“ทรัมพ์” ยกเลิก“ดาป้า” (DAPA)

เมื่อวันพฤหัสที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “ทรัมพ์” ออกคำสั่งยกเลิกดาป้า(DAPA) Deferred Action for Parental Accountability คือกฎหมาย ที่ ป.ธ.น.  “โอบาม่า” พยายามดันออกมาใช้ตั้งแต่ปี 2014 แต่ไม่ผ่านเพราะถูกบล็อกอยู่  กฎหมายนี้ถ้าผ่านจะช่วยพ่อแม่โรบินฮู้ดที่อยู่ในอเมริกา ถ้าเขามีลูกเกิดในอเมริกา ให้อยู่ได้อย่างถูกต้อง โดย ออกใบทำงานหรือ“เวิ๊ร์ค เพอร์มิท” ให้ และระหว่างคอยกฎหมายผ่าน ยังสั่งไม่ให้อิมมิเกรชั่นจับพวกเขาส่งกลับประเทศ ตอนนี้กฎหมายนี้ถูก “ฆ่าตาย” แล้วนะคะ ตอนนี้พ่อแม่ที่อยู่เถื่อนทำอะไรได้บ้าง เพราะที่ผ่านๆมาอิมมิเกรชั่นเอาหูไปนาตาไปไร่ไม่จับพ่อแม่ที่มีลูกเกิดที่นี่ โปรดอ่านบทความ DAPA และ DACA ลงคอลัมน์ฉบับที่ 12/31/2016

พ่อแม่ที่อยู่เถื่อนทำอะไรได้บ้าง

ดิฉันมักได้คำถามบ่อยจากพ่อแม่ที่มาคลอดลูกในอเมริกา ว่าตนจะทำงานเลี้ยงลูกอย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ คุณจะไม่มีสิทธิพิเศษอะไรกว่าโรบินฮู้ดอื่นๆ นี่คือสาเหตุที่ DAPA ไม่ป๊อปปูล่า และไม่ผ่านคองเกรส เพราะคนทั่วไปมองในแง่ว่า ถ้าออกใบทำงานให้พ่อแม่ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี คนก็จะพยายามเข้ามาในเมกา เพื่อมาคลอดลูกในอเมริกา (ตอนนี้ก็มีทัวร์จีนนำคนท้องมากันเป็นระรอก เพื่อมาออกลูก) คุณต้องรอให้ลูกอายุ 21 ปี ลูกจึงสามารถยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้  (กฎอิมมิเกรชั่น ลูกที่เกิดในอเมริกาต้องอายุ 21 ปีก่อนที่จะทำใบเขียวให้พ่อแม่ได้)

วิธีใดที่จะอยู่ในอเมริกาและทำงานได้

ถ้าคุณวีซ่าขาดแล้ว มีวิธีใดที่คุณจะอยู่ในอเมริกาและทำงานได้อย่างถกกฎหมาย

  • แต่งงานกับซิติเซ่น อย่าลืมว่าคุณมีสถานภาพเช่นเดียวกับโรบินฮู้ดทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษกว่าค่ะ ถ้าคุณไม่อยากย้ายกลับไปอยู่ไทย และต้องการอยู่อย่างถูกกฎหมายโดยไม่ต้องคอยอีก 21 ปี คือ มีวิธีเดียวคือแต่งงานกับซิติเซ่นและทำใบเขียว
  • ถ้าอยู่อย่างผิดกฎหมายลักลอบทำงานไปเรื่อยๆและไม่ถูกจับ เมื่อลูกอายุครบ 21 ปี ก็ให้ลูกยื่นเรื่องขอใบเขียวให้ทันที โดยคุณไม่ต้องเดินทางกลับไปไทย
  • ถ้าคุณตั้งใจอยู่เถื่อนไปเรื่อยและทำงานสักพักและค่อยกลับไปอยู่ไทย รออยู่เมืองไทยจนลูกอายุครบ 21 ปีก็ได้ แต่อย่าลืมกฎ unlawful presence นะคะ ว่าคุณไม่สามารถกลับเข้าอเมริกาได้ 10 ปีนับจากวันเดินทางออก  ฉะนั้นคำนวนเวลานะคะ ถ้าคุณต้องการให้ลูกทำใบเขียวให้ทันทีตอนลูกอายุ 21 ปี ครอบครัวคุณก็ต้องเดินทางกลับไทยตอนลูกอายุประมาณ 10 ปี  เพื่อตอนลูกครบ 21 ปีปุ๊บ เขาจะได้ยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้ทันที
  • ถ้าคุณถูกจับระหว่างอยู่ในอเมริกา แนะนำว่าควรรับอาสากลับโดยดี แทนที่จะรอสู้คดี หรือขึ้นศาลให้อิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องเนรเทศ เพราะเรื่องจะยืดยาว และก็ต้องกลับอยู่ดี นอกจากจะเปลืองเงิน เพราะถ้าคดีไม่จบและคุณกลับ เท่ากับคุณยังมีคดีค้างเติ่งอยู่ จะมีปัญหาตอนลูกทำเรื่องขอใบเขียวเพราะเรื่องจะติดขัดค่ะ

ประเด็นอื่นๆที่ต้องระวัง ตอนลูกขอใบเขียวให้

  • คุณเป็นหนี้เงินรัฐบาลหรือไม่ เช่น ค่าโรงพยาบาลตอนคลอดลูก คุณกินเงินเวล์แฟร์บ้างหรือไม่
  • ภูมิลำเนาหรือ “ดอมิไซล์” (Domicile) และเงินที่ลูกต้องเซ็นซัพพอร์ทคุณ ถ้าลูกอยู่เมืองไทยกับคุณ ลูกต้องกลับไปอเมริกาตอนยื่นเรื่องให้คุณ เขาต้องแสดงว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกา และควรมีงานทำ เพื่อมีรายได้พอที่จะเซ็นซัพพอร์ทคุณ คุณต้องวางแผนให้ลูกกลับไปอยู่อเมริกาอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่ลูกจะยื่นเรื่องขอใบเขียวให้คุณได้

แนะนำให้ปรึกษาทนายนะคะ


 

 

วันธงชาติ (Flag Day)

เมื่อเช้าดิฉันออกไปเดินเห็นเพื่อนบ้านหลายบ้านปักธงชาติว่อนไสว (เมือง La Palma ที่ดิฉันอยู่มีคนรุ่นเก่าอยู่เยอะ) นึกขึ้นได้ว่าวันนี้วันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันธงชาติอเมริกัน เลยตั้งใจว่าเดินเสร็จจะเขียนเรื่องวันธงชาติ ไหนๆอยู่ประเทศนี้เราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับธงชาติของเขาหน่อย ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณที่จะไปสอบโอนสัญชาติด้วย

ลักษณะธงชาติอเมริกัน

วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 เป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศอเมริกา “วัน อินดีเพ็นเด๊นท์ เดย์” (Independent Day)จากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ตอนนั้นในคองเกรสยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ธงชาติอะไร ก็เลยใช้ธงชาติข้างล่างนี้ชั่วคราว เป็นแถบขาว แดงมี 13 แถบคือ สัญลักษณ์ของ 13 สหพันธ์รัฐแรก และบนมุมขวาเรียก “แคนตอน” (Canton) ใช้เป็นรูปแฉก ยืมมาจากสัญลักษณ์ธงอังกฤษ ตามประวัติศาสตร์ถือว่า ธงนี้เป็นธงแรกของอเมริกา เรียกชื่อเล่นธงนี้ว่า “เดอะ แกรนด์ ยูเนียน” (The Grand Union)

ธงชาติแรก

วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1777 คองเกรสได้สถาปนาวันธงชาติและได้ประกาศว่าธงชาติจะยังคงแถบ 13 แถบ สีขาวและแดง แต่ให้เปลี่ยนรูปใน “แคนตอน” เป็น ดาวพื้นสีน้ำเงิน และดาวสีขาวแทน  หลังจากนั้นก็มีการออกแบบธงออกมา 2 รูปแบบที่มีคนนิยมนำมาใช้ แต่คองเกรสยังไม่ได้รับอันใดอันหนึ่งเป็นธงประจำชาติอย่างทางการ คือ รูป 13 ดาวกลมข้างใน “แคนตอน” ตามประวัติศาสตร์เคลมว่า นาง “เบ๊ทสี รอส” เป็นผู้ออกแบบ และอีกธงคือรูป 13 ดาวเรียงแถว ทหารเรือ ยู เอ็ส เนวี นายฟรานซิส ฮ็อปคินสัน (Francis Hopkinson) เป็นผู้ออกแบบ

13-star so-called “Betsy Ross” variant
Francis Hopkinson’s flag for the U.S. Navy, featuring 13 six-pointed stars arranged in rows.

ในปี ค.ศ. 1834 ธงชาติดาวแถวของนาย “ฟรานซิส ฮ็อปคินสัน” ได้ถูกนำมาใช้เป็นทางการของกองทัพบก ปี ค.ศ. 1861 ช่วงสงครามกลางเมืองหรือ “ซิวิล วอร์” (Civil War) ธงชาติดาวแถวได้ถูกชักขึ้นเสาเป็นการเคารพธงชาติครั้งแรกในเมือง “ฮาร์ทฟอร์ด รัฐคอนเน็ทติคัท” (Hartford รัฐ Connecticut) ปี ค.ศ. 1916 ประธานาธิบดี ซ๊ดโดรว์ วิลสัน”(Woodrow Wilson) ร้องเรียกให้ประชาชนสถาปนาวันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันเคารพธงชาติ  ปี ค.ศ. 1949 คองเกรสลงมติให้วันที่ 14 มิถุนายนเป็นวันธงชาติทั่วประเทศ ซึ่งประธานาธิบดี “แฮรี่ ทรูแมน” (Harry Truman) ลงนามอนุมัติ ต่อมาปี ค.ศ. 1959 ประธานาธิบดี “ไอเซนฮาวร์”(Eisenhower) กำหนดขนาดธงชาติ แถบและ และดาวแถว และใช้มาเป็นมาตรฐานจนปัจจุบัน

ลักษณะธงชาติปัจจุบันเป็นรูป แถบแดงสลับขาว 13 แถบสีแดง 7 แถบ สีขาว 6 แถบ เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่เป็นอาณานิคมเริ่มแรกของอังกฤษ 13 รัฐ Delaware, Pennsylvania, New Jersey, Georgia, Connecticut, Massachusetts, Maryland, South Carolina, New Hampshire, Virginia, New York, North Carolina, และ Rhode Island (ชื่อรัฐเรียงตามลำดับตั้งแต่รัฐ 1-13 ที่เข้าร่วมสหพันธ์รัฐ) และดาว 50 ดวง (Stars) ใน “แคนตอน” เป็นสัญลักษณ์ของรัฐ 50 รัฐในอเมริกาปัจจุบัน

ธงชาติอเมริกันปัจจุบัน

ประวัติเพลงชาติอเมริกัน

ตามข้อมูลที่เล่าต่อกันมาเชื่อว่า คืนวันที่ 13 กันยา ปี 1814  ช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างอาณานิคมกับประเทศแม่ (อังกฤษ) นาย “ฟรานซิส สก็อต คีย์” (Francis Scott Key) ทนายความและนักกวีอยู่ในรบ ส่องกล้องเฝ้าดูทหารอังกฤษโจมตีอยู่บนท่า ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตให้เขาลงไปที่ท่า เขาเฝ้าดูจนการรบสงบลงจนฟ้าสาง  นาย “ฟรานซิส สก็อต คีย์” มองส่องกล้องไป เห็นธงชาติอเมริกันปลิวอยู่บนท่า ทำให้หัวใจเขาอิ่มเอิบ หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนคำกลอน ซึ่งคำกลอนนั้นกลายเป็นเพลงเคารพธงชาติปัจจุบัน เรียกเพลงชาติว่า “เดอะ สตาร์ แสปงเกิล แบนเน่อร์” (The Star-Spangled Banner)

กฎหมายธงชาติ

United States Code Title 4, Chapter 1 ระบุกฎเกณฑ์เกี่ยวกับธงชาติ Title 18, Chapter 33 ระบุความอาญาและโทษต่ออาชญากรรมต่อธงชาติ Title 36, Chapter 10 ระบุถึงวิธี และประเพณีในการเคารพธงชาติ แต่กฎทุกคำในเนื้อหากฎหมายบท 10 นี้ใช้คำว่า“ควรจะ” หรือ“should” แทนที่จะใช้คำว่า“จะต้อง” หรือ “shall” ในการเคารพธงชาติด้วยวิธีใด ตีความว่าไม่ออกเป็นกฎบังคับ เนื่องจากจะไปขัดกับสิทธิและเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น รัฐธรรมนูญอเม็นด์เม๊นท์ฉบับที่ 1 (Freedom of Speech และ Freedom of Expression) ธงชาติถือเป็นสัญลักษณ์ หรือ “ซิม

บอล” (Symbol) แต่ละบุคคลมีสิทธิที่จะแสดงออกที่จะเคารพหรือไม่เคารพในธงชาติ ไม่ว่าการแสดงออกนั้นสังคมไม่ยอมรับก็ตาม รวมทั้งการเผาหรือทำลายธงชาติ นำผ้าลายธงชาติมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เหล่านี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการ การแสดงออกหรือ “ซิมบอลลิค สปีช” (Symbolic Speech) ซึ่งได้รับความคุ้มครองภายใต้สิทธิรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่างคดี

คดีเผาธงชาติ (Flag Burning) Street v. New York (1969) หลังจากที่ผู้นำผิวดำนาย James Meredith นักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างผิวถูกลอบยิงตาย นาย Street ได้เผาธงชาติบนหัวมุมถนน และตะโกนด่ารัฐบาลว่า “เรามีธงชาติไว้หาสวรรค์อะไร เมื่อกฎหมายไม่คุ้มครอง ปล่อยให้นาย Meredith ตาย” นาย Street ถูกจับในข้อกล่าวหาเผาธงชาติในที่สาธารณชนตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ค คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court)  ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “รัฐนิวยอร์คไม่สามารถลงโทษผู้ทำลายหรือทำให้ธงชาติเสียหายในที่สาธารณะ เมื่อการกระทำนั้นเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาล กฎหมายนี้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ”

หลังจากนั้นปี ค.ศ. 1980 มีคดีเผาธงชาติอีก ในรัฐเท็กซัส Texas v. Johnson ปี จำเลยชนะอีก

คดีดูหมิ่นธงชาติ (Contemptuous Treatment) Smith v. Goguen (1974) นาย Goguen ถูกจับในข้อกล่าวหาดูหมิ่นธงชาติตามกฎหมายรัฐแมสสาจูเซ็สท์ เมื่อเขานำเศษผ้าสี่เหลี่ยมลายธงชาติ เย็บปะก้นกางเกงและนั่งทับสัญลักษณ์ธงชาติ คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “ข้อระบุในกฎหมายห้ามแสดงการดูหมิ่นธงชาตินั้นกำกวม (vagueness) การลงโทษจำเลยในกรณีนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของผืนธงชาติ แต่เป็นการลงโทษในการสื่อความหมายเกี่ยวกับธงชาติ

คดีนำธงชาติมาใช้ในทางที่ผิด (Flag Misuse Case) Spence v. Washington (1974) นาย Spence นักศึกษามหาวิทาลัย Kent ในรัฐวอชิงตันประท้วงการบุกรุกและการฆ่าคนตายในประเทศเขมร โดยนำธงชาติที่เขาติดเทปเป็น “สัญลักษณ์สันติภาพ” หรือ “พีซ ซิมบอล” (peace symbol) แบ็คกราวนด์บนธงชาติ แขวนออกนอกหน้าต่างอพาร์ตเม๊นท์ที่มหาวิทยาลัย นาย Spence ถูกจับในข้อกล่าวหานำธงชาติมาใช้ในทางที่ผิดตามกฎหมายรัฐวอชิงตัน คดีขึ้นถึงศาลสูงสุด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสิน และเขียนความเห็นว่า “ถึงแม้ว่ารัฐจะต้องการปกป้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องทำทุกอย่างที่จะให้บรรลุผล รัฐไม่สามารถบังคับให้ราษฎรทุกคนเคารพธงชาติหรือคำนับธงชาติทุกครั้งที่ธงชาติถูกชักขึ้น เช่นเดียวกับที่รัฐไม่สามารถลงโทษราษฎรที่วิจารณ์ (criticism) ธงชาติ หรือสัญลักษณ์ในความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติ  หรือลงโทษราษฎรที่ต้องการวิจารณ์นโยบายรัฐบาล”

สัญลักษณ์สันติภาพ (Peace Symbol)

สิทธิในการไม่เคารพธงชาติ

สิทธิในการแสดงออกในอเม็นด์เม๊นท์ที่หนึ่ง รวมสิทธิในการไม่แสดงออก (Right Not To Speak) ในคดี West Virginia State Board of Education v. Barnette (1943) ศาลตัดสินว่าโรงเรียนไม่สามารถลงโทษเด็กนักเรียนที่ไม่ยอมยืนทำความเคารพธงชาติได้ เพราะบุคคลมีสิทธิเสถียรภาพที่จะไม่พูดหรือไม่แสดงออกได้

ปี 1989 คองเกรสผ่านร่างกฎหมายรัฐบาลกลางเรียก “กฎหมายปกป้องธงชาติ” “แฟล๊ก โพรเท็กชั่น แอ๊กท์” (Flag Protection Act of 1989) ลงโทษเป็นความอาญาถ้าผู้ใดมีเจตนาทำลายธงชาติอเมริกันในที่สาธารณะ ในปี 1990 หลังจากกฎหมายกฎหมายปกป้องธงชาติ ผ่านออกมาศาลสูงสุดได้ตัดสินในคดีฉีกธงชาติ (Flag Mutilation Case) United States v. Eichman (1990) ว่ากฎหมายนี้ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็น (Suppression of free expression) หลังจากการตัดสินในคดี United States v. Eichman “กฎหมายปกป้องธงชาติโวทเข้าสภา แต่ไม่ผ่าน