“คัลเจ้อร์ ช็อค” (Culture shock) นักเรียนสาวๆหุ่นเพรียว มักคุยกันแต่เรื่องน้ำหนัก ส่วนคุณครูสอนดีเก็บท่าละเอียด  แต่ๆละท่าครูจะให้นิ่งอยู่นาน ซึ่งดิฉันก็โอกับมัน แต่จะมีท่ายากๆหลายท่า  3วันแรกดิฉันแทบเดี้ยง พอวันศุกร์มาถึง กัดฟันทำไปเพราะ“อีโก้” (Ego) พอวันเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ดิฉันนอนแผ่ ปวดเมื่อยร่างกายไปหมด ยกเลิกความคิดที่จะไปโยคะ 6 วัน  ต้องวิ่งไปนอนนวดน้ำมันผ่อนคลาย พออาทิตย์ที่2 กล้ามเนื้อพอชินขึ้น ก็พอไหว 4 วันรวด แต่ต้องพึ่งหมอนวดวันหยุด ที่ไม่เข้าใจและพยายามหาสาเหตุว่า เวลาโยคะในอเมริกา ทั้ง โย และสอน รวม 9 ครั้งต่ออาทิตย์ ร่างกายแฮ็ปปี้มาก แต่โยคะในเมืองไทยเพียง 4 วันต่ออาทิตย์ ทำไมร่างกายมันเปลี้ยและล้าไปหมดทั้งวัน (ไม่อยากใช้คำว่าเดี้ยง)

คำอุทธาหรณ์

วันดิฉันบินกลับเมกา ได้อ่านแม็กกาซีน “ชีวจิต” ฉบับวันที่ 1 มีนาในเครื่องบิน เขียนโดยครูปาล์ม-ฐิตวินน์ คำเจริญ หัวข้อเรื่อง “ท่านักรบ แก้อ่อนเพลีย” ครูปาล์มเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์โยคะ ขอนุญาตลอกบทความบางส่วนมาลงในที่นี้

เมื่อผมฝึกท่าพื้นฐานได้แล้ว จึงเริ่มฝึกท่ายากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ผมทรงตัวไม่ดี เมื่อเท้าเหยียบพื้นก็ล้มทันที และรู้สึกเสียวแปลบจากบริเวณกระดูกสันหลังมาถึงก้านคอ ก้มคอไม่ได้ นั่งไม่ได้ จนต้องไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าผมฝึกโยคะมากเกินไปทำให้หมอนรองกระดูกไหลออกมาทับเส้นประสาท หลังจากนั้นผมต้องทำกายภาพบำบัดและหยุดฝึกโยคะหลายเดือน เมื่ออาการดีขึ้นนักกายภาพบำบัดก็อนุญาตให้ผมฝึกโยคะได้ แต่ผมต้องกลับไปเริ่มฝึกโยคะใหม่หมด เรียกว่าเริ่มจากศูนย์  เพราะมีความรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ผมจึงค่อยๆเรียน ค่อยๆรู้จักกับร่างกายตัวเองอย่างละเอียดขึ้น เป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้ผมกลับมาฝึกโยคะได้อีกครั้ง และอยากถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้แก่คนอื่น” ครูปาล์มยังพูดต่อว่า “เวลาที่สอน ผมมักบอกนักเรียนเสมอว่า เวลาฝึกท่าต่างๆต้องรู้จักร่างกายตัวเอง ไม่ใช่ทำตามคนอื่นทั้งหมด เพราะนั่นไม่ใช่ร่างกายของเรา

พอดิฉันอ่านบทความนี้ ต้องขอขอบคุณครูปาล์ม ทำให้ดิฉันรู้สึกดีขึ้นมาก เลยหยุดหาคำตอบว่าร่างกายตัวเป็นอะไรเนี่ย ร่างกายมันตอบเองให้เสร็จ ว่า “ชิวๆมั่งซิคุณ!

เทศกาลวันหยุดเดือนกุมภา

ในอเมริกาเดือนกุมภาเป็นเดือนที่มีวันเทศกาลมากถึง 3 วัน คือ วันวาเล็นไทน์ 14 ก.พ. วันแอ็ช เว๊นสเดย์ 18 ก.พ. วันตรุษจีน 19 ก.พ. และมีวันหยุดราชการ 1 วันคือ วันเพรสสิเด๊นท์ เดย์ 16 ก.พ.

วันวาเล็นไทน์ (Valentine Day)

วันวาเล็นไทน์ คือวันแห่งความรัก ได้ชื่อตามนักบุญชื่อ“เซ็นท์ วาเล็นไทน์” (Saint Valentine) ความเป็นมาคือ ในช่วงศตวรรษที่ 3 เป็นยุคล่าดินแดนของโรมัน กษัตริย์โรมันชื่อท่านคลาวเดียที่ III ได้เกณท์กองทัพทหารส่งชายหนุ่มไปสู้รบ กษัตริย์กลัวว่าชายหนุ่มไม่อยากไปสงครามหรือใจเขวถ้ามีความรัก จึงออกกฎห้ามไม่ให้ชายหนุ่มแต่งงาน บาทหลวงชื่อ“เซ็นท์ วาเล็นไทน์” ไม่เห็นด้วยและต่อต้านกฎหมายนี้ ท่านได้แอบลักลอบทำพิธีสมรสลับให้คู่หนุ่มสาวก่อนที่ชายหนุ่มจะไปรบ ภายหลังกษัตริย์คลาวเดียรู้เข้า จึงจับ “เซ็นท์ วาเล็นไทน์” เข้าคุก ระหว่างรอการประหารชีวิต“เซ็นท์ วาเล็นไทน์” ได้หลงรักลูกสาวของนักโทษผู้หนึ่ง ก่อนวันประหารท่านได้แอบส่งจดหมายไปสารภาพรักต่อลูกสาวนักโทษ และลงท้ายจดหมายว่า “จากวาเล็นไทน์ของเธอ” “From your Valentine” เซ๊นท์ วาเล็นไทน์ ถูกประหารชีวิตวันที่ 14 กุมภา ในปี ค.ศ. 1847 หญิงอเมริกันชื่อ Esther Howland อยู่รัฐแมสสาจูเซสท์ หัวใสได้เริ่มทำคาร์ดวาเล็นไทน์ขาย เป็นรูปหัวใจและกามเทพยิงศร พระกามเทพหรือ“คิวปิด” (Cupid) คือเทพเจ้าแห่งความรัก วันวาเล็นไทน์จึงกลายเป็นวันแห่งความรักไปทั่วโลก “แฮ็ปปี้ วาเล็นไทน์”ค่ะขอให้สมหวังกันนะคะ

วันแอ็ช เว๊นสเดย์ (Ash Wednesday)

วัน “แอ๊ช เว๊นส์เดย์” (แอ๊ช แปลว่า ขี้เถ้า วันแอ๊ช เว๊นส์เดย์” คือ“วันรับเถ้า”ซึ่งจะตรงกับวันพุธ) เป็นวันทางศาสนาของชาวคริสเตียน ปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 18 ก.พ. เป็นวันแรกของการถือศีล เรียกเข้าช่วง “เล๊นท์” (Lent) รวม 46 วัน ไปจนถึงวันอีสเต้อร์ซึ่งจะตรงกับวันอาทิตย์ ปีนี้ตรงกับวันที่ 5 เมษา  ในวัน “แอ๊ช เว๊นส์เดย์” ชาวคริสเตียนที่เคร่ง จะไปโบสถ์ ฟังเทศน์ และบาทหลวงจะเจิมขี้เถ้าให้ที่หน้าผาก (ดูรูป) ในช่วง “เล๊นท์” ทั้ง 46 วันนี้  ผู้ที่เคร่งก็จะตั้งใจละทิ้งสิ่งไม่ดีบางอย่าง เช่น เลิกบุหรี่ เหล้า หรือไม่ทานเนื้อสัตว์ เป็นต้น เพื่อรำลึกถึงพระเยซูที่ท่านสละชีวิตเพื่อลบบาปของพวกเขา ตามพระคัมภีร์ พระเยซูเริ่มอดอาหารเพื่อปฏิบัติธรรม ท่านเดินเท้าข้ามทะเลทรายผ่านความธุรกันการเป็นเวลา 40 วัน วันที่ 40 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ท่านเดินทางเข้ามาถึงเมืองเยรูซาเล็ม วันนั้นเรียกวัน “ปาล์ม ซันเดย์” (ตรงกับวันที่ 29 มีนา) มีผู้คนที่ศรัทธารอรับท่านอยู่ที่ประตูเมือง พวกเขาได้โปรยใบปาล์มลงบนพื้น เพื่อให้ท่านเดิน(นิ่มๆ)บนใบปาล์ม หลังจากนั้นมีสาวกที่ทรยศต่อพระเยซูไปแจ้งทหารโรมันว่า พระเยซูประกาศตนเป็นบุตรพระเจ้า โดยคำสั่งของกษัตริย์โรมัน ได้สั่งทหารให้ฆ่าท่าน พระเยซูถูกจับตรึงไม้กางเขนและสิ้นชีพ วันศุกร์ เรียกวัน “กู๊ด ฟรายเดย์” (Good Friday)ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 เมษา  สองวันต่อมา ตรงกับวันอาทิตย์เมื่อผู้คนไปที่หลุมฝังศพ ปรากฏว่าไม่มีร่างท่าน เชื่อว่าพระเยซูคืนพระชนม์และขึ้นสวรรค์ หรือ “เรสเซอเร็กท์ชั่น” (resurrection) วันที่ท่านคืนพระชนม์เรียกว่าวัน “อีสเต้อร์” (บางตำรากล่าวว่า 3 วัน ฉะนั้นบางครั้งคุณจะได้ยินคำว่า “อีสเต้อร์ ซันเดย์” Easter Sunday หรือ “อีสเต้อร์ มันเดย์” Easter Monday) วัน “อีสเต้อร์” เป็นวันออกศีล เป็นวันที่คนจะฉลองทานอาหารมื้อใหญ่ วิธีคำนวนวันอีสเต้อร์ คือวันแรกของวันพระจันทร์เต็มดวงหลังจากวัน “วิษุวัติ” หรือ “เอควิน็อกซ์” (Equinox) คือวันที่มีกลางวันและกลางคืนเท่ากันของฤดูใบไม้ผลิ เรียก “สปริง เอควิน็อกซ์” (Spring Equinox) (ในปีหนึ่งจะมีวัน “วิษุวัติ” สองครั้งฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง) ปีนี้“สปริง เอควิน็อกซ์” ตรงกับวันที่ 21 มีนา และจึงนับย้อนหลังไป 46 วัน เป็นวัน“แอ๊ช เว๊นส์เดย์” รากศัพท์คำว่า “อีสเต้อร์” มาจากหลายสายแล้วแต่ประเทศใดจะแปล ดิฉันเลือกอันที่ดิฉันชอบมากที่สุดคือ มาจากเทพเจ้าหญิงชื่อ Eostre (เอ็สเต้อร์) เป็นเทพเจ้าที่บูชากันในฤดูใบไม้ผล ถือเป็นเทพเจ้าแห่งการ ผลิตผลคำว่า

 

หมายเหตุ การที่วัน“แอ๊ช เว๊นส์เดย์” ใช้ขี้เถ้าเจิมหน้าผาก (ตามพระคัมภีร์กล่าวว่า ขี้เถ้ามาจากการเผาใบปาล์มของวัน “ปาล์ม ซันเดย์”ปีก่อนหน้า) เหตุผลที่ใช้ขี้เถ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่เตือนว่า มนุษย์ ก็มาจากขี้เถ้า เมื่อตายเราก็กลายเป็นขี้เถ้า“Remember, Man is dust, and unto dust you shall return.”  

วันตรุษจีน (Chinese New Year)

วันตรุษจีน หรือวันปีใหม่ของชาวจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 19 ก.พ. ตามภาษาปฏิทินเรียกวัน “ลูน่าร์ นิวเยียร์” (Lunar New Year) หรือวันทางจันทรคติ และเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ  ก็ขออวยพรกันเลยนะคะ “ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดไช้” ขอให้เฮงๆนะคะ รวยๆสุขภาพและกระเป๋า

วัน “เพรสสิด็นท์ เดย์” (President Day)

วัน “เพรสสิด็นท์ เดย์” หรือวันประธานาธิบดี เป็นวันหยุดราชการ ทุกปีจะตรงกับวันจันทร์ที่ 3 ของเดือน ก.พ. เพื่อให้คนได้หยุดยาว ปีนี้ตรงกับวันที่ 16 ก.พ. วัน “เพรสสิด็นท์ เดย์” ได้กลายเป็นวันหยุดราชการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 ก่อนหน้านั้นในเดือนกุมภา เราจะมีการรำลึกวันเกิดประธานาธิบดี 2 ท่าน คือ George Washington’s Birthday  (จอร์จ วอชิงตัน ป.ธ.น. คนแรกของอเมริกา เกิดวันที่ 22 ก.พ.) และ Lincoln’s Birthday  (เอบบราแฮม ลินคอล์น เป็น ป.ธ.น. คนที่ 16 ท่านได้ประกาศเลิกทาศ เกิดวันที่ 12 ก.พ.) สมัยโน้นวันเกิด ป.ธ.น. จอร์จ วอชิงตัน เป็นวันหยุดราชการวันเดียว ส่วนวันเกิดป.ธ.น. ลินคอล์น โรงเรียนรัฐบาลจะหยุด ในปี 1971 คองเกรสได้เปลี่ยนจากวันเกิดของสองท่าน เป็นวันประธานาธิบดีหรือวัน“เพรสสิด็นท์ เดย์” แทน เพื่อเป็นอนุสรณ์ต่อป.ธ.น.ทุกท่านที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับคนอเมริกันวัน“เพรสสิด็นท์ เดย์” ถือเป็นวันช็อปปิ้งโดยเฉพาะสินค้าใหญ่ๆเช่น เฟอร์นิเจ้อร์ ที่ทางร้านจะลดราคามากและหลายแห่งยกเว้นภาษี !!  โปรดอ่านเพิ่มความรู้เกี่ยวกับอเมริกาและวันหยุดเทศกาลต่าง ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 27-28 คุณสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้จากดิฉัน เล่มละ $35 โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308