ต้องทำใจ

 

“กราบแทบพระบาท ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย”

เป็นประโยคที่เพื่อน “ไลน์” มาให้หลังจากดิฉันได้ข่าวที่ในหลวงของเราสวรรคต ตุลาคมที่ 13 เวลาไทย 15.52 น  ดิฉันกำลังเขียนคอลัมน์ “ต้องทำใจก่อนเลือกตั้ง” ค้างอยู่ เลยเปลี่ยนเป็น “ต้องทำใจ” แทน

หลังจาก “เพรสสิเด๊นเชี่ยล ดีเบท” (presidential debate) การโต้วาทีครั้งที่สองระหว่าง นางฮิลลารี่ คลินตั้น ตัวแทนพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ผ่านไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม ทำให้หลายคนเครียด รวมทั้งดิฉัน ดิฉันต้องทำใจ เพราะเครียดทำให้ดิฉันนอนกระสับกระส่าย

ดิฉันเริ่มเขียนคอลัมน์นี้เพื่อระบายความเครียด มาตั้งแต่วันจันทร์หลังดีเบท  แต่ละวันเขียนเพิ่มทีละนิด พอเปิดจอคอมเริ่มเขียนปุ๊บเครียดปั๊บ  เมื่อวานตั้งใจว่าต้องปิดคอลัมน์วันนี้จะได้เลิกเครียด  พอตื่นเช้ามาได้รับข่าวการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัว สุดเศร้า เครียดต่ออีก    

รวบลัดกันเลยนะคะ ตอนนี้ประเด็นของดีเบทมุ่งไปที่ ข่าว “ทรัมพ์” คุยโว เรื่องผู้หญิงซึ่งมีการเปิดเผยเทป 2 วันก่อนวัน “ดีเบท” เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10  ปีก่อน ในเทป “ทรัมพ์” คุยโวในทำนองดูถูก ใช้วาจาหยาบ และไม่เคารพผู้หญิง ว่าถ้าเขาชอบผู้หญิงคนไหน เขาเอาได้หมด คือมีเงินและชื่อเสียงซะอย่าง  เขาชอบจับหน้าอกและของลับผู้หญิง เป็นต้น   หลังจากเทปผ่านออกมา ทำให้พรรครีพับลิกัน ในข่าวจะเรียก “จี โอ พี” (GOP) ย่อมาจาก “แกรน โอลด์ ปาร์ตี้” (Grand Old Party) ปั่นป่วนไปหมด นักการเมืองพรรครีพับบลิคกัน และ บริษัทหนังสือพิมพ์เก่าแก่ที่เคยสนับสนุน พรรครีพับลิกันเท่านั้น รวมทั้งผู้จัดรายการดังๆรีพับบลิคกัน หันมาประกาศไปสนับสนุน“เอ็นดอร์ส” (endorse) อย่างเป็นทางการให้นางฮิลลารี่ คลินตั้น แทน   ตอนนี้ทาง GOP หลายท่านหาวิธีที่จะให้ทรัมพ์ถอนตัวออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งคนใหม่เป็นตัวแทนพรรคแทน  หวังว่าคงไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าทำสำเร็จ แต่ดิฉันไม่เชื่อว่า “ทรัมพ์” จะยอม แต่ถ้าเกิดขึ้น  ผลการเลือกตั้งจะออกมายังไง ไม่มีใครเดาได้เลย

“เพรสสิเด๊นเชี่ยล ดีเบท” ครั้งที่สามคือวันที่ 19 เดือนตุลานี้ ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงเดือนก็จะถึงวันเลือกตั้งซึ่งตรงกับวันอังคารที่สองของเดือนพฤศจิกายน สัปดาห์นี้ 11 ตุลาไป ทางรัฐบาลจะเมล์ “แบลล็อท” ไปตามบ้าน คือใบออกเสียงเลือกตั้งทางไปรษณีย์  ดิฉันตั้งใจว่าทันทีที่ได้รับ “แบลล็อท” ดิฉันจะรีบออกเสียงเลือกตั้งทันที จะได้หายเครียด  ตอนนี้ทำใจว่า ในเมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะเลือกใคร  ก็ไม่ต้องไปฟังเรื่องอื่นมาก และอย่าให้ “ดีเบท” มามีผลกับเรา  ต้องถือคติตามโครงการในหลวง “ช่างหัวมัน” อะไรจะเกิด ผลจะออกมายังไง ต้องยอมรับ

เอาล่ะค่ะ  วันนี้ปิดคอลัมน์ให้ได้ และเริ่มต้นวันใหม่พรุ่งนี้

 

อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก

อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก America, The Greatest Country on Earth

ในที่สุด “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Republican National Convention RNC) และ “เดโมแครท แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (Democratic National Convention DNC) พึ่งสิ้นสุดไป เป็นการฉลองของแต่ละพรรค มีการประกาศชื่อตัวแทนพรรค (ผู้ที่ได้“เดเลเกท”หรือคะแนนสูงสุด) อย่างเป็นทางการ  และตัวแทนพรรคจะประกาศชื่อ “รันนิ่ง เมท” (Running Mate) หรือว่าที่รองประธานาธิบดีในวันนั้น นาย“ดอนัลด์ ทรัมพ์”(Donald Trump) ได้เป็นผู้นำพรรครีพับ บลิคกัน และเขาเลือก นาย“ไมค์ เพ๊นซ์”(Mike Pence) ผู้ว่าหรือ “กัฟวันเน่อร์”(Governor) รัฐอินเดียน่าเป็น“รันนิ่ง เมท”  ส่วนเดโมแครท นาง“ฮิลลารี่ คลินตัน” (Hillary Clinton) ได้เป็นผู้นำพรรค เธอเลือกนาย“ทิม เคน” (Tim Kane) วุฒิสมาชิกหรือ “เซเนเต้อร์” (Senator) รัฐเวอร์จิเนีย  เป็น“รันนิ่ง เมท” พรรค“รีพับบลิคกัน” ระหว่าง 18-21 ก.ค. ส่วน“เดโมแครท” 25– 28 ก.ค.

ดิฉันกลับจากเที่ยวยุโรปวันที่ 17 ก.ค. ทันได้ดูแนชันเนิล คอนเว็นชั่นพอดี ดิฉันไม่ได้ติดตาม “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” เพราะ“เจ๊ทแล๊ก” (Jet Lag) และขี้เกียจฟัง “ทรัมพ์” พ่น แต่ได้ติดตาม“เดโมแครติค แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” วันแรกนาง “มิชเช็ล โอบาม่า” ภรรยาป.ธ.น.โอบาม่า ออกมาพูด ประโยคที่เธอพูดติดใจดิฉันมากคือ “America, The Greatest Country on Earth” (อเมริกาประเทศที่ดีที่สุดในโลก) เพราะตอนกลับจากยุโรป เมื่อลงจากเครื่องบินเหยียบเท้าแผ่นดินอเมริกาเท่านนั้น รู้สึกเหมือนขื้นสวรรค์

เที่ยวยุโรป

ไปยุโรปคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ดิฉันซื้อทัวร์บริษัท“โกลบัสทัสร์” (Globus Tour) และเลือกเที่ยวยุโรปตอนใต้ประเทศในกลุ่มคาบสมุทรไอบีเรีย หรือ“ไอบีเรีย  เพ็นนินสุล่าา” (Iberia Peninsula) รวม เสปน ปอร์ตุเกส ช่องแคบจิบรอลต้า และมอร็อคโค 13 วัน ทุกครั้งที่เราไปยุโรปจะไปประเทศทางเหนือ เราออกจากลอสแอนเจลิสวันที่ 4 ก.ค. วันชาติอเมริกา “อินดีเพ็นเด็นท์ เดย์” (Independent Day) ถึง “มาดริด” (Madrid) เมื่อหลวงเสปนบ่ายวันที่ 5 ก.ค. วันรุ่งขึ้น 6 ก.ค. โปรแกรมตระเวนเมือง“มาดริด” เราสวนทางกับ “มิชเช็ล โอบาม่า” ลูกสาว 2 คน “มาเลีย” “ซาช่าห์” (Malia & Sasha) อยู่ที่เมืองมาดริดพอดี เธอมา“โพรโมท”การศึกษาของผู้หญิง และพา “มาเลีย” ลูกสาวคนโตที่พึ่งจบไฮสกูลมาดู “มหาวิทยาลัยที่เมืองเซวีล” (University of Seville) ตามช่าวในเสปนว่า “มาเลีย”คิดจะมาเรียนที่นี่ 1 ปี คณะเธอพึ่งออกจากมาดริดก่อน 1 วัน โชคดีการจราจรไม่ติดขัด เรานอน“มาดริด” 2 คืน

ซาลามังคา

วันที่  7 ก.ค. เราออกเดินทางโดยรถทัวร์จากมาดริดซึ่งอยู่ภาคกลางของประเทศ ไปทางตะวันตกเมือง “ซาลามังคา” (Salamanca) ระหว่างทางเราแวะเมือง “ซะโกเวีย” (Segovia) ดูสะพานส่งน้ำที่ชาวโรมันสร้าง 2000 กว่าปี “โรมัน อะคัวร์ดัค”(Roman Aqueduct) เราไปถึงเมือง “ซาลามังคา” เย็น ที่พักสุดยอด เป็นพระอารามหรือ“มอนัสเตรี่” (Monastery) เก่าแก่มากกว่า 700 ปี  ปัจจุบันเป็นโรงแรม สปา ชื่อ “ฮาเซียนด้า ซอริต้า” (Hacienda Zorita) สวยสุด วิว ทิวทัศน์ ก่อนเข้าสถานที่ เราเห็นแกะที่เขาเลี้ยง ฟาร์มต้นมะกอก ต้นองุ่น “เกรพไวน์” “มอนัสเตรี่” นี้มีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์  ประมาณปี ค.ศ. 1492  “คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” ได้มาพักที่นี่ ตอนที่เขาเข้าพบ “กษัตริย์และราชืนีแห่งสเปน คิง เฟอร์ดินาน และควีนอิสซาเบลล่า” (King Ferdinand and Queen Isabella) เพื่อขอให้ท่านสปอนเซ่อร์การเดินทางไปแผ่นดินใหม่ “อีสท์ อินดิส” (East Indies) หรือ“อินเดียฝั่งตะวันออก” เพื่อแสวงหาเครื่องเทศ ไฮท์ไลท์ของทัวร์นี้ คือ ดิฉันได้นอนห้องที่“คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” นอน  ห้องเบอร์ 18 (ดูรูป ข้างใน และวิวข้างนอก) ชื่อหน้าห้องเขียน CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN แปลตรงตัว คือ ห้องของ พลเรือเอก คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส ภาษาสแปนิชสะกดชื่อ “คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส” เป็น  Cristóbal Colón ภาษาอิตาเลียนสะกด Cristoforo Colombo  โคลัมบัสเป็นชาวอิตาเลียน ส่วนภาษาลาตินสะกด Christophorus Columbus ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองได้ห้องประวัติศาสตร์ พอดีเพื่อนทัวร์ชาวเปอร์โตริกัน ขึ้นมาดูห้อง พอเห็นป้ายหน้าห้อง กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ว่าดิฉันได้นอนห้อง คริสโตเฟ่อร์ โคลัมบัส  (ใครจะอ่านออกเน๊อะ) โปรแกรมวันนั้น อาหารเย็นมี “ไวน์   เทสติ้ง” (Wine tasting) เทสท์ น้ำมันมะกอก และเนยแข็ง ซึ่งทำเองที่นั่น “ออแกนนิค”แท้ ยกเว้นไวน์ที่เสริฟชื่อ La Rioja มาจากทางเหนือของสเปน

CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN
CAMARA Del ALMIRANTE CRISTÓBAL COLÓN
เตียงที่เรานอน คงไม่ใช่เตียงโคลัมบัส
เตียงที่เรานอน คงไม่ใช่เตียงโคลัมบัส
Picture3
ห้องน้ำ เห็นวิวข้างนอก
วิวนอกห้องนอนและห้องน้ำ
วิวนอกห้องนอนและห้องน้ำ

ลิสบอน “ลิสโบว่า”

เราออกจาก “ซาลามังคา” วันที่ 8 ก.ค. รถขับต่อไปทางตะวันตก ไปเมือง “ลิสบอน” เมืองหลวงประเทศปอร์ตุเกส ภาษา “ปอร์ตุกีส” สะกด “Lisboa” อ่าน “ลิสโบว่า” เรานอนที่นั่น 2 คืน ระหว่างทาง เราหยุดดู สถานที่มีปาฏิหารเจ้าแม่ฟาติมา เรียก “บาสิลิก้า” (Basilica) เลยพึ่งรู้ความแตกต่างระหว่าง “คาทริดัล” (Cathedral) และ “บาสิลิก้า” “คาทริดัล” คือโบสถ์ เป็นสถานที่ๆท่าน “บิชอบ” เคยมาเทศ ส่วน  “บาสิลิก้า” คือ สถานที่ๆมีปาฏิหาร ดิฉันชอบ “ลิสโบว่า” ค่าครองชีพถูก บ้านเมืองน่าอยู่ อากาศดีเพราะอยู่ติดทะเล เราทานอาหารมีชื่อของลิสโบว่า คือ หอยทากตัวเล็ก เรียก “สเนลส์” (Snails หรือ Caracois) (ดูรูป) เป็นอาหารแกล้มกับถั่วปากอ้า อร่อยสุดยอดกินกับเบียร์ท้องถิ่น และอีกอันที่ชอบคือ “ฟาโด มิวสิค”เป็นเพลงไสตล์ประจำชาติ จะมีร้องทั่วไปตามร้านอาหาร “ฟาโด ไสตล์” เป็นเพลงที่ออกความรู้สึกมาก มักเกี่ยวกับความหวังและการรอคอยคนรักกลับมากจากเรือประมง

คืนวันที่ 9 เรายังอยู่ “ลิสโบว่า” คืนนั้นตรงกับวันแข่ง บอลยูโร รอบชิงชนะเลิส ระหว่างปอร์ตุเกส และฝรั่งเศษ พวกเรานั่งดูในล็อบบี้โรงแรมเชียร์ช่วยกันลุ้นทีมปอร์ตุเกส เพราะหัวหน้าทัวร์เราเป็น ชาวปอร์ตุกีส ชื่อ Luis ผลคือ ปอร์ตุเกสชนะ 1-0 รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ค. เราโชคดีอีก ออกจาก ลิสโบว่าแต่เช้าเลี่ยงการจราจรติดขัด เพราะวันอาทิตย์เขามีการฉลองใหญ่ ปิดถนนหลายสาย

หอยทากตัวน้อย และถั่วปากอ้า
หอยทากตัวน้อย และถั่วปากอ้า

เซวิล (เซวีย่า)

วันที่ 10 ก.ค.เราออกจาก ลิสโบว่า ไปเมือง “เซวิล” หรือ “เซวีย่า” (Seville) เราเคลื่อนขบวงไปทางไต้เข้าแคว้น “แอนดาลูเซีย” ตอนใต้ของเสปน (สเปนมี 17 แคว้นหรือ “รีเจียน” และมี 50 จังหวัด) เราโชคดีอีก ที่สวนทางกับป.ธ.น. โอบาม่า เพราะตามหมายกำหนดการโอบาม่าจะมาเจอครอบครัวและไปเมืองเซวิลเพื่อพบกับกษัตริย์เสปน  แต่ต้องเปลี่ยนแผนกลับเมกากระทันหัน เนื่องจากเหตุการณ์วุ่นวานน่าสลดใจที่ เมือง ดัลลัส เท็กซัส คืนวัน พฤหัส ที่ 7 ก.ค. ที่มี“สไน้เป้อร์” ยิงตำรวจตาย 5 ศพ  เราได้เลี่ยงการจราจรติดขัดอีกครั้งหนึ่ง  ที่เซวีย่า เราได้เห็น“มหาวิทยาลัยเซวีย่า”ที่ “มาเลีย”คิดจะไปเรียน ซึ่งเคยเป็นโรงงานทำยาสูบเก่า เราพักที่เซวีย่า 2 คืน ได้ผ่านเห็นที่ไปดูเต้นรำ “เฟลมเม็งโก้” (Flamenco) และดื่ม เหล้าผสม“แซงเกรียร์” (Sangria) สองอย่างนี้มีชื่อมากในแคว้น “แอนดาลูเซีย” อาหารอีกจานที่ดิฉันชอบมากในสเปนคืออาหารจานเล็กๆเรีนก “ทา ปาส” (Tapas) ดิฉันชอบแฮมหรือ “ฮาโมน” (Jamon) ทานกับมะกอก ฮาโมนมีหลายราคามากตั้งแต่กิโลละ 50-500 ยูโร

แฮม หรือ “ฮาโมน” (Jamon)
แฮม หรือ “ฮาโมน” (Jamon)

ทานเจียร์

วันที่ 12 ก.ค. เราออกจากเซวีย่าไป เมือง “ทานเจียร์ หรือ ทานจ่ะ”  (Tangier, Tanja) ประเทศมอร็อคโค เราต้องนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติค เมืองทานจ่ะ บ้านเมือง อาคารมีวัฒนธรรมและศิลปะผสมระหว่าง มัสลิม คริสเตียน และยิว เมืองนี้เป็นเมืองทัวริสท์  อากาศดี  ติดทะเล กษัตริย์ซาอุมีบ้านพักตากอากาศที่นั่น  ประเทศมอร็อคโคเป็นประเทศที่สงบสุข ดูเหมือนยุโรปและอาหรับไม่มีใครต้องการแตะต้อง เรานอนที่นั่น 1 คืนทานอาหารอาหรับและได้ดูระบำหน้าท้องหรือ “แบลลี่ ด๊านซ์” (Belly dance)

คอสต้า เดลซอล

วันที่ 13 ก.ค. เราออกจากทานเจียร์กลับเข้าเสปน ไปเมืองคอสต้า เดลซอล (Costa Del Sol) แปลว่า “ซันนี่ โคสท์” (Sunny Coast) มีแดด 320 วันใน 1 ปี เราพัก 2 คืน เป็นเมืองตากอากาศ ติดชายทะเล อากาศดี อาหารทะเลสดอร่อย  วันรุ่งขึ้น เราไปเที่ยงช่องแคบจิบรอลต้า (Strait of Gibraltar) ไปเช้าเย็นกลับ จิบรอลต้าเป็นประเทศหนึ่งของ “ยู เค” หรือ “ยูไนเต็ด คิงดอม” บ้านเมืองเจริญ ทัวร์พาเราไปดูลิง ที่ถ้ำ “เซ็นท์ ไมเคิล เคฟ” (Saint Michael’s Caves) เหมือนลิงเมืองเพชรบ้านเรา ดิฉันไม่ตื่นเต้นเท่าไร เพราะระหว่างทางไปหัวหิน ผ่านเมืองเพชรก็จะเห็นลิงหน้าเขาวังเดินทั่ว สนุกก็ตอนดูพวกทัวร์กรี๊ดกร๊าด

กรานาด้า

วันที่ 15 ก.ค. เช้าวันนั้นฟังข่าว เมือง“นีซ” (Nice) ประเทศฝรั่งเศษ ที่ผู้ก่อการร้ายขับรถบรรทุกเข้าถนนที่มีผู้คนกำลังฉลองวันชาติกัน มากกว่า 77 คนเสียชีวิต วันนั้นทุกคนรู้สึกเหี่ยว   เราออกจากคอสต้า เดลซอล แต่เช้าไปเมือง “กรานาด้า”  (Granada) แปลว่าลูกทับทิม ที่นี่เราไปดูปราสาท “อัลฮัมบรา” (Alhambra) เคยเป็นบ้านพักร้อนของกษัตริย์  ทัวร์นี้ดู ปราสาท และโบสถ์ จนตาลาย  ดิฉันเป็นประเภทชอบดูบ้านเมือง เดินตลาด ดูความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น และทานอาหารท้องถิ่นมากกว่า  แต่ก็ดีที่ได้เห็นปราสาท “อัลฮัมบรา”  เพราะในบ้านปาล์มฮิลส์ หัวหิน มีคนไทยที่แต่งกับสามีฝรั่งได้ไปเที่ยวปราสาท “อัลฮัมบรา”มา  เธอหลงไหลมันมาก กลับมาสร้างบ้านจำลองปราสาท “อัลฮัมบรา” ในปาล์มฮิลส์ ดิฉันไม่เคยเข้าไปข้างในบ้านเธอ  เห็นแต่ข้างนอก ใหญ่มากค่ะ ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านดิฉัน  ขนาดบ้านเราเท่ากับเรือนคนใช้ของเธอ  เรานอนที่กรานาด้า 1 คืน

กลับมาดริด

วันที่ 16 ก.ค. เราออกจากเมือง “กรานาด้า” กลับมาดริด ระหว่างทางแวะเมือ ง “โทลิโด้” (Toledo) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของเสปน หยุดระหว่างทางและแวะ โบสถ์ อีกเป็นโปสถ์สุดท้าย  Thank God!

ทุกครั้งที่ไปเที่ยวนอกประเทศกับมา ก็จะคิดเช่นนี้ตลอดว่า แต่ละประเทศทั่วโลกมีปัญหาทั้งนั้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ค่าครองชีพ การเมือง ผู้อพยพ ผู้ก่อการร้าย เป็นต้น  อเมริกามีปัญหาเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วดิฉันคิดว่า คุณภาพชีวิต และความปลอดภัยในอเมริกามีมากที่สุด  “อเมริกา ประเทศที่ดีที่สุดในโลก

BREXIT และ DAPA

เมื่อวันพฤหัสที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ตอนเช้าขณะขับรถจะไป“แฮ็ง เอาท์” กับเพื่อนๆที่พาร์คปูเสื่อกินข้าว (เราเจอกันเกือบทุกพฤหัส) ดิฉันฟังวิทยุข่าวอิมมิเกรชั่น คดีที่ศาลสูงสุดตัดสินระงับกฎหมาย DAPA เพื่อช่วยโรบินฮู้ดให้อยู่อย่างถูกกฏหมาย นึกในใจว่าตกข่าว เพราะเช้านั้นดิฉันไม่มีเวลาเปิดคอมอ่านข่าว มัวแต่ทำขนมไปกินกับเพื่อน เท่านี้ไม่พอตอนเย็นระหว่างขับรถกลับบ้าน ตกข่าวอีก ได้ยินคำว่า BREXIT เป็นครั้งแรก “งง” พอกลับถึงบ้านนั่งหน้าทีวีดูข่าว ทั้งสองเรื่อง วันนี้มาคุยสองเรื่องนี้ แฟนๆจะได้ไม่ตกข่าวเหมือนดิฉัน (ตอนนี้ดูรูปของสวยๆงามไปก่อน ข้าวเหนียวส้มตำเพื่อนทำ และขนมที่ดิฉันทำ เรียก paplova ก่อนที่จะอ่านข่าววุ่นวายในโลก)

 

ข้าวเหนียว ส้มคำ หมูย่าง
ข้าวเหนียว ส้มคำ หมูย่าง
Paplova “เบร็คซิท”
Paplova “เบร็คซิท”

คำดังที่ได้ยินทั้งสัปดาห์ตอนนี้ คือ “เบร็คซิท” (BREXIT มาจาก BR+EXIT) เป็นสโลแกนใหม่ เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนอังกฤษที่ต้องการถอนตัวจากสมาชิก “อียู” BR ย่อมาจาก “บริเทน” (Britain) หมายถึง ประเทศในกลุ่ม “บริเทน” “เอ็กซิท” (Exit) คือการออก เมื่อพูดถึง “บริเทน” หรือ “เกรท บริเทน” หรือ “ยูเค” จะรวม 4 ประเทศ คือ อังกฤษ แคว้นเวลส์ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ หรือ “สหราชอาณาจักร” ตามข่าว เมื่อวันพฤหัส 25 มิถุนายน 2016 มีการ“โวท” ลงคะแนนเสียงของพลเมือง 4 ประเทศ ว่าจะอยู่กับอียูต่อ หรือจะถอนตัวออกจากอียู ผลโวท คือฝ่าย ต้องการถอนตัวออกชนะ 52 ต่อ48 โดยเสียงข้างมากที่ต้องการถอนตัวจากอียูเป็นของชาวอังกฤษ ส่วนสก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือโวทต้องการอยู่
อียูคืออะไร
อียู (EU) ย่อมาจาก “ยูโรเปียน ยูเนียน” (European Union) แปลตามพจนานุกรม คือ สหภาพยุโรป เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจุบันประกอบด้วยรัฐสมาชิก 28 ประเทศ สหภาพยุโรปกำเนิดขึ้นจากประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป และประชาคมเศรษฐกิจยุโรป คือหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เศรษฐกิจยุโรปย่ำแย่ สองประชาคมข้างต้นตกลงกันว่าประเทศในยุโรปต้องรวมตัวกัน ทำการค้าร่วมกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง และเชื่อว่าถ้าพวกเขาทำการค้าร่วมกัน ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ทำสงครามต่อกัน หลังจากนั้นกลุ่มประเทศในยุโรปมารวมกันทำการค้า ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆและพัฒนามาเรื่อย จนในปี ค.ศ. 1993 ได้สถาปนาเป็นสหภาพยุโรปหรือ“ยูโรเปียน ยูเนียน” ในปี ค.ศ. 1999 ตั้งระบบเงินตรา เป็นสหภาพเงินตรายูโร ปัจจุบัน 19 ประเทศที่อยู่ในยูโรโซน และในาปี ค.ศ. 2007 ตามข้อตกลง “เชงเกน” (Schengen Agreement) ได้เปิดประเทศให้สมาชิกในกลุ่มอียูสามารถเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง นอกจากนั้นยังออกวีซ่าเชงเกน (Schengen Visa) ให้คนภายนอก วีซ่าเดียวสามารถเดินทางเข้าได้ทุกประเทศในเขตเชงเกนซึ่งปัจจุบันมี 26 ประเทศ จุดมุ่งหมายคือ ต้องการให้การเคลื่อนย้ายบุคคล สินค้า บริการและทุนอย่างเสรี
สหภาพยุโรปได้พัฒนาตลาดการค้า เรียกตลาดเดี่ยว กฎหมายการค้าระหว่างประเทศในอียูเป็นระบบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานซึ่งใช้บังคับในรัฐสมาชิกทุกรัฐ และยังมีตรากฎหมายในกิจการยุติธรรมและมหาดไทย และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน
การปกครองของอียู
แต่ละประเทศสมาชิกมีเสรีในการปกครองประเทศตนเอง แต่โครงสร้างของสหภาพยุโรปมีอำนาจเหนือรัฐสมาชิกโดยมีสถาบันหรือหน่วยงานภายในกลาง การปกครองประกอบด้วย รัฐสภายุโรป คณะกรรมาธิการยุโรป คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป และธนาคารกลางยุโรป พลเมืองในสหภาพยุโรป เลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปทุก 5 ปี คณะกรรมาธิการเป็นตัวแทนและปกป้องผลประโยชน์ของสหภาพยุโรป โดยเป็นอิสระจากรัฐบาลของแต่ละชาติ คณะกรรมาธิการมีทั้งหมด 28 คน มาจากแต่ละประเทศสมาชิก ประธานคณะกรรมาธิการคนปัจจุบันคือ นาย “ฌอง-โคลด ยุงเคอร์” มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
เหตุผลที่อังกฤษถอนตัว
ประเทศอังกฤษเป็นตัวตั้งตัวตีที่ต้องการถอนตัวออกจากอียู ในขณะที่ประเทศสก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือต้องการอยู่ในอียู เหตุผล 2 เหตุผลใหญ่ คือ เศรษฐกิจและอิมมิเกรชั่น
ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ประเทศในอียูมีทั้งประเทศร่ำรวยและประเทศจน จึงมีความแตกต่างและเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เมื่อประเทศสมาชิกที่จนเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ประเทศร่ำรวยต้องใช้งบประมาณเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟู เพื่อพยุงไม่ให้ปัญหาลุกลาม อังกฤษเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องช่วยเหลือทางการเงินแก่ EU และต้องสูญเสียงบประมาณไปจำนวนมาก ทำให้คนอังกฤษไม่พอใจ
ปัญหาด้านอิมมิเกรชั่นและผู้อพยพ อีกปัญหาใหญ่คือปัญหาผู้อพยพจากตะวันออกกลาง จากแผนรับผู้อพยพของอียู สมาชิกสหภาพยุโรปต้องแบ่งรับผู้ลี้ภัย ภายใต้ระบบจัดสรรโควต้า ทำให้ผู้อพยพจากตะวันออกกลางหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปมากขึ้น อังกฤษไม่ต้องการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ รวมถึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่นปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาการว่างงานที่มีอยู่แล้ว เมื่อผู้อพยเข้ามาก็จะมาแย่งงานของคนอังกฤษ และนอกจากนั้นรัฐบาล ยังต้องจ่ายสวัสดิการ การดูแล เช่นเดียวกับพลเมืองอังกฤษ
สรุป การถอนตัวออกของอังกฤษคงยังไม่จบง่ายๆ เพราะสก็อตแลนด์จะไม่ยอมออกจากอียู กำลังหาวิธีที่จะโวทกันใหม่ หรือถ้าไม่ได้ก็จะโวทแยกตัวออกจาก “ยูเค” เป็นประเทศอิสระ ไอร์แลนด์เหนือก็เช่นกัน สรุปตอนนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการถอนตัวใช้เวลา ประมาณ 2 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น ก็ต้องรอดูกันไป
คำตัดสินศาล DAPA
คำตัดสินศาลในเคส United States v Texax, No. 15-674 “สหรัฐเป็นโจทก์ รัฐเท็กซัสเป็นจำเลย” คำตัดสินออกมามีผลต่อโรบินฮู้ดจำนวนมาก ที่กลัวว่าจะถูกเนรเทศ ณ. ตอนนี้ยังไม่มีระเบียบการจากอิมมิเกรชั่นว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
DAPA คืออะไร
ท้าวความกลับไป เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2014 โอบาม่าได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภา (Executive Actions) ผ่านกฎหมายอิมมิเกรชั่นเรียก Deferred Action for Parental Accountability เรียกย่อๆว่า DAPA ช่วยโรบินฮู้ดที่มีลูกที่มีใบเขียวหรือเป็นอเมริกันซิติเซ่น โดบสั่งระงับการเนรเทศและดำเนินการตามกฎหมาย โดยให้พวกโรบินฮู้ดกลุ่มนี้อยู่อย่างถูกต้องไปก่อน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งคองเกรสจะผ่านกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับปฏิรูป ระหว่างนี้ได้ออกใบโซเชียลให้ทำงานได้ ขอใบขับขี่ และเบเนฟิตจากรัฐบาลได้ โดยมีเงื่อนไขคือ ผู้นั้นต้องเข้ามาอเมริกาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2010 และอยู่อย่างผิดกฎหมาย ณ. วันที่ 20 พ.ย. 2014 (วันที่กฎหมายผ่าน)
มีอะไรเกิดขึ้นหลัง DAPA ผ่าน
หลังจากกฎหมายผ่านรัฐ 26 รัฐ โดยการนำของรัฐเท็กซัส ได้ฟ้องร้องรัฐบาล เข้าศาลรัฐบาลกลาง ว่าโอบาม่าทำเกินอำนาจ เพราะหน้าที่ผ่านกฎหมายเป็นของคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี จริงอยู่ที่ ป.ธ.น. สามารถออกคำสั่งฉุกเฉินได้ หรือระงับการเนรเทศคนต่างชาติได้ ด้วยเหตุผลเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ให้ครอบเป็นกลุ่มใหญ่เช่นนี้ รัฐอ้างข้อเสียหายของรัฐคือ รัฐต้องดึงงบประมาณของรัฐไปช่วยคนกลุ่มนี้
ศาลรัฐบาลกลางในเท็กซัสตัดสินให้เท็กซัสชนะ และสั่งระงับโปรแกรม DAPA นี้ สหรัฐอทุธรณ์ถึงศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) ศาลสูงสุดได้ตัดสินคดีนี้เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา คำตัดสินเสมอ 4-4 เนื่องจากตอนนี้ศาลมีท่านตุลาการเพียง 8 ท่าน เนื่องจากท่านตุลาการ “แอนโทนิน สกาเลีย” (Anthonin Scalia) เสียชีวิตไปเมื่อเดือนกุมภาต้นปีนี้ และโอบาม่าพยายามแต่งตั้งท่านตุลาการใหม่ แต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกพรครีพับบลิคกันต่อต้าน เพราะต้องการรอผลเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยหวังว่าถ้ารีพับบลิคกันชนะ ก็จะได้เลือกท่านตุลาการที่เอียงขวา “คอนเซอร์เวทีฟ”(conservative) ตามกฎถ้ามีท่านตุลาการเพียง 8 คนและ กรณีคำตัดสินเสมอ 4 ต่อ 4 ให้ถือคำตัดสินเดิมจากศาลล่างเป็นหลัก แต่มีข้อระวังคือ คำตัดสินจากศาลล่างนั้นจะไม่ถือเป็นคำตัดสินบันทัดฐานโดยอัตโนมัต และถ้าเคสเดิมนี้กลับขึ้นมาร้องเรียนใหม่ภายหลังท่านตุลาการสามารถรับฟังคดีเดิมและตัดสินใหม่ได้
สรุปเท่ากับตอนนี้ โปรแกรม DAPA ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าทุกอย่างอยู่นิ่งตอนนี้ ต้องรอหลังเลือกตั้ง ว่าใครจะชนะ ถ้าคลินตันชนะ ก็จะพยายามดันกฎหมายอิมมิเกรชั่นฉบับปฏิรูปให้ผ่าน ถ้าทรัมพ์ชนะพวกที่อยู่ในข่าย DAPA ก็
สองข่าวนี้เกี่ยวกับดิฉันอย่างไร คือดิฉันจะไปเที่ยวยุโรปวันที่ 4 ก.ค. ก็จะมีผลกับเงินแลกเปลี่ยน เพื่อนๆพูดถึงความปลอดภัย แต่ดิฉันไม่กลังเรื่องนี้ ส่วน DAPA ดีใจที่ดิฉันไม่มีเคส DAPA ค้างอยู่

ความคืบหน้าการเลือกตั้ง

แฟนคอลัมน์ถามมาว่า ดิฉันไม่เขียนคอลัมน์แล้วเหรอ  ยังเขียนค่ะ แต่ไม่เขียนประจำทุกสัปดาห์ จะเขียนต่อเมื่อมีเรื่องที่น่าสนใจและจูงใจให้ดิฉันเขียน เพราะตั้งแต่ดิฉันตัดสินใจ “ครึ่งๆเกษียร” “เซไมรีไทร์” (semi retire) ก็เริ่มให้เวลาตัวเอง (ฟื้นฟูสุขภาพ โยคะ เที่ยว) ทำให้ครอบครัว พี่น้อง และเพื่อน มากขึ้นกว่าเอาเวลาให้กับการทำงาน

ช่วงนี้ดิฉันติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดี และดูบาสเก็ตบอล “เพลย์อ๊อฟส์” ระหว่าง “วอริเอ้อรส์” (Warriors Golden State) และ “แคฟวาเลีย” (Cavaliers Cleveland) “เพลย์อ๊อฟส์” ใกล้จบลงแล้ว ตอนนี้“วอริเอ้อรส์” ชนะ 3-1 คืนวันจันทร์ที่ 13 มิย. มีแข่ง ดิฉันจะนั่งหน้าจอ  ส่วนการเลือกตั้งก็จะเข้าขั้นสุดท้ายแล้วคือ ประกาศชื่อหัวหน้าพรรค เดโมแครท และ รีพับบลิคกันเป็นทางการ หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคก็ หาเสียง โต้วาที  จนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 นี้

การเลือกตั้งครั้งนี้มาแปลก (ครั้งที่แล้วก็ว่าแปลกแล้ว ที่ประชาชนเลือกคนผิวดำ “โอบาม่า” (Obama) เป็นประธานาธิบดี) ซึ่งดิฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นคนผิวดำเป็นป.ธ.น. อเมริกันในชาตินี้  เลือกตั้งคราวนี้เราได้ “ว่าที่” หัวหน้าพรรคเดโมแครท เป็นผู้หญิง “นางฮิลลารี่ คลินตัน” (Hillary Clinton) (ภรรยาประธานาธิบดี คลินตัน) และหัวหน้าพรรครีพับบลิคกัน เราได้นักธุรกิจ “นายดอนัลด์ ทรัมพ์” (Donald Trump) ถ้าประชาชนเลือกคลินตัน เราก็จะได้ประธานาธิบดีหญิงเป็นคนแรก “WOW” มันยิ่งใหญ่สำหรับดิฉันที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอเมริกาทันในช่วงชิวิต ความคิดของคนรุ่นใหม่ ความเปิดใจของคนอเมริกัน เป็นความพูมใจมากๆเพราะดิฉันเป็นคนอเมริกันคนหนึ่ง คอลัมน์นี้มาคุยเรื่องปาฐกถา “สปีช” (Speech) ของนาง “ฮิลลารี่ คลินตัน” ที่กล่าว เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาหลังจากปิด “การเลือกตั้งเบื้องต้น” หรือ “พรายแมรี่” (Primary) นางคลินตันได้คะแนน หรือ “เดเลเกทส์” (Delegates) ชนะคู่แข่ง “นายเบอร์นี่ แซนเด้อร์ส” (Bernie Sanders) มากพอที่จะประกาศได้ว่าเธอเป็น  “ว่าที่ผู้แทนพรรคเดโมแครท” หรือ “พรีซัมทีฟ เพรสสิเดนเชี่ยล นอมินี” (Presumptive Presidential Nominee) ส่วนทรัมพ์ได้ผลคะแนนรวม“เดเลเกทส์”ตามจำนวนที่กำหนดจึงถือว่าเป็นหัวหน้าพรรครีพับบลิคกัน

ปาฐกถาของนาง คลินตัน

คืนวันอังคารที่ 7 มิ.ย. ดิฉันได้นั่งฟัง “สปีช” ของนางคลินตันตั้งแต่ต้นจนจบ  มีหลายคำที่เธอพูดถึง ที่ดิฉันไม่รู้ความหมายและที่มาที่ไป จึงไปเปิด “วิกิ” (Wiki) อ่านดู วันนี้มาแชร์ความรู้กัน

เซเนก้า ฟอลส์ (Seneca Falls)

นางคลินตันเริ่มเปิด“สปีช” ว่าเรามีวันนี้มาได้ ที่ประชาชนเลือกเธอให้เป็นหัวหน้าพรรค  เธอถือเป็น “ผู้หญิง” คนแรกที่ได้รับตำแหน่งสำคัญนี้ เธอกล่าวขอบคุณถึงกลุ่มสตรีรุ่นแรกที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของสตรี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1848 ที่สถานที่ชื่อ “เซเนคา ฟอลส์” เป็นหมู่บ้านใน เขต “เซเนคา” รัฐนิวยอร์ค จากกลุ่มผู้หญิงเล็กๆ มาพบปะดื่มชากัน  ถกกันเรื่องสิทธิและความไม่เสมอภาคของผู้หญิง ตั้งแต่ไสตล์การแต่งตัว ไปจนถึงสิทธิในการออกเสียง และต่อต้านการค้าทาส จากกลุ่มเล็กได้ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ จากพบปะกลายเป็นการประชุมประจำ จากบ้านไปประชุมที่โบสถ์  สตรีผู้ต่อต้านที่มีชื่อสองท่านคือ นางอลิซาเบทซ์ เคดี้ แสตนตัน และนางซูซาน บี แอนโทนี่ ดูรูป

Seneca Falls Canal Harbor เซเนก้า ฟอลส์
Seneca Falls Canal Harbor เซเนก้า ฟอลส์
Elizabeth Cady Stanton (seated) and Susan B. Anthony c. 1900 นางแสตนตัน และนางแอนโทนี่
Elizabeth Cady Stanton (seated) and Susan B. Anthony c. 1900 นางแสตนตัน และนางแอนโทนี่

ประกาศทัศนคติ  (Declaration of Sentiments)

วันที่ 19-20 กรกฎา ปี ค.ศ. 1848 กลุ่มสตรีและผู้สนุบสนุนต่อสู้เพื่อความเสมอภาคได้ร่าง “ประกาศทัศนคติ” เรียก “เด็คแคลเรชั่น อ๊อฟ เซ็นรทิเม็นท์ส”  (Declaration of Sentiments) ว่าพวกเธอต้องการอะไร รวมทั้งสิทธิในการเลือกตั้งของสตรี และต่อต้านการค้าทาสตั้งแต่ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 ไปทุกปีกลุ่มสตรีมีการจัดประชุม “วีเม็นส์ไรท์ คอนเวนชั่น” (Women’s Rights Conventons) จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง “ซิวิล วอร์” ปี ค.ศ. 1861-1865

สิทธิในการเลือกตั้งของสตรี (Women Suffrage)

“สิทธิในการเลือกตั้งของสตรี” หรือ “วีเม็น ซัฟเฟร็จ” (Women Suffrage) เป็นประเด็นของการต่อสู้เพื่อความเสมอภาค คือ สตรีต้องมีเสียงในรัฐบาล คือมีสิทธิเลือกตั้ง  ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีความหมาย สตรีเหล่านี้เดินทางไปตามรัฐชักจูงให้ทั้งหญิงชาย ผิวดำเซ็นชื่อ เพื่อต้องการให้รัฐบาลผ่านรัฐธรรมนูญให้สตรีมีสิทธิเลือกตั้ง ดูรูป

กลุ่มสตรีเดินพาเหรดในเมืองนิวยอร์ค ปี ค..ศ. 1917 ถือโปสเต้อร์มีลายเซ็นผู้หญิงมากกว่าล้านคน เรียกร้องสิทธิสตรีในการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลฉบับที่ 19 (19th Amendment)

ในที่สุดในปี ค.ศ. 1920  72 ปีให้หลังจากวัน “ประกาศทัศนคติ” (Declaration of Sentiments) ปี ค.ศ. 1848 รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลฉบับที่ 19 หรือ“ไนน์ทีน อเม็นด์เม๊นท์” (19th Amendment) ได้ผ่าน หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดปี ค.ศ. 1865 รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลฉบับที่ 13 ผ่านประกาศเลิกทาส และบทเฉพาะกาลฉบับที่ 15 ให้สิทธิคนผิวดำออกเสียงเลือกตั้ง  สรุปสตรีได้สิทธิเลือกตั้งหลังคนผิวดำ  นางคลินตันโยงปาฐกถาไปถึงมารดาของเธอว่า  วันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมาถ้าแม่เธอ ยังมีชีวิตอยู่ก็จะอายุครบ 97 ปี  แม่เธอเกิดวันที่4 มิถุนายน ค.ศ. 1919 ซึ่งเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์คือ เป็นวันที่คองเกรสผ่านบทเฉพาะการที่ 19 ให้สิทธิสตรีเลือกตั้ง   เธออยากให้แม่ของเธอได้มายืนอยู่ใกล้เธอวันนี้ และภูมิใจที่ลูกสาวได้ถูกเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนแรกของอเมริกา

สิทธิผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชน

นางคลินตันกล่าวประโยค “Human rights are women’s rights and women’s rights are human rights” สิทธิมนุษยชนคือสิทธิผู้หญิง   สิทธิผู้หญิงคือสิทธิมนุษยชน” คือมันแยกกันไม่ได้  ประโยคนี้กินใจดิฉันมาก  เป็นโวหารที่มีชื่อเสียงของนางคลินตัน ที่เธอกล่าวครั้งแรก ตอนเธอไปปาฐกถาที่เมืองเบจิง ประเทศจีน วันที่ 9 กันยา1995 ตอนนั้นเธอเป็น สตรีหมายเลขหนึ่ง เรียกร้องให้โลกให้ความเสมอภาคกับสตรี  โวหารนี้ถูกจารึกเป็นอันดับ 35 ในจำนวน 100 วาทศิลป์ มีชื่อของอเมริกัน

นางคลินตันปี 1995 ปาฐกถาเมืองเบจิง เธออายุ 47
นางคลินตันปี 1995 ปาฐกถาเมืองเบจิง เธออายุ 47

กลาสซีลลิ่ง (Glass Ceiling)

อีกคำที่นางคลินตันพูดที่ดิฉันไม่เข้าใจ คือ “กลาสซีลลิ่ง” (Glass Ceiling) ต้องอ่าน “วิกิ” ช่วย คำนี้หมายความ ถึงความไม่เสมอภาคในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้หญิง ไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน คือผู้หญิงไม่สามารถก้าวหน้าหรือรับตำแหน่งสูงๆได้อย่างผู้ชาย เหมือน กับพอเธอได้ตำแหน่งสูงก็ติดแหงกอยู่ที่เพดานแก้วตรงนั้น “คงจะหมายไม่มีใครยอมรับ” เธอต้องการทะลุ “กลาสซีลลิ่ง” หรือทำให้มันร้าวแตกออกไป

โสต๊ก เฟียร์ (Stoke Fear)

ศัพท์คำ “โสต๊ก เฟียร์” ที่นางคลินตันนำมาใช้ เป็นศัพท์ที่ดิฉันชอบ แปลว่า “ยุยง ให้เกิดความกลัว” เธอกล่าวถึงทรัมพ์ ประเด็นเกี่ยวกับคนต่างชาติและผู้อพยพ ว่าทรัมพ์หาเสียงด้วย การยุยงให้คนเกิดความกลัว อ้างว่าผู้ก่อการร้าย คือคนต่างชาติและผู้อพยพ เป็นผลให้ผู้คนเกลียดชังกัน เนื่องจาก  ศาสนา สีผิว และผู้อพยพเข้ามา

ผู้ที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นอย่าลืมไปใช้สิทธิออกเสียงนะคะ

(โปรดอ่านเพิ่มเติม เรื่องพรรคการเมือง การปกครอง และประวัติย่อในอเมริกาในหนังสือ อยู่อเมริกา” $35  หน้า 18-20  สามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ปีอธิกสุรทิน

เดือน ก.พ. ปีนี้มี 29 วัน เกิดขึ้นทุก 4 ปี ฉะนั้นปีนี้เรามี 366 วันแทนที่จะเป็น 365 วัน ภาษาไทยเรียกปี “อธิกสุรทิน” ภาษาอังกฤษเรียกปี “ลีพ เยียร์” (Leap Year) ส่วนวันที่ 29 ก.พ. เรียกวัน “ลีพ เดย์” (Leap Day)

ที่มาของปฏิทิน

ในปัจจุบันปฎิทินในอเมริกาและสากลทั่วไปใช้ “ปฏิทินเกรกอเรียน” (Gregorian Calendar) บางครั้งเรียก “เวสเทอร์น คาเล็นเด้อร์”(Western Calendar) หรือ “คริสเตียน คาเล็นเด้อร์” (Christian Calendar) ฉะนั้นในเมืองไทยจึงเรียกปีสากลว่า “คริสต์ศักราช” เวลาเราเขียนปี คริสต์ศักราช เราจะใช้อักษรย่อว่า A.D. ย่อมาจากภาษาลาติน Anno Domini Nostri Iesu Christi ซึ่งแปลคำต่อคำว่า “ปีของพระผู้เป็นเจ้าเยซู ไครสท์” คือเป็นปีที่ใช้อ้างอิงโดยเริ่มนับจากปีที่เชื่อว่าพระเยซูเกิด และมีอายุครบ 1 ปี เท่ากับ ค.ศ. 1 ส่วนปีพุทธศักราชของไทย ภาษาอังกฤษใช้ตัวย่อว่า B.E. ย่อมาจาก Buddhist Era เป็นปีที่ใช้อ้างอิงโดยเริ่มนับจากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 1 ปี วิธีผันปีคริสต์ศักราชเป็นพุทธศักราชของไทยง่ายๆ คือ ปีไทย ลบด้วย 543 ตัวอย่าง 2559 – 543 = ค.ศ. 2016  โปรดอ่านข้อมูลมีประโยชน์ วิธีเขียน วันเดิอนปี และความแตกต่างระหว่างอเมริกาและไทย ในหนังสือ “อยู่อเมริกา” หน้า 17 หัวข้อ ระบบการวัดและอื่นๆ  คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือโดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

ที่มาของ Leap year

“จูเลียส ซีซ่าร์” (Julius Caesar) ท่านจักรพรรดิ  รัฐบุรุษและผู้ประพันธ์ร้อยแก้วมีชื่อของชาวโรมัน เป็นผู้คิดค้นปฎิทิน “จูเลียน” (Julian Calendar) มีมาตั้งแต่ 46 B.C. (B.C. ย่อมาจาก Before Crist คือก่อน ไครสต์ประสูติ) ปฏิทินจูเลี่ยน เรียกชื่อตาม จูเลียส ซีซ่าร์ มีกฏว่าปีไหนที่หาร 4 ได้ลงตัว ถือเป็น Leap Year เป็นผลให้มี Leap Year บ่อยมาก และยังมีผิดพลาด 1 วันในทุก 128 ปี หลังจากนั้นมีการปฏิรูปปฏิทินกันขึ้นไปเรื่อยๆจนมาปี  ค.ศ. 1582 “โป๊ป เกรกอรี่” (Pope Gregory XIII) เป็นผู้แนะนำใช้ปฏิทินใหม่มี 365 วันและทุก 4 ปีจะมีเกิน 1 วัน โดยปรับตาม “อิควิน็อกซ์” (Equinox) (อิควิน็อกซ์ คือ วันที่มีกลางวันยาวกว่ากลางคืน) ปฏิทินนี้ได้เรียกชื่อตามชื่อ โป๊ปเกรกอรี่ เรียก “เกรกอเรียน คาเล็นเด้อร์” อเมริกาและอังกฤษยอมรับ “เกรกอเรียน คาเล็นเด้อร์” อย่างเป็นทางการเดือน กันยา ปี ค.ศ. 1752 ปัจุบันทั่วโลกยอมรับเป็นปฎิทินสากล ใช้ควบคู่ไปกับปฏิทินของประเทศตัวเอง

รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์
รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์
รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์
รูปปั้นท่านจูเลียส ซีซ่าร์

ปฏิทินไทย

ปฏิทินไทยสมัยก่อนนานมาแล้วเราใช้ปฏิทินจันทรคติไทยคือนับตามคติการโคจรของดวงจันทร์ การอ่านวันจะอ่านเป็นตัวเลขโดยเริ่มวันอาทิตย์เป็นวันหนึ่ง นับต่อไปถึงวันเสาร์เป็นวันที่เจ็ด และนับเดือนธันวาเป็นเดือนหนึ่ง (เวลาดิฉันแปลเอกสารใบเกิดทีไร มันดูแปลกๆโดยเฉพาะคนเกิดต่างจังหวัด มันจะ อ๊อฟ ไปหมด เช่นเดือน มิถุนา แทนที่จะเป็นเดือน 6 กลับเป็นเดือน 5 บางทีก็เดือน 4 เพราะ เขตภาคเหนือตอนบน คือดินแดนล้านนาเดิม เขานับเดือนเร็วกว่า 2 เดือน)

มาปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) ในสมัยรัชการที่ 5 ได้เปลี่ยนจากปฏิทินจันทรคติมาใช้ปฏิทินสุริยคติแทน  คือ มีวัน เดือน ปีตรงตามปฏิทิน “เกรกอเรียน” คือนับตามการโคจรของดวงอาทิตย์แทน  แต่ตอนนั้นเราก็ยังใช้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับเดือนเมษายนอยู่  ต่อมาปี พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1944) สมัยจอมพล ป. ท่านประกาศเปลี่ยนปีใหม่จากเดือนเมษามาเป็น 1 มกรา ตามหลักสากล เป็นผลให้ปี 2483 (ค.ศ. 1943) เหลือเพียง 9 เดือน คือ เดือนเมษาถึงเดือนธันวาคม ฉะนั้น ผู้ที่เกิดเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1944 (ตรงกับปีวอก) ไปถึงเดือนมีนา ก็จะไม่มีวันเกิดปีนั้น ดิฉันรู้จักหลายคนที่เกิดต้นปีวอก ค.ศ. 1944 จะมีการแจ้งเกิดช้ากว่าวันจริงไปหลายเดือน  บางคนแจ้งช้าไปอีกปี คนที่อยู่ในอเมริกาก็บ่นอุบว่าทำให้รับเงินโซเชียล ช้าไปเป็นปี

ผู้เกิดวันที่ 29 ก.พ.

ผู้เกิดวันที่ 29 ก.พ. ภาษาอังกฤษเรียก “อะ ลีพเปอร์” (a Leaper) โดยปกติในอเมริกาคนทั่วไปก็จะฉลองวันเกิดวันที่ 28 ก.พ. ในแง่กฎหมายให้นับวันที่ 28 เป็นครบรอบปีวันเกิดในปีที่มี 365 วัน ที่ต้องมีกฎนี้เพื่อให้เป็นมาตรฐาน (ไม่งั้นคนที่ไม่อยากแก่ก็จะนับครบรอบวันเกิดทุก 4 ปี คือทุก 4 ปีอายุเพิ่มปีเดียว)

ตำนานวัน Leap Day

แถบอังกฤษ และไอร์แลนด์ มีตำนานว่า วัน ลีพ เดย์ คือวันที่ 29 ก.พ. คือทุก 4 ปี ผู้หญิงสามารถขอผู้ชายแต่งงานได้ อันนั้นมันเพียงตำนานสมัยพระเจ้าเหา สมัยนี้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องรอถึงวันที่ 29 ก.พ. ก็ได้ 55555

  ผลจากท่านตุลาการ”สกาเลีย” สิ้นชีวิต   

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ท่านตุลาการศาลสูงสุดหรือศาลฏีกา “ยู เอ็ส ซุพพรีม คอร์ท”(U.S. Supreme Court) “แอนโทนิน สกาเลีย” (Anthonin Scalia) ได้เสียชีวิตท่านหัวใจวายขณะหลับระหว่างเวเคชั่นล่าสัตว์ที่รัฐเท็กกซัส  ท่านอายุ 79 ปี  เป็นผลให้ศาลสูงสุดขาดท่านตุลาการไป 1 คน จาก 9 เหลือ 8 ท่าน  ท่านสกาเลียเป็นท่านตุลาการในศาลสมัยปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งมานานที่สุดถึง 30 ปี ท่านหัวเอียงขวา “อนุรักษ์นิยม” หรือ “คอนเซอร์เวทีฟ”(conservative) อย่างมากๆ ปัจจุบันในจำนวนท่านตุลาการ 9 ท่าน 5 ท่าน“คอนเซอร์เวทีฟ” ส่วนอีก 4 ท่าน เอียงซ้ายคือ หัวเสรีนิยม หรือ “ลิบเบอรั่ล” (liberal) เมื่อขาดท่านสกาเลีย ก็เท่ากับตอนนี้ศาลเป็นกลาง ครึ่ง“คอนเซอร์เวทีฟ”  ครึ่ง“ลิบเบอรั่ล” (4 ต่อ 4) ฉะนั้นจึงเป็นการสำคัญมากที่ใครจะได้เป็นท่านตุลาการท่านใหม่  (คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการปกครอง และอำนาจการปกครองในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” $65 บทที่ 2 ระบบศาล หน้า 33-34 และอ่านเพิ่มเรื่องพรรคการเมืองในหนังสือ “อยู่อเมริกา” $35 บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18  คุณสามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

บทบาทศาลสูงสุดกับการเมือง

ศาลสูงสุดของสหรัฐมีอำนาจและความสำคัญมาก  จะว่าสำคัญที่สุดในระหว่างอำนาจ 3 ฝ่ายก็ว่าได้ เพราะคำตัดสินจากศาลสูงสุดถือเป็นคำสั่งสุดท้าย  รัฐธรรมนูญระบุแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ (1) อำนาจรัฐสภาในการร่างกฏหมาย (2) อำนาจประธานาธิบดีที่จะสั่งให้นำกฏหมายมาใช้ (3) อำนาจศาลสูงสุดที่จะตีความหมายกฏหมาย นอกจากนั้นประธานาธิบดีมีหน้าที่แต่งตั้งท่านตุลาการโดยเสนอชื่อท่านตุลาการเข้าสภา และทางวุฒิสภา “เซเน็ท” (Senate) ออกเสียง “โวท” (vote) ถ้าผ่านก็ได้ “คอนเฟิร์ม” (confirm) ถ้าไม่ผ่านก็ต้องเสนอชื่อกันใหม่ ตำแหน่งท่านตุลาการเป็นตำแหน่งตลอดชีวิต ไม่มีเทอมลิมิต นอกจากท่านจะออกเอง หรือตาย

ใครนั่งบัลลังก์ในศาล

เรามาดูที่มาจากท่านตุลาการ 9 ท่าน ประธานาธิบดีผู้แต่งตั้งแต่ละท่าน  แน่นอนที่ประธานาธิบดีพรรครีพับบลิคกันก็จะเลือกผู้ที่“คอนเซอร์เวทีฟ” และประธานาธิบดีเดโมแครทก็จะเลือกผู้ที่“ลิบเบอรั่ล”โดยดูจากประวัติคำตัดสินคดีของท่านนั้นๆ แต่บางครั้งก็คาดการณ์ผิด เพราะท่านตุลาการบางท่านดูยาก ท่านเหล่านี้มักจะเปลี่ยนอุดมคติได้ และกลายเป็นฝ่าย “มอเดอเร็ท” (moderate) คือเดินสายกลาง ดูรูป 1 จากซ้ายไปขวา

จอน โรเบิร์ทส จูเนียร์ (John G. Roberts Jr.) เป็นหัวหน้าท่านตุลาการ “ชีฟ จัสติส” (Chief justice) แต่งตั้งโดย ป.ธ.น.จอร์จ บุช (ลูก) ปี 2005 พวกรีพับบลิคกัน บ่นว่าท่านหัวเอียงขวาน้อยไป  เปลี่ยนไปทาง“มอเดอเร็ท”เสียมากว่า

รูทซ์ กินสเบิร์ก (Ruth Bader Ginsburg) ท่านตุลาการหญิง แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. คลินตัน ปี 1993

เสต็ฟเฟ็น บรายเอ้อร์ (Stephen G. Breyer) แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. คลินตัน ปี 1994

แอนโทนิน สกาเลีย (Antonin Scalia)  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. เรแกน ปี 1986 หัวเอียงขวามากๆๆๆ ไม่เคยเปลี่ยนอุดมคติ

แคลแร๊นซ์ โทมัส (Clarence Thomas)  ท่านตุลาการผิวดำ แต่งตั้งโดย ป.ธ.น.จอร์จ บุช (พ่อ) ปี 1991 หัวเอียงขวามากๆท่านเป็นลูกไล่ของท่านสกาเลีย ตัดสินตามทุกคดี

แซมมิวอัล อลิโต จูเนียร์ (Samuel A. Alito Jr.) แต่งตั้งโดย ป.ธ.น.จอร์จ บุช (ลูก) ปี 2006

แอนโทนี เคเนดี้ (Anthony M. Kennedy)  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. เรแกน ปี 1988 มีความเห็นเป็นกลาง

โซเนีย สโตเมเย่อร์ (Sonia Sotomayor) ท่านตุลาการหญิง  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. โอบาม่า ปี 2009

อีเลน่า เคเกน (Elena Kagen) ท่านตุลาการหญิง  แต่งตั้งโดย ป.ธ.น. โอบาม่า ปี 2010

ท่านตุลาการทั้ง 9 ปี 2010
Skalia
ท่านตุลาการสกาเลีย

ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

ทันทีที่ข่าวท่าน “สกาเลีย” เสียชีวิต ป.ธ.น.โอบาม่า ประกาศว่าจะรีบแต่งตั้งท่านตุลาการใหม่เร็วที่สุด และท่านคาดหวังว่าทางเซเน็ทจะ “โวท” และ “คอนเฟิร์ม” ภายในเวลาที่สมควร ทางเซเน็ทซึ่งปัจจุบันวุฒิสมาชิกเสียงข้างมากคือพวกรีพับบลิคกัน ได้ลั่นประกาศทันทีว่าจะรอแต่งตั้งท่านตุลาการใหม่หลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการดึงเกมการเมือง ทางรีพับบลิคกันต้องวัดดวงว่าฝ่ายรีพับบลิคกันจะชนะเลือกตั้ง เพื่อจะได้ท่านตุลาการ“คอนเซอร์เวทีฟ”คนใหม่  เพราะตอนนี้มีคดีที่สำคัญๆรอคำตัดสิน ซึ่งท่านตุลาการใหม่จะเป็น “สวิง โวท” (Swing vote) กรณีผลตัดสินเสมอ 4 ต่อ 4  คดีที่สำคัญๆรอคำตัดสินมีดังนี้ คดีเกี่ยวกับ การแต่งงานเพศเดียวกัน (Same sex marriage -เซมเซ็กส์ แมริเอจ)  คดีเกี่ยวกับ สิทธิของ ทอม เกย์ เสือใบ แปลงเพศ “ท.ก.ส.ป.” (เรียกย่อๆว่า LGBT “แอล จี บี ที” = Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender)  คดีสิทธิการทำแท้ง  (Abortion rights-อบอร์ชั่น ไรท์ส) และคดี ความยุติธรรมระหว่างผิว (Affirmative action – แอฟเฟิร์มเมทีฟ แอ๊กชั่น) เป็นต้น

อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างนี้

เปิดสภา ระหว่างนี้สภาปิดเวเคชั่น  สภาจะเปิดทำการวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้  ป.ธ.น.โอบาม่าเตรียมที่จะเสนอชื่อท่านตุลาการใหม่เข้าที่ประชุมทันทีที่สภาเปิด

คดีค้างในศาล  ศาลสูงสุดเปิดเทอม วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมแต่ละปี ปิดเทอมประมาณปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นกรกฎาคม ซึ่งตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดจำนวนท่านตุลาการนั่งบรรลังก์ในศาลสูงสุด  ฉะนั้นระหว่างนี้ศาลก็ยังดำเนินต่อไป ถึงแม้จะมีท่านตุลาการเพียง 8 ท่าน โดยถือผลคำตัดสิน 5 ต่อ 3 แทนที่จะเป็น 5 ต่อ 4 ชนะ  กรณีคำตัดสินเสมอ 4 ต่อ 4 ก็ให้ถือคำตัดสินเดิมจากศาลล่าง หรือ “โลว์เว่อร์ คอร์ท” (Lower court) เป็นหลัก  แต่มีข้อระวังคือ คำตัดสินจากศาลล่างนั้นจะไม่ถือเป็นคำตัดสินบันทัดฐานโดยอัตโนมัต  และถ้าเคสเดิมนี้กลับขึ้นมาร้องเรียนใหม่ภายหลังท่านตุลาการสามารถรับฟังคดีเดิมและตัดสินใหม่ได้

ฉะนั้น คุณจะเห็นได้ว่าการเสียชีวิตของท่านสกาเลีย มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้มากๆ

ระบบเลือกตั้งสหรัฐ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ 2559 (2016) ดิฉันอวยพร “เลท” (late) ไปหน่อยนี่เข้ากุมภาแล้ว  ก็รวบยอดตรุษจีนไปเลย “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้”  ปี 2016 นี้เป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดี (ป.ธ.น.) สหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีมา  ข่าวการเมืองทุกวันจะพูดถึง “ไอโอว่า คอคัส” และ “พรายแมรี่ นิวแฮมเชียร์” ตามประสาคนอยากรู้จริงเลย searc อากู๋ว่า “คอคัส” มันคืออะไร  ยิ่งอ่านยิ่งติดพัน เลยวันนี้ดิฉันเอาความรู้ที่อ่านมาอธิบายให้แฟนๆต่อ

(คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการปกครอง และอำนาจการปกครองในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” $65 หน้า 27 และอ่านเพิ่มเรื่องพรรคการเมืองในหนังสือ “อยู่อเมริกา” $35 บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18  สามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทุก 4 ปี ในอเมริกาจะมีการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี (ป.ธ.น.) “เพรสซิเด๊นท์” (PRESIDENT) คนใหม่ ป.ธ.น.ดำรงตำแหน่งเทอมละ 4 ปี รับตำแหน่งสูงสุดได้ 2 เทอม ป.ธ.น.ปัจจุบันคือ “บาแร็ค โอบาม่า” (BARACK OBAMA) สังกัดพรรคเดโมแครท ได้ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2009 เทอมนี้เป็นเทอมที่สอง ท่านจะพ้นตำแหน่งเดือนมกราคมปี 2017 นี้ ฉะนั้นปีนี้ 2016 จึงเป็นปีเลือกตั้ง “อีเล็กชั่น เยียร์” (ELECTION YEAR)

ขั้นตอนการเลือกตั้ง

หมายเหตุ ข้อ 1-4 เป็นระบบขั้นตอนเลือกผู้แทนพรรค  5-7 ขั้นตอนเลือกประธานาธิบดี

  1. ลงสมัครเลือกตั้ง

ประมาณ 1 ½ ปีก่อนเลือกตั้ง ระหว่างเดือนเมษายน- กรกฎา 2015 ผู้ต้องการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “แคนดิเดท” (CANDIDATE) จะประกาศตัวเอง และลงทะเบียนสมัครกับคณะกรรมการเลือกตั้ง  “แคนดิเดท”ต้องระบุชื่อพรรคที่ตนจะสังกัด พรรคใหญ่ในอเมริกามี 2 พรรคคือ “รีพับบลิคกัน” (REPUBLICAN) เป็นพวกอนุรักษ์นิยม “คอนเซอร์เวทีฟ” (CONSERVATIVE) และ “เดโมแครท” (DEMOCRAT) พวกเสรีนิยม “ลิบเบอรั่ล” (LIBERAL) และยังมี พรรค อิสระ “อินดีเพ็นเด๊นท์” (INDEPENDENT) ซึ่งคนไม่ซีเรียสและไม่เคยมีใครถูกเลือก  คุณสมบัติ“แคนดิเดท” คือ (1)ถือสัญชาติอเมริกัน  (2)เกิดในอเมริกาและอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 14 ปี (3)อายุ 35 ปีขึ้นไป “แคนดิเดท”ส่วนมากมักมีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในวงการเมือง คราวนี้เรามีนักธุรกิจเศรษฐีเงินร้าน “ดอโนลด์ ทรัมพ์” (DONALD TRUMP) เข้ามาเขย่าการเลือกตั้งด้วยอยู่พรรครีพับบลิคกัน  ตอนเริ่มต้นมี“แคนดิเดท”สังกัด“รีพับ บลิคกัน” มากว่า 10 คน (ตอนนี้เหลือประมาณ 5 คน)ส่วน “เดโมแครท” มีน้อยกว่าครึ่ง ตอนนี้เหลือ 2 คน

  1. หาเสียง

หลังประกาศลงสมัคร “แคนดิเดท”จะเริ่มรณรงค์หาเสียง “แคมเปน”(CAMPAIGN) โดยไปพูดตามสถานที่ต่างๆและพยายามหาสปอนเซ่อร์หาเงินเข้าแคมเปนตน ระหว่างนี้ คณะกรรมการแต่ละพรรค จะจัดตารางโต้วาที”ดีเบท” (DEBATE) ออกอากาศ คราวนี้ พรรค “รีพับ บลิคกัน” มีตารางโต้วาที 12 ครั้ง ส่วน พรรค “เดโมแครท” มี 6 ครั้ง (น้อยไปหน่อย คงเป็นเพราะ“แคนดิเดท”น้อย)

  1. การเลือกตั้งขั้นต้น

พอหลังปีใหม่เราเข้าปีเลือกตั้ง ตอนนี้การหาเสียงเริ่มคึกคักมาก ประชาชนเองก็จะคึกคักและถกเรื่องการเมืองกันมากขึ้น  ในแต่ละรัฐจะมีการเปิดเลือกตั้งขั้นต้น เรียก “พรายแมรี่ อีเล็คชั่น” (PRIMARY ELECTION) เรียกสั้นๆว่า “พรายแมรี่” (PRIMARY) บางรัฐใช้ระบบเรียก “คอคัส” (CAUCUS) ข้อแตกต่าง ระหว่าง “พรายแมรี่” และ “คอคัส”  คือ คอคัส เป็นการประชุมกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง “เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์” (REGISTERED VOTERS) จำนวนน้อยแบบชาวบ้านๆ สถานที่ที่จัดประชุมจัดในแต่ละเขต  อาจเป็นโรงเรียน โบสถ์ ห้องประชุม ร้านอาหารหรือบ้านคน ผู้มาประชุมมีโอกาสพูดและถกกันเกี่ยวกับตัว “แคนดิเดท” อุดมการณ์ของแคนดิเดท และพยายามชักชวนให้ผู้มาประชุมคล้อยตาม  และเมื่อจบก็จะมีการยกมือออกเสียง  เลือกตัว “แคนดิเดท” ของแต่ละพรรค  ส่วน  “พรายแมรี่” จะคล้ายเลือกตั้งใหญ่โดย“เรจิสเต้อร์ โวทเต้อร์” ได้ใบเลือกตั้งเรียก “แบลลอท” (BALLOT) และแต่ละคนก็กากระบาทเลือกตัวแทนที่ตนสนับสนุน รัฐที่ใช้ระบบคอคัส มี เพียง 10 รัฐ อลาสก้า โคโลราโด้ ฮาวาย แคนซัส เมน มินนิโซต้า เนวาด้า นอร์ทดาโคต้า วายโอมิ่ง และไอโอว่า นอกนั้นใช้ระบบ “พรายแมรี่”

รัฐไอโอว่า (IOWA) เป็นรัฐแรกที่เปิดคอคัส เรียก “ไอโอว่าคอคัส” ปีนี้ตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2016 รัฐนิวแฮมเชียร์ (NEW HAMPSHIRE) เป็นรัฐแรกที่เปิด“พรายแมรี่” เรียก“นิวแฮมเชียร์ พรายแมรี่” ตรงกับวันอังคารหน้า ที่ 9  กุมภาพันธ์นี้  แคนดิเดทและประชาชนจะให้ความสนใจกับผล จาก 2 รัฐนี้มาก เพราะตามสถิติถ้า แคนดิเดท คนใดชนะรัฐไอโอว่า เปอร์เซ็นที่เขาจะได้เลือกเป็นผู้นำพรรค “เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่” (PRESIDENTIAL NOMINEE)  (NOMINEE) สูงมาก นอกจากนั้นแคนดิเดทที่ชนะจะมีกำลังใจมากขึ้น และผลคือได้สปอนเซ่อร์สนับสนุนมากขึ้น  ส่วนผู้ที่มีคะแนนเสียงน้อยก็จะเริ่มถอนตัวออกไปทีละคนสองคน  เมื่อแคนดิเดทถอนตัวก็จะเลือกผู้ที่เขาสนับสนุน เรียก “เอ็นดอร์ส” (ENDORSE) ในพรรคของตน แคนดิเดทที่ได้รับ“เอ็นดอร์ส” ก็จะได้เสียงโวทเพิ่มขึ้น ผลจาก “ไอโอว่าคอคัส”  พรรค รีพับ บลิคกัน “เท๊ด ครูซ์” (TED CRUZ) อายุ 45 เป็นวุฒิสมาชิก“เซเนเต้อร์” (SENATOR) รัฐเท็กซัส ชนะเสียงข้างมาก คะแนนสูสีกับคู่แข่ง “ดอนัลด์ ทรั๊มพ์” อายุ 69และ “มาริโอ รูบิโอ” (MARIO RUBIO) อายุ 44 “เซเนเต้อร์” รัฐฟลอริด้า ส่วนพรรคเดโมแครท “ฮิลลารี่ คลินตัน” (HILLARY CLINTON) อายุ 68 ชนะเสียงข้างมาก คะแนนสูสีกับคู่แข่ง “เบอร์นี่  แซนเด้อร์ส” (BERNIE SANDERS) อายุ 74 “เซเนเต้อร์”รัฐเวอร์ม๊อนท์

พรายแมรี่ต่อไปคือที่รัฐนิวแฮมเชียร์ ตอนนี้แคนดิเดทที่ยังคงเหลืออยู่ ก็วิ่งไปจุกหาเสียงกันในรัฐ“นิวแฮมเชียร์” จุดดีของพรายแมรี่ในแต่ละรัฐ คือ แคนดิเดทจะมีโอกาสโฟกัสการหาเสียงเป็นจุดๆไปแต่ละรัฐ ตามวันที่กำหนดจะมี พรายแมรี่หรือคอคัส แทนที่จะวิ่งทั่วประเทศ

“ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” (SUPER TUESDAY) คือวันที่หลายรัฐจะมี พรายแมรี่ พร้อมกัน ปีนี้มี 15 รัฐ ปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 1 มีนาคม 2016 หลัง “ซุปเป้อร์ ทิวส์เดย์” แคนดิเดทจะรู้ผลว่าตัวจะไปรอดหรือไม่ เพราะส่วนมากจะมีตัวแคนดิเดทที่ได้คะแนนชนะขาดลอย ผู้สมัครคนอื่นที่ได้เดเลเกทส์น้อยก็จะยอมแพ้ถอนตัวไป พรายแมรี่ทุกรัฐจะสิ้นสุดเดือนมิถุนายน  ตอนนี้เราก็ต้องเฝ้าดูผล “นิวแฮมเชียร์ พรายแมรี่” กันต่อไป

วิธีเลือกผู้ชนะผลจากพรายแมรี่ไม่ได้เลือกตามจำนวนเสียงต่อคน  แต่เลือกเป็นเขต โดยแบ่งจำนวนเขตตามจำนวนพลเมืองของแต่ละรัฐเรียก“เดเลเกทส์” (DELEGATES) รัฐใหญ่ที่มีพลเมืองมากก็จะมีจำนวน“เดเลเกทส์”มาก รัฐเล็ก็จะมีจำนวน“เดเลเกทส์”น้อย

  1. คอนเวนชั่น

หลังจากพรายแมรี่สิ้นสุดลงเดือนมิถุนายน ขั้นต่อไปคือ งานฉลองใหญ่ของแต่ละพรรคเรียก “โพลิติเคิล ปาร์ตี้ คอนเวนชั่น” (POLITICAL PARTY CONVENTION) เป็นปาร์ตี้คอนเวนชั่นใหญ่ออกอากาศ พรรค เดโมแครทเรียก “เดโมแครติค แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (DEMOCRATIC NATIONAL CONVENTION) “รีพับบลิคกัน” เรียก “รีพับบลิคกัน แนชันเนิล คอนเว็นชั่น” (REPUBLICAN NATIONAL CONVENTION) วันนั้นจะมีการประกาศชื่อผู้นำพรรคที่ได้คะแนน “เดเลเกท” สูงสุดจากผล “พรายแมรี่” และ “คอคัส”  ผู้นำนี้ พรรคจะส่งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี “เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่”(PRESIDENTIAL NOMINEE) และในวันนั้นผู้นำพพรคจะประกาศชื่อ ผู้ที่เขาเลือกมาเป็น “ว่าที่รองประธานาธิบดี” เรียก “รันนิ่ง เมท” (RUNNING MATE) ปีนี้คอนเวนชั่นทั้งสองพรรคจะจัดเดือน กรกฎาคมนี้

  1. หาเสียงต่อ

หลังจากจบคอนเวนชั่น คราวนี้“เพรสสิเด๊นเชี่ยล นอมินี่”ของแต่ละพรรคก็จะออกหาเสียงแคมเปนกันอย่างดุเดือดต่อไปในแต่ะรัฐ ส่วนมากจะพยายามโฟกัสที่รัฐใหญ่มากกว่ารัฐเล็ก มีโฆษณาทางทีวีแทบทุกวัน และมีโต้วาทีออกอากาศ  มันส์มาก

  1. วันเลือกตั้ง

วันเลือกตั้งทั่วไป “เจนเนอรัล อีเล็คชั่น” (GENERAL ELECTION)  หรือวันเลือกตั้งประธานาธิบดี “เพรสสิเด๊นเชี่ยล อีเล็กชั่น” (PRESIDENTIAL ELECTION) ตรงกับวันอังคารที่สองของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ ตรงกับวันที่ 8 พ.ย. 2016 ผลจะประกาศเลยวันนั้น

วิธีนับคะแนนเสียง  เรียก “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” (Electoral College) โดยคะแนนรวมของ“อีเล็กทอเริล คอลเลจ”มีทั้งหมด 538 คะแนน ตัวแลขคะแนน 538 นี้เอามาจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. รวม 435 คนเท่ากับ 435 คะแนน บวกจำนวนเซเนเต้อร์ 100 คน เท่ากับ 100 คะแนน และบวกอีก 3 คะแนนจากเขต“วอชิงตัน ดีซี” (วอชิงตันดีซี ไม่ใช่รัฐ เป็นเพียงเขตหรือ “ดิสตริค” คล้ายๆอำเภอ ปกครองตนเองภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง แต่เนื่องจากมีคนอาศัยอยู่และผู้คนมีสิทธิโหวด ฉะนั้นรัฐบาลกำหนดให้เขตนี้ 3 คะแนน) รวมท้งหมดจึงเป็น 538 คะแนน แคนดิเดทที่ได้คะแนน 270 คะแนน(คือมากว่าครึ่ง) คนนั้นชนะและได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี ระบบเลือกตั้งแบบนี้ระบุในรัฐธรมนูญกำหนดให้ทั้งประชาชนและรัฐบาลมีอำนาจในการเลือกตั้งร่วมกัน ฉะนั้นแทนที่จะนับคะแนนจากจำนวนคนที่โหวดต่อคน รัฐบาลจึงตั้งจำนวนคะแนนนี้ออกมา โดยเอาจำนวน ส.ส. เป็นหลัก เพราะจำนวน ส.ส.แบ่งเป็นเขตตามจำนวนประชากรในรัฐ รัฐใดมีประชากรหนาแน่น รัฐนั้นก็จะมีมากเขตและมาก ส.ส. (โปรดดูรูป ) ถ้าพรรคใดได้เสียงข้างมากในรัฐ พรรคนั้นจะได้คะแนน “อีเล็กทอเริล คอลเลจ” ทั้งรัฐ (ไม่แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์แบบตอนเลือกพรายแแมรี่) ตัวอย่าง รัฐเพนซิลเวเนีย ถ้าวันเลือกตั้งประธานาธืบดีเดโมแครทได้เสียงข้างมาก เดโมแครทจะได้คะแนนทั้งหมด 21 คะแนน และรีพับบลิคกันได้ 0 เป็นต้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าแคนดิเดทพยายามหาเสียงตามรัฐใหญ่ๆ เช่น คาลิฟอร์เนีย (55คะแนน) เท็กซัส(34) นิวยอร์ค(31) เพนซิลเวเนีย(21) อิลลินอยส์(21) และโอไฮโอ(20)โอกาสชนะสูง

คะแนน“อีเล็กทอเริล คอลเลจ”ของแต่ละรัฐ

  1. วันสาบานตนรับตำแหน่ง

วันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี จะตรงกับวันที่ 20 มกราคม 2017 โดยหัวหน้าท่านตุลาการศาลสูงสุด “ชีฟ ซุพพรีม คอร์ท จัสทิส” (CHIEF SUPREME COURT JUSTICE) เป็นผู้สาบานตนว่าที่ประธานาธิบดีเข้ารับตำแหน่ง เฮ้อ! ค้นข้อมูลซะเหนื่อย

(คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการปกครอง และอำนาจการปกครองในหนังสือ “สิทธิของฉันในอเมริกา” $65 หน้า 27 และอ่านเพิ่มเรื่องพรรคการเมืองในหนังสือ “อยู่อเมริกา” $35 บทการปกครอง หรือ Government หน้า 18  สามารถสั่งซื้อหนังสือได้โดยตรงจากดิฉัน โดยส่งเช็คไปที่ Ruji Totari P.O. Box 552 Cypress, CA 90630 ที่เมืองไทยสั่งซื้อกับคุณนิ้งหน่อง 081-480-4308)