ฝึกหายใจ

ระหว่างคุณอ่านคอลัมน์นี้ ดิฉันก็คงนั่งๆ กิน นอน และโยคะแถวชายหาดหัวหินและชะอำ คงไม่ได้อ่านคอลัมน์อีก 1 เดือน ระหว่างนี้ก็ฝึกหายใจกันไปแล้วกันนะคะ

สิ่งหนึ่งที่มีค่ามากที่สุดที่ดิฉันได้มาจากหลักสูตรครูสอนโยคะ คือ วิธีหายใจหรือฝึกลมปราน ดิฉันนำมาใช้ตลอดตั้งแต่นั้น การฝุกลมปราณไม่ยากค่ะ และมันเป็นการดีที่คุณจะทำการู้จักกับมัน ไม่วันนี้ก็วันหน้า คนข้างเคียงก็เริ่มเจ็บป่วยกัน เพื่อนสนิท พี่สาว และเพื่อนบ้านของดิฉัน ทั้งสามคนป่วยขั้นผ่าตัดใหญ่ หลังจากนั้นเขาต้องทำกายภาพบำบัดกัน และสิ่งแรกคือพยาบาลสอนให้ฝึกการหายใจ ทั้งสามคนมาหาดิฉันให้ช่วยสอนวิธีหายใจให้

ความสำคัญของการหายใจ

คนเรามักไม่นึกถึงเรื่องหายใจ เพราะการหายใจเป็นระบบเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การฝึกการหายใจโดยใช้พลังจากภายในร่างกายมีมานานเป็นพันๆปี คนจีนเรียก ชิ (Chi) หรือ คิ (Qi) คนอินเดียเรียก ปราน (Pran) คนส่วนมากมักหายใจสั้น เร็ว คือไม่เต็มปอด ทำให้อ็อกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึงหัวจดเท้า เราสามารถใช้การหายใจช่วยให้ อ็อกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงถึงสมองจากศรีษะจดปลายเท้าได้ด้วยการฝึก ลองคิดดูว่าเวลาเราเริ่มอายุมากขึ้น ความจำไม่ค่อยดี เท้า มือ เย็นและขี้หนาว การฝึกลมปรานจะช่วยอาการเหล่านี้ 

การหายใจเข้าออกทางจมูก

ตอนดิฉันเรียนวิชาฝึกลมปราณ ดิฉันเรียนประมาณ 22 ชนิด  วันนี้เราจะพูดถึงเพียงชนิดเดียวคือ “เบสิค” เรียก “โยกิค เบร๊ทซ์” (Yogic Breath) หรือการหายใจแบบโยคี วิธีหายใจคือ หายใจเข้าออกทางจมูกช้าๆ แต่ละลมหายใจเข้าและออกให้หยุดหรือ“พอส” สัก 4-7 วิ ง่ายไหมคะ

กลไกการหายใจ

การหายใจแบบโยคีเปรียบเสมือนยาวิเศษ และฟรีไม่ต้องซื้อหา น้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา ยังต้องซื้อหา แต่อากาศฟรี เราสามารถนำอากาศนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นได้โดยการฝึกหายใจ ลมหายใจเราเมื่อเข้าทางจมูก ต้องผ่านอวัยวะมากมาย เริ่มจากจมูก ปาก กล่องเสียง ไปหลอดลม และเมื่อถึงปลายหลอดลมติดกับถุงลมที่ตรงนี้จะมีการแลกเปลี่ยนก๊าซอ๊อกซิเจนและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ระหว่างถุงลมกับเม็ดเลือดแดง และมีการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างเซลล์และสารน้ำที่อยู่รอบๆเซลล์  การหายใจเข้าสลับกับหายใจออก เพื่อรักษาความดันของอ๊อกซิเจนและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในถุงลมและในเลือดให้เหมาะสม ระบบการหายใจ เป็นขบวนการนำออกซิเจนเข้าไปในปอด ซึมเข้าไปทั่วร่างกาย  และนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นขับออกจากร่างกายทางปอด การนำอากาศเข้าและออกจากร่างกายส่งผลให้ก๊าซอ๊อกซิเจนทำปฏิกริยากับสารอาหาร ได้พลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ คือเซลล์ได้มีการหายใจตลอดเวลา การหายใจแบบโยคีจะใช้พลังภายในเพิ่มมากขึ้น เวลาหายใจเข้าใช้ช้าๆแบบโยคีกระบังลมจะเคลื่อนขึ้นมากกว่าปกติ และกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงทำงานมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เวลาหายใจออกแบบโยคีต้องใช้แรงที่หน้าท้องมาก ผลเกิดกับตัวดิฉัน ไหล่ใหญ่ขึ้น ดูเหมือนอกใหญ่ขึ้นแต่จริงๆแล้ว อกผายใหล่ผึ่ง หน้าตึง หลังตรงเสียมากกว่า ดูรูป

มาฝึกการหายใจกัน

เวลาคุณเริ่มฝึกหายใจแบบโยคีใหม่ ควรนั่งบนที่แข็ง กับพื้น หรือเก้าอี้ นั่งตัวตรง ก้มหน้าให้คางลงมานิดหน่อย คืออย่าเชิดหน้า เริ่มด้วยการหายใจออกก่อนช้าๆจากจมูก รู้สึกว่าอากาศผ่านตรงกระดูกกราม ไปที่คอ อก รู้สึกค่อยแฟบลง ซี่โครง ท้อง ผ่านลำไส้ พอผ่านสะดือลงไปถึงท้องน้อย กดหน้าท้องน้อยลงเล็กน้อยเพื่อให้อากาศออกหมด และพอส (pause) หยุดนิ่งไม่หายใจสัก 4-5 วิ และค่อยหายใจเข้าทางจมูก ปล่อยหน้าท้องให้ออกมาเล็กน้อย ค่อยๆสูดลมหายใจผ่านท้อง ซี่โครง อกผาย คอกระดูกกราม และสูดลหายใจเพิ่ม และพอส สัก 4-5 วิ และปล่อยให่ลมหายใจผ่านออกทางจมูกเองโดยธรรมชาติ  ข้อสำคัญเวลาฝึกหายใจอย่าเกร็ง  อย่าพยายามมากเกินไป พยายามรีแล็กซ์ อาจหลับตา และหน้ายิ้มอย่าเครียด

คุณประโยชน์

เมื่อคุณฝึกเป็นการหายใจแบบโยคีได้ จนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณ นั่ง ยืน นอน ทำได้ทั้งนั้นคุณจะค่อยๆเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ เริ่มจาก อารมณ์เย็นขึ้น ไม่โกรธง่าย ไม่ค่อยเจ็บปวดเมื่อย ความจำดีขึ้น บุคลิกดี ขึ้นท่ายืน นั่ง เดิน ดี ผิวมีน้ำนวลขึ้นเพราะเลือดลมดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้นเพราะท้องได้รับอ๊อกซิเจนมากขึ้นทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานระบบย่อยดี กล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับขึ้น  ภายในร่างกายที่มองไม่เห็นแต่ที่แน่ๆคือหัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น ทำให้หัวใจเกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายของเลือดไปที่ปอดดีขึ้น ช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ  ดิฉันรู้อย่างหนึ่งว่า ภูมิต้านทานดิฉันดีขึ้นมาก ไม่เจ็บป่วย จำไม่ได้ว่าเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 6 ตุลาคม 2014 ศาลฎีกาสูงสุดของประเทศ หรือ “ยูเอ็สซุพรีม คอร์ท” (U.S. Supreme Court) ได้ตัดสินคดีสำคัญเกี่ยวกับ “การสมรสระหว่างเพศเดียวกัน” หรือ “เซมเซ็กส์แมริเอจ” (Same Sex Marriage) ที่ศาลรวมคดีจาก 4 รัฐ อินเดียน่า โอคลาโฮม่า ยูท่าห์ เวอร์จิเนีย และวิสคอนซิน ที่อุทธรณ์ให้ศาลตัดสินว่า รัฐสามารถผ่านกฎหมายไม่ให้มีการสมรสระหว่างเพศเดียวกันได้ ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญส่วนบุคคล (Invasion Rights of Privacy) ทั้ง 4 รัฐนี้ผ่านกฎหมาย ไม่ให้มีการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน แต่ศาลอุทธรณ์รัฐตัดสินว่ารัฐไม่สามารถทำได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญส่วนบุคคล กฎหมายนี้ต้องยกเลิก “ยูเอ็สซุพรีม คอร์ท” ตัดสินไม่รับฟังคดีของทั้ง 4 รัฐ หมายความว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์รัฐถือเป็นที่สิ้นสุด การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของพวกเกย์มาก หลังคำตัดสินหลายเคาน์ตี้หรือเขตในรัฐที่ยังไม่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ได้รับจดทะเบียนสมรสระหว่างเกย์

ผู้ที่มีหนังสือสิทธิฉันในอเมริกา และกฎหมายอิมมิเกรชั่นที่ดิฉันเขียน โปรดตัดหรือ print คอลัมน์นี้และ update ข้อมูลในหนังสือ สิทธิฉันในอเมริกา หน้า 41 บทที่ 4 หัวข้อการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน กฎหมายต่อต้านการสมรสระหว่างเพศเดียวกัน และ Domestic Partnership Registry ส่วนหนังสือ กฎหมายอิมมิเกรชั่น หน้า 47 บทที่ 6 หัวข้อการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน

รัฐที่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

ปัจจุบันรัฐที่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ว่าถูกต้องตามกฎหมาย มีทั้งหมด 19 รัฐและ ดิสตริค ออฟ โคลัมเบีย (วอชิงตัน ดีซี) ที่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ” คือ คาลิฟอร์เนีย คอนเน็ตติคัท เดลาแวร์ ฮาวาย อิลลินอยส์ ไอโอว่า เมน แมรีแลนด์ แมสสาจูเซ็ส์ท มินนิโซต้า นิวแฮมเชียร์ นิวเจอร์ซี่ นิวเม็กซิโก นิวยอร์ค โอริกอน เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ เวอร์ม๊อนท์ และวอชิงตัน

รัฐที่ยังไม่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

อลาบาม่า อลาสก้า อาริโซน่า จอร์เจีย อินเดียน่า แคนซัส หลุยเซียน่า มิสซิสซิปปี้ มิสซูรี่ มอนทาน่า เนบราสก้า เนวาด้า นอร์ทคาโรไลน่า นอร์ทดาโคต้า โอไฮโอ เซาท์คาโรไลน่า เซาท์ดาโคต้า เท็นเน็สซี่  เวสท์เวอร์จิเนีย และ ไวโอมิ่ง

รัฐที่“เซมเซ็กส์แมริเอจ”รอคำตัดสินในศาล 

อาร์คันซอส์ โคโลราโด้ ฟลอริด้า ไอดาโฮ อินเดียน่า เคนตั๊กกี้ มิชิแกน โอคลาโฮม่า เท็กซัส ยูท่าห์ เวอร์จิเนีย และ วิสคอนซิน

ความเป็นมาของ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”

รัฐแต่ละรัฐมีอำนาจในการออกกฎหมายและระเบียบการสมรสหรือหย่า รัฐบาลกลางไม่เกี่ยว ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ บุคคลมีสิทธิเสรีภาพที่จะสมรส (Freedom to Marry) รัฐแรกที่ผ่านกฎหมาย“เซมเซ็กส์แมริเอจ”คือรัฐฮาวาย หลังจากนั้นรัฐอื่นๆกลัวว่าคนจะวิ่งไปจดทะเบียนที่ฮาวายกัน

  • วันที่ 21 กันยา 1996 คองเกรสสมัยประธานาธิบดีคลินตันรีบผ่านกฎหมายรัฐบาลกลางว่า “การสมรสคือระหว่างหญิงและชายเท่านั้น” เรียก Defense of Marriage Act หรือ “DOMA” หมายความว่ารัฐบาลกลางไม่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”คือไม่ให้ผลประโยชน์ต่อคู่สมรส“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ใดๆทั้งสิ้นรวมทั้งให้เบเนฟิตด้านอิมมิเกรชั่นเนื่องจากอิมมิเกรชั่นเป็นกฎหมายรัฐบาลกลาง  หลังจากนั้นรัฐอื่นๆจึงถือกฎภายใต้ DOMA ไม่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ” แต่ละรัฐเริ่มตื่นตัว หละงจากนั้นมี 3-4 รัฐเริ่มผ่านกฎคล้ายๆ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”แต่เรียก “ซิวิล ยูเนียน” (Civil Union) คือยอมให้คู่เกย์จดทะเบียน“ซิวิล ยูเนียน” ว่าอยู่ด้วยกันเป็นของกันและกัน และบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเริ่มให้ผลประโยชน์ต่อคู่พาร์ทเน่อร์เกย์ รัฐคาลิฟอร์เนียผ่านกฎหมายรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”ได้ชั่วครู่ และฝ่ายต่อต้านก็ขอให้ศาลระงับ มีการซูกันไปซูกันมา จนในที่สุดทุกอย่างหยุดนิ่งต่อสู้กันในศาล และตามด้วยรัฐอื่นๆแต่ยังจำนวนน้อย
  • June 2004 สมัยประธานาธิบดีโอบาม่าได้เริ่มเปิดทางให้“เซมเซ็กส์แมริเอจ” โดยเซ็นบันทึกหรือ “เม็มโมแรนดัม” (Memorandum) ให้ผลประโยชน์รัฐบาลกลางบางอย่างต่อคู่พาร์ทเน่อร์เกย์
  • February 2011 โอบาม่าสั่งให้ศาลหยุดรับรองกฎหมาย DOMA ว่าไม่ถือเป็นเป็นการละเมิดสิทธิรัฐธรรมนู จนมาเดือน September 2011 กระทรวงกลาโหมผ่านกฎระเบียบให้บาทหลวงของทหารทำพิธีสมรสให้คู่เกย์ได้ (ก่อนหน้านี้ถ้าผู้ใดยอมรับออกนอกหน้าว่าเป็นเกย์ จะถูกปลดได้)
  • วันที่ June 26, 2013 “ยูเอ็สซุพรีม คอร์ท”ได้ตัดสินเคส Windsor v. United States ให้ชนะ โดยตัดสินว่ากฎหมาย DOMA ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญส่วนบุคคล หลังจากศาลตัดสิน ไดเร็คเต้อร์ของอิมมิเกรชั่นได้ผ่านกฎระเบียบใหม่ให้อิมมิเกรชั่นดำเนินเรื่องใบเขียวให้คู่สมรสเกย์โดยมีผลใช้ทันทีหลังศาล และให้ “ทรีท” (treat) คู่สมรสเกย์เช่นเดียวกับคู่หญิงชายทั่วไป

ระเบียบการอิมมิเกรชั่นกับคู่เกย์

  • คู่สมรสเกย์สามารถแอพพลายวีซ่า โดยคู่สามารถพ่วงมาได้ และขอใบเขียวให้กันได้ และขอใบเขียวให้ลูกเลี้ยงของคู่เกย์ได้
  • คู่สมรสไม่จำเป็นต้องมีถิ่นฐานอยู่ในรัฐที่ยอมรับ “เซมเซ็กส์แมริเอจ” แต่เวลาจดทะเบียน ต้องจดทะเบียนในรัฐที่ยอมรับ“เซมเซ็กส์แมริเอจ”
  • กรณีคนไทยที่อยู่เมืองไทย คู่สมรสเกย์ไม่สามารถบินมาจดทะเบียนในเมืองไทยได้ เพราะเมืองไทยไม่ยอมรับการสมรสคู่เกย์ แต่คุณสามารถให้แฟนอเมริกันของคุณแอพพลายวีซ่าคู่หมั้นให้คุณได้
  • ส่วนวีซ่าอื่นๆเช่นวีซ่านักเรียน นักเรียนแลกเปลี่ยน หรือวีซ่าทำงาน คู่พาร์ทเน่อร์เกย์สามารถขอวีซ่าเป็นผู้ติดตามได้
  • ถ้าคุณเคยขอวีซ่าต่างๆกับคู่เกย์และเคยถูกปฏิเสธ คุณสามารถทำเรื่องให้อิมมิเกรชั่นเปิดเคสใหม่ เพื่อพิจารณาใหม่ได้
  • กรณีผู้ได้ใบเขียวแต่งงานจากคู่พาร์ทเน่อร์เกย์ คุณสามารถยื่นเรื่องทำซิติเซ่นได้ภายใน 3 ปีเช่นเดียวกับคู่สมรสหญิงชาย

ประเทศสกอตแลนด์

สัปดาห์ที่แล้วอ่านแม็กกาซีน Yoga Journal มีคอลัมน์ใหม่ชื่อ “โยคะพีเดีย” ดิฉันเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อคอลัมน์นี้จาก “โยคะพีเดีย”  เป็น “รุจีพีเดีย” (RUJIPEDIA) ที่ดิฉันเลือกชื่อนี้เพราะ ชอบคำว่า “พีเดีย” มันอินดี คำว่า “พีเดีย” (paedia)  มาจากภาษากรีก แปลว่า ความรู้ (knowledge) หรือการเรียนรู้ (learning) จึงคิดว่ามันสมกับคอลัมน์นี้ เพราะดิฉันนำความรู้และประสบการณ์ของตนเองมาเขียนคุยกันเป็นวิทยาทาน และไสตล์การเขียนของดิฉันก็จับฉ่าย คือเขียนทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมทั้งกฎหมาย โยคะ สุขภาพ ท่องเที่ยว เป็นต้น

สัปดาห์นี้เราคุยเรื่องข่าวการลงเสียงแยกตัวประเทศสกอตแลนด์จากสหราชอาณาจักร และนำรูปตอนเราและเพื่อนไปเที่ยวสกอตแลนด์เดือน พ.ค. ปี 2006 ดิฉันชอบสกอตแลนด์มาก อากาศเดือนพฤษภาตอนนั้นเย็นสบาย ฝนตกพรำๆบางวันและบางช่วง ต้นไม้เขียวชอุ่มไปหมด “ดอก มิลค์ ทิสเซิล”(Milk Thistle ที่เอามาทำอาหารเสริม รักษาตับ) ดอกไม้ประจำชาติของสกอตแลนด์ช่วงนั้นออกสะพรั่ง และเป็นฤดูดอกทิวลิป ดูรูป ถ่ายที่เมือง โอบาน (Oban) สนามกอลฟ์ เซ็นท์ แอนดรูส์ (Saint Andrews) และปราสาทเก่าๆ และเมืองเอดินบระ

การแยกประเทศของสกอตแลนด์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา 18 กันยา 2014 มีการลงเสียงของชาวสกอตในประเทศสกอตแลนด์ครั้งสำคัญ ระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการแยกตัวเป็นประเทศอิสระ อีกฝ่ายต้องการคงสถานภาพเดิมคือเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรหรือ “ยูไนเต็ด คิงด้อม” ผลคือฝ่ายที่ต้องการแยกเป็นประเทศอิสระแพ้ ทุกอย่างจึงคงสภาพเดิม  ผู้นำอังกฤษแฮ็ปปี้มากจากผลคะแนนเสียง เนื่องจากอังกฤษกลัวว่าถ้าสกอตแลนด์แยกตัวเป็นอิสระ จะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและยังกลัวว่าจะนำปัญหาไปถึงประเทศไอร์แลนด์เหนือ และแคว้นเวลส์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรที่อาจดำเนินรอยตาม

สหราชอาณาจักรหรือยูไนเต็ด คิงด้อม

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจระบบปกครองของ สหราชอาณาจักร หรือ “ยูไนเต็ด คิงด้อม” หลายคนอาจเข้าใจว่า“ยูไนเต็ด คิงด้อม” คืออังกฤษ ซึ่งก็ใกล้เคียง แต่จริงๆแล้ว“ยูไนเต็ด คิงด้อม”เรียกย่อๆว่า “ยู เค” (United Kingdom หรือ U.K.) เป็นอาณาจักรที่ใหญ่มากรวม 4  ประเทศใหญ่คือ

ประเทศอังกฤษ (England) เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร มีประชากรมากที่สุด เมืองหลวงคือ ลอนดอน (London)

แคว้นเวลส์ (Wales) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอังกฤษ มีเมืองหลวงชื่อคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff)

ประเทศสกอตแลนด์ (Scotland) เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร อยู่ทางเหนือสุด เมืองหลวงชื่อ เอดินบะระ (Edinburgh)

ประเทศไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) เมืองหลวงคือ เบลฟาสต์ (Belfast) เป็นประเทศเดียวที่อยู่คนละเกาะกับประเทศอื่นในสหราช อาณาเขตติดกับประเทศไอร์แลนด์

และนอกจากนี้สหราชอาณาจักรยังมี 17 ดินแดนในพื้นทะเลไกล  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 667,018 ตารางไมล์ (1,727,570 ต.ก.ม.)

ยูไนเต็ด คิงด้อม แปลตรงตัวคือสหราชอาณาจักร มีชื่อเต็มยศว่า “ยูไนเต็ด คิงด้อม ออฟ เกรท บริเทน แอนด์ นอร์ท เทิร์นไอร์แลนด์”(United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) รวม 4 ดินแดน คือ สามดินแดนแรกคือ ประเทศอังกฤษ ประเทศสกอตแลนด์ (เข้าเป็นสหภาพปี ค.ศ. 1707) และแคว้นเวลส์ (เข้าเป็นสหภาพค.ศ. 1284) สามดินแดนนี้อยู่บนแผ่นดินเดียวกันเรียก “เกรท บริเทน” (อย่าพึ่งงงนะคะ) และบวกดินแดนที่ 4 คือ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ เรียก “ยูไนเต็ด คิงด้อม ออฟ เกรท บริเทน แอนด์ นอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์” การปกครองแต่ละประเทศต่างกัน แต่เดิม สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ถูกปกครองโดยตรงจากรัฐสภาอังกฤษที่ “เวสท์มินสเตอร์” (Westminster) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ได้มีการกระจายอำนาจส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาค แต่ละประเทศมีการเลือกตั้งตัวแทนของตนมานั่งในสภาของแต่ละประเทศและสภาแต่ละแห่งมีอำนาจพิจารณาและบัญญัติกฎหมายบางอย่างของตนเอง

 

ประวัติสกอตแลนด์ถึงปัจจุบัน

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าสกอตแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษหรือเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่ไม่ใช่สกอตแลนด์เป็นราชอาณาจักรอิสระมาตั้งแต่สมัย “มิดเดิ้ล เอจ” (Middle Ages) ถึงปัจจุบัน อังกฤษก็เป็นราชอาณาจักรอิสระเช่นกัน สองราชอาณาจักรนี้ฮึ่มแฮ่กันมาตลอด ถ้าเผลออังกฤษก็คงขยายดินแดนไปถึงสกอตแลนด์ สกอตแลนด์ได้ต่อสู้เพื่ออิสระภาพของตัวเองมาตลอด ในศตวรรษที่ 14 ค.ศ. 1603 กษัตริย์ของสกอตแลนด์ “เจมส์ที่ VI” ได้เป็นกษัตริย์ “เจมส์ที่ I” ของอังกฤษ เนื่องจากพระราชินีอลิซาเบทที่ 1 ไม่มีรัชทายาท ท่านจึงปกครองทั้ง 2 ราชอาณาจักร การปกครองทั้งสองประเทศโดยกษัตริย์องค์เดียวกันนี้เรียกว่า Union of Crowns (มงกุฎรวม) แต่ในขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็ยังมีรัฐบาลบริหารประเทศของตนเองอยู่จนกระทั่งปี ค.ศ. 1707 ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการเมือง รัฐสภาของทั้งสองประเทศได้ออกเสียงผ่านข้อตกลงใน พระราชบัญญัติสหภาพ (Acts of Union) เพื่อรวมการบริหารประเทศด้วยกัน ท่ามกลางการต่อต้านของชาวสกอตเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้าปี 1999 สกอตแลนด์ถูกปกครองโดยตรงจากรัฐสภาอังกฤษที่เว็สท์มินสเต้อร์ (Westminster) ในปี 1999 ได้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาคสก็อตแลนด์มีการเลือกตั้งตัวแทนของตนมานั่งในสภา สกอตแลนด์ปัจจุบันมีพื้นที่ใหญ่เป็น  1 ใน 3 ของสหราชอาณาจักร และมีประชากร 1 ใน 10 เมืองเอดินบระ (Edinburgh) เป็นเมืองหลวง ซึ่งเจริญมากๆ เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงอันดับ 2 ของสหราชอาณาจักร เมืองกลาสโกลว์เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเป็นอันดับสาม เมืองเอเบอร์ดีนเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของยุโรป และยังเป็นเมืองที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดของยุโรป

ที่มาของการออกเสียง 18 ก.ย. 2014

ชาวสกอตที่ต่อต้านต้องการเป็นประเทศอิสระจากสหราชอาณาจักรได้ตั้งพรรค เรียก Scottish National Party  หรือ SNP (ดิฉันเคยอ่านพบว่า ดาราหนัง ชอน คอนเนอรี่ ชาวสกอตบริจาค 10% ของรายได้ให้พรรคมาตลอด) ในการเลือกตั้งปี 2011 Scottish National Party  ชนะเลือกตั้งและได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาสกอต ในปี 2012 สหราชอาณาจักรและรัฐบาลสกอตได้ลงนามใน ‘ข้อตกลงเอดินบระ’ ลงประชามติที่จะให้พลเมืองออกเสียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของสก็อตแลนด์วันที่ 18 ก.ย. 2014 การลงเสียงครั้งนี้ให้เลือกเพียง Yes ถ้าต้องการเป็นประเทศอิสระ และ No ถ้าไม่ต้องการเท่านั้น และมีการลดอายุผู้ลงเสียงโหวดจาก 18 เป็น 16 ปี จากโพลพวกวัยรุ่น หนุ่มสาวต้องการแยกประเทศเป็นอิสระ ส่วนผู้สูงอายุอายุ 55 ปีขึ้นไป ไม่ต้องการแยกจากสหราชอาณาจักรเพราะกลัวเงินเพ็นชั่นเงินเกษียรลดลง ผลเลือกตั้งออกมาสูสีมาก ฝ่าย No ชนะ 53 ต่อ 46% หลังจากผลเลือกตั้งรัฐมนตรี “อเล็กซ์ ซัลมอนด์” (Alex Salmond) ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค SNP ได้ประกาศจะลาออกจากตำแ

อโลฮ่า ฮาวายอิ  Aloha Hawai’i

ดิฉันพึ่งกลับจากฮาวาย รัฐที่ 50 ของอเมริกา ไปเที่ยวมา 7 วัน ไปสองเกาะคือเกาะ Kaua’i และ The Big Island ไปกัน 4 คนทั้งครอบครัว สามี ลูกสาว และลูกชาย ลูกๆแฮ็ปปี้มากโดยเฉพาะลูกสาวเพราะเราไม่เคยเที่ยวด้วยกันตั้งแต่มันเป็นวัยรุ่น เพราะต้องทะเลาะกันตายไปข้าง ตอนนี้ฮอร์โมนวัยรุ่นมอดแล้ว ประกอบกับลูกไปเรียนจบหลักสูตรครูโยคะเมื่อต้นปีนี้ เฮ้อ! ค่อยคุยภาษา (โยคะ) เดียวกัน ดูรูป แม่ ลูก โยคะด้วยกันที่หาดหน้า โรงแรม The Hyatt ที่ เดอะ บิ๊ก ไอแลนด์

ความเป็นมาของฮาวาย

ประมาณ 1500 กว่าปี ตามประวัติศาสตร์ ชาว“โพลินิเชียน” (Polynesian) เป็นรุ่นแรกที่ล่องเรือ“แคนู” (Canoe) ไปเกาะฮาวาย พวกเขาอพยพมาจากจากหมู่เกาะ “มาร์คีซัส” (Marquesas Islands) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรปาซิฟิกใกล้เกาะ“ตาฮิติ” (Tahiti) พวกเขานำสัตว์ หมู หมา ไก่ และพืช มีเผือก มันหวาน มะพร้าว กล้วย อ้อย และอื่นๆมาด้วย  500 ปี หลังจากนั้นชาว “ตาฮิเตียน” (Tahitian) จากเกาะ “ตาฮิติ” (Tahiti) ได้อพยพตามมา พวกเขานำความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าต่างๆมาด้วย คุณยังสามารถเห็นขนบธรรมเนียมของชาว “โพลินิเชียน” และ “ตาฮิเตียน” ทั่วไปในฮาวาย ถือว่าชนสองพวกนี้เป็นคนท้องถิ่นแรก

อิทธิพลอังกฤษ

วันที่ 18 มกราคม ปี ค.ศ. 1778 กับตันคุ๊ก (Captain Cook) นักเดินเรือชาวอังกฤษได้ล่องเรือไปในมหาสมุทรปาซิฟิกเพื่อหาเส้นทางเดินเรือผ่านระหว่างอลาสก้าและเอเชีย เขาผ่านหมู่เกาะฮาวาย และไปเทียบท่าที่เกาะ “คะวายอิ” กัปตันและลูกเรือได้รับการต้อนรับอย่างดี พวกเขาประหลาดใจกับความอุดมสมบูรณ์ของเกาะคะวายอิมาก เต็มไปด้วยสัตว์ พืชพันธ์ เขียวชอุ่มไปหมด พวกคนท้องถิ่นก็ตื่นเต้นกับเรือลำใหญ่เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน พวกกลาสีเรือทำการแลกเปลี่ยนเศษเหล็กและตะปูเพื่อ “เซ็กส์” กัปตันคุ๊กล่องเรือกลับไปฮาวายอีก 2 ครั้ง พวกชาวอังกฤษได้นำความรู้เกี่ยวกับการเดินเรือและวิธีทำแผนที่มาให้ชาวฮาวาย พร้อมกับโรคติดต่อ วัณโรค และกามโรคหรือ “วิ ดี” (Venereal Diseases) ครั้งที่สามที่เรือเข้ามา กัปตันคุ๊กและลูกเรือมีปัญหากันกับชาวท้องถิ่น จึงไม่ได้รับการต้อนรับ ในที่สุดถึงขั้นต่อสู้กัน กัปตันคุ๊กถูกฆ่าตายโดยพวกม๊อบ เมื่อวันที่ 17 กุมภา 1779 ในปี 1786 เจ็ดปีให้หลัง เรือฝรั่งเศษเข้าไปในฮาวาย พบว่าคนท้องถิ่นป่วยและล้มตายจากวัณโรคและกามโรคมากมาย ปี 1832 มีประชากรเหลือเพียง 130,000 กว่าคน

ราชวงษ์ปกครองฮาวาย

หมู่เกาะฮาวายแต่ละเกาะจะมีผู้นำปกครองของตนเอง ในปี ค.ศ. 1810 กษัตริย์ “คิง คาเมฮาเมฮาที่ 1” (King Kamehameha I)   ดูรูป  ด้วยอาวุธของชาวยุโรป ได้รวบรวมหมู่เกาะใหญ่ทั้ง 8 เกาะให้เป็นราชอาณาจักรเดียว  และสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ขึ้นปกครองฮาวาย ได้ก่อตั้งรัฐบาล กฎเกณท์ต่างๆขึ้น  และขึ้นธงชาติของฮาวายโดยมีสัญลักษณ์แฉกตรงมุมซ้ายบนสุดเรียก “ยูเนียน แจ๊ก” (Union Jack) เช่นเดียวกับธงประเทศอังกฤษเพื่อเป็นเกียริตต่อประเทศอังกฤษ และมีแถบ ขาว แดง น้ำเงิน 8 แถบ เป็นสัญลักษณ์ของเกาะ 8 เกาะ ดูรูป ราชวงษ์ “คาเมฮาเมฮา” (Kamehameha) ปกครองราชอาณาจักร์มา 5 สมัย จนถึงปี 1872 “คิง คาเมฮาเมฮา ที่ 5” เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย

 

King Kamehameha I

King Kamehameha I

 

ธงชาติรัฐฮาวาย

ธงชาติรัฐฮาวาย

อิทธิพลอเมริกา

ในปี ค.ศ. 1820 มิชชันนารี่ศาสนาโปรเตสแต๊นท์คนแรกเข้ามาที่ฮาวาย เขาได้กระจายอิทธิพลและความมั่งคั่งในเกาะฮาวายอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1837 บาทหลวงชื่อ เอมัส คุก (Amos S. Cooke) ค่อยๆยกเลิกประเพณีและวัฒนธรรมของฮาวาย และเผยแพร่วัฒนธรรมตะวันตกเข้าไป คุกได้สร้างโรงเรียนและสอนหนังสือให้พวกตะกูลราชวงษ์ เมื่อนักเรียนของบาทหลวงคนหนึ่งของกัปตัน คุ๊ก ได้ขึ้นปกครองราชย์ คุ๊กได้ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ จึงได้เปลี่ยนระบบการครอบครองที่ดินโดยเปิดให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อและเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อที่จะปลูกไร่อ้อยได้ ชาวต่างชาติได้เข้าครอบครองเศรษฐกิจของฮาวายมากขึ้น “อ่าว ลาฮายนา” (Lahaina) ในเกาะมาวอิ กลายเป็นท่าเรือที่สำคัญ ชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าขาย แลกเปี่ยน และตั้งอุตสาหกรรมล่าปลาวาฬเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โต  ในปี ค.ศ. 1875 สหรัฐอเมริกาทำสนธิสัญญากับฮาวายว่า ยอมรับฮาวายเป็นประเทศเอกราช และให้ฮาวายส่งน้ำตาลออกไปขายที่อเมริกาโดยไม่เสียภาษี ซึ่งยิ่งทำให้คนขาวกว้านซื้อที่ดินและไร่อ้อยส่วนมากตกเป็นอุตสากรรมของคนขาวแทนที่จะเป็นของคนท้องถิ่น ในปี ค.ศ. 1893 อเมริกาเผด็จการและล้มระบบราชวงษ์ ในปี ค.ศ. 1898 ฮาวายตกเป็นเมืองขึ้นของอเมริกา  ในช่วงศตวรรษที่ 20 ฮาวายบูมมาก น้ำตาลและสัปปะรดกลายเป็นหลักเศรษฐกิจใหญ่นำหน้าของฮาวาย คนหลายชาติได้หลั่งไหลอพยพมาอยู่ฮาวายมากมาย รวม คนญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ และปอร์ตุเกส

สงครามโลกครั้งที่สอง

วันที่ 7 ธันวา 1941 กองทัพญี่ปุ่นโจมตีและทิ้งระเบิดบอมบ์ท่าเรือ “เพิร์ล ฮาร์เบอร์” (Pearl Harbor) ในเกาะโออาหุ ฮาวายอย่างไม่คาดหมาย ช่วงนั้นสงครามโลกได้เกิดขึ้นแล้วทางยุโรป แต่อเมริกายังไม่ได้ประกาศสงคราม ญี่ปุ่นโจมตีครั้งนี้เพื่อตัดกำลังกองทัพอเมริกันไม่ให้ไปช่วยประเทศในเอเชีย เพราะญี่ปุ่นได้วางแผนที่จะโจมตีประเทศทางเอเชียตะวันออก ระเบิดครั้งนี้ได้ทำลายเรือรบอเมริกัน 8 ลำ คนตาย 2,403 คน ผลจากการโจมตีครั้งนี้ทำให้อเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่น ส่วนเยอรมันและอิตาลีประกาศสงครามกับอเมริกา ดูรูป ปี 1941 ถ่ายจากเครื่องบินญี่ปุ่นตอนเริ่มทิ้งระเบิด

 

Photograph of Battleship Row taken from a Japanese plane at the beginning of the attack.

Photograph of Battleship Row taken from a Japanese plane at the beginning of the attack.

พิพิทธภันฑ์ เรือ “อาริโซน่า” ที่กู้ขึ้นมา ที่อ่าว “เพิร์ล ฮาร์เบอร์” 

พิพิทธภันฑ์ เรือ “อาริโซน่า” ที่กู้ขึ้นมา ที่อ่าว “เพิร์ล ฮาร์เบอร์”

ฮาวายปัจจุบัน

อเมริกาประกาศเกาะฮาวายเป็นรัฐที่ 50 (รัฐสุดท้ายของอเมริกา) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1959  ฮาวายเป็นรัฐเดียวที่ไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินอเมริกา รัฐฮาวายเป็นเกาะทั้งหมด ตั้งอยู่ในมหาสมุทรปาซิฟิก ดูตามแผนที่จะเห็นว่า ตั้งอยู่ตรงฝั่งตะวันตกของคาลิฟอร์เนีย ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชั่วโมงจากคาลิฟอร์เนีย พื้นที่ของเกาะส่วนมากเกิดจากภูเขาไฟระเบิดและลาวา (Lava) สะสมกันเป็นพันๆปีจนเกิดเป็นแผ่นดิน ฮาวายมี “นิคเนม” เรียก “อโลฮ่า เสตท” (Aloha State) Aloha แปลว่าสวัสดี เมืองหลวงของฮาวายคือ “ฮอนโนลูลู” ประชากรทั้งหมดตาม “เซ็นซัส” ปี 2013-2014 รวม 1,360,301 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย 38% รองมาคนขาว 24% รองมาผสม 23% คนท้องถิ่นมีเพียง 9% อากาศที่ฮาวายคล้ายเมืองไทย คือร้อนชื้น มีฝน แต่เย็นสบายกว่า ไม่หนาวมาก เขียวชอุ่มไปหมด บ้านเมืองสอาด ผลไม้เหมือนบ้านเรา ดิฉันทานมะม่วง มะละกอ และสัปปะรดเกือบทุกวัน แต่มะพร้าวไม่อร่อย น้ำไม่หวาน เป็นสถานท่องเที่ยว ตากอากาศได้ตลอดปี

ฮาวาย 8 เกาะ อยู่ฝั่งตะวันตกของอเมริกา

ฮาวาย 8 เกาะ อยู่ฝั่งตะวันตกของอเมริกา

 

ฮาวายมีเกาะใหญ่ทั้งหมด 8 เกาะ ตามที่เรียงลำดับข้างล่างจากเกาะพื้นที่ใหญ่ที่สุดไปถึงเล็กที่สุด สี่เกาะแรกมีคนอยู่หนาแน่น เป็นที่ๆนักท่องเที่ยวไป ส่วนสี่เกาะหลังเป็นเกาะส่วนตัว หรือของรัฐบาล และบางเกาะเป็นเกาะสงวน

  1. “ไอแลน ออฟ ฮาวายอิ” (Island of Hawaii) แต่เพื่อไม่ให้สับสนชื่อกับเกาะฮาวาย จึงมีนิคเนมว่า “เดอะ บิ๊ก ไอแลนด์ หรือเกาะใหญ่” (The Big Island) เพราะเกาะนี้เป็นเกาะใหญ่ที่สุด เกาะนี้เป็นสถานที่เกิดของกษัตริย์องค์แรกของฮาวาย ที่เที่ยวคือ สวนอุทธยานแห่งชาติภูเขาไฟ Kilauea Volcanoes National Park มีภูเขาไฟซึ่งยังไม่ดับ หาดทะเลดำ หรือ “แบล็ก แซน บีช” (Black Sand Beach) ซึ่งจะมีเต่ายักษ์มาวางไข่ตามฤดู ดูรูป เต่า 2 ตัวที่ หาดทะเลดำ
  2. “มาวอิ” (Maui) นิคเนมว่า “เดอะ แวลเล่ย์ ไอส์ล หรือ เกาะหุบเขา) (The Valley Isle) คงจะมีหุบเขาเยอะถึงได้ชื่อนี้ เป็น “ฮ็อท สปอท” ที่เที่ยวของหนุ่มสาว เป็นเมืองท่าเรือสมัยก่อน อุตสาหกรรมใหญ่คือท่องเที่ยว และพืชผล ฟาร์มถั่วแม็คคาเดเมีย ฟาร์มกาแฟ กาแฟมีชื่อของฮาวายคือ โคน่า คอฟฟี่ รสสุดยอด
  3. “โออาหุ” (Oahu) บางทีเรียก “เดอะ เมน แลนด์ หรือ เดอะ แก็ทเตอรริ่ง เพลซ” (The Main Land/ The Gathering Place หรือ เกาะชุมนุมกัน)เกาะนี้เป็นเกาะที่ตั้งเมืองหลวง “ฮอนโนลูลู” (Honolulu) ที่เที่ยวคือ หาด “วายกิกิ” (Waikiki) และอนุสาวรีย์อาริโซน่า เพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor)
  4. “คะวายอิ” (Kaua’i) นิคเนมว่า “เดอะ การ์เด็น ไอส์ล หรือ เกาะพฤกษา” (The Garden Isle) อุตสาหกรรมใหญ่คือท่องเที่ยว ดิฉันไปเที่ยวเมืองนี้นั่งเรือ คาตามาแรน เรียบ “นาพาลิ โคสท์” (Napali Coast) ผ่านสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆได้ ดูรูป ปลาโลมาถ่ายจากเรือคาตามาแรน ประภาคารเก่าแก่ ดูรูป ดิฉัน ลูกสาวและลูกชาย หน้าประภาคาร หรือ “ไลท์ เฮาส์” (Light House) เกาะนี้เป็นเกาะที่กัปตันคุ๊ก ชาวอังกฤษ มาเทียบท่าครั้งแรก ดูรูป ดิฉัน สามี และลูกชาย หน้าน้ำตก ถ่ายจากเรือคาตามาแรน ที่ นาพาลิ โคสท์
  5. “โมโลคาอิ” (Moloka’i) นิคเนมว่า “เดอะ เฟร็นด์ลี่ ไอส์ล หรือ เกาะมิตรภาพ” (The Friendly Isle)  เป็นเขตขึ้นอยู่กับ เกาะมาวอิ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟ และมีแถบประการังที่ยาวที่สุด เป็นเกาะสงวน
  6. “ลานาอิ” (Lana’i) นิคเนมเก่าเรียก “เดอะ พายแน็ปเปิ้ล ไอส์ล หรือ เกาะสับปะรด” (The Pineapple Isle)  ปัจจุบันได้นิคเนมใหม่คือ “เดอะ พรายเวท ไอส์ล หรือ เกาะส่วนตัว” (The Private Isle) เนื่องจากเป็นเกาะส่วนตัวของนาย แลรี่ แอลลิสัน (Larry Ellison CEO ของบริษัท Oracle) เขาเป็นเจ้าของเกาะ 98% ตอนนี้เริ่มเปิดให้ทัวริสท์เข้า มีโรงแรม 2 โรงแรม และ 2 สนามกอล์ฟ ดิฉันไม่แน่ใจว่าเขาเปิดให้เพียงแขกรับเชิญรึเปล่า
  7. “นิอิฮาอุ” (Ni’ihau) นิคเนมว่า “เดอะ ฟอร์บิ๊ดเด้น ไอส์ล หรือ เกาะต้องห้าม” (The Forbidden)  เจ้าของเกาะคือตระกูล โรบินสัน (The Robinson Family) เป็นเกาะสงวน  เป็นสถานที่ลี้ภัยของนกและสัตว์สงวน ไม่ให้ใครเข้ายกเว้นรัฐบาล
  8. “คาโฮโอลาวิ” (Kaho’olawe) นิคเนมว่า “เดอะ ทาร์เก็ท ไอส์ล หรือ เกาะเป้าหมาย” (The Target Isle)  เนื่องจากเมื่อก่อนเกาะนี้เป็นฐานทัพของอเมริกัน ปัจจุบันเป็นเกาะสงวน มีเพียงชาวท้องถิ่นอยู่ และเป็นสถานที่ชาวท้องถิ่นกระทำพิธีตามประเพณีเก่าๆ เกาะนี้ไม่ให้มีการพัฒนา

 

ปวดเข่า (ต่อ)

คอลัมน์ที่แล้วเราคุยกันเรื่องโครงสร้างและกลไกการทำงานของเข่า และสรีระตัวเราที่เป็นปัญหากับเข่า คอลัมน์นี้เราคุยเรื่องการบริหารเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อต้นขา และท่าโยคะถนอมเข่า

สรีระที่เป็นปัญหากับเข่า

สรีระตัวเราที่เป็นปัญหากับเข่าที่เป็นผลให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็ว   เราสามารถถนอมเข่าได้ โดยการฝึกและแก้ไขมันได้ดังนี้

image00

ท่ายืนขาชิด Y เชพ

ลักษณะการยืนขาชิดกัน Y เชพ  (ดูรูป) อันนี้แก้ได้ง่ายสำหรับคุณผู้หญิง คือเลิกหนีบขาเวลายืน หัดยืนแยกขา ให้ขาได้ระดับตรงกับสะโพก และหัดยืนเท้าตรง เพื่อให้น้ำหนักกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกและในสมดุลย์กัน

image01

เข่าแอ่นหรือ“ไฮเป้อร์เอ็กซเต็นเด็ด นี

image05

เข่าแอ่นหรือ“ไฮเป้อร์เอ็กซเต็นเด็ด นี

ลักษณะเข่าแอ่น หรือ“ไฮเป้อร์เอ็กซเต็นเด็ด นี” (Hyperextended knees) (ดูรูป 2-3) อันนี้ไม่เฉพาะเข่าอย่างเดียวข้อศอกก็แอ่นได้ คนรุ่นเก่าหน่อยคงเคยได้ยินคำว่าหนูแหวนแขนอ่อน และเห็นรูปสาวไทยสมัยโบราณ นั่งพับเพียบเท้ามือข้างหนึ่งบนพื้น และแขนอ่อนโค้งตรงกระดูกข้อศอก  เข่าแอ่นหรือข้อศอกแอ่น เราปรับได้เวลาทำท่าโยคะ ตัวอย่าง ท่าสุนัขแลลง (ดาวน์ด๊อก) ให้ย่อเข่านิดนึง หรือท่าเหยียดแขน เช่น ท่าไม้กระดาน (แพล๊งค์) ให้ย่อแขน งอศอกนิดนึง

 

ลักษณะเท้า มี 3 แบบ (ดูรูปเท้า) คือ เท้าตรง เท้าหมุนเข้า เรียก“โพรเนท” (pronate) และเท้าหมุนออก “ซุปพิเนท” (supinate) คุณอาจเกิดมาอย่างนี้ หรือมาจากลักษณะการเดินของคุณ หรือลักษณะเข่าของคุณ เท้าขวาของดิฉันโพรเนท และเข่าขวาก็ไม่ตรง จะหมุนเข้าเล็กน้อย ตอนทำโยคะใหม่ๆเวลามีท่ายืนขาเดียว ขาขวาดิฉันดูเหมือนจะอ่อนแอกว่าขาซ้ายเพราะจะยืนกระท่อนกระแท่นจะล้ม ดิฉันไม่รู้เหตุผล สงสัยว่าในเมื่อตัวเองถนัดขวาน่าจะเป็นขาซ้ายที่กระท่อนกระแท่นมากกว่า  ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเพราะลักษณะเข่าและเท้าตัวเองต่างกัน คุณสามารถแก้ได้โดยใส่รองเท้าที่มี arch สูงๆเพื่อช่วยสร้าง arch ของเท้า และเวลาโยคะดิฉันจะ flex เท้ามากตลอด คือดัดนิ้วเท้าเหมือนเวลาจะใส่รองเท้าส้นสูง ตอนนี้ดิฉันใช้รองเท้ายี่ห้อ Orthaheel (ดูรูปรองเท้า) ซึ่งจะมี arch สูง ทั้งรองเท้าแตะ รองเท้าใส่ในบ้าน และรองเท้าผ้าใบ

 

image06

จากซ้ายไปขวา รูปเท้าหมุนเข้า เท้าปกติ และเท้าหมุนออก

image07

รองเท้าแตะยี่ห้อ ORTHAHEEL  

การบริหารเข่า 

การบริหารเข่าให้แข็งแรง คุณต้องบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงเท่าเทียมกัน เนื่องจากลักษษณะการยืนและการเดินส่วนมากของคนเรา กล้ามเนื้อต้นขาจะไปลงที่กล้ามเนื้อด้ านนอก “แวสตัส แลทเทอร์ราลิส” (Vastus lateralis)  หรือ “เอ๊าเท่อร์ คว๊อด” (Outerquads) เมื่อกล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุลย์ มันจะไปเป็นผลให้สะบ้าเข่าตกร่องได้ง่าย และเป็นผลให้กระดูกไปเสียดสีกันทำให้กระดูกเข่าเสื่อมได้ในที่สุด ฉะนั้นจึงเป็นการสำคัญที่คุณควรต้องบริหารกล้ามเนื้อต้นขา ด้านใน “แวสตัส มิดิอาลิสท์” (Vastus medialis) หรือ “อินเน่อร์ คว๊อด” (Innerquads) ให้แข็งแรงเท่ากับด้านนอก เพื่อให้แรงกล้ามเนื้อขาสมดุลย์กัน

image08

วิธีบริหาร

นั่งตัวตรงเหยียดขาทั้งสองข้างในท่า “ดานดาสนะ” (Dandasana) ถ้านั่งไม่ถนัด คุณอาจนั่งพิงหลังกับกำแพง หลังตรงให้ก้นติดกำแพง  ม้วนเสื่อโยคะและวางรองใต้หัวเข่าทั้งสองเพื่อป้องกันไม่ให้เข่าแอ่น (ดูรูป) ก่อนอื่นคุณจะหาตำแหน่งของกล้ามเนื้อหน้าขาด้านในก่อน โดยเอานิ้วชี้จิ้มไปเหนือสะบ้าประมาณ 1 นิ้วและค่อยๆเลื่อนนิ้วตรงไปทางขวาด้านในประมาณ 1-1 ½ นิ้ว กดทิ้งไว้ ตรงนั้นคือตำแหน่งกล้ามเนื้อหน้าขาด้านใน

เริ่มจากขาขวา ส้นเท้าขวาอยู่ตรง เบนนิ้วเท้าออกไปข้างขวาประมาณ 10-15 องศา (เปรียบเข็มนาฬิกาคือ เข็มสั้นชี้ไปที่บ่ายโมง) ค่อยๆใช้แรงกล้ามเนื้อเหยียดขาขวาให้ตรง นิ้วชี้ยังคงกดอยู่ กระชับขาไว้ คุณจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อแข็งและเกร็งขึ้น เกร็งขาให้ตรงอยู่ระหว่าง 8-10 วินาที และค่อยๆปล่อย ทำซ้ำอีก 2 ครั้ง และสลับข้าง

 

ต่อไป ในท่าเดียวกันแต่แทนที่จะเบนนิ้วเท้าออกไปข้างขวา คราวนี้ให้เท้าและข้อเท้าตรงกัน นิ้วชี้ยังคงกดกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน ค่อยๆใช้แรงกล้ามเนื้อเหยีดขาขวาให้ตรง พยายามออกแรงต้นขาด้านในให้แรงเท่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกขวาให้ตรง กระชับขาไว้ สังเกตุสะบ้าตรงเข่าว่ามันยกขึ้นตรงหรือไม่ ถ้าคุณใช้แรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกและด้านในเท่ากัน ตำแหน่งสะบ้าของคุณจะตรงแทนที่จะเบนออก เกร็งขาให้ตรงระหว่าง 8-10 วินาที และค่อยๆปล่อย ทำซ้ำอีก 2 ครั้ง และสลับข้าง คุณควรบริหารวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ทุกวัน (ตอนเช้า ตื่นมาบริหาร 1 ครั้ง ตอนกลางคืนลงมานั่งกับพื้นตอนดูทีวีอีกครั้ง)

การถนอมเข่าสำหรับผู้ฝึกโยคะ

เมื่อคุณฝึกโยคะ ท่าที่ต้องย่อเข่า ท่าที่ต้องมีการเหยียดขาจนสุด และท่าพับเข่า คุณสามารถถนอมเข่าได้โดยการปรับท่าเล็กน้อยตามลักษณะสรีระของคุณ

ท่าที่ต้องย่อเข่า เช่น ท่านักรบ 1 และ 2 ท่าไหว้พระอาทิตย์ “ท่า ไฮลันจ์” เป็นต้น ขาข้างที่ต้องย่อ ต้องย่อให้เข่าตั้งฉากกับลำตัว จากเข่าจะตรงดิ่งไปที่ข้อเท้า เข่าจะอยู่ประมาณนิ้วชี้เท้าอย่าให้เข่าบิดเข้าหรือออกไปข้างใดข้างหนึ่ง (ดูรูป) และขาหลังควรเหยียดให้ตรง ในท่านักรบ 2 วางเท่าหลังตรง 90 องศา ท่านักรบ 1 ประมาณ 30 หรือ 40 องศาขึ้นอยู่กับสรีระคุณ ที่สำคัญคือต้องวงเท้าหลังให้เต็มฝ่าเท้า อย่าวางแค่สันเท้า  ใน“ท่า ไฮลันจ์” เท้าหลังจะ “เฟล็กซ์” เพื่อน้ำหนักไปลงที่เท้าไม่ใช่ที่เข่า

image09

  ท่านักรบ 2 ขาหน้าเข่าตั้งฉากกับลำตัว

image10

  เข่าตรงชี้ไปที่นิ้วชี้เท้า

image11

ท่าไหว้พระอาทิตย์ “ท่า ไฮลันจ์” ขาหน้าเข่าตั้งฉากกับลำตัว ขาหลังเหยียดตรง และ “เฟล็กซ์” เท้าหลัง 

 

 

ท่าที่ต้องเหยียดขาให้ตรง  ตามตำราโยคะท่าเหล่านี้ ถ้าจะสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและได้ผลดีที่สุดคือ คุณควรต้องเหยียดขาให้สุด เช่น ท่าสุนัขแลลง(ดาวน์ด๊อก) ท่าสามเหยี่ยม ท่ายืนก้ม ท่านั่งก้ม(ท่าคีม) ท่าหัวถึงเข่า ท่านักรบ 3 เป็นต้น แต่ถ้าคุณมีลักษณะเข่าแอ่นหรือไฮเปอร์เอ็กซ์เต็นด์เกินไป คุณควรย่อเข่านิดๆ อย่าลืมต้องยืนเท้าเป็นรูปเบอร์ 11  วางน้ำหนักลงเต็มทั้งฝ่าเท้า  วิธีนี้กล้ามเนื้อต้นขาจะออกแรงสมดุลย์ทั้งสองข้าง

image12

ลักษณะเข่าและข้อศอกแอ่น

 

 

 รูปเข่าแอ่นในท่าโยคะ ถนอมเข่าโดยย่อเข่านิดนึง 

image02

ท่ายืนก้ม ตามตำรา ท่านี้ควรต้องเหยียดขาตึงให้สุด ถ้าคุณไม่มีปัญหาเข่าแอ่น แต่ถ้าคุณมีปัญหาเข่าแอ่นคุณควรย่อเข่าเล็กน้อย

image03

ท่าสามเหลี่ยมบิดตัว

image04

ท่าที่ต้องพับเข่า เช่น ท่าดอกบัว(นั่งขัดสมาธิ) ท่านกพิลาป ท่าเก้าอี้ ท่าต้นไม้ และท่า เป็นต้น คุณต้องระวังวิธีพับเข่า ให้เข่าพับตรงลงมาอย่าบิดเข้าหรือบิดออก อย่าลืมว่าเข่าต้องพับตรงเท่านั้น ส่วนที่บิดไปข้างๆคือข้อต่อสะโพก ซึ่งสามารถบิด อ้า และหุบได้ และอีกอย่างที่สำคัญคืออย่าเอามือหรือเท้ากดเข่า เวลาเอามือช่วยกด ให้กดหน้าขาหรือข้างในต้นขา

 

ปวดเข่า 

เมื่อเดือนที่แล้วดิฉันได้อีเมล์จากแฟนคอลัมน์ในเมืองไทย เขียนมาถามเรื่องปวดเข่าว่าเธอควรผ่าตัดหรือไม่ เธอเล่นโยคะได้ 3 เดือนเริ่มรู้สึกเจ็บเข่า ทุกครั้งที่โยคะเสร็จจะเดินกระเผลกมาก ต้องยืนสักแปบถึงเดินต่อได้ ไปหาหมอหลังเอ็กซ์เรย์ หมอบอกว่าเธอเริ่มจะเป็นข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากขาโก่งต้องผ่าเข่า ทางบ้านเห็นด้วยกับการที่จะทำขาโก่งให้ตรง เพราะคุณแม่ของเธอเข่าเสื่อมและทรมานมาก เธอกลัวว่าหลังผ่าตัดจะเล่นโยคะได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ เธออายุ 32 ปี น้ำหนักดีได้สัดส่วน คอลัมน์ฉบับนี้เราคุยกันเรื่องโยคะกับเข่า

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม มักจะเป็นมากในผู้สูงอายุเนื่องจากใช้งานมาก และคนอ้วนเพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงกดทับมากขึ้น หรือเป็นโรคต่างๆเช่น รูมาตอยด์ ไขข้อ เป็นต้น นอกจากนั้นมักเกิด จากข้อเข่าอักเสบ  จากการบาดเจ็บ หรือการเล่นกีฬา รวมโยคะ เช่น

  • การเคล็ดตึงอักเสบของกล้ามเนื้อ มาจากเล่นกีฬา เนื่องจากวอร์มอัพหรือไวน์ดาวน์ไม่พอ หรือหักโหม
  • ข้อเข่าบวม เรียก “เบเค่อร์ ซิสท์” เนื่องจากมีน้ำในถุงมาก มักจะเจ็บด้านหลังเข่าจะเป็นๆหายๆ เกิดจากความเมื่อยล้าและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อเข่า
  • เส้นเอ็น “ลิกกาเม๊นท์”อักเสบ มักมาจากเล่นกีฬา  จะปวดทางด้านหน้าของหัวเข่าทำให้เดินลำบาก มักเกิดกับนักวิ่งและนักปั่นจักรยานหรือแม้เดินขึ้นบันไดมากๆ นั่งยองๆมากๆ
  • กระดูกอ่อน“คาร์ทิเลจ” หรือหมอนรองกระดูก “มินิสคัส” ฉีกขาด  มักเกิดในขณะเล่นกีฬา เมื่อมีการหมุนตัวบิดข้อเข่าอย่างรวดเร็ว จะรู้สึกปวดทั้งภายในและนอกข้อ
  • กระดูกสะบ้าเคลื่อน

หมายเหตุ เส้นเอ็น “ลิกกาเม๊นท์” กระดูกอ่อน“คาร์ทิเลจ” หมอนรองกระดูก “มินิสคัส” เหล่านี้ ซ่อมแซมตัวเองได้แต่ช้า

 

โครงสร้างและกลไกการทำงานของเข่า

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจโครงสร้างและการทำงานของเข่า เพื่อจะได้รู้จักสรีระตัวเอง ถ้าคุณรู้จักร่างกายคุณเอง คุณจะรู้สึกทันทีเมื่อมีอะไรผิดปกติในร่างกาย  คุณจะพอรู้สาเหตุและพยายามแก้ที่ต้นเหตุ  ถ้าเราไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร และถ้าสุขภาพเราแข็งแรง ร่างกายเราจะสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมมันเองได้

ข้อเข่า ประกอบด้วยกระดูก 4 ชิ้น โปรดดูรูป 1 โครงสร้างของเข่า ท่อนบนคือกระดูกต้นขา “ฟีเม่อร์” (Femur) ท่อนล่างมีกระดูก 2 ชิ้นคือกระดูกหน้าแข้ง “ทิเบีย” (Tibia) และกระดูกน่อง “ฟิบูล่า” (Fibula) ตรงกลางคือกระดูกสะบ้า “พาเทลล่า” (Patella) หรือ“นีแค็ป” (Knee Cap) กระดูกสะบ้าปกป้องกระดูกเข่าทั้งสาม ตรงที่กระดูกมารวมกันเรียก ข้อต่อหรือ“จ๊อยนท์” (Joint) ซึ่งทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวขาได้ นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเรียก“คาร์ทิเลจ” (Cartilage) และหมอนรองกระดูกเรียก“เมนิสคัส” (Meniscus) ห่อหุ้มส่วนกลางของสะบ้าทั้งด้านในและด้านนอกอีก ช่วยในการเคลื่อนไหวและช่วยลดแรงกระแทกในขณะที่มีการเคลื่อนไหว ในโพรงข้อต่อมีเยื่อบุที่ทำหน้าที่ขับน้ำไขข้อเรียก “ซิโนเวี่ยล ฟลูอิด” (Synovial fluid) ช่วยหล่อลื่นหัวเข่าและป้องกันไม่ให้เข่าเสียดสี มีเส้นเอ็นยึดกระดูกกับกระดูกเรียก เอ็นลิกกาเม๊นท์ (Ligament) และมีเส้นเอ็นยึดกระดูกกับกล้ามเนื้อเรียก เอ็นเท็นดอน (Tendon) กล้ามเนื้อ “มัสเซิล” (Muscle) ทำหน้าที่ประคอง (support) ให้ความเสถียร (stable) และช่วยในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อใหญ่มี 3 มัด คือ กล้ามเนื้อขาด้านหน้า “คว๊อดดริเซ็พ” (Quadriceps) กล้ามเนื้อขาด้านหลัง “แฮมสตริง” (Hamstring) และกล้ามเนื้อน่อง “แกสตร๊อกนิเมียส” (Gastrocnemius) กล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับข้อเข่าคือ กล้ามเนื้อหน้าโคนขาเหนือหัวเข่าด้านใน เรียก “แวสตัส มิดีอาลิส” (Vastus medialis) ซึ่งจะทำงานได้สูงสุดต่อเมื่อหัวเข่าเหยียดเกือบสุด   ถ้ากล้ามเนื้อนี้อ่อนแรงลงจะเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าอักเสบ

Screen Shot 2014-07-31 at 10.02.24 AM

 

รูป 1

กลไกการทำงานของข้อเข่า  ดูรูป 1, 2 คุณจะเห็นได้ว่าตรงที่กระดูกท่อนบน (Femur) และล่าง (Tibia) ต่อกัน มันเหมือนกระดูกทั้งสองวางซ้อนกันเฉยๆ ข้อต่อเข่าเป็นข้อต่อแบบบานพับ “ฮินจ์ จ๊อยนท์” (Hinged Joints) มีเพียงเอ็นยึดเหนี่ยว จึงลิมิตการเคลื่อนไหว เพียงเหยียดและพับ เท่านั้น  ซึ่งต่างจากข้อต่อสะโพก (กระดูกเชิงกราน) ระหว่างสะโพกและขา รูป 3 ซึ่งเป็นข้อต่อแบบฝังลึกเข้าไป คล้ายลูกกลมฝังในเบ้าเรียก“บอล และซ็อกเก็ต” (Ball and Socket) ซึ่งคุณสามารถเคลื่อนไหวได้ทุกทิศ คุณสามารถเปิดหน้าขาไปข้างๆ หมุน บิด เหยียด และพับ ได้ อาการปวดเข่าจึงเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเล่นกีฬาหรือโยคะ  เพราะน้ำหนักอาจไปที่เข่ามากไป หรือถ้าหัวเข่าบิด ฉะนั้นโอกาศที่ เอ็นลิกกาเม๊นท์  กระดูกอ่อน  และ หมอนรองกระดูก จะขาดได้ง่าย

กลไกการทำงานของสะบ้า การทำงานปกติของกระดูกสะบ้าคือ มันจะเลื่อนไปตามร่องในกระดูกท่อนบน (Femur) อย่างราบรื่น แต่ถ้ากระดูกสะบ้าเคลื่อนหรือ “ตกร่อง” (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย) มันก็จะไปบดกระดูกอ่อนที่อยู่ปลายหัวเข่าทำให้เข่าไม่เสถียร ทำให้เกิดอาการปวดเข่า และเป็นสาเหตุให้กระดูกอ่อนบางลง ข้อดีคือ กระดูกอ่อนสามารถสร้างตัวเองกลับคืนได้แต่ช้า ปัญหาคือถ้าคุณไม่แก้ไขการขาดดุลดึงของกล้ามเนื้อ กระดูกสะบ้าก็จะยังคงบดกระดูกอ่อนไปเรื่อยๆเร็วกว่าที่ร่างกายเราจะสร้างกระดูกอ่อนมาใหม่ได้ทัน

Screen Shot 2014-07-31 at 10.02.33 AM

รูป 2                                  รูป 3

สรีระที่เป็นปัญหาของเข่า

ลักษณะ Y เชปของเข่า  ข้อต่อสะโพกมีความกว้างกว่าหัวเข่าในท่ายืนตรง จะเป็นลักษณะ y เชป ดูรูป 4 และ 5 ทำให้การเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าขา “คว๊อดดริเซ็พ” (Quadriceps) ไม่เท่ากัน แรงจะตกไปกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก “แวสตัส แลทเทอร์ราลิส” (Vastus lateralis)  มากกว่ากล้ามเนื้อด้านใน กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกจะแข็งแกร่งขึ้นจากการใช้งานมากเกินไป  ส่วนกล้ามเนื้อส่วนกลาง “แวสตัส มิดิอาลิสท์” (Vastus medialis) มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอ  และยังมีแนวโน้มที่ ดึงกระดูกสะบ้าหัวเข่าให้หมุนออกไปด้านนอกด้วย

Screen Shot 2014-07-31 at 10.02.39 AM

           รูป 4                                         รูป 5

หัวเข่าไฮเปอร์เอ็กซ์เต็นด์ (Hyperextended knee) คือ อาการข้อต่อเคลื่อนเกิน หมายถึงอาการที่ข้อต่อมีความยืดหยุ่นมากกว่าปกติ จึงทำให้ข้อต่อยืดและบิดได้มากขึ้น มักจะเป็นจุดเสียของผู้ทำโยคะ(เช่นดิฉัน) เพราะสามารถยืดขาไปได้มากเกินไป โดยปกติเอ็นยึดจะมีคุณสมบัติยืดหยุ่น เมื่อมีแรงตึงจะค่อยๆ ยืดออกเล็กน้อย และกลับสภาพเดิมเมื่อไม่มีแรงตึง  แต่หากแรงตึงมากเกินจุดหนึ่งหรือถูกทิ้งไว้จนเกินระยะเวลาหนึ่ง เอ็นจะไม่สามารถกลับสภาพเดิม ถ้าเอ็นถูกยืดมากเกินไป ข้อต่อก็จะอ่อนแอลงและมีแนวโน้มจะเกิดข้อเคลื่อนในอนาคต

วกกลับมาคำถามในอีเมล์  ผู้ถามอายุยังน้อย น้ำหนักพอดี เพียงแต่มีสรีระขาโก่ง ดิฉันเองก็ขาโก่งมากค่ะ และเข่าข้างขวาก็หมุนออกเป็นผลให้ลักษณะเท้าขวาบิดเข้าทำให้ทิ้งน้ำหนักไปที่หัวนิ้วโป้ง เรียก “เท้าโพรเนท” (Pronated foot) เป็นผลให้เป็นตาปลา และขาขวายัง “หัวเข่าไฮเปอร์เอ็กซ์เต็นด์” อีก ทำให้ดิฉันหลงคิดว่าตัวเองตัวอ่อนมาก ขาสามารถอ้าได้สุดๆ ตั้งแต่เรียนโยคะและสรีระ (Anatomy) ก็มาทำความรู้จักร่างกายและสรีระตัวเองมากขึ้น ดิฉันปรับท่าโยคะต่างๆ เช่นงอเข่านิดๆ เวลาเข้าท่าดาวน์ด๊อก และทำท่าสามเหลี่ยม และตอนนี้ดิฉันใส่รองเท้าที่มี arch support ยี่ห้อ Orthaheel ดิฉันไม่คิดว่าการผ่าตัดจะช่วยให้ขาตรง นอกจากนี้การผ่าตัดบริเวณข้อเข่า จะเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าอักเสบกลับมาได้อีก และ เมื่อข้อเข่าอักเสบก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวเข่าอ่อนแรงลง  และเมื่อกล้ามเนื้อหัวเข่าอ่อนแรงก็จะเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าอักเสบได้ สรุป มันก็จะวนเวียนกลับไปกลับมาอย่างนี้ค่ะ

ฉบับหน้า  ดิฉันจะเขียนเรื่อง วิธีบริหารแก้เข่าเสื่อม และท่าโยคะต่างๆที่ถ้าทำถูกวิธี จะช่วยแก้แต่ถ้าทำไม่ถูกก็จะทำให้ปวดเข่ามากขึ้น

 

ซัมเม่อร์อลาสก้า

ดิฉันพึ่งกลับจากเที่ยวเรือสำราญอลาสก้าหรือ “อลาสก้า ครูซ” (Alaska Cruise) ไป 6 ก.ค. ถึง 13 ก.ค. ไปกัน 4 คน พี่สาวและพี่เขยจากเยอรมัน ดิฉันและสามี  ดิฉันชอบอลาสก้ามาก อากาศดีไม่หนาวอย่างที่คิดและมีแดดดีตลอดเกือบทุกวัน โดยปกติอากาศรัฐอลาสก้าจะหนาวมากและมีหิมะตก จับเป็นธารน้ำแข็งหรือ “เกลเชียร์” (Glacier) ตามเขาในทะเล จึงไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือสำราญ ฉะนั้น Alaska Cruise จะเดินเรือเพียงช่วงฤดูร้อนเท่านั้นระหว่างเดือนพ.ค. ถึง ก.ย.

อลาสก้า

อลาสก้าเป็นรัฐที่ 49 ของอเมริกา อเมริกาซื้ออลาสก้ามาจากรัสเซียปี ค.ศ. 1867 ในราคา $7.2 ล้านเหรียญดอลล่าร์ (ประมาณ 2 เซ็นต์ต่อเอเคอร์สมัยโน้น) และได้ประกาศอลาสก้าเป็นรัฐที่ 49 เมื่อวันที่  3 มกราคม 1959 (อเมริกามีรัฐทั้งหมด 50 รัฐ ฮาวายเป็นรัฐที่ 50 ทดสอบความรู้คนที่จะไปสอบซิติเซ่นค่ะ) ชื่อ “อลาสก้า” ในภาษารัสเซียนเขียน Аляска อ่าน “อัลเยสก้า” (Alyeska) ภาษาอังกฤษไม่มีตัว R กลับหลังя แบบภาษารัสเชียน ไปมายังไงไม่ทราบกลายเป็นเรียก “อลาสก้า” คำว่า“อัลเยสก้า”หมายถึง“แผ่นดินใหญ่” (The great land) ซึ่งคล้ายสำนวนภาษาพื้นเมืองชาว อลาสกั้นของชนเผ่า“อลูท” (Aleut) ซึ่งแปลว่า “สิ่งที่ทะเลชี้ไปหา” (object to which the action of the sea is directed) อลาสก้าเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาพื้นที่ประมาณ 586,412 ตารางไมล์ (1,518,800 ตารางก.ม.) จำนวนประชากรตามสำรวจสัมมะโนประชากรของสหรัฐ (U.S. Census Bureau) ปี 2013 มีประชากรเพียง 735,132 คน รัฐอลาสก้าเป็นรัฐที่มั่งคั่งอันดับ 10 ของอเมริกา ค่าครองชีพรัฐนี้สูงกว่ารัฐอื่นๆทั้ง 48 รัฐ ยกเว้นรัฐฮาวาย เปอร์เซ็นคนว่างงานปี 2014 เพียง 6.4% เศรษฐกิจหลักของอาสก้ามาจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมการประมง และจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐอลาสก้าไม่แบ่งเขตเป็น “เคาน์ตี้” (County) เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆแต่แบ่งเป็นแคว้นเรียก “เบอโร” (Boroughs) มีทั้งหมด 16 เบอโร เมืองหลวงรัฐอลาสก้าคือ “จูโน” (Juneau) เมืองจูโนไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อถึงเมืองอื่นๆในอลาสก้า คุณจะไปจูโนได้โดยบินและทางเรือเท่านั้น เมืองที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรอลาสก้าทั้งหมดคือ เมือง “แองเคอเร็จ” (Anchorage) เมืองที่คนมีรายได้สูงสุดคือเมือง “ฮาลิบัท โคฟ” (Halibut Cove) ประมาณ $89,895 ต่อบุคคล เวลารัฐอลาสก้าช้ากว่าคาลิฟอร์เนีย 1 ชั่วโมง

 

 

 

แผนที่รัฐอลาสก้า

YOGAPEDIA_ATTACHMENT

ดูจากแผนที่รัฐอลาสก้า “สีแดง” อลาสก้าอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของทวีปอเมริกาเหนือ ทางเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์คติค ทางตะวันออกติดกับแคว้น “ยูคอน” (Yukon Territory) และ “บริติช โคลัมเบีย” (British of Columbia) ของประเทศแคนาดา ทางตะวันตกติดทะเลแบริ่ง (Bering Sea) ซึ่งห่างจากหมู่เกาะเล็กใหญ่ของรัสเซียนับช่วงน้ำทะเลเพียงแค่ 4.8 ก.ม. (3 ไมล์)ทางใต้ติดอ่าวอลาสก้าและมหาสมุทรปาซิฟิก รัฐวอชิงตันอยู่ใกล้รัฐอลาสก้าที่สุดโดยมี “บริติช โคลัมเบีย” (แคนาดา) กั้นกลางประมาณ 800 ก.ม. (500 ไมล์)

เส้นทางเดินเรือ

YOGAPEDIA_ATTACHMENT

เราบินจากลอสแองเจลิสไปเมือง“แองเคอเรจ” (Anchorage) ประมาณ 5 ชั่วโมง เราพักแองเคอเรจ 1 คืน เช้าวันอาทิตย์เราจองรถทัวร์จากโรงแรมไปท่าเรือเมือง Seward ประมาณ  4.5 ช.ม. ระหว่างทาง รถจอดให้เที่ยว National Park ดูสัตว์ป่าหลายชนิดแต่ส่วนมากจะเป็น “มูส” (Moose) มูสก็คล้ายๆกวางแต่มีเขาและตัวใหญ่กว่า  ที่ท่าเรือก่อนขึ้นเรือ มี “มูส” ปลอมรอต้อนรับ ดูรูป 1 และ 2 วันขึ้นเรือ มูสตัวจริงและมูสปลอม  เรือสำราญที่เราไปชื่อ Statendam ของประเทศฮอลแลนด์ ขนาดกลางมีแคบินเพียง 7 ชั้น คนงานในเรือส่วนมากเป็นชาวอินโดนีเซีย (เนื่องจากอินโดเคยเป็นเมืองขึ้นฮอลแลนด์) คนเที่ยวส่วนมากมาเป็นครอบครัว เรือออกจากท่า 2 ทุ่มวันอาทิตย์ เส้นทางเดินเรือของเราเรียบไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ดูรูปข้างบน จาก Seward ไปเมือง Haines จาก Haines ไป Juneau จาก Juneau ไป Ketchikan จาก Ketchikan ไปเมืองแวนคูเว่อร์ (Vancouver) ซึ่งอยู่ทางใต้ก่อนถึง Bellingham Wash ขากลับเราบินจากแวนคูเว่อร์ไป แอลเอ (L.A. Los Angeles) ส่วนพี่สาวและพี่เขยบินจากแวนคูเว่อร์ตรงไปมิวนิค (Munich)

เกลเชียร์ (Glacier)

เรือแล่น 2 วันก่อนถึง Haines เช้าวันอังคารที่ 8 ก.ค. เรือแล่นเข้า “เกลเชียร์ เบย์ แนชั่นแนลพาร์ค” (Glacier Bay National Park) จุดสนใจที่สุดของการเที่ยวอลาสก้าคือเพื่อไปดู “เกลเชียร์” หรือธารน้ำแข็ง ซึ่งจะหาดูได้ในเฉพาะเมืองหนาวจัดๆ “เกลเชียร์”(Glacier) คือ ธารน้ำแข็งเกิดจากหิมะตกลงมาและสะสมกันจนหนาเป็นเวลานานหลายร้อยหลายพันปี เมื่อมีอากาศเปลี่ยนแปลง จึงเกิดการเคลื่อนตัวลงมาช้าๆตามไหล่เขาหรือที่ลาดชัน เนื่องจากธารน้ำแข็งหนักขณะเคลื่อนตัวมันก็จะไหลครูดบริเวณที่รองรับจนเกิดเป็นหุบเขาตัดขวางเป็นรูปตัวยู เรียก “ฟิยอร์ด” (Fjord) ซึ่งคล้ายๆอ่าวเล็กที่ถูก“เกลเชียร์” เซาะและกัดกร่อนจนเว้าเป็นร่องลึกเข้าไปในฝั่งระหว่างหน้าผาสูงชันตามเชิง  เมื่อธารน้ำแข็งไหลไปถึงตอนล่างก็จะค่อยๆแตกออกละลายกลายเป็นลำธาร ส่วนธารน้ำแข็งที่ถูกตัดขาดและแตกออกไหลลงทะเลเรียกว่าภูเขาน้ำแข็ง  เกลเชียร์จะมีสีเขียวแกมน้ำเงินสวยมากๆ สีเหมือนเพชรสีฟ้าที่ส่องประกายเมื่อถูกแดดส่องแว๊บวับ  ดูรูป 3 ถ่ายจากเรือที่ อ่าว เกลเชียร์ (Glacier Bay) ธารน้ำแข็งกำลังแตก คุณสามารถเห็นชิ้นน้ำแข็งที่ละลายไม่หมดลอยในน้ำ ขณะเรือแล่นเราสามารถได้ยินเสียงน้ำแข็งแตกคร๊อกแคร๊ก

เมืองเฮนส์ (Haines)

เช้าวันพุธที่ 9 ก.ค. เรือแล่นเข้าท่า “สแก๊กเวย์” (Skagway Port) เมืองเฮนส์ (Haines) ดูรูป 4 ถ่ายจากเรือ Skagway Port  เราสามารถเลือกซื้อทัวร์หรือ “เอ็กซ์เคอร์ชั่น” (Excursion) ต่างหากไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆที่เรือจอด เราเลือกซื้อทัวร์นั่งรถไฟจาก Skagway ขึ้นไปเที่ยวแคว้นยูคอน (Yukon Territory) ขึ้นไปบนเขาสูงประมาณ 4 ช.ม. โดยมีไก๊ด์บรรยาย เล่าประวัติความเป็นมาของยูคอน ช่วงขุดทอง (Yukon Gold Rush) ดิฉันจับใจความได้ดังนี้ ตอนที่อเมริกาซื้ออลาสก้า ค.ศ. 1867 ตอนนั้นก็ยังไม่มีระบบการรังวัดที่ดิน เนื่องจากอลาสก้าทางด้านตะวันออกติดกับแคนาดา อเมริกาและแคนาดาจึงมีการโต้แย้งในการแบ่งเขตตรงแคว้นยูคอน จนมาปี ค.ศ. 1896 -1899 (เพียง 3 ปี) มีคนค้นพบทองในแถบยูคอน แถบเขต  “คลอนได๊ค์” (Klondike) (ถ้าคุณอยู่อเมริกา คุณคงเคยทานหรือเห็นโฆษณาไอสรีม บาร์ เรียก “คลอนได๊ค บาร์” ชื่อมาจาก Klondike นี้) เมื่อข่าวแพร่สะพัด หนังสือพิมพ์ในเมือง“ซีแอ็ตเติ้ล” (Seattle) ลงข่าว คนอเมริกันก็แห่กันมาแสวงหาโชคขุดทองกันที่“คลอนได๊ค์” ใน “ยูคอน” ช่วงนั้นเมือง Skagway ได้สมญานามว่า “เมืองที่ดีกว่านรกนิดหน่อย” คือ เต็มไปด้วยนักเลง อันธพาล ผู้หญิงหากิน บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ผู้มาขุดทองต้องเดินเขาขึ้นไปถึงยอดเขาสูง ผู้คนล้มตายกันมากมาย ไม่กี่คนที่เจอทองและรวยเพราะทอง แต่พวกหัวการค้าร่ำรวยจากการหากินกับพวกขุดทอง มีมาก พวกนี้ได้เปิดร้านอาหาร เปิดโรงแรมให้คนเช่า รับจ้างพาคนปีนเขาขึ้นไปขุดทอง เป็นต้น หนึ่งในผู้มีชื่อเสียงที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีจากการหากินกับพวกขุดทองคือ Frederick Drumpf ซึ่งเป็นปู่ของ “ดอนัลด์ ทรัมพ์” (Donald Trump) อภิมหาเศรษฐี Frederick อพยพมาจากเยอรมันี ได้มาตั้งร้านอาหารชื่อ Artic restaurant ช่วงยุคขุดทอง และกิจการอื่นๆจนร่ำรวย หลังจากยุคขุดทองหมดจึงกลับไปอยู่นิวยอร์ค ตอนเป็นซิติเซ่นได้เปลี่ยนนามสกุลจาก Drumpf เป็น Trump ทัวร์รถไฟพาเราขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่คนขุดทองต้องปีนขึ้นไป ซึ่งสูงมากๆเกือบสุดยอดเขา เราได้เห็นหลุมฝังศพของอันธพาล สถานที่ๆม้าตกเขาตายเป็นร้อยๆตัว วิวระหว่างทางสวยมากทีเดียว เมื่อเราถึงยอดเขาจะเห็นธงชาติ 5 ธงปักอยู่เป็นที่บ่งเขตอเมริกาและแคนาดา ถึงตรงนี้สุดทัวร์รถไฟ และเราย้อนกลับไป Skagway  ดูรูป 5 ยอดเขา แคว้น ยูคอน ธงจากขวาไปซ้ายคือ  ธงอลาสก้า ธงสหรัฐอเมริกา ธงแคนาดา ธงบริติช โคลัมเบีย  และธงแคว้นยูคอน 

เมืองจูโน (Juneau)

เช้าวันพฤหัสที่ 10 ก.ค. เรือถึงเมือง “จูโน” (Juneau) อากาศวันนั้นดีมากๆประมาณ 60 F องศา (16+ C) รถทัวร์มารับเรา 9.00 โมงเช้า แห่งแรกพาไปสวนป่าไม้เล็กๆชื่อ Juneau Rainforest Garden ดูรูป 6 สามารถเดินรอบสวนภายใน 45 นาที มีต้นไม้และดอกไม้ป่าธรรมชาติมาจากฝนป่า ดิฉันชอบทัวร์นี้สุดๆ ได้เดินสูดอากาศเต็มปอดตอนเช้า คุณสามารถเดินกับดิฉันได้ลองหลับตาและปล่อยวางทุกอย่าง  วาดภาพตัวเองเดินในสวนป่าธรรมชาติ ได้กลิ่นชุ่มชื่นจากฝน ต้นสน ต้นเฟิร์น มอส ต่างชนิด หูได้ยินเสียงลำธารไหล เสียงนกจุ๊บจิ๊บจู๋จี๋กัน เมื่อลืมตาคุณจะเห็นต้นไม้และดอกไม้ป่าเขียวชอุ่ม และสีสรร ดูรูป 7 ดอกไม้ป่าประจำรัฐอลาสก้าชื่อ Fireweed นอกจากสวยแล้วยังมีประโยชน์ ทำยาและทำอาหารได้   คู่สามีภรรยาที่เป็น “โฮส” (Host) ชื่อ เจ๊ฟ และเจน ดูรูป 8 เขาทั้งสองย้ายมาอยู่อลาสก้าได้ 30 ปี หน้าตาทั้งสองสดชื่นมีความสุขมาก ไม่มีรอยความเครียด เห็นสวนและหน้าตาเขาแล้ว ดิฉันหันไปชวนสามีว่า “เราย้ายไปอยู่อลาสก้ากันไม๊ที่รัก”  สามีตอบกลับ “แล้วหน้าหนาวล่ะ?” เฮ้อ! ชอบสะดุดจินตนาการกันเรื่อย หลังจากนั้นรถพาไปต่อที่ “เม็นเด็นฮอลล์ เกลเชียร์” (Mendenhall Glacier) และที่นั่นเขาปล่อยให้เราเดินเกือบ 2.5 ชั่วโมง ดูรูป 9 ถ่ายจากระยะไกลก่อนเดินบนหินข้ามไปดูน้ำตกและเกลเชียร์ใกล้ๆ โอย ดิฉันหลงไหลมันมาก ดิฉันเดินลัดเลาะจนไปถึงธารน้ำตกและหุบเขาเกลเชียร์ แทบจะเอื้อมมือถึงก็ว่าได้ เช้าวันนั้นเราโชคดีน้ำยังไม่ขึ้นสูงเพราะถ้าน้ำขึ้นสูงเราจะไม่สามารถเดินบนหินได้ นอกจากจะลุยน้ำ  ดูรูป 10 ดิฉันต้องทรงตัวเดินบนหิน  เมื่อยืนอยู่หน้าน้ำตก ดิฉันแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ยืนโยคะไหว้พระอาทิตย์ 4 จบ หน้าน้ำตก  ดูรูป 11 ไหว้พระอาทิตย์ และรูป 12 สามีซึ่งอยู่อีกฟาก ซูมรูปดิฉันโยคะท่าต้นไม้ ฮั่นแน่มีหนุ่มแอบทำตามอยู่ข้างหลัง  หลังจากกลับจากเกลเชียร์ รถทัวร์พาเรากลับไปที่ท่า เราไปขึ้นกระเช้ารถไฟฟ้าหรือ Sky Tram ต่อ ดูรูป 13 ถ่ายรูปท่าเรือจาก Sky Tram ทัวร์ที่จูโนทั้ง 3 แห่ง สวนป่าจูโน เม็นเด็นฮอลล์ เกลเชียร์ และกระเช้ารถไฟฟ้า เป็นวันที่ดิฉันชอบมากที่สุดของเที่ยวครั้งนี้ และตั้งใจว่าต้องกลับไปอีก

คายัคน้ำทะเล ( Sea Kayak)

วันศุกร์วันสุดท้ายที่เรือจอดท่า เราถึงเมือง “เค็ทชิคาน” (Ketchikan) ตอนเช้า ดิฉันไม่ได้จองทัวร์ล่วงหน้า จึงซื้อทัวร์ในเรือ ดิฉันเลือกไปพายเรือคายัค 3.5 ชั่วโมง ระยะเวลาพายจริงๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น  เป็นครั้งแรกที่เราทั้งสองคายัค ทีแรกก็นึกกลัวแต่ปลอบใจว่าเราว่ายน้ำเป็น ถ้าเรือร่มกลัวอะไร ปรากฎว่าพอพายจริงสนุกและไม่กลัว  ดิฉันเชื่อว่าโยคะช่วยให้การทรงตัวหรือ “บาล๊านซ์” (balance) ของเราทั้งสองดี ดูรูป 14 ไก๊ด์พาเราพายเรือออกไปไกลพอสมควร ไปที่เกาะนกอินทรีย์ (Eagle Island) เพื่อไปดูดูนกอินทรีย์หัวล้านเรียก “บอลด์ อีเกิ้ล” (Bald Eagles) นกอินทรีย์หัวล้านนี้เป็นนกประจำประเทศอเมริกา เกาะนี้เต็มไปด้วยต้นสนต่างชนิดสูงทึบ วิธีมองหา“บอลด์ อีเกิ้ล” ตามต้นไม้ คือให้มองหาลูกกอล์ฟบนกิ่งไม้ นั่นคือหัวนก ดูรูป 15 เราได้เห็น“บอลด์ อีเกิ้ล” อย่างใกล้ชิดมาก คือ นกบินผ่านเราโดยวนอยู่หลายรอบเหนือเรือหาปลาซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากคายัคเรา และมันบินวน 2-3 รอบ ในที่สุดบินโฉบลงน้ำคาบปลาได้ และบินกลับไปที่รังนกบนต้นไม้ กว่าสามีจะดึงกล้องออกมาจากถุงแห้ง (dry bag) ก็ไม่ทันถ่ายรูปนกคาบปลา แต่ได้รูปนกบินกระพือปีกเต็มที่สวยมาก ดูรูป 16 ความยาวของปีก“บอลด์ อีเกิ้ล” เมื่อกระพือกว้างออก “วิงแสปน” (Wingspan) ของนกประมาณ 1.8-2.3 เมตร (5.9-7.5 ฟุต)

กิจกรรมในเรือ

ในเรือจะมีกิจกรรมเยอะ เริ่มแต่เช้า 7.00-7.30 น มีออกกำลัง ยืดเส้นสาย (Stretch and Relax) 7.30-8.00 น. Fab Abs (Fabulous abdomens) หรือบริหารหน้าท้อง 2 คลาสนี้ฟรี  8.00-9.00 น. มีโยคะ ค่าเรียน $12 ต่อคลาส มีห้องทานอาหาร 3 คือ (1) ห้องบุฟเฟท์แต่งตัวสบายๆ (2) ห้องอาหารที่ไม่ต้องสำรองเวลาและที่นั่ง และ (3) ห้องอาหารที่ต้องสำรองเวลาและที่นั่งก่อน ทั้งสองห้องอาหารเราต้องแต่งตัวดีหน่อยและมีแต่งหรูคือชุดราตรี 2 วัน (เขาจะบอกวันล่วงหน้า) ทั้งวันหลังจากอาหารเช้าก็มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ 10.00 โมงเช้าไปถึงเที่ยวคืน มีระเบียงนอกแคบินให้นอนอาบแดด มีที่เดินรอบเรือ สระว่ายน้ำ 2 สระ สถานที่เล่นของเด็ก สถานที่เต้นรำ โรงหนัง บาร์ คาสิโน ห้องกาแฟ ห้องสมุด แกลเลอรี่ และสปา เป็นต้น กิจกรรมดิฉันก็คือ ตื่นเช้าไปออกกำลัง 2 ชั่วโมง 7.00-9.00 น ทานอาหารเช้ากับครอบครัว หลังอาหารเช้า เดินกับสามี และหลังจากนั้นถ้าไม่ได้ออกไปทัวร์ ดิฉันจะไปใช้สปา (คนเดียว) ต้องเสียตังทั้ง 7 วัน $99 มีเตียงนอนร้อน ห้องสตีม จาคุซี่น้ำแร่ (Mineral Jacuzzi) ห้องซาวน่า (Sauna) ตอนเย็นเราเลือกทานห้องอาหารให้เขาเสริฟ เพื่อเราจะได้ลิมิตทานอาหารเท่าที่เขาเสริฟ ตอนกลางคืน เราดูโชว์วันเดียวนอกนั้นดิฉันกับสามีไปนั่งห้องสมุด ดื่มกาแฟและเล่น scrabble กัน อยู่ในเรือกว่าจะนอนก็เกือบ 5 ทุ่ม เพราะยังมีแดด กว่าจะมืดก็หลังเที่ยงคืน และสว่างเร็วประมาณตี 3

วันสุดท้าย (Inside Passage)

วันเสาร์ที่ 12 ก.ค. วันสุดท้าย เรือร่องทั้งวันลัดเลาะไปตามหมู่เกาะเรียก “อินไซด์ พาซเสจ”(Inside Passage) เราก็รีแล็กซ์ ดูวิวเกลเชียร์  ดิฉันคิดว่าดิฉันเห็น Fjord เราเข้าเขตน้ำของ“บริติช โคลัมเบีย” (แคนาดา) และเรือถึงเมือง “แวนคูเว่อร์” (Vancouver)  ประมาณ 8 โมงเช้าวันอาทิตย์ รถมารับจากท่าเรือไปสนามบิน เครื่องบินดิฉันออกบ่าย 2.30 น เลยมีเวลานั่งดูแข่งฟุตบอลโลกระหว่างเยอรมันและอาร์เจ็นติน่าในลาวนจ์ (Lounge) จนจบเวลาเสมอ 0-0 เราไม่ได้ดูโอเว่อร์ไทม์เพราะต้อง“บอร์ดดิ้ง” (Boarding) คิดว่ากับตันจะประกาศผลก็ไม่ประกาศต้องรอจนกว่าเครื่องบินแลนด์ถึงรู้ว่าเยอรมันชนะ Yeah! (ช่วยพี่สาวเชียร์)