ซัมเม่อร์อลาสก้า

ดิฉันพึ่งกลับจากเที่ยวเรือสำราญอลาสก้าหรือ “อลาสก้า ครูซ” (Alaska Cruise) ไป 6 ก.ค. ถึง 13 ก.ค. ไปกัน 4 คน พี่สาวและพี่เขยจากเยอรมัน ดิฉันและสามี  ดิฉันชอบอลาสก้ามาก อากาศดีไม่หนาวอย่างที่คิดและมีแดดดีตลอดเกือบทุกวัน โดยปกติอากาศรัฐอลาสก้าจะหนาวมากและมีหิมะตก จับเป็นธารน้ำแข็งหรือ “เกลเชียร์” (Glacier) ตามเขาในทะเล จึงไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือสำราญ ฉะนั้น Alaska Cruise จะเดินเรือเพียงช่วงฤดูร้อนเท่านั้นระหว่างเดือนพ.ค. ถึง ก.ย.

อลาสก้า

อลาสก้าเป็นรัฐที่ 49 ของอเมริกา อเมริกาซื้ออลาสก้ามาจากรัสเซียปี ค.ศ. 1867 ในราคา $7.2 ล้านเหรียญดอลล่าร์ (ประมาณ 2 เซ็นต์ต่อเอเคอร์สมัยโน้น) และได้ประกาศอลาสก้าเป็นรัฐที่ 49 เมื่อวันที่  3 มกราคม 1959 (อเมริกามีรัฐทั้งหมด 50 รัฐ ฮาวายเป็นรัฐที่ 50 ทดสอบความรู้คนที่จะไปสอบซิติเซ่นค่ะ) ชื่อ “อลาสก้า” ในภาษารัสเซียนเขียน Аляска อ่าน “อัลเยสก้า” (Alyeska) ภาษาอังกฤษไม่มีตัว R กลับหลังя แบบภาษารัสเชียน ไปมายังไงไม่ทราบกลายเป็นเรียก “อลาสก้า” คำว่า“อัลเยสก้า”หมายถึง“แผ่นดินใหญ่” (The great land) ซึ่งคล้ายสำนวนภาษาพื้นเมืองชาว อลาสกั้นของชนเผ่า“อลูท” (Aleut) ซึ่งแปลว่า “สิ่งที่ทะเลชี้ไปหา” (object to which the action of the sea is directed) อลาสก้าเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาพื้นที่ประมาณ 586,412 ตารางไมล์ (1,518,800 ตารางก.ม.) จำนวนประชากรตามสำรวจสัมมะโนประชากรของสหรัฐ (U.S. Census Bureau) ปี 2013 มีประชากรเพียง 735,132 คน รัฐอลาสก้าเป็นรัฐที่มั่งคั่งอันดับ 10 ของอเมริกา ค่าครองชีพรัฐนี้สูงกว่ารัฐอื่นๆทั้ง 48 รัฐ ยกเว้นรัฐฮาวาย เปอร์เซ็นคนว่างงานปี 2014 เพียง 6.4% เศรษฐกิจหลักของอาสก้ามาจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมการประมง และจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐอลาสก้าไม่แบ่งเขตเป็น “เคาน์ตี้” (County) เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆแต่แบ่งเป็นแคว้นเรียก “เบอโร” (Boroughs) มีทั้งหมด 16 เบอโร เมืองหลวงรัฐอลาสก้าคือ “จูโน” (Juneau) เมืองจูโนไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อถึงเมืองอื่นๆในอลาสก้า คุณจะไปจูโนได้โดยบินและทางเรือเท่านั้น เมืองที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรอลาสก้าทั้งหมดคือ เมือง “แองเคอเร็จ” (Anchorage) เมืองที่คนมีรายได้สูงสุดคือเมือง “ฮาลิบัท โคฟ” (Halibut Cove) ประมาณ $89,895 ต่อบุคคล เวลารัฐอลาสก้าช้ากว่าคาลิฟอร์เนีย 1 ชั่วโมง

 

 

 

แผนที่รัฐอลาสก้า

YOGAPEDIA_ATTACHMENT

ดูจากแผนที่รัฐอลาสก้า “สีแดง” อลาสก้าอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของทวีปอเมริกาเหนือ ทางเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์คติค ทางตะวันออกติดกับแคว้น “ยูคอน” (Yukon Territory) และ “บริติช โคลัมเบีย” (British of Columbia) ของประเทศแคนาดา ทางตะวันตกติดทะเลแบริ่ง (Bering Sea) ซึ่งห่างจากหมู่เกาะเล็กใหญ่ของรัสเซียนับช่วงน้ำทะเลเพียงแค่ 4.8 ก.ม. (3 ไมล์)ทางใต้ติดอ่าวอลาสก้าและมหาสมุทรปาซิฟิก รัฐวอชิงตันอยู่ใกล้รัฐอลาสก้าที่สุดโดยมี “บริติช โคลัมเบีย” (แคนาดา) กั้นกลางประมาณ 800 ก.ม. (500 ไมล์)

เส้นทางเดินเรือ

YOGAPEDIA_ATTACHMENT

เราบินจากลอสแองเจลิสไปเมือง“แองเคอเรจ” (Anchorage) ประมาณ 5 ชั่วโมง เราพักแองเคอเรจ 1 คืน เช้าวันอาทิตย์เราจองรถทัวร์จากโรงแรมไปท่าเรือเมือง Seward ประมาณ  4.5 ช.ม. ระหว่างทาง รถจอดให้เที่ยว National Park ดูสัตว์ป่าหลายชนิดแต่ส่วนมากจะเป็น “มูส” (Moose) มูสก็คล้ายๆกวางแต่มีเขาและตัวใหญ่กว่า  ที่ท่าเรือก่อนขึ้นเรือ มี “มูส” ปลอมรอต้อนรับ ดูรูป 1 และ 2 วันขึ้นเรือ มูสตัวจริงและมูสปลอม  เรือสำราญที่เราไปชื่อ Statendam ของประเทศฮอลแลนด์ ขนาดกลางมีแคบินเพียง 7 ชั้น คนงานในเรือส่วนมากเป็นชาวอินโดนีเซีย (เนื่องจากอินโดเคยเป็นเมืองขึ้นฮอลแลนด์) คนเที่ยวส่วนมากมาเป็นครอบครัว เรือออกจากท่า 2 ทุ่มวันอาทิตย์ เส้นทางเดินเรือของเราเรียบไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ดูรูปข้างบน จาก Seward ไปเมือง Haines จาก Haines ไป Juneau จาก Juneau ไป Ketchikan จาก Ketchikan ไปเมืองแวนคูเว่อร์ (Vancouver) ซึ่งอยู่ทางใต้ก่อนถึง Bellingham Wash ขากลับเราบินจากแวนคูเว่อร์ไป แอลเอ (L.A. Los Angeles) ส่วนพี่สาวและพี่เขยบินจากแวนคูเว่อร์ตรงไปมิวนิค (Munich)

เกลเชียร์ (Glacier)

เรือแล่น 2 วันก่อนถึง Haines เช้าวันอังคารที่ 8 ก.ค. เรือแล่นเข้า “เกลเชียร์ เบย์ แนชั่นแนลพาร์ค” (Glacier Bay National Park) จุดสนใจที่สุดของการเที่ยวอลาสก้าคือเพื่อไปดู “เกลเชียร์” หรือธารน้ำแข็ง ซึ่งจะหาดูได้ในเฉพาะเมืองหนาวจัดๆ “เกลเชียร์”(Glacier) คือ ธารน้ำแข็งเกิดจากหิมะตกลงมาและสะสมกันจนหนาเป็นเวลานานหลายร้อยหลายพันปี เมื่อมีอากาศเปลี่ยนแปลง จึงเกิดการเคลื่อนตัวลงมาช้าๆตามไหล่เขาหรือที่ลาดชัน เนื่องจากธารน้ำแข็งหนักขณะเคลื่อนตัวมันก็จะไหลครูดบริเวณที่รองรับจนเกิดเป็นหุบเขาตัดขวางเป็นรูปตัวยู เรียก “ฟิยอร์ด” (Fjord) ซึ่งคล้ายๆอ่าวเล็กที่ถูก“เกลเชียร์” เซาะและกัดกร่อนจนเว้าเป็นร่องลึกเข้าไปในฝั่งระหว่างหน้าผาสูงชันตามเชิง  เมื่อธารน้ำแข็งไหลไปถึงตอนล่างก็จะค่อยๆแตกออกละลายกลายเป็นลำธาร ส่วนธารน้ำแข็งที่ถูกตัดขาดและแตกออกไหลลงทะเลเรียกว่าภูเขาน้ำแข็ง  เกลเชียร์จะมีสีเขียวแกมน้ำเงินสวยมากๆ สีเหมือนเพชรสีฟ้าที่ส่องประกายเมื่อถูกแดดส่องแว๊บวับ  ดูรูป 3 ถ่ายจากเรือที่ อ่าว เกลเชียร์ (Glacier Bay) ธารน้ำแข็งกำลังแตก คุณสามารถเห็นชิ้นน้ำแข็งที่ละลายไม่หมดลอยในน้ำ ขณะเรือแล่นเราสามารถได้ยินเสียงน้ำแข็งแตกคร๊อกแคร๊ก

เมืองเฮนส์ (Haines)

เช้าวันพุธที่ 9 ก.ค. เรือแล่นเข้าท่า “สแก๊กเวย์” (Skagway Port) เมืองเฮนส์ (Haines) ดูรูป 4 ถ่ายจากเรือ Skagway Port  เราสามารถเลือกซื้อทัวร์หรือ “เอ็กซ์เคอร์ชั่น” (Excursion) ต่างหากไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆที่เรือจอด เราเลือกซื้อทัวร์นั่งรถไฟจาก Skagway ขึ้นไปเที่ยวแคว้นยูคอน (Yukon Territory) ขึ้นไปบนเขาสูงประมาณ 4 ช.ม. โดยมีไก๊ด์บรรยาย เล่าประวัติความเป็นมาของยูคอน ช่วงขุดทอง (Yukon Gold Rush) ดิฉันจับใจความได้ดังนี้ ตอนที่อเมริกาซื้ออลาสก้า ค.ศ. 1867 ตอนนั้นก็ยังไม่มีระบบการรังวัดที่ดิน เนื่องจากอลาสก้าทางด้านตะวันออกติดกับแคนาดา อเมริกาและแคนาดาจึงมีการโต้แย้งในการแบ่งเขตตรงแคว้นยูคอน จนมาปี ค.ศ. 1896 -1899 (เพียง 3 ปี) มีคนค้นพบทองในแถบยูคอน แถบเขต  “คลอนได๊ค์” (Klondike) (ถ้าคุณอยู่อเมริกา คุณคงเคยทานหรือเห็นโฆษณาไอสรีม บาร์ เรียก “คลอนได๊ค บาร์” ชื่อมาจาก Klondike นี้) เมื่อข่าวแพร่สะพัด หนังสือพิมพ์ในเมือง“ซีแอ็ตเติ้ล” (Seattle) ลงข่าว คนอเมริกันก็แห่กันมาแสวงหาโชคขุดทองกันที่“คลอนได๊ค์” ใน “ยูคอน” ช่วงนั้นเมือง Skagway ได้สมญานามว่า “เมืองที่ดีกว่านรกนิดหน่อย” คือ เต็มไปด้วยนักเลง อันธพาล ผู้หญิงหากิน บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ผู้มาขุดทองต้องเดินเขาขึ้นไปถึงยอดเขาสูง ผู้คนล้มตายกันมากมาย ไม่กี่คนที่เจอทองและรวยเพราะทอง แต่พวกหัวการค้าร่ำรวยจากการหากินกับพวกขุดทอง มีมาก พวกนี้ได้เปิดร้านอาหาร เปิดโรงแรมให้คนเช่า รับจ้างพาคนปีนเขาขึ้นไปขุดทอง เป็นต้น หนึ่งในผู้มีชื่อเสียงที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีจากการหากินกับพวกขุดทองคือ Frederick Drumpf ซึ่งเป็นปู่ของ “ดอนัลด์ ทรัมพ์” (Donald Trump) อภิมหาเศรษฐี Frederick อพยพมาจากเยอรมันี ได้มาตั้งร้านอาหารชื่อ Artic restaurant ช่วงยุคขุดทอง และกิจการอื่นๆจนร่ำรวย หลังจากยุคขุดทองหมดจึงกลับไปอยู่นิวยอร์ค ตอนเป็นซิติเซ่นได้เปลี่ยนนามสกุลจาก Drumpf เป็น Trump ทัวร์รถไฟพาเราขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่คนขุดทองต้องปีนขึ้นไป ซึ่งสูงมากๆเกือบสุดยอดเขา เราได้เห็นหลุมฝังศพของอันธพาล สถานที่ๆม้าตกเขาตายเป็นร้อยๆตัว วิวระหว่างทางสวยมากทีเดียว เมื่อเราถึงยอดเขาจะเห็นธงชาติ 5 ธงปักอยู่เป็นที่บ่งเขตอเมริกาและแคนาดา ถึงตรงนี้สุดทัวร์รถไฟ และเราย้อนกลับไป Skagway  ดูรูป 5 ยอดเขา แคว้น ยูคอน ธงจากขวาไปซ้ายคือ  ธงอลาสก้า ธงสหรัฐอเมริกา ธงแคนาดา ธงบริติช โคลัมเบีย  และธงแคว้นยูคอน 

เมืองจูโน (Juneau)

เช้าวันพฤหัสที่ 10 ก.ค. เรือถึงเมือง “จูโน” (Juneau) อากาศวันนั้นดีมากๆประมาณ 60 F องศา (16+ C) รถทัวร์มารับเรา 9.00 โมงเช้า แห่งแรกพาไปสวนป่าไม้เล็กๆชื่อ Juneau Rainforest Garden ดูรูป 6 สามารถเดินรอบสวนภายใน 45 นาที มีต้นไม้และดอกไม้ป่าธรรมชาติมาจากฝนป่า ดิฉันชอบทัวร์นี้สุดๆ ได้เดินสูดอากาศเต็มปอดตอนเช้า คุณสามารถเดินกับดิฉันได้ลองหลับตาและปล่อยวางทุกอย่าง  วาดภาพตัวเองเดินในสวนป่าธรรมชาติ ได้กลิ่นชุ่มชื่นจากฝน ต้นสน ต้นเฟิร์น มอส ต่างชนิด หูได้ยินเสียงลำธารไหล เสียงนกจุ๊บจิ๊บจู๋จี๋กัน เมื่อลืมตาคุณจะเห็นต้นไม้และดอกไม้ป่าเขียวชอุ่ม และสีสรร ดูรูป 7 ดอกไม้ป่าประจำรัฐอลาสก้าชื่อ Fireweed นอกจากสวยแล้วยังมีประโยชน์ ทำยาและทำอาหารได้   คู่สามีภรรยาที่เป็น “โฮส” (Host) ชื่อ เจ๊ฟ และเจน ดูรูป 8 เขาทั้งสองย้ายมาอยู่อลาสก้าได้ 30 ปี หน้าตาทั้งสองสดชื่นมีความสุขมาก ไม่มีรอยความเครียด เห็นสวนและหน้าตาเขาแล้ว ดิฉันหันไปชวนสามีว่า “เราย้ายไปอยู่อลาสก้ากันไม๊ที่รัก”  สามีตอบกลับ “แล้วหน้าหนาวล่ะ?” เฮ้อ! ชอบสะดุดจินตนาการกันเรื่อย หลังจากนั้นรถพาไปต่อที่ “เม็นเด็นฮอลล์ เกลเชียร์” (Mendenhall Glacier) และที่นั่นเขาปล่อยให้เราเดินเกือบ 2.5 ชั่วโมง ดูรูป 9 ถ่ายจากระยะไกลก่อนเดินบนหินข้ามไปดูน้ำตกและเกลเชียร์ใกล้ๆ โอย ดิฉันหลงไหลมันมาก ดิฉันเดินลัดเลาะจนไปถึงธารน้ำตกและหุบเขาเกลเชียร์ แทบจะเอื้อมมือถึงก็ว่าได้ เช้าวันนั้นเราโชคดีน้ำยังไม่ขึ้นสูงเพราะถ้าน้ำขึ้นสูงเราจะไม่สามารถเดินบนหินได้ นอกจากจะลุยน้ำ  ดูรูป 10 ดิฉันต้องทรงตัวเดินบนหิน  เมื่อยืนอยู่หน้าน้ำตก ดิฉันแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ยืนโยคะไหว้พระอาทิตย์ 4 จบ หน้าน้ำตก  ดูรูป 11 ไหว้พระอาทิตย์ และรูป 12 สามีซึ่งอยู่อีกฟาก ซูมรูปดิฉันโยคะท่าต้นไม้ ฮั่นแน่มีหนุ่มแอบทำตามอยู่ข้างหลัง  หลังจากกลับจากเกลเชียร์ รถทัวร์พาเรากลับไปที่ท่า เราไปขึ้นกระเช้ารถไฟฟ้าหรือ Sky Tram ต่อ ดูรูป 13 ถ่ายรูปท่าเรือจาก Sky Tram ทัวร์ที่จูโนทั้ง 3 แห่ง สวนป่าจูโน เม็นเด็นฮอลล์ เกลเชียร์ และกระเช้ารถไฟฟ้า เป็นวันที่ดิฉันชอบมากที่สุดของเที่ยวครั้งนี้ และตั้งใจว่าต้องกลับไปอีก

คายัคน้ำทะเล ( Sea Kayak)

วันศุกร์วันสุดท้ายที่เรือจอดท่า เราถึงเมือง “เค็ทชิคาน” (Ketchikan) ตอนเช้า ดิฉันไม่ได้จองทัวร์ล่วงหน้า จึงซื้อทัวร์ในเรือ ดิฉันเลือกไปพายเรือคายัค 3.5 ชั่วโมง ระยะเวลาพายจริงๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น  เป็นครั้งแรกที่เราทั้งสองคายัค ทีแรกก็นึกกลัวแต่ปลอบใจว่าเราว่ายน้ำเป็น ถ้าเรือร่มกลัวอะไร ปรากฎว่าพอพายจริงสนุกและไม่กลัว  ดิฉันเชื่อว่าโยคะช่วยให้การทรงตัวหรือ “บาล๊านซ์” (balance) ของเราทั้งสองดี ดูรูป 14 ไก๊ด์พาเราพายเรือออกไปไกลพอสมควร ไปที่เกาะนกอินทรีย์ (Eagle Island) เพื่อไปดูดูนกอินทรีย์หัวล้านเรียก “บอลด์ อีเกิ้ล” (Bald Eagles) นกอินทรีย์หัวล้านนี้เป็นนกประจำประเทศอเมริกา เกาะนี้เต็มไปด้วยต้นสนต่างชนิดสูงทึบ วิธีมองหา“บอลด์ อีเกิ้ล” ตามต้นไม้ คือให้มองหาลูกกอล์ฟบนกิ่งไม้ นั่นคือหัวนก ดูรูป 15 เราได้เห็น“บอลด์ อีเกิ้ล” อย่างใกล้ชิดมาก คือ นกบินผ่านเราโดยวนอยู่หลายรอบเหนือเรือหาปลาซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากคายัคเรา และมันบินวน 2-3 รอบ ในที่สุดบินโฉบลงน้ำคาบปลาได้ และบินกลับไปที่รังนกบนต้นไม้ กว่าสามีจะดึงกล้องออกมาจากถุงแห้ง (dry bag) ก็ไม่ทันถ่ายรูปนกคาบปลา แต่ได้รูปนกบินกระพือปีกเต็มที่สวยมาก ดูรูป 16 ความยาวของปีก“บอลด์ อีเกิ้ล” เมื่อกระพือกว้างออก “วิงแสปน” (Wingspan) ของนกประมาณ 1.8-2.3 เมตร (5.9-7.5 ฟุต)

กิจกรรมในเรือ

ในเรือจะมีกิจกรรมเยอะ เริ่มแต่เช้า 7.00-7.30 น มีออกกำลัง ยืดเส้นสาย (Stretch and Relax) 7.30-8.00 น. Fab Abs (Fabulous abdomens) หรือบริหารหน้าท้อง 2 คลาสนี้ฟรี  8.00-9.00 น. มีโยคะ ค่าเรียน $12 ต่อคลาส มีห้องทานอาหาร 3 คือ (1) ห้องบุฟเฟท์แต่งตัวสบายๆ (2) ห้องอาหารที่ไม่ต้องสำรองเวลาและที่นั่ง และ (3) ห้องอาหารที่ต้องสำรองเวลาและที่นั่งก่อน ทั้งสองห้องอาหารเราต้องแต่งตัวดีหน่อยและมีแต่งหรูคือชุดราตรี 2 วัน (เขาจะบอกวันล่วงหน้า) ทั้งวันหลังจากอาหารเช้าก็มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ 10.00 โมงเช้าไปถึงเที่ยวคืน มีระเบียงนอกแคบินให้นอนอาบแดด มีที่เดินรอบเรือ สระว่ายน้ำ 2 สระ สถานที่เล่นของเด็ก สถานที่เต้นรำ โรงหนัง บาร์ คาสิโน ห้องกาแฟ ห้องสมุด แกลเลอรี่ และสปา เป็นต้น กิจกรรมดิฉันก็คือ ตื่นเช้าไปออกกำลัง 2 ชั่วโมง 7.00-9.00 น ทานอาหารเช้ากับครอบครัว หลังอาหารเช้า เดินกับสามี และหลังจากนั้นถ้าไม่ได้ออกไปทัวร์ ดิฉันจะไปใช้สปา (คนเดียว) ต้องเสียตังทั้ง 7 วัน $99 มีเตียงนอนร้อน ห้องสตีม จาคุซี่น้ำแร่ (Mineral Jacuzzi) ห้องซาวน่า (Sauna) ตอนเย็นเราเลือกทานห้องอาหารให้เขาเสริฟ เพื่อเราจะได้ลิมิตทานอาหารเท่าที่เขาเสริฟ ตอนกลางคืน เราดูโชว์วันเดียวนอกนั้นดิฉันกับสามีไปนั่งห้องสมุด ดื่มกาแฟและเล่น scrabble กัน อยู่ในเรือกว่าจะนอนก็เกือบ 5 ทุ่ม เพราะยังมีแดด กว่าจะมืดก็หลังเที่ยงคืน และสว่างเร็วประมาณตี 3

วันสุดท้าย (Inside Passage)

วันเสาร์ที่ 12 ก.ค. วันสุดท้าย เรือร่องทั้งวันลัดเลาะไปตามหมู่เกาะเรียก “อินไซด์ พาซเสจ”(Inside Passage) เราก็รีแล็กซ์ ดูวิวเกลเชียร์  ดิฉันคิดว่าดิฉันเห็น Fjord เราเข้าเขตน้ำของ“บริติช โคลัมเบีย” (แคนาดา) และเรือถึงเมือง “แวนคูเว่อร์” (Vancouver)  ประมาณ 8 โมงเช้าวันอาทิตย์ รถมารับจากท่าเรือไปสนามบิน เครื่องบินดิฉันออกบ่าย 2.30 น เลยมีเวลานั่งดูแข่งฟุตบอลโลกระหว่างเยอรมันและอาร์เจ็นติน่าในลาวนจ์ (Lounge) จนจบเวลาเสมอ 0-0 เราไม่ได้ดูโอเว่อร์ไทม์เพราะต้อง“บอร์ดดิ้ง” (Boarding) คิดว่ากับตันจะประกาศผลก็ไม่ประกาศต้องรอจนกว่าเครื่องบินแลนด์ถึงรู้ว่าเยอรมันชนะ Yeah! (ช่วยพี่สาวเชียร์)

 

ปราณยามะ (PRANAYAMA)

วันที่ 21 มิถุนายน (June) นี้ถือเป็นวันเริ่มฤดูร้อนทางการ เดือนมิถุนาเป็นเดือนที่ดิฉันไม่ชอบที่สุดก็ว่าได้ ในเมกาเรียกเดือนมิถุนาว่า “จูน กลูม” (June Gloom) เพราะอากาศมันขมุกขมัวตอนเช้า กว่าแดดจะออกก็บ่ายๆ จริงๆแล้วก็บ่นไปอย่างงั้นตามประสาคนคาลิฟอร์เนียทางใต้ที่“เหลิง” (Spoiled) มากกับอากาศรัฐนี้ เพราะอากาศที่นี่จะว่าดีที่สุดก็ว่าได้เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐอื่น ตอนนี้ทางรัฐเนบราสก้าพึ่งมีไต้ฝุ่นทอร์นาโดเบิ้ลสองลูกใหญ่บ้านเมืองเสียหายมากมาย สรุป ไม่ควรบ่น คุณสามารถอ่านเพิ่มความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคและอากาศในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 23 (คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยส่งเช็คถึง Ruji Totari ไปที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630 ในเมืองไทยโปรดสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308) บทนี้เรามาคุยกันเรื่อง “ลมปราณ” หรือ “ปราณา” (Prana) หัวใจของการฝึกโยคะ

ลมปราณ

ลมปราณ คือลมที่มีอยู่ในร่างกายถือเป็นพลังชีวิต ลมปราณคืออากาศมีอยู่ทั่วไป เราหายใจเข้าทางจมูก สูดอากาศ (ปราณ) ที่เต็มไปด้วยสารต่างๆ(พลังชีวิต)เข้ามาเลี้ยงในร่างกาย ปราณถือเป็น “นิวเทรียนท์” (Nutrient) ที่สำคัญนอกจากอาหารและน้ำ จะว่าปราณสำคัญที่สุดก็ว่าได้เพราะเราสามารถกลั้นหายใจได้ไม่กี่นาทีก็ “เบรนเด๊ด” (Brain-Dead) หรือตาย แต่เราสามารถอดน้ำและอาหารได้เป็นวันๆ เวลาโยคะครูจะเน้นเรื่องการหายใจเข้า หายใจออก ขณะทำอาสนะหรือท่า (poses) ต่างๆ

ปราณยามะ(Pranayama)

ปราณยามะ เป็นหนึ่งในหลักปฏิบัติ “องค์แปด” ของ “อัษฎางค์โยคะ” (Ashtanga Yoga) คือ การปฏิบัติแต่ละขั้น 1-8 โดยจุดมุ่งหมายคือ ถึงขั้น “สมาธิ” องค์แปด 8 หลัก คือ (1) ยามะ ละเว้นสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ (2) นิยามะ ปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ (3) อาสนะ ฝึกโยคะเพื่อร่างกายแข็งแรง (4) ปราณยามะ กำหนดลมหายใจเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรม (5) ปรัตยาหาระ สำรวมจิต (6) ธารนะ กระทำจิตให้แน่วแน่น (7) ธยานะ เมดิเทท และ (8) ขั้นสุดท้าย คือสมาธิ คำว่าปราณยามะ รากศัพท์มาจาก ปราณา+ยามะ แปลว่า การควบคุมลมหายใจ (พลังชีวิต) หรือบางตำรา ปราณา+อยามะ คือการขยายหรือยืด “Extend” (เอ็กซ์เต็นด์) ลมหายใจ (พลังชีวิต) ที่มาของการค้นพบคือ สมัยก่อนโยคีหรือฤษีไปอาศัยอยู่ในป่าเพื่อแสวงหาความจริง โดยการนั่ง“อาสน์”ทั้งวันทั้งคืน (คงปวดเมื่อย) ท่านได้สังเกตุความเป็นอยู่ของสัตว์ อริยาบทท่าทางของสัตว์ที่รักษาตัวเองเมื่อเจ็บป่วย และยังสังเกตุอีกว่าสัตว์ที่หายใจช้า เช่น เต่า งู ช้าง จะอายุยืน ส่วนสัตว์ที่หายใจเร็วเช่น กระต่าย สุนัข นก จะอายุสั้น เมื่อนำมาสองหลักนี้มารวมกัน มาถึงปัจจุบัน เราจึงได้อาสนะเป็นชื่ออริยาบทสัตว์ เช่นท่า สุนัขยืดลง หรือ “ดาวน์ ด็อก” (Down Dog ย่อมาจาก Downward Facing Dog) (โปรดดูรูป) ท่างู ท่ากระต่าย ท่าเต่า เป็นต้น บวกการฝึกหายใจช้าๆหรือการหายใจแบบโยคีขณะทำอาสนะ

photo

ชนิดของปราณยามะ

ปราณยามะมีมากกว่า 20 ชนิด ตอนเรียนคอร์สครูสอนโยคะ 200 ชั่วโมง ดิฉันเรียนวิธีหายใจ 13  ชนิด คอร์สที่สองเรียนเพิ่มอีก 300 ชั่วโมง เรียนปราณเพิ่มอีก 10 กว่าชนิด ซึ่งเป็นระดับยากขึ้นมาก ถือเป็นขั้นขนาดมหากูรูปฏิบัติ แต่ละลมปราณมีเป้าหมาย (Target) ไปแต่ละส่วนของร่างกาย แต่ละลมปราณสามารถเพิ่มความร้อน หรือเย็น หรือไม่ร้อนไม่เย็น ประโยชน์ของปราณยามะมีมากมหาศาลกว่าที่จะบรรยายได้หมด โดยทั่วไปคือ ช่วยให้อ็อกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น (ช่วยให้ความจำดีขึ้นและป้องกันโรคหลงลืม  เคลียร์ไซนัส) เลือดลมวิ่งไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น สร้างภูมิต้านทานไม่ค่อยเจ็บป่วย เปิดจักรา ควบคุมอารมณ์ จิตใจ ความร้อน ความหนาว อาจลดหรือไม่ลดความอ้วนขึ้นอยู่กับอาหารการกินแต่แน่ๆคือทำให้ร่างกายเฟิร์ม ลด“เซลยูไลท์” (Cellulite) คือถึงอ้วนก็อ้วนสวยเพาะท้องและหน้าขาเฟิร์ม ☺

ข้อเตือน การฝึกลมปราณเป็นสิ่งซีเรียส ไม่แนะนำให้เรียนเองจากอินเตอร์เน็ท หรือทำตามจากอ่านจากหนังสือ หรือจากทีวี คุณต้องมีครูสอนและควรฝึกกับครูผู้รู้ และต้องรู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวอะไร และควรรู้ธาตุของตน ว่า ดิน ลม หรือไฟ เช่นถ้าคุณเป็นความดันโลหิตสูง โรคตาต้อ หรือธาตุไฟ ถ้าคุณฝึกลมปราณแบบที่เพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย คุณควรฝึกน้อยครั้งหรือไม่ฝึกเลย

ปราณยามะ 4 ชนิด

ในห้องเรียนโยคะที่ดิฉันสอน ดิฉันจะเริ่มด้วยการนั่งลมปราณ 4 ชนิด ถือเป็นการชะล้างทางเดินลมหายใจให้สะอาด และยังช่วยให้คุณจิตใจสงบลงโดยการหายใจให้ช้าลง เพื่อเวลาทำโยคะลมหายใจเข้าออกของคุณจะ “ซิ้ง” (sync) กับ  ท่าโยคะ ลมหายใจ 4 ชนิดมีดังนี้ (1) การหายใจแบบโยคีหรือ “โยกิค เบร็ทซ์” (Yogic Breath) (2) การหายใจสลับรูจมูก “ซัทเทิล เอ็นเนอร์จี้ แชนเชิ้ล เคล็นซิ่ง เบร็ทซ์ หรือสันสกฤต “นาดิ โชดาน” (Subtle Energy Channel Cleansing Breath or Nadi Shodhana) (3) การหายใจสมองโล่ง “สกัล ไชน์นิ่ง หรือ คาพาล บาติ” (Skull Shining or Kapala Bhati= กบาลโล่ง) (4) การหายใจขมิบรูทวาร “ฮอร์ส ซีล หรือ อัชวินี มุดรา” (Ashvini Mudra) วันนี้เราจะพูดถึงการหายใจแบบโยคีชนิดเดียว

การหายใจแบบโยคี (Yogic Breath)

การหายใจแบบโยคี คือการหายใจเข้าออกทางจมูก โดยฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ เวลาหายใจเข้าท้องพอง เวลาหายใจออกท้องแฟบ (แฟบคือคุณยุบหน้าท้องเข้าไปนะคะ ไม่ใช่แขม่ว) และ “พอส” (Pause) หยุดหายใจสัก 4-5 วิระหว่างสลับหายใจเข้าออก ตอนเริ่มใหม่ๆคุณอาจหายใจไม่ได้นานแต่นานไปๆการหายใจแบบโยคีแทบจะกลายเป็นการหายใจปกติของคุณโดยไม่รู้ตัว ตอนคุณเริ่มทำโยคะ ไม่ต้องไปกังวลว่าหายใจตามครูไม่ทัน เพราะครูก็จะคิวคุณไปตลอด เวลาเข้าท่า หายใจเข้า “อินเฮล” (Inhale) หายใจออก “เอ็กซ์เฮล” (Exhale) ครูดิฉันสอนว่า 3 เดือนแรกไม่ต้องสนใจว่าจะหายใจผิดๆถูกๆ ไม่ต้องซีเรียส หลังจากนั้นท่าโยคะของคุณมันจะ“โฟล์” (Flow)ไปกับลมหายใจเอง สองสิ่งที่ควรจำคือ

  1. ก่อนบิดตัว หายใจเข้ายืดลำตัว ตอนบิดหายใจออกกดท้องแฟบ
  2. ก่อนก้มตัว หายใจเข้ายืดตัวหรือยกแขนขึ้นเหนือศีรษะยืดตัว และหายออกโน้มตัวก้มลง (อย่าลืมโน้มตัวจาสะโพกนะคะ ไม่ใช่จากเอวไม่งั้นหลังโก่ง ถ้าขาตึงน่องตึง ย่อขาก่อนก้ม)

เมื่อคุณฝึกโยคะสม่ำเสมอไปนานๆการหายใจแบบโยคีจะเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น และสักวันหนึ่งมันแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ

หมายเหตุ หลักสูตรโรงเรียนที่ดิฉันเรียนโยคะ สอนไสตล์อัชตังกาโยคะ ครูสอนว่าระหว่างทำอาสนะให้ใช้ลมหายใจแบบโยคีเท่านั้น ไม่ให้ฝึกลมปราณชนิดอื่นๆขณะอาสนะยกเว้นการหายใจแบบ “อุจัยยี” (Ujjaii)  ซึ่งอาจต่างกับการฝึกโยคะประเภทอื่น เช่น กุณฑาลินีโยคะ โยคะร้อน หรือแอเรียลโยคะ ฉะนั้นขอให้คุณใช้วิจารณญานตนเองในการใช้ลมปราณ

 

ภาษาโยคะ (Yoga Lingo)

ตอนดิฉันเริ่มเรียนโยคะครั้งแรกได้ครูอินเดีย ครูจะเรียกชื่อท่าโยคะเป็นภาษาอังกฤษและตามด้วยสันสกฤต เราคนไทยพอเดาออกเพราะรากศัพท์ภาษาไทยมาจากสันสกฤต แต่ที่ไม่ชินหูคือ“ภาษาโยคะ”หรือ“โยคะลิงโก้” (Yoga Lingo)  เนื่องจากตอนนั้นดิฉันยังปรับหูไม่ได้จาก “ภาษากฎหมาย” “ลีเกิ้ล ลิงโก้” (Legal Lingo) มาเป็นภาษาโยคะ ความรู้สึกตอนนั้นประมาณ 4 ปีที่แล้ว เหมือนอยู่กันคนละโลก จากโลกทนายมาเป็นโลกโยคี

ในบทนี้นี้ดิฉันจะแนะนำภาษาโยคะและความหมาย ที่ใช้กันบ่อยๆในอเมริกา

ใคร อะไร ที่ไหน 

  • โยคะ (Yoga) เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งที่ต่างจากการออกกำลังประเภทอื่นคือ เป็นการบริหารร่างกาย ด้วยท่าต่างๆพร้อมฝึกการหายใจ เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณมารวมกัน ถือว่าเมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจและวิญญานก็จะแข็งแรง สมดุลย์และสงบ
  • โยตีและโยคินี (Yogi, Yogini) ผู้ฝึกและปฏิบัติตามหลักโยคะ โยคีใช้กับผู้ชาย โยคินี ผู้หญิง
  • กูรู (Guru) คือ ครู หรือผู้รู้วิชาระดับครู คำแปลสันสกฤต “กู” คือ ความมืด “รู”คือแสงสว่าง กูรูคือในท่ามกลางความมืด ยังมีแสงสว่าง
  • อาชรัม (Ashram) คือ อาศรม สถานที่พักใจ หรือสถานที่ปฏิบัติธรรม
  • อาสนะ (Asana) คือท่าโยคะ หรือ poses ต่างๆ อาสนะมาจาก “นั่ง”

ในห้องเรียนโยคะ

  • โอม (Om) เป็นเสียงที่เปล่งเวลาสวดมนต์ ความเชื่อคือ “โอม” ถือเป็นเสียงแรกที่ทำให้โลกสั่นสะเทือนและสิ่งมีชีวิตต่างๆเกิดขึ้น ในห้องเรียนโยคะ ครูอาจเริ่มคลาสหรือจบคลาสด้วยการเปล่งเสียงโอม นอกจากจะถือเป็นการคารวะ และยังช่วยในวิธีหายใจเข้าออกทางอกอีกด้วย ผู้ฝึกโยคะเวลา “เท็กซ์ เม็สเส็จ” (test message)หรือ SMS หรืออีเมล์ ถึงกันมักขึ้นต้น และ/หรือลงท้ายด้วย “โอม”
  • นามัสเต (Namaste) เป็นคำทักทาย คล้ายสวัสดี อาจยกมือไหว้หรือไม่ต้องยก  ในห้องเรียนโยคะ ครูมักจบคลาสด้วย “นามัสเต” คำแปล “นามัสเต” คือ จิตใจที่สูงสุดของข้าพเจ้านอบน้อมจิตใจที่สูงสุดของท่าน
  • มานตรา (Mantra) หรือมนตรา คือ การสวดมนต์
  • มูดรา (Mudra) หรือมุฑรา คือการทำสัญลักษณ์ต่างด้วยมือ เช่น ทำท่าลูกแก้วด้วยมือ ในโยคะจะเรียก แฮนด์ มูดราส์ (Hand Mudras) ขณะทำอาสนะ เราสามารถทำ แฮนด์ มูดราส์ ไปด้วย
  • ปราณ (Prana) ปราณคือ ลมหายใจมีความหมายมากกว่า “การหายใจธรรมดา” (Breathing) เปรียบเสมือนกำลังภายในตามหลักจีน “ชิ” (Chi) หรือ “พลังชีวิต” หรือ Life force
  • ปราณยามะ (Pranayama) คือการควบคุมหรือการขยายหรือยืดพลังชีวิต รากศัพท์ของคำว่าปราณมี 2 ตำรา (1) เป็นคำสมาสระหว่าง ปราณา+ยามะ แปลว่า การควบคุมลมหายใจ (2) เป็นคำสมาสระหว่าง ปราณา+อยามะ แปลว่าการขยายหรือยืดลมหายใจ ในโยคะที่ดิฉันเรียน การทำปราณยามะมีมากกว่า 20 ชนิด ถ้าสามารถฝึกลมปราณได้ คุณสามารถควบคุมอารมณ์ จิตใจ ร้อน หนาว เลือดลม ในร่างกายได้
  • จักรา (Chakra) หรือจักระ คือ จุดรวมพลังไฟฟ้าของชีวิตในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกายมนุษย์ แต่จุดใหญ่ๆที่สำคัญมี 7 จุดอยู่เรียงตามกระดูกสันหลัง ตั้งแต่ก้นกบเรียงขึ้นไปถึงกระหม่อมตรงขวัญ ดังนี้ 1. อยู่แถวก้นกบ 2. แถวอวัยวะเพศ 3. แถวท้องใกล้ตำแหน่งสะดือ 4. แถวหัวใจ 5. แถวคอ 6. หว่างคิ้วบางครั้งเรียกตาที่สาม 7. กลางกระหม่อม ตามหลักโยคะ ความสำคัญของจักราคือ เมื่อตักราแข็งแรงและสมดุลย์ สุขภาพจิตและสุขภาพใจก็จะแข็งแรงและมีความสุข แต่ถ้าจุดใดจุดหนึ่งถูกบล็อก หรือมีพลังมากหรือน้อยไปจะทำให้พลังไฟฟ้าติดขัดผ่านไม่สะดวก หรือผ่านมากหรือน้อยไป เราสามารถบริหารจักราให้แข็งแรงและสมดุลย์ได้หลายวิธี เช่น ฝึกโยคะ นวด(นวดกดจุด) ฝึกลมปราณ นั่งปฏิบัติธรรมหรือเมดิเทท เป็นต้น

ท่าและอาสนะ

ท่าโยคะต่างเป็นภาษาสันสกฤต อาจเป็นชื่อสัตว์ ตามอริยาบทของสัตว์ เช่นท่า วัว แมว งู  สุนัข จรเข้ ชื่อเรียกตามสิ่งมีชีวิตธรรมชาติ เช่นต้นไม้ ต้นตาล  ภูเขา และสิ่งของ เช่นท่าเก้าอี้ ท่าธนู ท่าเรียกชื่อตามอริยาบท เช่น ท่าสามเหลี่ยม ท่านักรบ ท่าคนตายหรือศพ และลงท้ายด้วยคำว่า อาสนะ ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างการเรียกชื่อท่าที่เราจะได้ยินซ้ำๆกันหลายครั้งในห้องเรียน

  • วินยาสะ (Vinyasa) คือลีลาท่าอาสนะต่างๆที่“โฟลว์” (Flow) อย่างต่อเนื่อง มักจะเริ่มจากง่ายไปถึงยาก บางครั้งเรียก “วินยาสะ โฟลว์” (Vinyasa flow)
  • ซัน ซาลูเทชั่น (Sun Salutation) หรือ “สุริยา นมัสการ” (Suriya Namaskar) คือ ท่าไหว้พระอาทิตย์ เป็น วินยาสะ โฟลว์ ตัวหลักแม่บทในคลาสโยคะ ถือเป็นการบริหารร่างกายทุกส่วน รวมท่า ยืน ก้ม ตัวราบ ก้งโค้ง ก้าวหน้า ก้าวหลัง ฯลฯ
  • ชาตุรังกา (Chaturanga) คำแปลคือ “ชาตุรัส”หรือ จตุรัส แปลว่า 4  สมาสกับ “อังคะ” คืออวัยวะ ชาตุรังกาคือ “วินยาสะโฟลว์” ในบท สุริยา นมัสการ คือท่าแพล๊งค์ (Plank) หรือท่าไม้กระดานคล้ายท่าวิดพื้น เมื่ออวัยวะ 4 ส่วนแตะพื้น คือ เท้าสอง และมือสอง จากท่าไม้กระดานจะโฟลว์ต่อไปท่าอื่น
  • อัชตังกา (Ashtanga) คำแปลคือ “อัชคะ” แปลว่า 8 สมาสกับ “อังคะ” คืออวัยวะ อัชตังกาเช่นเกียวกับ “ชาตุรังกา” ท่าไม้กระดานข้างต้นแต่แทนที่อวัยวะ 4 ส่วนแตะพื้น จะเป็นอวัยวะ 8 ส่วนแตะพื้น คือ เท้าสอง มือสอง ศอกสอง อกและคาง
  • อินเวอร์ชั่น (Inversions) คือ ท่าอาสนะต่างๆที่หัวใจอยู่ต่ำกว่าสะโพก
  • ชวาสนะ (Savasana) คือท่าศพเป็นท่านอนพักตอนจบ คำแปล “ชะวะ” หรือ “ศะวะ” สมาสกับ “อาสนะ” = ศวสนะ (ในภาษาไทย ตัว “ว” ภาษาไทยสันสกฤต อาจอ่านไปด้ทั้งตัว “พ” และตัว “ว” ฉะนั้น “ศวะ” หรือ “ศะพะ” คือ ศพ นั่นเอง)

สรีระหรืออันนาโตมิ (Anatomy)

สรีระในร่างกายที่ครูโยคะจะเน้นในส่วนต่างๆเหล่านี้

  • เซครัม (Sacrum) กลุ่มกระดูกอยู่ที่ฐานของกระดูกสันหลัง
  • เทลโบนส์ (Tail Bones) กลุ่มกระดูกก้นกบ
  • ซิทโบนส์ (Sit Bones) กระดูกรองนั่งอยู่ตรงกระดูกเชิงกราน
  • คราวน์ ออฟ เดอะ เฮด (Crown of the Head) กระหม่อม
  • ซเตอร์นัม (Sternum) อยู่ใต้อกตรงลิ้นปี่

ศัพท์สันสกฤต

คำสนทนาของคนฝึกโยคะมักจะมีการแทรกศัพท์สันสกฤตที่ถือเป็นหัวใจของผู้ฝึกโยคะ ที่ควรถือเป็นแนวปฏิบัติของชีวิต เช่น

  • อหิมสา (Ahimsa) การไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งการไม่นำความเชื่อหรือความศรัทธาของตัวเองยัดเยียดหรือเกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นเชื่อหรือปฏิบัติตาม  เช่น  ศาสนา และการเมือง
  • สัตย์นาม (Satnam) การเคารพในตัวผู้อื่นและสิ่งที่เขาเชื่อ
  • ยามะ (Yama) คือการละเว้นในสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ
  • นิยามะ (Niyama) การปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ
  • คาร์มา (Karma) คือกรรม คือสิ่งที่ไม่ดีต่างๆที่เราได้ทำไปและวกกลับมาหาตัวเรา
  • มายา (Maya) วิ่งหลอหลวงหรือ แฟนตาซี (Fantasy)
  • โดชา (Dosha) ธาตุในตัวของคนเรา ที่เกิดมามี 3 ธาติ คือ ธาตุลม ธาตุไฟมากับท่าน้ำ และธาตุดินมากับธาตุน้ำ ธาตุนี้สามารถเปลี่ยนได้ตามอายุหรือเราพยายามเปลี่ยนธาตุเอง คุณสามารถทำ quiz ทางกูเกิ้ลได้ What is my dosha เพื่อหาว่าตัวคุณธาตุอะไร
  • วัทธะ (Vata) คือธาตุลม
  • พิทตะ (Pitta) คือธาตุไฟ
  • คัฟฟ่า (Kapha) คือธาตุดิน

อาหารการกิน

การทานอาหารของผู้ฝึกโยคะ แบ่งเป็น 3 ปะเภทคือ

  • “เว็จเจ็ทเทเรียน” (Vegetarian) คือพวกทานมังศะวิรัช เรียกสั้นๆว่า “เว็จจี้”  ผู้เคร่งโยคะปานกลางมักจะไม่ทานเนื้อสัตว์เพราะเชื่อในหลักโยคะ “อหิมสา” (Ahimsa) คือไม่ฆ่าสัดว์ตัดชีวิตและไม่เชื่อในการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  พวกเว็จจี้มีหลายระดับ บางคนไม่กินเนื้อ แต่กินไก่และปลา บางคนไม่กินไก่แต่กินปลา
  • “วีกัน” (Vegan) อีกประเภทหนึ่งยิ่งเคร่งมาก คือพวกวีกัน พวกนี้นอกจากจะไม่กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ยังไม่กินอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ เช่น ไม่ทานนม หรือไข่ และไม่ใช้ของที่ทำมาจากสัตว์เช่น ไม่ใส่เสื้อผ้าขนสัตว์เช่นมิ๊งค์โคท หรือผ้าไหม เป็นต้น
  • “คาร์นิวอร์” (Carnivore) หรือเรียกสั้นๆว่า “คาร์นิ” (Carni) ประเภททานเนื้อสัตว์ คือพวกคาร์นิ ดิฉันจัดอยู่ในประเภทคาร์นิ คือทานทุกอย่างที่ขวางหน้าแต่พอประมาณ

ประเภทโยคะ

เมื่อคุณคิดจะฝึกโยคะ คุณอาจจะงง เพราะบางสตูดิโอระบุประเภทโยคะ หรือเวลาไปเข้าคลาส ตารางคลาสจะระบุไสตล์โยคะต่างๆกัน จริงๆแล้วโยคะก็คือโยคะ แต่ละไสตล์ก็เหมือนๆกัน เมื่อคุณรู้เบสิคไสตล์โยคะ คุณจะสามารถทำได้ทุกไสตล์ ในอเมริกาคุณสามารถไปลองโยคะได้ที่ คอมมิวนิตี้ เซ็นเต้อร์ใกล้บ้าน ในปาร์ค วัดอินเดีย ยิม หรือโยคะสตูดิโอในบทนี้จะพูดถึงประเภทโยคะดั้งเดิมตามตำรา และประเภทโยคะซึ่งมีมากกว่า 30 ชนิด มันเป็นการดีที่คุณจะรู้จักไสตล์โยคะ เพราะถ้าคุณไปสตูดิโอใหญ่ๆซึ่งมีตารางเรียนชนกันหลายคลาส เขาจะระบุไสตล์โยคะ คุณจะได้เลือกไสตล์โยคะที่เหมาะกับคุณในวันนั้น
ประเภทโยคะสมัยก่อน
ตามตำราดั้งเดิม โยคะมีเพียง 4 ปะเภท คือ
ราชาโยคะ (Raja Yoga) บางครั้งเรียก “อัษฎางค์โยคะ” (Ashtanga Yoga) เนื่องจากถือหลักปฏิบัติ “องค์แปด” คือ (1) ยามะ ละเว้นสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ (2) นิยามะ ปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ (3) อาสนะ ฝึกโยคะเพื่อร่างกายแข็งแรง (4) ปราณยามะ กำหนดลมหายใจเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติธรรม (5) ปรัตยาหาระ สำรวมจิต (6) ธารนะ กระทำจิตให้แน่วแน่น (7) ธยานะ เมดิเทท และ (8) ขั้นสุดท้ายคือเข้าถึง สมาธิ ราชาโยคะเป็นรากฐานของ “หะธะโยคะ” (Hatha Yoga) คือโยคะเบสิคทั่วไป ดิฉันเปรียบตามศัพท์นวดไทย ราชาโยคะ=โยคะราชสำนัก และ หะธะโยคะ=โยคะเชลยศักดิ์
ภักติโยคะ (Bhakti Yoga) โยคะที่เน้นไปในทางบรวงสรวง มีการสวดมนต์ (mantra)
กรรมโยคะ (Karma Yoga) เป็นโยคะที่ถือการกระทำเป็นหลัก โดยอุทิศตนทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
ญานะโยคะ (Jnana Yoga) หรือเรียก Yoga of wisdom เป็นโยคะที่เรียนพร้อมปรัชญาโยคะ โดยไฝ่หาความรู้และเพิ่มปัญญา
ประเภทโยคะปัจจุบัน
ปัจจุบันโยคะแตกหน่อออกเป็นหลายประเภทและหลายไสตล์ตามความนิยมและสมัย ดิฉันจะเริ่มจากเบสิค “หะธะโยคะ” และไต่ขึ้นไปตามระดับยาก และไล่ลงมาระดับเบาลง
หะธะโยคะ (Hatha Yoga) หะธะโยคะเป็นเบสิคโยคะ ทำอาสนะพร้อมใช้การหายใจแบบโยคี (Yogic breath) ท่าโยคะเริ่มจาก “เสตร็ช”ยืดเส้นสาย (stretch) “วอร์มอัพ” (warm up) บทไหว้พระอาทิตย์ หรือสุริยา นมัสการ์ และท่าอาสนะจากเบสิคไปถึงยาก และ “ไวน์ดาวน์” (wind down) จบลงด้วยท่าศพ “สวะสนะ” (shavasana) เรียก “วินยาสะ โฟลว์” (Vinyasa flow) คำว่า“หะ” ภาษาสันสกฤตแปลว่าพระอาทิตย์ หรือพลังร้อน “ธะ”แปลว่าพระจันทร์ หรือพลังเย็น การฝึกหะธะโยคะถือว่า ร่างกายเราย์มีพลังธรรมชาติ 2 ประเภทคือ พลังร้อนและพลังเย็น เมื่อใดพลังทั้งสองสมดุลย์กัน เราก็จะมีสุขภาพที่สมบูรณ์ หะธะโยคะ สำหรับผู้ฝึกทุกระดับ
อัษฎางค์โยคะ (Ashtanga Yoga) คล้ายหะธะโยคะ ระดับปานกลางถึงยาก ใช้การหายใจแบบโยคีและการหายใจแบบ “อุชชาญี” (Ujjayi breath) ระหว่างทำอาสนะ
ไอเย็งก้าโยคะ (Iyengar Yoga) กำเนิดโดยกูรูอินเดียชื่อ BKS Iyengar หลักการสอนจะหนักกว่าหะธะโยคะ และจะมีการจัดร่างกายให้ถูกตำแหน่ง ในแต่ละท่าจะค้างท่านานกว่าหะธะ มักใช้อุปกรณ์ประกอบ เช่น บล็อก เก้าอี้ หมอนหนา ผ้าห่มหนา และเข็มขัด เป็นต้น
อนุสราโยคะ (Anusara Yoga) เป็นหะธะโยคะของคนรุ่นใหม่ ผู้ก่อตั้งคือ นาย John Friend หลักการสอนมุ่งกับการจัดร่างกายให้ถูกตำแหน่งเช่นเดียวกับไอเย็งก้าโยคะ มีหลักทฤษฎี 3 หลักเรียก 3A’s คือ ทัศนคติหรือ “แอ๊ดติจูด” จัดร่างกายให้ถูกตำแหน่ง “แอลไลน์เม๊นท์” และ การกระทำหรือ “แอ็กชั่น” (Attitude, Alignment and Action)
กุณฑลิณีโยคะ (Kundalini Yoga) เป็นโยคะที่เน้นถึงการปลุก 7 จักระหลัก (Chakra) จักระตามคำเชื่อของศาสนาฮินดู คือ ศูนย์พลังหรือ “เอ็นเนอร์จี้ เซ็นเต้อร์” (energy center) ในร่างกายมนุษย์ หลักของกุณฑลิณีโยคะคือ ทำอาสนะพร้อมกับเน้นในการกำหนดลมหายใจออกอย่างแรงโดยแขม่วกล้ามเนื้อท้อง เรียก “เบร็ทซ์ อ๊อฟ ฟายร์” (Breath of fire) คำว่า “กุณฑลิณี” ตามตำนานสำนวนกวี เป็นชื่อพระมเหสีของพระศิวะ (ซึ่งมเหสีพระศิวะ ตามตำนานจะมีหลายชื่อเพราะมีการกลับชาติมาเกิด) ตามหลักกุณฑลิณีโยคะ เมื่อพูดถึง“กุณฑลิณี” เปรียบเสมือนงูขดตัวเป็นชั้นและหลับอยู่ที่ฐานของจักระที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ต่ำลงมาประมาณ 2 นิ้วกจากปลายกระดูกสันหลัง จุดมุ่งหมายของการฝึกกุณฑลิณีโยคะ เพื่อปลุกงูให้ตื่น คือเปิดจักระที่หนึ่งก่อนเพื่อให้พลังหรือ“เอ็นเนอร์จี้”วิ่งขึ้นผ่านแต่ละจักระไปถึงจักระชั้นเจ็ดที่กระหม่อมซึ่งตามตำนานคือบรรลังก์ของพระศิวะ เมื่อนางกุณฑลิณีได้ขึ้นไปสิงสถิตกับพระศิวะจะถือว่าเราจะบรรลุถึงความสุขสุดยอดถ้าจะเปรียบตามหลักวิทยาศาสตร์ จักระเปรียบเทียบได้กับข่ายประสาท หรือ “เนิร์ฟ เพล็กซัส” (Nerve plexus) ที่อยู่เรียงที่กระดูกสันหลังมีทั้งหมด 6 จุด ในร่างกายมนุษย์มีพลังไฟฟ้าขั้วบวกและลบ ขั้วลบอยู่ปลายกระดูกสันหลัง (กุณฑลิณี) ขั้วบวกอยู่ตรงกระหม่อม (พระศิวะ) เมื่อใดที่กระแสไฟฟ้าขั้วลบสามารถวิ่งผ่านขึ้นไปรวมกับขั้วบวกได้ เมื่อนั้นสภาวะในร่างกายและจิตใจของเราจะสมดุลย์และมีความสุข
ตันตระโยคะ (Tantra Yoga) เป็นโยคะระดับสูง ผู้ที่จะฝึกตันตระโยคะได้ต้องฝึกหะฐะโยคะและกุณฑาลินีโยคะมาก่อน ตันตระและกุณฑาลินีโยคะ มีรากฐานเชื่อมโยงกันคือปลุกจักระ ต่างกันที่ว่า ตันตระโยคะมักฝึกคู่ชายหญิง ปัจจุบันเมื่อพูดถึงตันตระโยคะ คนส่วนมากจะนึกถึงว่าเป็น “เซ็กซ์โยคะ” ตามตำราตันตระโยคะดั้งเดิม เป็นตำราที่สอนต่อกันมาปากต่อปาก แต่ภายหลังมีตำราเขียนเกิดขึ้นในรูปของการโต้ตอบระหว่างพระศิวะ (Shiva) และพระเชษฎร์หรือ “ชัคติ” (Shakti) พระศิวะเปรียบแทนพลังทางเพศชาย และพระชัคติ เปรียบแทนพลังทางเพศหญิง จุดมุ่งหมายของตันตระโยคะเช่นเดียวกับกุณฑลิณีโยคะคือ ปลุกจักระให้พลังวิ่งจากจักระที่หนึ่งไปจักระที่เจ็ด เพียงแต่ทฤษฎีตันตระผู้ฝึกจะต้องขยายจิตใจและอารมณ์ ความรู้สึกออกให้มากที่สุด เพื่อให้พลังปราณเป็นอิสระ และใช้จิตใจเป็นเครื่องมือในการบรรลุ ซึ่งถือเป็นจุดสุดยอดของความสุข
ทิเบตเทียนโยคะ (Tibetian Yoga) ทิเบตเทียนโยคะรากฐานมาจากพระธิเบต ซึ่งพระธิเบตจำวัดอยู่บนเขาสูงและอากาศหนาวจัด ท่านคิดค้นการฝึกโยคะโดยใช้ลมปราณและ “ตันตริกเมดิเทชั่น” (Tantric mediation) มีท่าฝึกเพียง 5 ท่า แต่ละท่าพระท่านจะฝึกทุกวัน ท่าละ 21 ครั้ง ซึ่งช่วยร่างกายอบอุ่นและเร่ง 7 จักระหลักให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ฝึกทิเบตเทียนโยคะควรต้องฝึกทุกวัน โดยอาจจะเริ่มจากท่าละน้อยครั้งและเพิ่มไปเรื่อยๆ ผู้ที่สามารถฝึกทิเบตเทียนโยคะได้ เชื่อว่าจะอายุยืน หน้าอ่อนเยาว์ และมีพลังมาก
แอ็คโครโยคะ (Acroyoga) เป็นโยคะคู่กับพาร์ทเน่อร์ คล้ายทำกายกรรม เป็นโยคะที่เกิดขึ้นไม่นานนี้ประมาณปี 2003 คนหนึ่งเป็น “ตัวฐาน” เรียก “เดอะ เบส” (the base) อีกคนคือ “ตัวบิน” เรียก “เดอะ ฟลายเอ้อร์” (the flyer) ดูรูป

แอเรียลโยคะ (Aerial Yoga) คล้ายโยคะบินหรือเหาะได้ โดยใช้เชือกผ้าแขวนจากเพดาน ผู้โยคะคล้องเชือกกับตัวในขณะอาสนะ เพื่อช่วยให้กระดูกสันหลังยืดให้มากที่สุด และช่วยโทนกล้ามเนื้อโครงสร้าง หรือ “คอร์” (core) ให้แข็งแรง

พาวเว่อร์โยคะหรือคอร์โยคะ (Poweryoga/Coreyoga) คล้าย “อัษฎางค์โยคะ” ระดับกลางถึงยาก ครูสอนมีอิสระที่จะทำท่าต่างๆแล้วแต่ครู โดยไม่ต้องทำตามหลัก “วินยาสะ โฟลว์” พาวเว่อร์โยคะเป็นไสตล์หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ต้องการทำโยคะยากและเร็ว ชื่อ“พาวเว่อร์โยคะ”ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มันทันสมัยล่อใจหนุ่มสาว เพราะหนุ่มสาวมักคิดว่าโยคะสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะชื่อ “อัษฎางค์โยคะ” ก็เชยสุดๆ

Back Camera

โยคะร้อน (Hot Yoga/Bikram Yoga) โยคะร้อนหรือ “บิคครัมโยคะ” เป็นโยคะเกิดใหม่ ผู้เริ่มคือ Bikram Choudhury เข้ามาเผยแพร่ในอเมริกาเมื่อไม่กี่ปี อุณหภูมิในห้องโยคะคือ 105 F องศาหรือ 40.6 C ความชื้น 40% เหมือนทำโยคะในห้องซาวน่า ผู้ฝึกจะได้เหงื่อโชกเพื่อชำระของเสียออกจากร่างกาย “ท็อกซิน” (toxin) ทางเหงื่อ เพื่อร่างกายแจะได้สร้างเลือดใหม่และอ็อกซิเจนไหลเวียน บิคครัมโยคะมีทั้งหมด 26 ท่าบวกการหายใจ 2 ชนิด ทำซ้ำกันหลายครั้ง ระยะเวลาลฝึก 75-90 นาที ไม่แนะนำสำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง
ยินโยคะ (Yin Yoga) เป็นโยคะสบายๆแต่ละท่าจะทำช้าๆ แต่อยู่ในนานประมาณ 5 นาที ซึ่งจริงๆแล้วยาก จุดมุ่งหมายเน้นไปที่ เนื้อเยื่อยึด หรือ “ค็อนเน็คทีฟ ทิชชู่” (connective tissues) เช่น เอ็นยึดกล้ามเนื้อ “เท็นดอนส์” (tendons) เอ็นยึดข้อ “ลิกกาเม๊นท์” (ligaments) และ พังผืด “ฟาเชีย” (fascia) เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวกตามข้อต่อ “จ๊อยนท์” (joint) และให้ร่างกายยืดหยุ่น “เฟล็กซิเบิ้ล” (flexible) เพราะการอยู่ในท่านานๆจะช่วยให้เข้าลึกถึงกล้ามเนื้อชั้นใน และสลายพังผืด และยีดเส้น กูรูที่คิดค้นยินโยคะเป็นครูสอน “มาร์เชียล อาร์ท” และสอนโยคะหลักลัทธิเต๋ายินโยคะ ได้เข้ามาเผยแพร่ในอเมริกาช่วงปี 1970
อินเทอร์เกรทีฟโยคะเทราพี (Integrative Yoga Therapy) ส่วนมากใช้กับผู้เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน เป็นโยคะบำบัด คล้ายกายภาพบำบัด เป็นโยคะสบายๆ และ“รีแล็กซ์”(relax) รวมทำอาสนะ นั่งลมปราณ สวดมนต์หรือมานทรา และเมดิเทท โยคะนิทรา (Yoga Nidra) ไสตล์คล้ายๆอินเทอร์เกรทีฟโยคะ เทราพี คือสบายๆดิฉันเคยไปเข้าคลาสโยคะนิทราที่โตเกียว เวลา 8-9.15 น คืนนั้นหลับสบายมากๆ
โยคะฟื้นฟูหรือ “เรสโตเรทีฟ โยคะ” (Restorative Yoga) “อินเทอร์เกรทีฟโยคะเทราพี” “โยคะนิทรา” และ “เรสโตเรทีฟ โยคะ” สามโยคะ นี้มีหลักเหมือนกันคือ บำบัดและฟื้นฟู “โยคะนิทรา” และ “เรสโตเรทีฟ โยคะ” ผู้ฝึกไม่จำเป็นต้องป่วยหรือบาดเจ็บแต่อาจต้องการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังจากทำงานหนนัก หรือเครียดจัด “เรสโตเรทีฟ โยคะ” จะอยู่ในท่าแต่ละท่านานประมาณ 10-15นาที และใช้อุปกรณ์ต่างๆช่วย เพื่อซัพพอร์ทร่างกาย เช่นหมอน บล็อก และเข็มขัด

photo 2
โยคะเก้าอี้ (Chair Yoga) ทุกคนฝึกได้ โดยเฉพาะผู้ทำงานในออฟฟิส และผู้ที่มีปัญหาในการลุก นั่ง ยืน ผู้สูงอายุ หรือบุคคลพิเศษ เก้าอี้โยคะโดยเฉพาะขายแพงตัวละ $70 ดิฉันใช้เก้าอี้ซื้อจากร้าน Target หรือ Walmart ตัวละ $9 เมืองไทยซื้อได้ที่ร้านไทยวัสดุ ดูรูป ต่างกับเก้าอี้โยคะตรงที่เก้าอี้โยคะไม่มีพนักพิง มีแต่โครงหลัง ท่าโยคะเก้าอี้มีประมาณ 10 ท่า แต่เกือบทุกท่าของโยคะสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับเก้าอี้ได้หมด
โปรดติดตามอ่านคอลัมน์หน้า ศัพท์โยคะ

มารู้จักกับโยคะ

สัปดาห์นี้เรามาทำความรู้จักกับโยคะ เมื่อพูดถึงโยคะ คนส่วนมากรู้จักกันว่า เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง คล้ายฤาษีดัดตน คุณผู้หญิงส่วนมากเชื่อว่าทำโยคะดีต่อสุขภาพ ส่วนคุณผู้ชายส่วนมากจะยี้ เหตุผลที่คนอ้างไม่ทำโยคะ คือ ฉันเดินอยู่แล้วทุกวัน ฉันเล่นกอล์ฟ ไปยิม เดินสายพาน อายุมากแล้ว ตัวแข็ง ก้มไม่ได้จะเป็นลม โยคะช้าชอบอะไรเร็วๆ และ ไม่มีเวลา เป็นต้น
โยคะต่างกับการออกกำลังอื่นๆ
เมื่อพูดถึงการออกกำลังไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ดิฉันว่ามีผลดีทั้งนั้น เพราะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น การฝึกโยคะต่างจากการออกกำลังอื่นๆ เพราะหลักการฝึกของโยคะ มีจุดมุ่งหมายคือ การนำพลังร่างกาย (body) พลังลมหายใจ (breath) และพลังจิต (mind) มารวมกัน เมื่อสามพลังนี้มารวมกัน เราจะสามารถกำหนดลมปราณได้ เพราะตามหลักโยคะเชื่อว่ากายกับจิตแยกกันไม่ได้ จิตจะสมบูรณ์ต้องอาศัยความสมบูรณ์ของกายก่อน ฉะนั้นผลจากการฝึกโยคะจึงต่างกับการออกกำลังอื่นๆ เพราะการออกกำลังอื่นๆนั้นก่อให้เกิดความแข็งแรงต่อร่างกายเท่านั้น แต่โยคะก่อให้เกิดความแข็งแรงแก่ร่างกายและจิตใจ
โยคะแปลว่าอะไร
คำว่าโยคะ (Yoga) มาจากรากศัพท์สันสกฤตคือ “ยุช” หรือ “โย๊ก” (Yoke) แปลว่า ประกอบ หรือรวมกัน หรือ “ยูเนี่ยน” (Union) ความหมายของศัพท์ “โยคะ” หรือ “ยุช” หรือ “โย๊ก” แปลว่า การรวมกันหรือ union ซึ่ง ในยุคสมัยโบราณโยคะทำเพื่อเหตุผลทางศาสนา ฉะนั้นคำว่า การรวมกันสมัยก่อนตีความหมายได้ว่า “นำตัวเราไปรวมหรือให้ถึงพระเจ้าเบื้องบน” สมัยนี้ตีความหมายได้หลายอย่างแล้วแต่ผู้ฝึก ตามตำราคือ การมารวมกันซึ่ง ร่างกาย การหายใจ และจิต
ที่มาของโยคะ
โยคะเกิดขึ้นในดินแดน “ชมพูทวีป” คือประเทศอินเดียปัจจุบัน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อได หรือใครเป็นผู้คิดค้น แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนได้วิเคาระห์ว่าเกิดขึ้นมามากกว่า 5,000 ปี ที่ฤาษีหรือโยคีค้นพบ และได้บอกกล่าวหยิบยื่นให้ลูกศิษย์ตกทอดต่อๆมา พวกโยคีเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อแสวงหาธรรม หรือหาคำตอบเกี่ยวกับ การเกิด แก่ เจ็บตาย และค้นหาพระเจ้า นึกภาพท่านโยคีเหล่านี้ นั่ง“อาสน์”ปฏิบัติธรรมนานๆอยู่ในป่า ก็คงปวดเมื่อย สุขภาพโทรมลง และเจ็บป่วย ท่านโยคีได้สังเกตุดูความเป็นอยู่ของสัตว์ต่างๆในป่า เมื่อสัตว์ป่วย สัตว์เหล่านั้นก็จะเปลี่ยนอริยาบททำท่าต่างๆ และสามารถรักษาตัวเองได้ นอกจากนั้นท่านยังสังเกตุการหายใจของสัตว์ ว่าสัตว์ที่หายใจเร็วจะอายุสั้น เช่น กระต่าย และสุนัข ส่วนสัตว์ที่หายใจช้า เช่น เต่า ช้าง งู จะอายุยืน พวกโยคีจึงได้นำข้อสังเกตุเหล่านี้มาปฏิบัติ ประยุกต์ทำท่าต่างๆ และฝึกลมหายใจให้ช้าๆ เพื่อทำให้ร่างกาย สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วย อายุยืน ซึ่งส่งผลทำให้จิตใจสงบและสามารถนั่งปฏิบัติธรรมได้นานๆ ดิฉันจำได้ว่า เมื่อก่อนหมาที่บ้านชื่อ “แฮ็ปปี้” วันหนึ่งมันไม่สบายไม่ยอมกินอาหาร พอเราพาแฮ็ปปี้ไปเดินที่พาร์ค พอถึงพาร์คปุ๊บ มันกินหญ้าและพยายามสำรอก จนอาเจียรออกมา พออาเจียรเสร็จก็ทำท่าสุนัขยืดลง “ดาวน์เวิร์ด เฟซซิ่งด็อก” (downward facing dog) ยืดสันหลังเสียยาว กลับถึงบ้านแฮ็ปปี้กินอาหารได้ (ดูรูป)

photo
อาสนะ (Asana)
ท่าโยคะต่างๆเหล่านี้ภาษาสันสกฤต เรียกว่า อาสนะ ซึ่งแปลตรงตัวคือ นั่ง หรือ “อาสน์” ตามตำราโบราณได้จารึกท่าต่างๆตามอริยาบทสัตว์ มีทั้งหมด 8,400,000 ท่า ปัจจุบันได้ดัดแปลงนำมาใช้กับคน 1,600 ท่า ตามตำรา “หะธะ โยคะ” (Hatha Yoga) ที่นำมาสอนในปัจจุบันมีทั้งหมด 84 ท่า เท่าจำนวนสัตว์ป่า 84 ชนิด ท่าต่างๆของโยคะจะเป็นชื่อสัตว์ เช่น ท่าแมว วัว อูฐ ปลา สิงโต กระต่าย ตั๊กแตน เป็นต้น หรือชื่อสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติหรือวัตถุ เช่น ท่าต้นไม้ ภูเขา ดอกบัว พระจันทร์ครึ่งเซี่ยว เก้าอี้ และคันไถ เป็นต้น
โยคะเป็นปรัชญาหรือศาสนา
โยคะในยุคสมัยโบราณทำเพื่อเหตุผลทางศาสนา แต่ปัจจุบันโยคะถือเป็นศาสตร์หรือปรัชญาอย่างหนึ่ง รวมการปฏิบัติเป็น 8 ขั้นตอน เรียก องค์แปดหรือ หรือ “อัษฏางค์” หรือ “อัชตังกะ” (Ashtanga) (อัษ = 8 ฎางค์ หรือ “อังคะ” คือ อวัยวะในร่างกาย หรือ 8 Limbs) องค์ 8 นี้ตามหลักสูตรปฏิบัติครูสอนโยคะ ที่ดิฉันเรียนมาคือ มีดังนี้ (1) รักษาศีล ละเว้นสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ 5 ข้อ คล้ายศีล 5 เรียก ยามะ (2) ปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติ 5 ข้อ เรียก นิยามะ (3) ฝึกท่าโยคะต่างๆ เรียกว่า อาสนะ เพื่อให้สุขภาพกายแข็งแรง (4) กำหนดลมหายใจเรียก ปราณยามะ ทั้ง 4 ขั้อข้างต้นนี้ถ้าปฏิบัติสม่ำเสมอจะช่วยเตรียมให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราดีมั่นคง เพื่อเราจะสามารถทำ 4 ขั้นหลังต่อไปได้ คือ (5) ปรัตยาหาระ การสำรวมจิต (6) ธารนะ การกระทำจิตให้แน่วแน่น (7) ธยานะ การเมดิเทท (meditate) และ (8) ขั้นสุดท้ายเป็นขั้นสูงสุดคือ สมาธิ การเข้าสู่สมาธิจิตนิ่งระดับเข้าฌาน
ฟังแล้วก็เข้าข่ายศาสนากลายๆ แต่ตามสถาบันสอนโยคะและตามตำราที่ปรากฎได้ปฏิเสธว่า โยคะไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นหนทางหรือวิถีทางหนึ่งที่ไม่ว่าผู้ถือศาสนาใดๆก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพื่อความสูงส่งแห่งจิตใจของตน เพราะว่าหลักโยคะตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรม การปฏิบัติตามหลักโยคะเป็นการเตรียมให้ร่างกายและจิตใจ (สุขภาพกายและจิต) พร้อมที่ะไต่ไปทีละขั้น จนกระทั่งถึงขั้นสูงสุดคือ การทำให้จิตสู่ความหลุดพ้น ในอเมริกายังมีบางเมืองหรือบางเขตยังมองโยคะว่าเป็นศาสนา และไม่อนุญาตให้ปาร์ค หรือคอมมิวนิตี้ เซ็นเต้อร์เช่น YMCA หรือ YWCA ที่ใช้เงินช่วยจากรัฐ หรือโรงเรียนรัฐ มีการสอนโยคะ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ข้อ 1 ที่ระบุว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการนับถือศาสนา และรัฐต้องไม่ยุ่งเกี่ยว เช่นโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีการสอนวิชาศีลธรรมหรือวิชาศาสนา ฉะนั้นถ้าเมืองหรือเขตนั้นอนุญาติให้มีการสอนโยคะในสถานที่ของรัฐบาล เท่ากับรัฐสปอนเซ่อร์และเข้าไปยุ่งเกี่ยว (โยคะพีเดียนี้เขียนด้วยนักกฎหมายโยคินีทนายความ ดิฉันจึงไม่อาจแยกกฎหมายออกได้ โปรดอ่านเกี่ยวกับสิทธิรัฐธรรมนูญในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” หน้า 28 “สิทธิเบื้องต้น”) เคสต่างๆเหล่านี้ได้ไปถึงขั้นศาล ซึ่งส่วนมากจะชนะ ปัจจุบันคนส่วนมากในอเมริกายอมรับว่าการฝึกโยคะเป็นการออกกำลังชนิดหนึ่ง
โปรดติดตามอ่านคอลัมน์หน้า โยคะชนิดต่างๆ

สวัสดีค่ะแฟนๆคอลัมน์ ปีๆนึงผ่านไปเร็วนะคะ

สวัสดีค่ะแฟนๆคอลัมน์ ปีๆนึงผ่านไปเร็วนะคะ วันเกิด วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving)

คริสต์มัส สงกรานต์ และอีสเต้อร์ เกือบปีแล้ว เริ่ม 13 พ.ค. 2013 ที่ดิฉันพักทำงาน“ซาแบ๊ทติคัล

ลีฟ” (โปรดอ่านคอลัมน์เดือน พ.ค. 2013) เพื่อมุ่งเรียนหลักสูตรครูสอนโยคะ 500 ชั่วโมง

ตอนนี้ก็เรียนจบแล้วค่ะได้ประกาศมาเรียบร้อย J (ดูรูป) ผลจากที่ดิฉันโยคะและสอนโยคะมาตลอด 5 ปีนี้

อยู่ๆลูกสาว“เซอร์ไพรส์”ได้บอกดิฉัน 2 สัปดาห์ก่อนดิฉันไปเข้าคอร์ส 500 ช.ม. ว่าเธอได้ลงเรียนคอร์ส

ครูสอนโยคะ 200 ชั่วโมง (ดิฉันรู้ว่าเธอไปเข้ายิม“โยคะร้อน” อยู่ แต่ไม่รู้ว่าลูกซีเรียสกับโยคะแค่ไหน)

ดิฉันดีใจมากสุดๆ เธอได้จบหลักสูตรครูสอนโยคะ200 ช.ม. เมื่อวันที่ 13 เมษาที่ผ่านมานี้ คุณแม่แฮ็ปปี้สุดๆ

สิ่งนี้มีค่ายิ่งกว่ากระดาษประกาศนียบัตรที่ดิฉันได้มาร้อยๆเท่า (ดูรูปแม่ลูก ทานทีรามิสุ จานของลูกนั้นจานที่ 2

นะคะ)

เมืองไทย

photo 1

หลังจากเรียนจบได้วันเดียว ดิฉันก็บินไปอยู่เมืองไทย 1 เดือน และได้ฉลองสงกรานต์ที่นั่น

ตอนนี้กลับมานั่งที่ออฟฟิสจ้องหน้าจอคอมพิวเต้อร์เหมือนเดิม ไปเมืองไทยคราวนี้รู้สึก“รีแล็กซ์”

(relax) มาก เพราะเรียนก็จบแล้วและไม่มีเคสคั่งค้างเยอะให้เครียดเหมือนตอนทำงานปกติ

ได้ให้เวลากับสามี ลูก ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ

ทั้งเพื่อนเก่าราชินีและเพื่อนบ้านใหม่ๆรอบด้านและมีความสุขกับการทำอาหารและขนมใหม่ๆ

(ขนมล่าสุดคือ ทีรามิสุ) ตอนนี้เลยต้องตัดสินใจว่าจะหันเข็ม “ไดเร็คชั่น” (direction) ของชีวิตไปทางไหน

กลับไปเป็นแบบเดิมคือ ตื่นแต่เช้า เปิดคอม ตอบอีเมล์ ดูตารางทำงานของวันนั้น ทานโยเกิรท์

รีบออกไปเดินที่พาร์ค กลับมาทำงาน สิบโมงเช้าออกไปโยคะที่ยิม กลับมาทำงานต่อ สี่โมงเย็นสอนโยคะที่บ้าน

ทานอาหารเย็นและกลับไปทำงานต่อ

แต่ะสัปดาห์เวลามาเร็วมากเพราะต้องคิดหัวข้อว่าจะเขียนบทความคอลัมน์เรื่องอะไร

ฟังแล้วเหนื่อยแทนไหมคะ?

photo 2

Everything jingle Bell

ตอนเริ่มโยคะเมื่อ 5 ปีกว่าแล้ว ก็คิดว่าโยเพื่อรักษาสุขภาพจะได้มีแรงทำงาน

ตอนนี้ชักจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะนึกถึงตอนที่ครู “อายุรเวช” บอกว่า

“เมื่อก่อนเราทำงานหนักเพื่อให้ได้มาเพื่อความมั่งคั่ง แต่ภายหลังเราต้องเอาความมั่งคั่งมาใช้รักษาสุขภาพ”

ก็เม๊คเซ็นซ์ (make sense) เลยตัดสินใจว่าจะเลิกทำงานและรีไทร์

พอคิดเรื่องเลิกทำงานปุ๊บก็เครียดปั๊บเพราะตัวเองรักกฎหมายพอๆกับโยคะ เลยนึกถึงศัพท์แสลงเมืองไทย

(แต่ละครั้งที่ไปเมืองไทยจะได้ศัพท์แสลงใหม่ๆมาใช้) ที่หลานดิฉันชอบพูดต่อท้ายแทบทุกประโยค

คือ “everything jingle bell” เข้าทำนองว่า “อะไรก็ได้ ดีทั้งนั้น” นึกถึงคำนี้เลยยิ้มออก ก็เลยคิดใหม่ว่า

เราก็เลือกรับทำเคสแบบ “ชิว ชิว” (chill chill)ไปแล้วกัน ไม่อยากทำก็ไม่รับ อยากมุ่งเอาดีทางโยคะก็ทำไป

ไม่ต้องไปตัดสินใจปุบปับ เพราะ “everything jingle bell” พอคิดวิธีนี้ได้เลยหายเครียด

สรุป

เรื่องงาน ดิฉันยังทำงานอยู่ โดยเลือกรับงานบางเคสอย่างพอเพียง

สำหรับออฟฟิสกฎหมายตอนนี้ดิฉันไม่รับโทรศัพท์ คุณสามารถติดต่อดิฉันได้ทางอีเมล์เท่านั้น

attorneyruji@aol.com ผลงานด้านหนังสือกฎหมายดิฉันยังขายอยู่

(คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือกฎหมายได้โดยส่งเช็คถึง Ruji Totari ไปที่ PO BOX 552 Cypress, CA 90630

ในเมืองไทยโปรดสั่งซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308)

เรื่องโยคะ ดิฉันจะหาความรู้ด้านนี้ไปเรื่อยๆ คือเรียนเพิ่ม สอนโยคะเป็นวิทยาทานที่ home studio

ผู้สนใจอีเมล์สอบถามได้ค่ะ จะเปิดตัวคอลัมน์ใหม่ชื่อ “โยคะพีเดีย” (Yogapedia) แต่ไม่เขียนทุกสัปดาห์

(หยุดเขียนคอลัมน์กฎหมาย) แผนระยะยาวคือ เขียนหนังสือโยคะและตำราอาหาร และตั้งใจจัด “โยคะรีทรีท”

(Yoga retreat) ที่หัวหิน คงเป็นปีหน้า โปรดติดตามอ่านคอลัมน์เปิดตัวใหม่ www.rujirat.com เร็วๆนี้นะคะ

กฎหมายใหม่รัฐคาลิฟอร์เนีย

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ปีใหม่ 2014 ผ่านมาได้เกือบเดือน  มีแฟนคอลัมน์อีเมล์มาส่งความสุขและบอกคิดถึงคอลัมน์หลายคนขอบคุณค่ะ คุณจิมมี่ลูกความเก่ารู้จักกัน 12 ปี SMS (หรือเท็กซ์) มาบ่นว่าดิฉันสัญญาจะกลับมาทำงานใน 1 ปีนี่เกินแล้ว คิดถึงคอลัมน์ไม่มีอะไรจะอ่าน ดิฉันตอบกลับว่า “ยังไม่ครบปี” ได้รับตอบมาสั้นๆว่า “อย่าอู้นาน”!!!!

อัพเดทว่าดิฉันทำอะไรบ้าง 9 เกือนที่ผ่านมา 

DSC04371

นอกจากไปโยคะทุกวันและบวกสอน 3 วันต่อสัปดาห์ ต้องไปเรียนหนังสือ yoga teacher training course 500 ชั่วโมง เรียนมาแล้ว 25 วัน ตอนนี้เหลือ 9 วันสุดท้ายเดือนมีนาที่จะถึงนี้ (แชร์รูปโยคะที่หาดภูเก็ต)

จัดบ้านใหม่ขยายโยคะสตูดิโอใหญ่ขึ้น ย่อห้องทำงานเล็กลง

ทำครัวใหม่หมด ตอนนี้กลายเป็นเบเก้อร์เต็มตัว

เที่ยวๆๆๆ ไปญิ่ปุ่น 1 เมืองไทย 3 ครั้ง

เท่านี้แหละค่ะ ค่อยๆทำละทีละเสต็ปเตรียมตัวรีไทร์และให้สุขภาพกับตัวเอง ตอนเรียนอายุรเวช คุณครูพูดประโยคนึงที่ติดใจมากคือ “You spend your health to get wealth, now you spend your wealth to get health.” “เราใช้สุขภาพเพื่อได้มาซึ่งความมั่งคั่ง ภายหลังเราใช้ความมั่งคั่งเพื่อได้มาซึ่งสุขภาพ”

กฎหมายอิมมิเกรชั่นใหม่รัฐคาลิฟอร์เนีย

เข้าเรื่องกฎหมายเลยนะคะ กฎหมายข้างล่างนี้เป็นกฎหมายมีผลใช้ในรัฐคาลิฟอร์เนียเท่านั้น และมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกรา 2014

ใบขับขี่  AB460 ทางรัฐจะออกใบขับขี่ให้ผู้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย DMV คาดว่าใบขับขี่สำหรับผู้ที่อยู่อย่างผิดกฎหมายจะผลิตออกมาใช้สำเร็จภายในต้นปีหน้า

การเนรเทศ  AB4 กฎหมายรัฐบาลกลางอนุญาตให้ตำรวจท้องถิ่นสามารถกักตัวและขังคนต่างชาติที่ทำผิดกฎอิมมิเกรชั่นรวมอยู่เถื่อน (โดยปกติเมื่อจับเรื่องอื่น ตัวอย่างขับรถเร็ว และเมื่อพบว่าเป็นโรบินฮู้ดก็จะขังไว้รอส่งตัวต่อให้อิมมิเกรชั่น) กฎมายคาลิฟอร์เนียฉบับนี้ระบุว่า ห้องขังของรัฐสามารถขังคนต่างชาติที่ทำผิดกฎอิมมิเกรชั่นได้ต่อเมื่อผู้นั้นทำผิดคดีอาชญากรรมที่รุนแรง (serious crime) หรืออาชญากรรมที่มีสาเหตุจากความรุนแรง (violent crime) เท่านั้น โรบินฮู้ดเป็นทนายอิมมิเกรชั่นได้ AB1024 เคสนี้น่าสนใจมาก ปัจจุบันผู้ที่อยู่เถื่อนที่สอบผ่านคาลิฟอร์เนียบาร์สามารถเป็นทนายได้ ตามกฎหมายรัฐบาลกลางห้ามไม่ให้โรบินฮู้ดรับ “พับบลิค เบเนฟิต” (public benefits) ได้ คำนี้ตีความหมายกว้างมากรวมหลายๆอย่างส่วนใหญ่คือ เวลแฟร์ และรับไล๊เซ่นหรือใบประกอบอาชีพจากรัฐ รวมอาชีพต่างๆที่ต้องสอบผ่านและได้รับใบประกอบอาชีพของรัฐ เช่น หมอนวด ช่างทำผม ผู้ขายอินชัวรัน นายหน้าขายบ้าน หมอ เป็นต้น เคสนี้ นาย Sergio Garcia สอบผ่านคาลิฟอร์เนียบาร์ได้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่เขาไม่มีใบเขียว กำลังรอเรื่องใบเขียวอยู่ คดีขึ้นศาล ศาลสูงสุดของรัฐตัดสินว่า “เนื่องด้วยคนต่างชาติอยู่ในประเทศนี้อย่างผิดกฎหมายรัฐบาลกลาง  ไม่เป็นเหตุผลพอที่จะปฏิเสธว่าเขาไม่อยู่ในกลุ่มหรือ class ที่สอบผ่านบาร์” ตามสิทธิรัฐธรรมนูญระบุว่าผู้ที่อยู่ใน class เดียวกัน ต้องได้รับการปฏิบัติหรือ treatment จากรัฐเท่าเทียมกัน

โรบินฮู้ดที่ทำงานผิดกฎหมาย AB263 และ SB666 ห้ามนายจ้างลงโทษหรือกลั่นแกล้งคนงานเถื่อนเนื่องจากเขาอยู่ไม่ถูกกฎหมาย โปรดอ่านเกี่ยวกับกฎหมายอิมมิเกรชั่น  ในหนังสือกฎหมายอิมมิเกรชั่นคุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงกับดิฉัน อีเมล์ attorneyruji@aol.com ส่วนแฟนคลับที่เมืองไทยซื้อหนังสือได้ที่คุณนิ้งหน่อง เบอร์ 081-480-4308

กฎหมายย่อย AB465 ห้ามวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้มือถือเท็กซ์ อ่านเท็กซ์ ถึงแม้ว่าจะใช้ระบบสั่งด้วยเสียง (voice-activated feature)