Sexual Harassment

ตั้งแต่กลางเดือนตุลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ข่าวดังแต่ละวันจะเป็นหัวข้อที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ “ลวนลามทางเพศ” หรือ “เซ็กสช่วล ฮาราสเม๊นท์” (Sexual Harassment)  เริ่มจากข่าวแรกเกี่ยวกับนาย “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” (Harvey Weinstein) ดูรูป ผู้สร้างหนังยักษ์ใหญ่ ถูกนางสาว “โทมี แอน โรเบิร์ทส” (Tomi-Ann Roberts) ระหว่างถูกสัมภาษณ์ได้เปิดเผยว่าเธอได้เคยถูกลวนลามทางเพศโดยนาย “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” ตอนเธออายุ 20 ปี (เมื่อ  33 ปีมาแล้ว) ตอนนั้นเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและอยากเป็นดารา  เธอมีนัดเข้าพบ นายไวน์สตีน เมื่อไปที่ห้องพักตามนัด นายไวน์สตีนอยู่ในชุดวันเกิด เตรียมตัวลงแช่อ่างอาบน้ำ และชวนให้เธอแก้ผ้ามาแช่อ่างอาบน้ำด้วยกัน  หลังจากข่าวออกมา มีผู้หญิงอีกจำนวนมาก กว่าร้อยได้ออกมาเปิดเผยเรื่องของตนที่เคยเป็นเหยื่อของ Sexual Harassment โดยเจ้านายหรือผู้ร่วมงานอาวุโสในวงการภาพยนต์ และในวงการเมือง

Harvey Weinstein  นักสร้างหนัง

 

ดิฉันเคยเขียนคอลัมน์หัวข้อ “Sexual Harassment” เมื่อ 23 ปีที่แล้ว ลงวันที่ 11 พฤษจิกายน  1994 (พ.ศ. 2537) ใน“เสรีชัย” วันนี้นำมาลง พร้อมกับอีกคอลัมน์หัวข้อ “สิทธิผู้หญิง” ลงวันที่ 31 มีนาคม 1995 (พ.ศ. 2538) เพราะมันเสริมกันดี จะช่วยให้คุณเข้าใจความเป็นมาของการต่อสู้ของผู้หญิงตั้งแต่สมัยก่อนมาปัจจุบัน เวลาคุณอ่านคอลัมน์เก่าๆที่ดิฉันลง  จะเป็นประโยขน์ให้คุณลำดับ  time line ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในปีนั้นๆ  Enjoy ค่ะ

Sexual Harassment (11/22/1994)

Sexual Harassment เป็นข้อกล่าวหาใหม่ที่คนงานมักซูนายจ้างหลังจากที่เขาลาออกหรือถูกไล่ออก “ฮาราส” (Harass) แปลว่าการรบกวนที่ต่อเนื่องไปนานๆ การ harass คนงานถือเป็นการกีดกันหรือ “ดิสคริมมิเนชั่น” (discrimination) อย่างหนึ่ง

Sexual Harassment

Sexual Harassment แปลตามภาษากฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดคือ การก้าวร้าวล่วงเกินฉันท์ชู้สาว อาจเป็นด้วยคำพูด ปฏิกริยาท่าทาง ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งผู้ที่ถูกล่วงเกินไม่เต็มใจรับ Sexual Harassment เกิดได้ระหว่างนายจ้างกับคนงาน (อาจเป็นนายจ้างหญิงล่วงเกินคนงานชาย) หรือระหว่างคนงานกับคนงาน

คดี Anita Hill

เรื่องอื้อฉาวเรื่องแรกที่ทำให้ผู้หญิงตื่นตัวขึ้น คือ ปี 1991 นางสาว Anita Hill กล่าวหาตุลาการสูงสุด นาย “แคลแร๊นซ์ ทอมัส” (Clarence Thomas) “ซุพพรีม คอร์ท จัสติส” (Supreme Court Justice) แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี “จอร์จ บุช ซีเนียร์” (George Bush) (ตัวพ่อนะคะ) ว่า “ทอมัส” เคยพูดจาล่วงเกินเธอตอนที่เธอทำงานกับท่าน เรื่องนี้รัฐสภาได้ฟังข้อกล่าวหาและโวตลงมติฉันท์ว่านางสาวอนิต้าไม่มีข้อมูลพอ ท่าน“ทอมัส” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการสูงสุด

คดี Weeks VS Baker & Mckenzie 

นาง Weeks เลขาใหม่ของทนายคนหนึ่งในสำนักงานกฎหมายชื่อดัง “เบเก้อร์ แอนด์ แม็กเคนซี่” (Baker & McKenzie)หลังจากทำงานได้ 3 เดือนเธอลาออก เธอซูทนายและบริษัทนายจ้างด้วยข้อกล่าวหา Sexual Harassment โดยกล่าวหาว่าเจ้านายของเธอพูดจาก้าวร้าวล่วงเกินเธอไปในด้านชู้สาวเสมอ และครั้งหนึ่งที่เขาทำช็อคโกแล็ต M&M ตกไปในกระเป๋าเสื้อของเธอ และเขาเอื้อมมือลงไปในกระเป๋าควานหยิบ M&M และบีบหน้าอกเธอ และถามว่าข้างใหนใหญ่กว่ากัน เธอได้แจ้งให้บริษัททราบถึงการกระทำของทนาย แต่บริษัทเพิกเฉย ลูกขุนเชื่อคำพูดของเธอและตัดสินให้เธอชนะคดี โดยระบุเงินค่าทำขวัญ 5 หมื่นเหรียญ ค่าปรับสินใหม 6.9 ล้านเหรียญ (10% ของรายได้ของบริษัทในปี 1993 ปีที่เธอฟ้องร้อง) และได้ค่าเสียหาย $225,000 จากตัวทนายเจ้านาย

ข้อพิสูจน์หลักฐาน

การซูในข้อหานี้ โจทก์จะต้องพิสูจน์หลักฐานทั้ง 4 ข้อนี้คือ

  1. จำเลยได้พูดจาล่วงเกินหรือมีการปฏิบัติฉันท์ชู้สาว และ
  2. การกระทำนั้นเกิดขึ้นประจำ หรืออาจจะเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่เป็นการกระทำที่บัดสี และ
  3. โจทก์ไม่เต็มใจตอบรับ หรือไม่ต้องการให้ล่วงเกิน และ
  4. ถ้าเป็นการล่วงเกินจากคนงาน ผู้จัดการหรือนายจ้างรู้เรื่อง หรือควรจะรู้ว่ามีเหตุการณ์ล่วงเกินเกิดขึ้น และเขาไม่ห้ามปรามหรือเพิกเฉยหรือไม่จัดการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เด็ดขาด

การตีความหมายข้อ 1 และ 2

บันทัดฐานที่นำมาใช้ตีความหมายของคำพูดหรือการปฏิบัติล่วงเกิน เป็นการตัดสินของลูกขุนในท้องถิ่นนั้นๆว่า ถ้าปัญญาชนทั่วไปตกอยู่ในสถานะการณ์เช่นนั้น เขาจะถือว่าเป็นการล่วงเกินหรือไม่ คำพูดหยิกแกมหยอกไปในด้านเซ็กส์หลายๆครั้ง โดยผู้ฟังไม่เต็มใจรับฟัง หรืออาจจะเป็นคำชักชวนไปนอนครั้งเดียว หรือคำพูดบัดสีที่ฟังแล้วรู้สึกอายแทบแทรกแผ่นดินหนี หรือการจับต้องของสงวน เหล่านี้อาจถือว่าเป็นการล่วงเกินได้

การตีความหมายข้อ 3

ศาลตีความหมายของความเต็มใจ คือ การเชื้อเชิญ หรือโจทก์เป็นผู้เริ่มก่อน แต่การเชื้อเชิญหรือการเริ่มต้นก่อนคืออะไร? การที่โจทก์เงียบเฉย ไม่ตอบโต้การล่วงเกิน ไม่ถือว่าเขาเต็มใจ (เพราะโจทก์อาจเป็นคนขี้อายหรือกลัวถูกไล่ออกจากงาน) ถ้าโจทก์เป็นคนทลึ่งและชอบพูดจาทลึ่ง ศาลตีความหมายว่าเขาเพียงแต่เชื้อเชิญให้คุณพูดจาทลึ่งตอบเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการรับฟังคำจีบหรือชวญไปนอน ถ้าโจทก์ชอบเล่าเรื่องปัญหาในมุ้งให้ฟัง ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการให้คุณไปช่วยอุปถัมภ์เขา ถ้าโจทก์แต่งตัวโป๊ ชะเวิกชะวาบไปทำงาน หมายความว่าเขาชวนเชิญให้คุณมองเท่านั้นไม่ได้เชิญให้จับ เข้าทำนอง มองแต่ตา มืออย่าต้อง เดี๋ยวถูกซู

การตีความหมายข้อ 4

ถ้าคุณในฐานะนายจ้าง รู้หรือเห็นว่าในสถานที่ทำงานคุณมีการล่วงเกินกันเกิดขึ้นระหว่างคนงาน และคุณเพิก เฉยไม่ทำอะไร คุณอาจต้องรับผิดชอบได้ ฉะนั้นวิธีที่คุณจะป้องกันได้ คือ

  1. ตั้งกฎเกณฑ์ของที่ทำงาน กำหนดการทำงานร่วมกันระหว่างหญิงชาย ห้ามการหยอกล้อกันฉันท์ชู้สาวในสถานที่ทำงาน ในสายตาของกฎหมายสถานที่ทำงานคือสถานที่คนงานมาทำงานโดยเฉพาะ ไม่ใช่มานั่งจีบกัน หรือมานั่งทำตาหวานใส่กัน
  2. เมื่อมีการล่วงเกินเกิดขึ้น คุณต้องพยายามทำทุกอย่างที่จะห้ามไม่ให้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก เช่นตักเตือน สืบสวนข้อมูล หรือไล่ออกในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจเป็นปัญหาเช่นกันถ้าคุณเชื่อข้างใดข้างหนึ่ง และไล่อีกฝ่ายออก คุณอาจถูกซูข้อหา Wrongful termination

Sexual harassment เป็นข้อกล่าวหาที่ทนายทำนายกันว่าจะมีคดีนี้ผุดขึ้นอีกมาก เพราะปัจจุบันยังไม่มีแนวบันทัดฐานทางกฎหมายที่จะนำมาตัดสิน คดีจะแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับลูกขุน คำพูดท่าทาง ความน่าเชื่อถือของโจทก์ หรือจำเลย เข้าทำนอง “he said, she said” คุณจะเชื่อใคร ??

3/31/1995

สิทธิผู้หญิง

ปัจจุบันกลุ่มผู้หญิงได้เรียกร้องสิทธิและได้ผลมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่คดี OJ Simpson ทำให้มีการรณรงค์วางบรรทัดฐานกฏหมายเกี่ยวกับการทุบตีภรรยา (Spousal Abuse) วันนี้มาดูประวัติความเป็นมาของผู้หญิงที่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิตนเองมาขนาดใหนจนถึงปัจจุบัน ดิฉันถึงเห็นด้วยกับโฆษณาบุหรี่ Virginia Slim (บุหรี่สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ) ที่มีสโลแกน (slogan) ว่า You’ve come a long way, baby!

ภรรยาเป็นสมบัติของสามี

สมัยร้อยกว่าปีที่ผ่านมาพอผู้หญิงแต่งงานปุ๊บก็แทบจะหมดสิทธิความเป็นคนเลย เพราะภรรยาถือเป็น “สมบัติ” (property) ของสามี ตัวอย่าง ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วไม่มีสิทธิที่จะซูด้วยตัวเองได้ สามีต้องเป็นโจทก์ซูแทนภรรยา ทรัพย์สินส่วนตัวของภรรยาถึงแม้ว่าจะยังเป็นของภรรยาแต่สามีมีสิทธิจัดการซื้อขายได้ ภรรยาไม่สามารถเขียนพินัยกรรมเองได้นอกจากจะได้รับคำอนุญาติจากสามี และ สามีมีสิทธิตบตีภรรยาด้วยไม้ได้ตราบใดที่ไม้ท่อนนั้นไม่ใหญ่เกินหัวนิ้วโป้งของสามี ซึ่งเป็นที่มาของกฏ หัวนิ้วโป้ง (Rule of thumb)

สิทธิให้ผู้หญิงโวทได้

ก่อนปี คศ 1920 ผู้หญิงไม่มีสิทธิที่จะ Vote จนกระทั่งปี 1920 อเม็นด์เม๊นท์ที่ 19 ออกมาให้สิทธิผู้หญิงโวทได้ ฉะนั้นก่อนหน้านั้นกฏหมายอะไรออกมาที่เข้าข้างผู้ชายจึงผ่านหมดเพราะผู้หญิงไม่มีโอกาสโวท เช่นกฏหมายเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินส่วนรวม หรือกฏหมายหย่า เป็นต้น

 

Affirmative Action

ประมาณปี 1960 ประธานาธิบดี “จอน เอ็ฟ เคเนดี้” (John F. Kenedy) ออกราชบัญญัติบังคับให้ใช้ Affirmative Action Program โปรแกรมนี้ได้ถือว่าผู้หญิงเป็นชนชั้นสอง หรือ “ไมนอริตี้ส” (minorities) ที่ถูกเสียเปรียบในด้านการศึกษาและการงานมากในอดีต ฉะนั้นโปรแกรมนี้ให้สิทธิผู้หญิงมากขึ้นในการกู้เงินทุนทำธุรกิจ และให้ทุนผู้หญิงในด้านการศึกษาขั้นสูง

หย่าโดยไม่ต้องอ้างเหตุผล

ปี 1970 คาลิฟอร์เนียออกกฏหมายเรียก No Fault Divorce คือไม่ว่าสามีหรือภรรยามีสิทธิที่จะหย่าได้โดยเหตุผลว่าเข้ากันไม่ได้ Irreconciliable differences โดยกฏหมายไม่สนว่าหย่าเพราะอะไร ใครไปนอนกับใคร และทรัพย์สินส่วนรวมแบ่งกันคนละครึ่งโดยไม่สนว่าใครผิดหรือถูก

สิทธิให้ผู้หญิงทำแท้งได้

คดี Roe V Wade ปี 1973 เป็นคดีประวัติศาสตร์ (Landmark case) คดีนี้ตัดสินให้ผู้หญิงมีสิทธิทำแท้งได้ในช่วงท้อง 3 เดือนแรก และถ้าการทำแท้งไม่เป็นอันตรายต่อมารดา

ผู้หญิงขอเครดิตเองได้

ปี 1974 กฏหมายออกมาภายใต้ Equal Credit Opportunity Act (ECOA)ห้ามไม่ให้แบ๊งค์ บริษัทไฟแน็นซ์หรือบริษัทเครดิตคาร์ต ไม่ให้ความยุติธรรมต่อผู้หญิงโสดที่ขอเครดิต หรือผู้หญิงที่มีสามีแต่ขอเครดิตในชื่อตนเอง ฉะนั้นผู้หญิงสามารถขอเครดิตด้วยตนเองแยกจากสามีได้

หลักฐานคดีข่มขืนเปลี่ยน

ก่อนหน้าปี 1983 ถ้าผู้หญิงซูผู้ชายในคดีข่มขืนจะถูกแฉเรื่องอดีตว่าเธอเคยนอนกับใครบ้างรวมทั้งเคยนอนกับผู้ชายที่ข่มขืนเธอ หลักฐานนี้เพื่อจะพิสูจน์ว่าถ้าเธอเคยไปนอนกับคนโน้นคนนี้มาก่อน เธออาจจะยินยอมนอนและไม่ได้ถูกข่มขืนจริง ซึ่งทำให้ไม่มีผู้หญิงกล้าเปิดปากว่าถูกข่มขืน ปี 1983 กฏการให้หลักฐานออกมาใหม่ห้ามไม่ให้นำเรื่องอดีตของผู้หญิงมาแฉเปิดโปง โดยต้องพิสูจน์คดีจากเหตุการณ์ที่ถูกข่มขืนวันนั้นเท่านั้น

สิทธิในการห้ามล่วงเกินเกิด

ปี 1991 เป็นปีที่ Clarence Thomas ถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านตุลาการ Anita Hill ผู้ร่วมงานเก่าเอาเรื่องของท่านมาเปิดโปงกล่าวหาว่า Thomas เคยพูดจาล่วงเกินทางชู้สาว (Sexual Harassment) ระหว่างที่เธอทำงานกับ Thomas ถึงแม้ว่า Thomas ได้ถูกแต่งตั้งเป็นท่านตุลาการก็ตาม แต่ผลออกมาคือ เปิดประตูทางให้ผู้หญิงกล้าที่จะออกมาเผชิญหน้าสู้ในศาลว่าตนถูก Harassed และไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอายอีกต่อไป

Weeks V Baker & McKenzie

ปี 1994 มีคดี Sexual Harassment ที่ทำประวัติศาสตร์ คือนางสาว Weeks เลขาใหม่ที่สำนักงานกฏหมายเข้าทำงานได้ 3 เดือนและถูกเชิญออก เธอได้ซูทนายนายจ้างกล่าวหาว่าเขาล่วงเกินเธอและเมื่อเธอไม่ยอมเลยถูกไล่ออก เธอชนะคดี ลูกขุนได้กำหนดค่าเสียหายและค่าทำร้ายจิตใจเกิน 7 ล้านเหรียญ คดีนี้กำหนดบันทัดฐานว่าการล่วงเกินทางร่างกายหรือจิตใจผิดกฏหมาย ผลลัพท์คือนอกจากปัจจุบันคดี Sexual Harassment ประดังเข้าศาลมาก แต่ทางอ้อมคือไม่ค่อยจะมีหนุ่มกล้ามาจีบสาว เพราะกฏหมายเองก็ยังไม่แจ่มแจ้งว่าการพูดจาแบบใหนคือการจีบ หรือแบบใหนคือการล่วงเกิน

Domestic Violence

ข่าวฆาตกรรมในคดี OJ นี้ได้เปลี่ยนแนวทางให้ผู้ร่างกฏหมายเริ่มมาสนใจกับการร้องเรียนของภรรยาที่ถูกสามีตบตีว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆในมุ้งอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจหรือรัฐบาลควรจะให้ความสนใจหรือออกกฏหมายป้องกันเมียที่ถูกผัวตบตี เพราะมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือถึงคดีอาญาภายหลัง

ปีที่แล้วมีคดีหนึ่งที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์ว่ามีการทะเลาะตบตีระหว่างสามีภรรยาเมื่อตำรวจไปถึงหน้าบ้านนั้น ภรรยามาเปิดประตูและบอกว่าทุกอย่างเป็นปกติแล้ว แต่ตำรวจยังฝ่าฝืนเข้าไปในบ้านและพบยาเสพติดในบ้าน ซึ่งยาเสพติดนั้นถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยในข้อหามียาเสพติดในครอบครอง จำเลยพยายามสู้คดีว่าตำรวจเข้ามาในบ้านโดยไม่มีหมายค้นจากศาล และไม่มีใครอยู่ในอันตรายใดๆตอนที่ตำรวจฝ่าฝืนเข้าไป คดีนี้ถูกตัดสินหลังจากที่คดี OJ กำลังเป็นข่าวอยู่ ศาลได้ตัดสินว่าในกรณีที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์เกี่ยวกับ โดเมสติค ไวโอเล๊นซ์” (Domestic Violence) คือการทะเลาะกันรุนแรงภายในครอบครัว เมื่อตำรวจไปถึงบ้านถึงแม้ว่าผู้ที่มาเปิดประตูบอกว่าทุกอย่างเป็นปกติ แต่ถ้าตำรวจยังสงสัยอยู่ว่า ภรรยาอาจอยู่ในอันตราย ตำรวจมีสิทธิที่จะเข้าไปในบ้านได้โดยไม่มีหมายศาล และถ้าเขาพบเห็นสิ่งของที่ไม่ถูกกฏหมาย ตำรวจมีสิทธิยึดเอาสิ่งนั้นไปใช้เป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยได้ คดีนี้ได้นำมาใช้เป็นบันทัดฐานในระเบียบการอายัดหลักฐานในปัจจุบัน

นักกฏหมายคาดกันว่าเร็วๆนี้กฏหมายจะออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการตบตีระหว่างผัวเมีย ตอนนี้มีข้อเสนอต่างๆออกมาที่จะเป็นบรรทัดฐานกฏหมายแต่ยังไม่มีกฏหมายที่ผ่านออกมา อีกหน่อยคุณคงไม่แปลกใจที่จะเห็นพระราชบัญญัติกฏหมายเกี่ยวกับ Spousal abuse ออกมาเรียก Simpson’s bill

แถมท้ายค่ะ ปัจจุบันตามกฎอิมมิเกรชั่น ถ้าผู้ใดมีคดี Domestic Violence ติดตัว จะยากมากๆที่จะทำวีซ่าคู่หมั้น หรือใบเขียวแต่งงาน

 

 

 

ANOTHER DAY OF PARADISE

ดิฉันไม่ได้ลงคอลัมน์ซะนาน พยายามเขียนหลายครั้งแต่ไม่เคยจบ ตั้งแต่เหตุการณ์ เมือง “ชาร์ล็อตส์วิลล์” ในรัฐเวอร์จิเนีย ที่เกิดขึ้นวันที่ 12 ส.ค.ปีนี้ตรงกับวันแม่ของเรา ทีมีคนขับรถเข้าชนกลุ่มเดินขบวนปะทะกันระหว่างฝ่ายประท้วงรัฐ เพราะไม่ต้องการให้รัฐเอาอนุสาวรีย์ นายพลโรเบิร์ต ลี ผู้นำรัฐ “คอนเฟ็ดเดอเรท” ที่สนับสนุนการค้าทาสสมัยสงครามกลางเมือง และอีกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐต้องการให้เอาอนุสาวรีย์ออก มีคนต่อต้านขับรถพุ่งชนพวกเดินขบวนคนตายจำนวนมาก และเร็วๆนี้เหตุการณ์ในลาสเวกัส ที่มีชายคนขาวกราดปืนยิงผู้ที่มาดูดนตรี คนตายจำนวนมาก เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้ดิฉันเซ็งและหดหู่ อยากจะโทษ “ทรัมพ์” ที่ทำให้ดิฉันใจหดหู่ อ่านทวีทที่ “ทรัมพ์” เขียนแต่ละประโยค แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น กลับยิ่งเครียด เพราะมีความรู้สึกว่าคำพูดเขาเป็นการปลุกให้คนแตกแยก และไม่ลงรอยกันมากขึ้น จนกระทั่ง

เช้าสัปดาห์ที่แล้ว สามีและดิฉันออกไปเดินตามปกติ เวลาเราเดินสวนกับใครเราก็จะทัก “good morning” กับทุกคน วันนั้นเราผ่านชายแปลกหน้าพึ่งจอดรถกำลังจะออกจากรถ เราก็ทัก “good morning” เขาทักกลับยิ้มกว้างเสียงดังฟังชัด ชูมือขวาที่ถือถ้วยกาแฟและตอบว่า “Good morning, ANOTHER DAY OF PARADISE!” “อีกวันของสวรรค์” “ว่าว” แค่ประโยคสั้นๆจากกคนแปลกหน้าแต่มีความหมายมากมาย รู้สึกหัวใจอิ่มเอิบ เลยนึกได้ว่าไปโทษ “ทรัมพ์” ทำไม แต่ละวันเราเลือกที่จะ “แฮ็ปปี้” ทุกเช้าเราควรบอกตัวเองว่า วันนี้เป็น ANOTHER DAY OF PARADISE “ทรัมพ์” จะทวีทยังไงก็ช่างเขา

การเขียนคอลัมน์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉัน “แฮ็ปปี้” ได้ปล่อยอารมณ์ด้วย ดิฉันเลยตั้งใจว่าจะเริ่มลงบทความบ่อยขึ้น ถ้าไม่มีเวลาเขียน ก็จะเลือกเอาบทความเก่าที่เคยลง น.ส.พ. เสรีชัยมาลง ดิฉันชอบบทความที่ดิฉันเขียน 3 ปีแรกหลังเป็นทนาย เพราะตอนนั้นยังร้อนวิชาเป็นทนายใหม่ๆ จะเขียนเรื่องจิปาถะ พอมาเลือกด้านกฎหมายอิมมิเกรชั่น บทความหันเหมาเป็นกฎหมายอิมมิเกรชั่น วันนี้ดิฉันเลือกลงบทความที่ลงวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1995 ดิฉันเขียนอุทิศให้คุณพ่อ เพราะนึกถึงท่านอยู่ วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ตรงกับวันที่ท่านเสียชีวิต

หัดอ่านหัดดิด
ตอนดิฉันอายุสัก 6-7 ขวบพึ่งจะย้ายเข้ากรุงเทพ จึงต้องนั่งรถไปกลับระหว่างกรุงเทพและราชบุรีอยู่หลายเดือน ระหว่างนั่งรถคุณพ่อก็จะให้นั่งนับสะพานไปเรื่อย พอเบื่อนับคุณพ่อก็บอกให้ดิฉันอ่านทุกอย่างที่เห็น ดิฉันถามว่าอ่านทำไมคะ คุณพ่อหันมาทำตาเขียวบอก “ปั้ทโธ่ โว๊ย” ดิฉันกลัวเลยอ่านใหญ่ มันคงจะติดมาถึงเดี๋ยวนี้

ฟรีเวย์ในรัฐหรือระหว่างรัฐ
เวลาดิฉันขับรถไปใหนเห็นอะไรก็มักจะอ่านและคิดไปเรื่อย คุณเคยอ่านป้ายบนทางด่วนหรือ Freeway แล้วสงสัยบ้างใหมว่าทำไมบางป้ายมี I อยู่ข้างหน้าเช่น I-5 I-10 หรือ I-15 และบางอันไม่มีเช่น Fwy 91 55 หรือ 57 หรือนัมเบอร์ฟรีเวย์ทำไมลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลขคี่ และแม้กระทั่งป้ายที่มีนัมเบอร์ฟรีเวย์ก็ไม่เหมือนกัน
I ย่อมาจาก Interstate แปลว่าระหว่างรัฐ เช่น I-5, I-10, I-15 เป็น Interstate freeway ฟรีเวย์เชื่อมยาวไปถึงรัฐอื่น แต่ฟรีเวย์ที่ไม่มี I อยู่ข้างหน้าเช่น 91, 57, 55 เป็นฟรีเวย์ในรัฐเท่านั้น และเลขคู่หรือเลขคี่ลงท้ายนัมเบอร์ Interstate freeway ก็มีความหมายคือถ้าเลขลงท้ายด้วยเลขคู่เช่น I-10 แปลว่าทางไปตะวันออกหรือตะวันตก แต่ถ้าเป็นเลขคี่แปลว่าทางไปเหนือหรือใต้ ตัวรูปโล่ห์สีฟ้ามีขอบสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของ Interstate freeway

สิทธิในการเดินทาง
ฟรีเวย์ในรัฐเป็นเงินของรัฐ แต่ Interstate freeway เงินส่วนใหญ่ได้มาจากรัฐบาลกลาง Federal funds มาสร้างถนนเพื่อเชื่อมรัฐ ตามสิทธิเบื้องต้น Fundamental rights ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพลเมืองมีสิทธิเดินทางไปทุกหนทุกแห่งในสหรัฐเรียกว่า Rights to Travel เมื่อ 2 ศตวรรษก่อนโน้นที่รัฐต่างๆยังไม่รวมตัวกันเป็นสหรัฐ (United States) เวลาพลเมืองแต่ละรัฐจะเดินทางเข้ารัฐอื่นจะต้องผ่านด่านและเสียเงิน
พลเมืองของรัฐและรัฐบาลกลาง
ในรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าคนอเมริกันมี 2 ซิติเซ่นชิป คือซิติเซ่นของรัฐที่อาศัยอยู่และซิติเซ่นของสหรัฐ คุณถึงต้องเสียภาษีให้ทั้งรัฐและรัฐบาลกลาง สิ่งที่คุณได้รับตอบแทนคือคุณมีสิทธิใช้สวัสดิการต่างๆของรัฐและรัฐบาลกลางรวมทั้งคุณอยู่ภายใต้กฏหมายรัฐและรัฐบาลกลางควบคู่กันไป

ศาลของรัฐหรือศาลรัฐบาลกลาง
ในรัฐแต่ละรัฐจะมีทั้งศาลของรัฐ (State Courts) และศาลของรัฐบาลกลาง (Federal Courts) อย่างเช่นใน LA ศาลสองศาลอยู่ถนนเดียวกัน เวลาคุณมีคดีคุณจะขึ้นศาลใหนขึ้นอยู่กับว่าโจทก์และจำเลยเป็นใคร อยู่ที่ใหน ซูข้อกล่าวหาอะไรและค่าเสียหายเท่าไร

การขัดกันระหว่างกฏหมาย
กฏหมายรัฐบาลกลางและกฏหมายของรัฐบางทีก็ขัดกัน ตัวอย่างเช่น บรรทัดฐานกฏหมายบางทีอาจจะอ่อนหรือเข้มงวดมากกว่ากัน เช่นกฏ FDA (Food and Drug Administration) บังคับให้เขียนป้ายฉลากยาหรือบุหรี่อาจจะอ่อนกว่า แต่กฏหมายของรัฐอาจจะเข้มงวดมากกว่า ฉะนั้นจึงมักเป็นปัญหาต่อโรงงานผู้ผลิตที่ว่าจะต้องเขียนฉลากตามกฏหมายแต่ละรัฐหรือไม่ ในเมื่อเขาต้องส่งสินค้าขายทั่วประเทศ คุณคงได้ยินคดีที่ผู้คนกำลังซูโรงงานผลิตบุหรี่ว่าฉลากคำเตือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วระบุว่าการสูบบุหรี่อาจเป็นภัยต่อสุขภาพนั้นไม่พอ เขาควรจะเตือนว่าอาจทำให้เป็นมะเร็ง โรงงานบุหรี่เถียงว่าฉลากเตือนนั้นพอเพียงตามกฏหมายรัฐบาลกลาง ฉะนั้นเขาไม่ควรผิด เป็นต้น

บทความนี้อุทิศให้คุณพ่อ
ตอนคุณพ่อมีชีวิตอยู่ดิฉันเคยพยายามชวนคุณพ่อมาเที่ยวอเมริกา คุณพ่อจะพูดว่าอเมริกาไม่เห็นมีอะไรมีแต่ฟรีเวย์ (คุณพ่อเคยมาเรียนที่นี่) และดิฉันคิดถึงเรื่องบุหรี่เพราะตอนดิฉันเด็กๆ พี่น้อง 5 คนจะพบปะสังสรรกันทุกคืนวันเสาร์เพื่อนั่งมวนบุหรี่ให้คุณพ่อ (ซึ่งสูบวันละประมาณสองสามแพ็ค) คุณพ่อดิฉันประหยัดแม้กระทั่งทำซองบุหรี่เองจากกระดาษปฏิทินเก่าๆหลากสี พอใครเห็นซองและบุหรี่ที่ยับยู่ยี่จะถามว่าสูบบุหรี่ยี่ห้ออะไร คุณพ่อจะตอบว่ายี่ห้อ “เม็งอวน” คุณพ่อดิฉันมีอารมณ์ขันลึกๆ

คติพจน์ข้างล่างนี้เป็นคติพจน์ที่คุณพ่อดิฉันเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2509 และวางอยู่บนโต๊ะทำงานท่าน ดิฉันชอบมากซึ่งมันอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกฏหมายขึ้นอยู่กับคุณ

การทำดี แม้ไม่มี ผู้ใดเห็น
แต่ก็เป็น คุณธรรม ล้ำสรรเสริญ
สักวันหนึ่ง คนจะเห็น เด่นเจริญ
ถึงจะเนิ่น ก็เกินค่า กว่าไม่ทำ

ท่าน Blackstone นักนิติศาสตร์ชาวอังกฤษได้นิยามกฏหมายว่า กฏหมายคือระเบียบความประพฤติของปวงชน ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐเป็นผู้ออกเพื่อบังคับให้ทำในสิ่งที่ถูก และห้ามในสิ่งที่ผิด